- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 73 ยุคเทวะจุติ
บทที่ 73 ยุคเทวะจุติ
บทที่ 73 ยุคเทวะจุติ
โม่หลานอ่านเนื้อหาเกี่ยวกับยุคเทวะจุติไปเพียงไม่กี่หน้า ก็ต้องรู้สึกตกตะลึงกับความวุ่นวายของยุคสมัยนั้น
เดิมทีเธอคิดว่ามนุษย์เป็นเพียงเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาเผ่าแรกของวาเลน แล้วเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาอื่น ๆ จึงค่อย ๆ วิวัฒนาการตามมาภายหลัง
แต่กลับคาดไม่ถึงว่าความจริงแล้วจะมีเพียงมนุษย์ รวมถึงแม่มดที่ตื่นรู้มาจากมนุษย์ และจอมมนตราที่ตื่นรู้มาจากแม่มดเท่านั้นที่เป็นเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาดั้งเดิมของโลกวาเลน
ส่วนเผ่าพันธุ์อื่น ๆ อย่างทูตสวรรค์ ปีศาจ มังกร ออร์ค คนแคระ เอลฟ์ อันเดด เงือก หรือไซเรน ล้วนแต่อพยพมาจากต่างมิติในช่วงยุคเทวะจุติทั้งสิ้น
พวกเขาร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า พร้อมกับครอบครองพลังเหนือธรรมชาติที่มนุษย์ในยุคนั้นยังไม่รู้จัก จนเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพเจ้า
ยุคเทวะจุติจึงเป็นช่วงเวลาที่ทวีปวาเลนเปิดรับการอพยพของเผ่าพันธุ์ต่างมิติเข้ามาในโลกนี้อย่างกว้างขวาง
ในช่วงเวลานี้ เผ่าพันธุ์ต่างมิติต่างพากันขยายอำนาจจนแข็งแกร่งและเข้ายึดครองดินแดนต่าง ๆ
มนุษย์พื้นเมืองต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางวงล้อมของเผ่าพันธุ์ต่างมิติ ซึ่งการมีอยู่ของเผ่าพันธุ์เหล่านั้นก็ได้ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ ทำให้เกิดการเติบโตและวิวัฒนาการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงกลางของยุคเทวะจุติ เมื่อทูตสวรรค์และปีศาจจุติลงมา ฝ่ายหนึ่งเล็งไปที่ความศรัทธาของมนุษย์ ส่วนอีกฝ่ายก็จ้องจะฮุบเอาดวงวิญญาณไป
พวกมันร่วมมือกันขับไล่เผ่าพันธุ์ต่างมิติอื่น ๆ รวมถึงเหล่ามอนสเตอร์ออกไปจากใจกลางทวีป แล้วรวบรวมมนุษย์พื้นเมืองมากักขังเอาไว้ที่นี่เหมือนสัตว์เลี้ยง
ทั้งทูตสวรรค์และปีศาจต่างก็สวมหน้ากากเป็นคริสตจักรด้วยกันทั้งคู่
ทูตสวรรค์ได้อุปโลกน์เทพแห่งแสงสว่างขึ้นมาเพื่อเผยแผ่ศาสนาในหมู่มนุษย์ โดยโฆษณาชวนเชื่อว่าหากศรัทธาในเทพแห่งแสงสว่างแล้วจะสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ยากในชีวิตได้
ส่วนปีศาจก็อุปโลกน์เทพแห่งพันธสัญญาขึ้นมา โดยใช้คำว่าการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมเป็นเหยื่อล่อ อ้างว่าขอเพียงทำข้อตกลงกับเทพแห่งพันธสัญญาและจ่ายค่าตอบแทนตามที่กำหนด ก็จะได้ครอบครองสิ่งที่ใจปรารถนา
คริสตจักรทั้งสองฝ่ายต่างบอกว่า ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นนักบวชหรืออัศวินจนสามารถเรียนรู้มนตราศักดิ์สิทธิ์ได้ ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับพรอันศักดิ์สิทธิ์จากเทพเจ้า
แต่สำหรับใครก็ตามที่อยู่นอกเหนือคริสตจักรแล้วแสดงพลังพิเศษออกมา จะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หันหลังให้แสงสว่างและถูกปีศาจล่อลวง กลายเป็นพวกลบหลู่เทพเจ้าที่ต้องถูกประหารชีวิตอย่างทารุณ มิเช่นนั้นจะนำพาภัยพิบัติมาสู่ผู้คน
สิ่งที่น่าตลกที่สุดก็คือเรื่องนี้แหละ แม้แต่พวกปีศาจเองก็ยังอ้างชื่อปีศาจมาใช้กำจัดคนที่เห็นต่าง
แท้จริงแล้วพวกที่ถูกเรียกว่าผู้ลบหลู่เทพเจ้า ก็คือกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์สายอื่นนอกเหนือจากธาตุแสงหรือธาตุมืดเท่านั้นเอง อย่างเช่นพวกแม่มด
อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงยุคเทวะจุติที่จำนวนมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้พวกทูตสวรรค์และปีศาจด้วย
ในขณะที่กลายเป็นหมูที่ถูกทูตสวรรค์และปีศาจกักขังไว้เพื่อเก็บเกี่ยวความศรัทธาและดวงวิญญาณ มนุษย์ก็ได้มารวมกลุ่มกันจนมีบ้านเมืองที่ปลอดภัยจากการรุกรานของมอนสเตอร์เสียที
มนุษยชาติต้องจมอยู่กับความงมงายภายใต้คำลวงของทูตสวรรค์และปีศาจอยู่นานแสนนาน
เมื่อใดที่มีผู้ใช้เวทมนตร์ปรากฏขึ้นในหมู่มนุษย์ หากไม่ถูกดึงตัวเข้าคริสตจักรเพื่อกลายเป็นหมูชั้นดี ก็จะถูกส่งไปเผาทั้งเป็นบนกองไฟจนตาย
จนกระทั่งมนุษย์เริ่มตระหนักได้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงของทูตสวรรค์และปีศาจ จึงได้เริ่มลุกขึ้นต่อต้านคริสตจักร
ในช่วงปลายยุคเทวะจุติ เผ่ามนุษย์ได้ผงาดขึ้นจนคริสตจักรต้องล่มสลายลง ทูตสวรรค์หนีกลับไปยังหุบเขาสวรรค์ทางทิศตะวันตก ส่วนปีศาจก็ล่าถอยลงไปยังห้วงลึกอเวจีใต้ดิน ทำให้ใจกลางทวีปตกเป็นพื้นที่ของมนุษย์อย่างสมบูรณ์
หลังจากนั้น อาณาจักรต่าง ๆ ของมนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่นก็มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นมิตรบ้าง หรือเกิดความขัดแย้งกันบ้างเป็นครั้งคราว
จนกระทั่งบ่อน้ำนภาปรากฏขึ้น ทำให้ไม่มีเผ่าพันธุ์ใหม่ ๆ จุติลงมาอีก และเหล่าผู้แข็งแกร่งเดิมก็ไม่ต้องมานั่งแย่งชิงดินแดนอันน้อยนิดในวาเลนอีกต่อไป พวกเขาสามารถออกไปสำรวจต่างมิติเพื่อพัฒนาตัวเองต่อได้ ยุคเทวะจุติจึงได้ปิดฉากลง
สิ่งที่ตามมาก็คือการเติบโตของโลก ความเข้มข้นของพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จำนวนผู้มีพลังพิเศษที่พุ่งพรวด และเวทมนตร์ของแต่ละเผ่าพันธุ์ที่เข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
หากจะบอกว่ายุคเทวะจุติมีทูตสวรรค์และปีศาจเป็นตัวเอก ยุคเวทมนตร์ก็มีจอมมนตราเป็นตัวเอกนั่นเอง
นับตั้งแต่จอมมนตราปรากฏตัวและเข้ายึดครองดินแดนรกร้างเพื่อปกป้องเหล่าแม่มด สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ในทวีปวาเลนก็ลดน้อยลงไปมาก
จนถึงตอนนี้ ต่อให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นบ้าง ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะเหล่ายอดฝีมือของแต่ละเผ่าพันธุ์ต่างมุ่งความสนใจไปที่การสำรวจบ่อน้ำนภากันหมด
“ดูเหมือนว่าวาเลนในตอนนี้ จะอยู่ในยุคแห่งสันติภาพพอดีเลยนะ!” โม่หลานรำพึงออกมา
แม้จะไม่รู้ว่าความสงบสุขนี้จะยืนยาวไปได้อีกนานแค่ไหน แต่โม่หลานก็ยังรู้สึกยินดีกับมัน
เพราะสงครามนำมาซึ่งความทุกข์ยาก และยังทำลายล้างอารยธรรมจนย่อยยับ
หากมีการสร้างอาวุธสงครามที่มีอานุภาพทำลายล้างโลกขึ้นมา และถูกนำมาใช้จริง มันก็จะกลายเป็นภัยพิบัติของทั้งโลก
ดาวเคราะห์สีน้ำเงินคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด
เธอไม่อยากจะพบเจอเรื่องราวแบบนั้นอีกแล้ว
สันติภาพน่ะดีที่สุด ดีมากจริง ๆ!
พอละสายตาจากหนังสือมาดูเวลา ก็พบว่าเข้าสู่วันใหม่ไปเสียแล้ว
คำเตือนของคุณอามีช่ายังคงดังก้องอยู่ในหัวว่าการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้พลังเวทเติบโตช้า เธอจึงต้องรีบไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน
พอเอนตัวลงนอนบนเตียง เธอก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ดูตารางเรียนของสัปดาห์หน้าเลย
เธอพลิกตัวไปอีกฝั่ง คัมภีร์แม่มดที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงก็ลอยมาตรงหน้า แล้วเปิดไปยังหน้าของ ‘คู่มือนักเรียนใหม่’
“หืม! ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแฮะ!”
ถ้าไม่เห็นหัวข้อว่า ‘ปีหนึ่งสัปดาห์ที่สาม’ โม่หลานคงนึกว่าตารางเรียนยังไม่อัปเดตเสียด้วยซ้ำ!
ตารางเรียนของสัปดาห์นี้เหมือนกับสัปดาห์ที่แล้วเป๊ะ ดูเหมือนว่าช่วงสุดสัปดาห์นี้เธอจะสามารถทำสิ่งที่อยากทำได้เต็มที่ โดยไม่ต้องเสียเวลาเตรียมบทเรียนใหม่เลย
คัมภีร์แม่มดร่วงหล่นลงดังแปะ แล้วเธอก็หลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราทันที
เช้าวันต่อมา เมื่อเสียงระฆังของสถาบันดังขึ้น โม่หลานก็ลุกจากเตียงแล้วมุ่งหน้าไปยังป่าต้นขนมปัง
เธอเด็ดผลขนมปังลงมาทีละพวงแล้วขนกลับไปยังหอพัก
ต้องเดินไปกลับตั้งหลายรอบกว่าจะขนเสร็จ
ในห้องครัวเคลื่อนที่ของเธอ เธอสามารถใช้เวทมนตร์ทำอาหารยกถุงแป้งให้ลอยขึ้นได้ แต่พอออกมาจากห้องครัวที่คุ้นเคยนั้น เธอกลับไม่สามารถใช้เวทมนตร์ขยับผลขนมปังได้เลยสักลูกเดียว สุดท้ายจึงต้องแบกเองทั้งหมด
ทุกครั้งที่ต้องแบกของจนหอบแฮ่ก โม่หลานก็ได้แต่รู้สึกอิจฉารุ่นพี่ลิลิธที่ใช้เวทลอยตัวได้เหลือเกิน
เพียงแค่ขยับปลายนิ้วนิดเดียว ก็สามารถยกภูเขาผลขนมปังขนาดย่อม ๆ ได้อย่างง่ายดาย
จริงสิ เวทลอยตัวนี่เขาเรียนจากที่ไหนกันนะ?
รุ่นพี่ลิลิธเพิ่งจะขึ้นปีสองเอง เวทลอยตัวถ้าไม่เรียนในคาบของปีหนึ่ง ก็คงจะเป็นเธอที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง
แต่ในบรรดาหนังสืออ่านบังคับที่ต้องใช้เรียน ดูเหมือนจะไม่มีเล่มไหนที่เกี่ยวข้องกับเวทลอยตัวนี้เลย
“เปิดดูใน ‘สารบบเวทมนตร์แม่มด’ เดี๋ยวก็รู้!”
โม่หลานเด็ดผลขนมปังเสร็จก็กลับมาเปิดหาเนื้อหาของเวทลอยตัวใน ‘สารบบเวทมนตร์แม่มด’ ทันที
“หนังสืออ้างอิง: ‘เวทลอยตัว——หัตถ์ล่องหนของคุณ’?”
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ในรายชื่อหนังสืออ่านนอกเวลาด้วยซ้ำ แน่นอนว่าเธอก็ยังไม่ได้คัดลอกมันเก็บไว้
ไม่รู้เหมือนกันว่าในหอสมุดของปีหนึ่งจะมีหนังสือเล่มนี้หรือเปล่า
ถึงจะมี เธอก็ไม่อยากเสียเวลาตั้งหลายชั่วโมงวิ่งไปที่ปราสาทเพียงเพื่อคัดลอกหนังสือเล่มเดียว
เพราะหนังสือที่เธอคัดลอกมาเก็บไว้ ก็ยังมีอีกตั้งเยอะแยะที่ยังไม่ได้อ่านเลย!
“ดูท่าทางสุดสัปดาห์นี้คงจะเรียนไม่ทันแล้วล่ะ”
โม่หลานรู้สึกเสียดายอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะทำใจได้
“ไม่เป็นไร ผลขนมปังที่เด็ดมาวันนี้ถ้าเอาไปทำขนมกวนก็คงพอกินไปได้ทั้งสัปดาห์เลย
ตอนนี้ก็ยังไม่ได้จำเป็นต้องใช้เวทลอยตัวขนาดนั้น ไว้ค่อยเรียนวันหลังก็ได้!”
เธอลงมือล้างผลขนมปัง คั้นน้ำมาทำขนมกวน วุ่นวายอยู่ต่ออีกชั่วโมงกว่า
หลังจากเก็บน้ำผลไม้และขนมกวนเข้าที่เรียบร้อย เสียงระฆังของสถาบันก็ดังขึ้นเก้าครั้งพอดี
“เก้าโมงแล้วเหรอ! เวลานี้ถ้าไปหาพวกแม่มดน้อยก็น่าจะไม่เป็นการรบกวนหรอกมั้ง? ถึงเวลาที่ภูตประจำบ้านจะต้องออกโรงแล้วล่ะ!”
โม่หลานยัดขนมกวนที่เพิ่งทำเสร็จเข้าปากหนึ่งชิ้น แล้วหยิบไม้กายสิทธิ์เดินออกจากบ้านไป