- หน้าแรก
- ทรราชย์ข้ามมิติ ขุมพลังต้นไม้บรรพกาลกวาดล้างหมื่นเผ่าพันธุ์
- บทที่ 54 - ต่างคนต่างมีแผน
บทที่ 54 - ต่างคนต่างมีแผน
บทที่ 54 - ต่างคนต่างมีแผน
บทที่ 54 - ต่างคนต่างมีแผน
บนที่ราบแห่งหนึ่ง ณ ชายแดนทิศใต้สุดของจิ่วเฉวี่ยน กองทัพสองทัพจำนวนราวสองถึงสามหมื่นนาย ตั้งค่ายประจันหน้ากันโดยมีแม่น้ำสายหนึ่งคั่นกลาง
ทัพหนึ่งคือกองทัพจิ่วเฉวี่ยน ส่วนอีกทัพคือกองทัพเอ้อเจี่ยว ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีหัวเป็นจระเข้
แม่น้ำสายนั้นตื้นมาก ลึกเพียงหัวเข่า ในตอนนี้ มองไม่เห็นความสวยงามของแม่น้ำเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว น้ำในแม่น้ำไม่ใสสะอาด และไม่มีพืชน้ำลอยอยู่เลย
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา มีเพียงศพที่นอนระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด มีทั้งศพชาวจิ่วเฉวี่ยน และศพชาวเอ้อเจี่ยว
น่าสยดสยองยิ่งนัก
แคว้นเอ้อเจี่ยวที่อยู่ทางทิศใต้ของจิ่วเฉวี่ยน มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่กลับมีหัวเป็นจระเข้ ฟันที่แหลมคมเป็นซี่เล็กๆ บวกกับใบหน้าจระเข้อันดุร้าย ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กร้องไห้จ้าได้เลยทีเดียว
ในโลกป่าเถื่อนอันไร้ขอบเขต แทบจะไม่มีประเทศเพื่อนบ้านที่มีระดับความแข็งแกร่งพอๆ กัน แล้วสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติเลย ประเทศที่อยู่ในระดับเดียวกันแทบทุกประเทศ ล้วนแต่ทำสงครามแย่งชิงทรัพยากร ดินแดน และอาหารกันอย่างบ้าคลั่ง
การเข่นฆ่า การพิชิต และการกดขี่ข่มเหง คือเรื่องปกติในโลกป่าเถื่อนอันไร้ขอบเขต
ภายในค่ายทหารจิ่วเฉวี่ยน ชาวจิ่วเฉวี่ยนในชุดเกราะสีดำ เผยให้เห็นเขี้ยวอันน่ากลัว กำลังนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน
เขามีลักษณะแตกต่างจากชาวจิ่วเฉวี่ยนคนอื่นๆ อย่างชัดเจน นั่นคือมีขนสีแดงไปทั้งตัว
ชาวจิ่วเฉวี่ยนแบ่งชนชั้นตามสายเลือด สีเทาคือชนชั้นต่ำสุด สีดำคือชนชั้นสูงสุด นอกจากสองสีนี้แล้ว ก็แทบจะไม่มีสีอื่นอีกเลย
ขนสีแดงฉาน ถือเป็นพวกนอกคอก ที่จะต้องถูกเหยียดหยามและถูกฆ่าตาย
แต่ทุกคนในเต็นท์นี้ล้วนเป็นระดับแม่ทัพของจิ่วเฉวี่ยน กลับไม่มีใครกล้าแสดงความไม่เคารพต่อชาวจิ่วเฉวี่ยนขนสีแดงที่นั่งอยู่บนที่นั่งสูงสุดเลย
เพราะเขาคือผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นจิ่วเฉวี่ยน เป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้น เคยทำให้ยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นไท่ชางบาดเจ็บสาหัส จนเป็นเหตุให้ยอดฝีมือผู้นั้นถึงแก่ความตาย
เขาคือตู้ซาง ผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพจิ่วเฉวี่ยน
"ท่านแม่ทัพ การบุกโจมตีอย่างหนักของแคว้นเอ้อเจี่ยวทั้งสามครั้ง ล้วนถูกเราตีโต้กลับไปได้ ทำให้พวกมันสูญเสียอย่างหนัก ข้าคิดว่าภายในสองสามวันนี้ พวกมันคงไม่กล้าบุกมาอีกแล้ว" แม่ทัพชาวจิ่วเฉวี่ยนคนหนึ่งทำความเคารพตู้ซาง แล้วกล่าวรายงาน
ตู้ซางหยิบเนื้อดิบชุ่มเลือดชิ้นใหญ่ขึ้นมาจากโต๊ะตรงหน้า กัดเข้าไปคำโต เลือดไหลซึมออกมาจากเนื้อดิบ หยดลงมาจากมุมปากของเขา ยิ่งเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวให้กับใบหน้าของเขา
"เจ้าต้องการจะพูดอะไร?" ตู้ซางกัดกินเนื้อสัตว์ พลางถามด้วยเสียงอู้อี้
"ท่านแม่ทัพ เราควรจะแบ่งกำลังทหารกลับไปเฝ้าเมืองดีไหม? ทหารที่รักษาเมืองอยู่นั้นมีน้อยเกินไป หากแคว้นไท่ชางได้ข่าว เกรงว่าพวกมันอาจจะฉวยโอกาส..."
แม่ทัพชาวจิ่วเฉวี่ยนผู้นั้นยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกแม่ทัพอีกคนพูดแทรกขึ้นมา "ไท่ชางงั้นหรือ? ต่อให้พวกมันมีสิบความกล้า พวกมันก็ไม่กล้ายกทัพมาโจมตีจิ่วเฉวี่ยนหรอก พลังของพวกมันหลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาสองครั้ง ก็อ่อนแอจนถึงขีดสุดแล้ว!"
"ราชทูตจิ่วเฉวี่ยนที่ถูกส่งไปรีดไถเสบียงอาหารที่ไท่ชาง รวมทั้งทหารคุ้มกันกว่าร้อยคน ล้วนถูกเจ้าผู้ครองแคว้นเด็กเมื่อวานซืนของไท่ชางฆ่าตายจนหมด! พวกมันมีอะไรที่ไม่กล้าทำบ้างล่ะ?"
"สมองของพวกขุนนางไท่ชาง คงจะลอยตามอดีตอ๋องจี้ชางไปสู่ลานสวรรค์เทียนชางของพวกมันแล้วล่ะมั้ง! ถึงได้เลือกคนบ้ามาเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น! รอให้แคว้นเอ้อเจี่ยวถอยทัพกลับไปก่อนเถอะ ข้าจะไปขออนุญาตท่านแม่ทัพและฝ่าบาท ให้นำทัพไปบุกไท่ชาง แล้วตัดหัวไอ้เด็กบ้านั่นมาแขวนไว้ในพระราชวังให้ได้!"
บรรดาแม่ทัพต่างส่งเสียงเอะอะโวยวายกันลั่นเต็นท์ ตู้ซางจึงพูดขึ้นเบาๆ ว่า "หุบปากกันให้หมด"
ภายในเต็นท์เงียบกริบลงทันที
"ไท่ชางเปลี่ยนเจ้าผู้ครองแคว้นคนใหม่ แถมยังมีกองทัพลึกลับระดับกองทัพสุนัขดุร้ายโผล่มาอีก พวกมันคงไม่ปล่อยโอกาสดีๆ แบบนี้ไปแน่ หากสามารถทำให้พวกเราถูกโจมตีทั้งหน้าและหลัง จนกองทัพปั่นป่วนได้ แคว้นเอ้อเจี่ยวก็อาจจะสามารถเอาชนะจิ่วเฉวี่ยนในการรบซึ่งหน้าได้"
พูดจบ เขาก็กลืนชิ้นเนื้ออาบเลือดในมือลงไป เคี้ยวอย่างแรงอยู่พักหนึ่ง แล้วคายสิ่งแปลกปลอมสีเขียวออกมา
เมื่อมองดูดีๆ จะพบว่าสิ่งแปลกปลอมสีเขียวนั้น ไม่ต่างจากหนังจระเข้บริเวณคอของชาวเอ้อเจี่ยวเลย!
"อาหารกลางวันวันนี้ใครเป็นคนทำ? ถลกหนังไม่เกลี้ยงเลย"
เขาบ่นพึมพำ แล้วกวาดสายตามองบรรดาแม่ทัพ แววตาฉายแสงแห่งความโหดเหี้ยม "ทหารหนีทัพคนนั้น น่าจะถูกพวกไท่ชางจับตัวไปแล้ว ปล่อยพวกมันมาเถอะ! ปล่อยให้พวกมันมา! ฝ่าบาทได้เตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ต้อนรับพวกมันแล้ว!"
ทหารสองพันนายที่ได้รับพระราชทานนามจากเจ้าผู้ครองแคว้นหนุ่มว่า 'องครักษ์เงินไท่ชาง' กำลังเดินทัพอย่างเป็นระเบียบ
พวกเขาคือผู้ที่เก่งกาจที่สุดในหมู่ทหารชางโส่ว ทุกคนล้วนมีพลังระดับหก หากเทียบกับกองทัพชางเว่ยในอดีต พลังของพวกเขก็ยังแข็งแกร่งกว่ามาก
เมืองไท่ห่างจากชายแดนทิศใต้แปดร้อยลี้ กองทหารระดับหกเดินทัพอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยาม ก็มาถึงชายแดนแล้ว
แม้จะเรียกว่าชายแดน แต่ความจริงแล้วมันคือพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่เชื่อมต่อกัน ไร้ซึ่งพืชพันธุ์ใดๆ มีเพียงสัตว์ร้ายขนาดยักษ์เพ่นพ่านไปมา ไม่มีการตั้งด่านชายแดนใดๆ ทั้งสิ้น แคว้นจิ่วเฉวี่ยนก็ไม่เคยคิดจะยึดครองดินแดนแถบนี้เลย
เพราะมันไม่คุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แม้แต่โครงไก่ที่กินแล้วจืดชืดทิ้งไปก็เสียดาย แต่มันคือดินแดนที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
ยอดฝีมือกว่าสองพันนายแผ่พลังปราณอันรุนแรงออกมา ทำให้สัตว์ร้ายบนพื้นที่รกร้างต้องถอยห่าง หลีกเลี่ยงการปะทะ
หากมีคนเดินทางมาเพียงไม่กี่คน คงถูกพวกมันกลืนลงท้องไปนานแล้ว
จี้เซี่ย จีเชี่ยนฉิง และพั่วเสียนเดินนำหน้าสุด พวกเขาเดินอย่างสบายๆ แต่ความเร็วก็ไม่แพ้ทหารองครักษ์เงินไท่ชางที่เดินทัพอย่างเต็มกำลังเลย ด้านหลังยังมีแม่ทัพหรงลู่และเหมิงเหยียนเดินตามมา
"ตลอดทางไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย พวกจิ่วเฉวี่ยนไม่ได้ตั้งจุดสกัด หรือส่งทหารสอดแนมมาเลยหรือไง?" หรงลู่มีสีหน้าสงสัย
"มันน่าสงสัยจริงๆ แต่ก่อนที่องครักษ์เงินไท่ชางจะออกเดินทาง ข้าได้ส่งอินติงและทหารยมโลกอีกสิบคนล่วงหน้าไปสืบข่าวก่อนแล้ว"
"เดิมทีพวกเขาก็เชี่ยวชาญการซ่อนตัวในเงามืด แถมยังไม่มีพลังปราณแผ่ออกมา จึงเหมาะที่จะเป็นทหารสอดแนมที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีความเชื่อมโยงกับจิตใจของข้าอย่างบางเบา หากอินติงเกิดเหตุร้าย ข้าก็จะรู้ทันที"
"หากจิ่วเฉวี่ยนวางกับดักไว้ระหว่างทาง อินติงก็จะรีบกลับมารายงานข้า ดังนั้นพวกท่านไม่ต้องกังวลไป"
จี้เซี่ยมีสีหน้าเรียบเฉย ตอบข้อสงสัยของจีเชี่ยนฉิง
ผ่านไปไม่นาน ก็มีเงาร่างหลายสายพุ่งตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว พวกเขาสวมชุดเกราะ แม้จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แต่ก็แทบจะไม่มีเสียงดังเลย
เมื่อพั่วเสียนมองไปแต่ไกล เขาก็รู้ทันทีว่านี่คือกองทัพยมโลกที่จี้เซี่ยเคยพูดถึง
เรื่องที่เจ้าผู้ครองแคว้นหนุ่มอัญเชิญทหารยมโลกมาช่วยไท่ชางให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ เขาเองก็รู้ดี แต่หลังจากกลับมาที่ไท่ชาง เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของทหารยมโลกเลย ทำให้เขารู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก
จนกระทั่งวันนี้ เขาถึงได้เห็นอินติง หัวหน้าทหารยมโลก
ใบหน้าของอินติงยังคงซีดเซียว ซูบผอมราวกับคนตายไม่เปลี่ยน เมื่อเขาเห็นจี้เซี่ยและคนอื่นๆ อยู่ไกลๆ เขาก็รีบทิ้งทหารยมโลกที่เคลื่อนไหวช้ากว่า ไว้เบื้องหลัง แล้วพุ่งตรงดิ่งมาหาจี้เซี่ยทันที
"นายท่าน อินติงได้สำรวจเส้นทางสู่เมืองหลวงของจิ่วเฉวี่ยนอย่างละเอียดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทุกอย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีกับดักใดๆ เลย"
"ข้าได้ลอบเข้าไปในเมืองหลวงของจิ่วเฉวี่ยน และพบว่าทหารที่เฝ้าเมืองอยู่มีเพียงสามพันกว่านาย ไม่มีทหารหน่วยอื่นอยู่เลยพ่ะย่ะค่ะ"
เขามาถึงตรงหน้าทุกคน โดยไม่สนใจสายตาเป็นมิตรที่พั่วเสียนส่งมาให้ เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง และก้มหน้ารายงานต่อจี้เซี่ย
จี้เซี่ยพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วหันไปมองขุนนางและแม่ทัพไท่ชางที่อยู่ด้านหลัง "พวกท่านไม่ต้องกังวลหรอก หากจิ่วเฉวี่ยนมีพลังพอที่จะวางกับดักที่เราไม่สามารถตรวจจับได้ และสามารถทำลายองครักษ์เงินไท่ชางทั้งสองพันนายที่มีพลังระดับหกได้จนหมดสิ้น ป่านนี้พวกมันก็คงบุกเข้ามาทำลายไท่ชางไปนานแล้ว จะมาเสียเวลาล่อให้ไท่ชางเข้าไปในจิ่วเฉวี่ยนทำไม?"
"ต่อให้ทหารหนีทัพชาวจิ่วเฉวี่ยนคนนั้นจะเป็นแผนลับของพวกจิ่วเฉวี่ยน ต่อให้เป็นอย่างที่ทุกคนคาดเดาว่าตัวทหารหนีทัพเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรับบทบาทอะไร แต่ตราบใดที่จิ่วเฉวี่ยนยังไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของกองทัพไท่ชาง พวกเราก็ไม่มีอะไรต้องกลัว!"
หรงลู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าสิ่งที่เจ้าผู้ครองแคว้นคาดเดานั้นมีเหตุผลมาก ตามนิสัยของชาวจิ่วเฉวี่ยน หากมีพลังมากพอ พวกมันก็จะเย่อหยิ่งจองหอง คงไม่มานั่งเสียเวลาวางกับดักแบบนี้หรอก
หากพวกมันวางกับดักรอให้ไท่ชางมาติดกับดักจริงๆ ก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก
เพราะอย่างที่เจ้าผู้ครองแคว้นบอก องครักษ์เงินไท่ชางสองพันนายในตอนนี้ ไม่ใช่กองทัพชางโส่วในอดีตอีกต่อไป พลังของพวกเขา จะต้องทำให้พวกจิ่วเฉวี่ยนตกตะลึงอย่างแน่นอน