- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 75 นกทองคำมาเยือน
บทที่ 75 นกทองคำมาเยือน
บทที่ 75 นกทองคำมาเยือน
โชคดีที่โม่หลานเป็นจอมมนตรา
คุณภาพของพลังเวทนั้นสูง ทนทานกว่าพลังเวทมนตร์ แถมปริมาณโดยรวมยังสูงกว่าแม่มดน้อยในชั้นปีเดียวกันอยู่มาก
จึงมีโอกาสฝึกฝนเวทมนตร์มากกว่า และมีทางเลือกที่มากกว่าด้วย
หากเปลี่ยนเป็นแม่มดน้อยคนอื่น คงไม่มีทางฝึกฝนต่อเนื่องได้นานขนาดนี้แน่
ในสถานการณ์ที่พลังเวทมนตร์มีจำกัด แม้แต่การฝึกเวทมนตร์ก็ยังต้องจัดลำดับความสำคัญ
เมื่อโม่หลานคิดเรื่องพวกนี้ตก เธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมแม่มดส่วนใหญ่ถึงฝึกเวทเสกน้ำเฉพาะตอนที่จำเป็น และพอใจแค่เสกน้ำได้ปริมาณพอใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
การทุ่มเทพลังเวทมนตร์ไปกับการฝึกเวทมนตร์อื่นที่สำคัญกว่า สำหรับพวกเธอแล้วย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
หนังสือ ‘น้ำพุใสไหลริน’ มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้เวทเสกน้ำของโม่หลานเป็นอย่างมาก
เธอรู้แล้วว่า แต่ละช่วงควรจะฝึกฝนเวทมนตร์บทนี้อย่างไร
ที่เหลือ ก็คือการฝึกฝนไปทีละก้าว
อ่านหนังสือเล่มนี้จบ ก็ยังมีเล่มต่อไป
‘ตกลงว่าเวทมนตร์คืออะไรกันแน่’ ‘ประวัติศาสตร์แม่มด’ ‘การจุดไฟ แสงสว่าง และการสร้างน้ำ’... ล้วนกำลังต่อคิวรอให้เธออ่านอยู่!
เผลอแป๊บเดียว ก็อ่านไปจนถึงกลางดึกเสียแล้ว
เวลาช่วงสุดสัปดาห์ผ่านไปครึ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว โม่หลานสัมผัสได้ถึงความกดดันอย่างลึกซึ้ง
เพื่อให้สัปดาห์หน้าจะได้มีการเริ่มต้นใหม่ และได้อ่านหนังสือเล่มใหม่
เธอจึงควบคุมเวลานอนอย่างเข้มงวด โดยนอนไปเพียงห้าชั่วโมง ซึ่งคาบเกี่ยวอยู่บนเส้นเกณฑ์เวลานอนหลับเพื่อสุขภาพของแม่มดน้อยวัยสิบสามถึงสิบแปดปีพอดี
แถมยังตั้งใจทำการ์ดนาฬิกาปลุกขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อวางแผนเวลาให้แม่นยำยิ่งขึ้น
แต่น่าเสียดายที่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เธอก็ยังอ่าน ‘การจุดไฟ แสงสว่าง และการสร้างน้ำ’ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่ตั้งใจไว้ ไม่จบก่อนเที่ยงวันอาทิตย์อยู่ดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทดลองเรียนเวทมนตร์บทใหม่เลย
เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน เธอเชิญรุ่นพี่ลิลิธ วาชิด้า และซิลฟ์มากินมื้อค่ำ แต่ผลลัพธ์กลับพังไม่เป็นท่า โชคดีที่มีรุ่นพี่มาช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้
วันนี้เธอจะต้องล้างอายให้ได้
โม่หลานถือตะกร้าเตรียมตัวจะไปรับวัตถุดิบสดใหม่ที่จุดรับวัตถุดิบ
เท้ายังไม่ทันก้าวออกจากประตูหอพัก ก็เห็นพวกรุ่นพี่บินอยู่เต็มท้องฟ้าเหนือบริเวณหอพักไปหมด
พวกรุ่นพี่กำลังจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ด้วยไม้กวาดบินอะไรกันอีกเนี่ย?
แต่ทำไมถึงได้ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศกันหมดล่ะ?
“รุ่นพี่ลิลิธคะ! พวกพี่กำลังทำอะไรกันอยู่เหรอคะ?” โม่หลานถามด้วยความสงสัย
“รอจดหมายนกทองคำอยู่น่ะสิ!” ลิลิธตอบ “จริงสิ! พวกเธอยังไม่รู้สินะ? ทุกวันอาทิตย์ของสัปดาห์คู่ เวลาเที่ยงครึ่ง สถาบันจะเปิดช่องทางสำหรับจดหมายนกทองคำ จดหมายทั้งหมดจะบินเข้ามาในสถาบันและส่งถึงมือพวกเราในเวลานี้แหละ”
“จดหมายนกทองคำคืออะไรเหรอคะ?” โม่หลานค่อนข้างงุนงง
“จดหมายแจ้งเข้าเรียน เธอจำได้ใช่ไหม? นั่นแหละคือจดหมายนกทองคำระดับสูงสุด ทั้งความลับและความปลอดภัยล้วนอยู่ในระดับท็อป แถมยังผสานเวทมนตร์ของท่านจอมมนตราแห่งพันธสัญญาเอาไว้อีกด้วย” ลิลิธบอก
โม่หลานนึกถึงข้อตกลงเรื่องการเขียนจดหมายหากันที่เคยคุยกับคุณแม่ก่อนเข้าเรียน จึงรีบถาม “แล้วพวกเราจะต้องตอบจดหมายยังไงล่ะคะ?”
ลิลิธถอนหายใจ “รอให้เธอเรียนรู้วิธีทำกระดาษจดหมายนกทองคำสำเร็จก่อน ถึงจะตอบจดหมายได้ เรื่องนี้วิชาพื้นฐานการเล่นแร่แปรธาตุตอนปีสองถึงจะสอน ขนาดฉันเองก็ยังทำไม่เป็นเลย!”
สามารถรับจดหมายได้ แต่กลับตอบจดหมายไม่ได้ แบบนี้มันทรมานใจเกินไปแล้ว
โม่หลานไม่ต้องถามก็รู้ว่า นี่เป็นอีกหนึ่งลูกไม้ของสถาบันที่ใช้กระตุ้นให้แม่มดน้อยอยากเรียนเวทมนตร์แน่นอน
อย่างน้อยตอนนี้ เธอก็แทบจะทนรอให้ถึงวิชาเล่นแร่แปรธาตุในอีกหนึ่งปีข้างหน้าไม่ไหว อยากจะเรียนรู้วิธีทำกระดาษจดหมายนกทองคำอะไรนั่นให้เป็นเร็ว ๆ แล้ว
“นกทองคำมาแล้ว!”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นมา โม่หลานเงยหน้ามองท้องฟ้าตามสัญชาตญาณ
แสงสีทองกว่าร้อยสาย พุ่งผ่านราวกับดาวตก ส่วนใหญ่ตกลงมาทางเขตหอพัก และมีส่วนน้อยที่บินไปทางอื่น
มีสายหนึ่ง บินพุ่งตรงมาทางเธอ
เมื่อเข้ามาใกล้หน่อย ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่ามันคือนกกระดาษสีทองตัวหนึ่ง
ขนาดเล็กกว่านกกระดาษของจดหมายแจ้งเข้าเรียนเล็กน้อย และแสงสีทองก็ดูหม่นกว่านิดหน่อย
เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้แนบเนียนเท่ากับจดหมายแจ้งเข้าเรียน นกทองคำตัวอื่น ๆ ต่อให้ไม่ใช่ของเธอ เธอก็สามารถมองเห็นร่องรอยได้อย่างชัดเจน
อย่างเช่นตัวที่กำลังจิกหน้าต่างหอพักของวาชิด้าดัง “ต๊อก ๆ ๆ” หรือตัวที่มุดเข้าหอพักของซิลฟ์ผ่านประตูที่แง้มเอาไว้โดยตรงนั่น
ส่วนตัวที่เป็นของโม่หลาน ก็ร่อนลงบนฝ่ามือของเธอโดยตรง
นกกระดาษตัวน้อยเอียงคอ แสงสีทองจางหายไป กลายสภาพเป็นกระดาษธรรมดาแผ่นหนึ่ง
“โม่หลานน้อย ชีวิตในสถาบันน่าตื่นเต้นไหมล่ะ?
ตอนที่จดหมายนกทองคำไปถึง น่าจะเป็นวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่สองใช่ไหม!
ตอนนี้ ลูกกำลังกลุ้มใจเรื่องแท็งก์น้ำที่น้ำแห้งขอดอีกครั้งอยู่หรือเปล่า? รายงานวิชาทฤษฎีเขียนเสร็จหรือยัง?
ฮ่า ๆ ๆ ไม่ต้องกลุ้มไปหรอก แม่มดน้อยทุกคนก็ผ่านเรื่องพวกนี้มาด้วยกันทั้งนั้นแหละ
ความยากลำบากที่เคยเจอตอนเรียน พอมานึกย้อนดูในภายหลังมันจะกลายเป็นเรื่องหอมหวานไปหมดนั่นแหละ
ทำใจให้สบายเถอะ อย่างน้อยลูกก็ยังมีพื้นฐานการทำอาหาร ไม่ต้องทนกินผลขนมปังรสชาติแย่ ๆ...”
โม่หลานกลั้นขำพลางพึมพำเบา ๆ “คุณแม่ชาน่าต้องคิดไม่ถึงแน่ ๆ ว่าฉันเป็นจอมมนตรา แถมยังเรียนเวทเสกน้ำสำเร็จตั้งแต่สัปดาห์ที่สอง แม้แต่การบ้านรายงานก็ยังเขียนเสร็จก่อนสุดสัปดาห์ซะอีก! อยากเห็นตอนคุณแม่ตกใจจังเลยแฮะ”
“...แม่ไม่ได้หลอกลูกใช่ไหมล่ะ ไข่นกตูตูในสถาบันน่ะ อยากกินเท่าไหร่ก็ได้กิน
ต้องรีบกินให้เยอะ ๆ ก่อนขึ้นปีสามนะ พอขึ้นปีสามไปแล้ว จะไม่ได้กินอีกแล้วล่ะ
ตอนนี้แม่กำลังเดินทางไปที่ท่าเรือจันทรา ได้ยินมาว่าที่นั่นมักจะมีหนุ่มหล่อเผ่าเงือกแอบขึ้นฝั่งมาบ่อย ๆ แม่เลยกะว่าจะอยู่ที่นั่นสักพัก
ครั้งนี้แค่นี้ก่อนแล้วกัน รอแม่ตั้งหลักที่ท่าเรือจันทราได้แล้วค่อยเขียนจดหมายไปหาใหม่นะ
รู้หรอกน่าว่าตอนนี้ลูกยังทำกระดาษจดหมายนกทองคำไม่เป็น ไม่ต้องรีบตอบจดหมายแม่หรอก
——รักลูกนะ ชาน่า”
โม่หลาน: “...”
สายเลือดทางฝั่งพ่อของเธอเป็นเผ่าพันธุ์อะไร ขนาดคุณแม่ชาน่าที่เป็นคนก่อเรื่องยังไม่รู้เลย คงเป็นเพราะคุณแม่เปลี่ยนแฟนไวเกินไปนั่นแหละ
ถ้าใช้คำพูดของคุณแม่ก็คือ จิตใจที่น่าเกลียดชังนั้นมีอยู่ดาษดื่น แต่รูปลักษณ์ภายนอกที่งดงามนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
คงจะเป็นโรคประจำตัวของแม่มดแห่งจิตใจล่ะมั้ง!
จดหมายฉบับนี้น่าจะเขียนระหว่างการเดินทาง ลายมือถึงได้ดูหวัด ๆ เนื้อหาก็สั้นกระชับ โม่หลานสัมผัสได้ถึงความรู้สึกร้อนรนของคุณแม่ชาน่าที่อยากจะไปให้ถึงท่าเรือจันทราใจจะขาด
“โม่หลาน! เธอก็ได้รับจดหมายเหมือนกันเหรอ?” ซิลฟ์วิ่งออกมาจากหอพัก กำลังจะถามอยู่พอดีว่าจดหมายพวกนี้บินมาจากไหน ก็หันไปเห็นโม่หลานที่กำลังอ่านจดหมายอยู่
“อื้ม! ทุกวันอาทิตย์ของสัปดาห์คู่เวลาเที่ยงครึ่ง สถาบันจะปล่อยให้จดหมายนกทองคำบินเข้ามาข้างในน่ะ” โม่หลานบอกข่าวที่ได้ยินมาจากรุ่นพี่ลิลิธให้เธอฟัง รวมถึงเรื่องวิธีตอบจดหมายด้วย
“น่าเจ็บใจนัก! ทำไมถึงไปสอนวิธีทำจดหมายนกทองคำเอาตอนปีสองล่ะเนี่ย! แบบนี้ก็เท่ากับว่าฉันไม่สามารถตอบจดหมายคุณพ่อคุณแม่ได้ตลอดทั้งปีเลยงั้นสิ?”
เหล่าแม่มดน้อยปีหนึ่งต่างพากันโอดครวญ
แต่บ่นไปก็ไม่มีประโยชน์
ไม่งั้นก็ต้องอ่านหนังสือในหอสมุดปีหนึ่งให้จบหมดด้วยตัวเอง แล้วไปขอใบอนุญาตเข้าหอสมุดปีสอง จากนั้นค่อยไปหาหนังสือที่นั่นเพื่อเรียนล่วงหน้า
ไม่อย่างนั้นก็ต้องรอให้อาจารย์ใหญ่สอนตอนปีสองเท่านั้น
จะไปขอกระดาษจดหมายจากรุ่นพี่ปีสูงกว่าก็ไม่ได้ เพราะอาจารย์ใหญ่ไม่อนุญาตให้รุ่นพี่ ‘ช่วยเหลือ’ พวกเธอ
เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด!
โม่หลานพับจดหมายเก็บอย่างเงียบ ๆ แล้วยัดใส่กระเป๋าสะพาย รอให้เธอทำกระดาษจดหมายนกทองคำเป็นเมื่อไหร่ ค่อยเขียนตอบกลับไปทีเดียว ถึงตอนนั้นเธอจะต้องทำให้คุณแม่ชาน่าตกใจจนตาค้างให้ได้เลย
ส่วนตอนนี้น่ะเหรอ ก็ไปเอาวัตถุดิบที่จุดรับวัตถุดิบต่อดีกว่า