- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 72 ในที่สุดก็สุดสัปดาห์แล้ว!
บทที่ 72 ในที่สุดก็สุดสัปดาห์แล้ว!
บทที่ 72 ในที่สุดก็สุดสัปดาห์แล้ว!
“อาจารย์ใหญ่คะ! หนูทำการแทรกซึมเบื้องต้นเสร็จแล้วค่ะ!”
หลังจากเรียนวิชาเวทมนตร์ทำอาหารมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม ในที่สุดช่วงบ่ายวันศุกร์ โม่หลานก็ทำการแทรกซึมสิ่งของทุกชิ้นในห้องครัวเคลื่อนที่จนครบหนึ่งรอบ
ในเวลานี้ แม่มดน้อยคนอื่น ๆ ยังคงฝึกทำขนมปังขาวกันอยู่ ส่วนไอส์ก็เพิ่งจะแทรกซึมห้องครัวเคลื่อนที่ไปได้ไม่ถึงครึ่ง
อามีช่าหันไปมองห้องครัวเคลื่อนที่ของโม่หลาน
ตั้งแต่หม้อ ชาม ไปจนถึงเคาน์เตอร์ทำอาหาร สิ่งของทุกชิ้นล้วนอาบย้อมไปด้วยแสงรัศมีพลังงาน แม้แสงนั้นจะยังดูริบหรี่ แต่ก็มีอยู่จริง ๆ
“ดีมาก! เริ่มขั้นตอนต่อไปได้เลย
ถือไม้กายสิทธิ์เอาไว้ เลือกตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจนและสามารถกวาดตามองขั้นตอนการทำอาหารทั้งหมดหลังจากนี้ได้ จากนั้นให้ดึงพลังเวทออกมา แล้วออกคำสั่งให้สิ่งของในครัวขยับ
เหมือนตอนฝึกทำอาหารนั่นแหละ เริ่มจากทำขนมปังดำก่อน
ออกคำสั่งกับสิ่งของทีละชิ้น ทำตามขั้นตอนการทำอาหาร ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน
คำสั่งเวทมนตร์ในใจต้องชัดเจน ห้ามลังเล ทำเหมือนกับว่าเธอกำลังยืนทำอาหารอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
ขั้นตอนนี้ไม่มีเทคนิคอะไรพิเศษ แค่ต้องฝึกฝนให้บ่อย ๆ ก็พอ”
โม่หลานเริ่มทดลองทำตามคำแนะนำของคุณอามีช่า
ด้วยประสบการณ์จากการเรียนรู้เวทเสกน้ำด้วยตัวเองเมื่อคืนนี้ ทำให้เธอพอจะจับจุดเรื่องการออกคำสั่งเวทมนตร์ให้ชัดเจนได้บ้างแล้ว
ประกอบกับที่รุ่นพี่ลิลิธเคยทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนหน้านี้ เธอก็ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้นไปอีก
เธอถอยหลังไปสองสามก้าว มองไปที่ถุงแป้งตรงมุมโต๊ะ ดึงพลังเวทออกมานิดหน่อย ถุงแป้งก็โอนเอนลอยขึ้นมา แล้วค่อย ๆ ลอยมาทางเขียง
ลอยมาได้ไม่ถึงสองวินาที ถุงแป้งก็หล่นดังแปะลงบนโต๊ะ
โม่หลาน: “...”
ก็อยู่ในความคาดหมายล่ะนะ
โชคดีที่มัดปากถุงไว้แน่น ไม่อย่างนั้นคงวุ่นวายแน่
แค่วิธีใช้เวทมนตร์หยิบถุงแป้งมาวางข้างเขียงเพียงขั้นตอนเดียว โม่หลานก็ต้องพยายามทำแบบติด ๆ ขัด ๆ อยู่หลายครั้ง กว่าจะเอาถุงแป้งไปวางในตำแหน่งที่ต้องการได้
ถุงแป้งลอยขึ้นแล้วก็ร่วงลงมา โม่หลานรู้สึกว่าการควบคุมเวทมนตร์ทำอาหารของเธอนั้น เหมือนกับคนเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่มีผิด
ความจริงพอเอาถุงแป้งมาวางข้างเขียงได้ ก็สามารถเริ่มขั้นตอนต่อไปได้แล้ว
แต่โม่หลานกังวลว่าตัวเองยังควบคุมได้ไม่คล่องนัก ตอนสั่งให้ช้อนตักแป้งขึ้นมา อาจจะทำหล่นอีก
ถึงตอนนั้นถ้าทำแป้งหกเลอะเทอะไปทั่ว คงยุ่งยากน่าดู
โม่หลานจึงเลือกที่จะฝึกหยิบถุงแป้งต่อไปก่อน
เธอใช้เวทมนตร์ย้ายถุงแป้งจากตรงนี้ไปตรงนั้น ฝึกวนไปวนมาอยู่ตั้งครึ่งคาบเรียน
จนกระทั่งสามารถหยิบถุงแป้งได้อย่างมั่นคง ถึงได้ยอมหยุด
ขั้นตอนที่สอง การเปิดถุงแป้ง ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหม่
แป้งถุงนี้ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นชะตากรรมต้องหกกระจายเต็มพื้น
ยังดีที่อาจารย์ใหญ่ใช้เวททำความสะอาดช่วยจัดการแป้งพวกนั้นให้ ไม่อย่างนั้นเวลาที่เหลือในคาบนี้ แค่ให้เธอทำความสะอาดห้องครัวก็คงไม่พอแน่
ฝึกมาสองชั่วโมง ระหว่างนั้นก็มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนกระทั่งเลิกเรียน ก็ยังตักแป้งออกมาไม่ได้เลยสักนิด
“มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?” ไอส์ถามด้วยความสงสัย “ตอนใช้เวทมนตร์ทำอาหารมันรู้สึกยังไงกันน่ะ?”
“ยากมากเลยล่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าเวทมนตร์สู้สองมือของฉันไม่ได้เลย” โม่หลานถอนหายใจ
ความยากในการเรียนเวทมนตร์ทำอาหารนั้น ยากกว่าการทำอาหารตั้งเยอะ
ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องฝึกอีกนานแค่ไหน เธอถึงจะสามารถใช้เวทมนตร์ทำอาหารทำมื้อค่ำสุดหรูไปพร้อม ๆ กับทำอย่างอื่นไปด้วยได้เหมือนคุณแม่ชาน่า
โม่หลานเองก็ไม่กล้าแอบไปฝึกเพิ่มเป็นการส่วนตัว
ตอนฝึกในคาบเรียนวิชาเวทมนตร์ทำอาหาร ถ้าทำอะไรเละเทะ ก็ยังมีคุณอามีช่าคอยตามเก็บกวาดให้
แต่ถ้าไปฝึกนอกเวลา แค่เก็บกวาดวัตถุดิบที่เธอทำเลอะเทอะ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาไปเท่าไหร่แล้ว
จึงทำได้เพียงรอให้ถึงคาบเรียนวิชาเวทมนตร์ทำอาหารครั้งต่อไปเท่านั้น
ถึงแม้ความคืบหน้าในการเรียนเวทมนตร์ทำอาหารจะเชื่องช้า แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความตื่นเต้นที่เหล่าแม่มดน้อยมีต่อช่วงสุดสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง
ทุกคนสัมผัสได้อย่างชัดเจนเลยว่า การเรียนในสัปดาห์นี้หนักขึ้นมาก ตลอดห้าวันเต็มต้องวิ่งวุ่นอยู่กับการเรียน มักจะรู้สึกว่าเวลาไม่พอใช้อยู่บ่อยครั้ง มีหลายสิ่งที่อยากทำแต่ก็ยังไม่มีเวลาทำ
ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งสัปดาห์และรายงานการบ้านถึงหกฉบับ เวลาว่างสองวันที่ไม่มีเรียนจึงดูมีค่าเป็นอย่างมาก
“ในที่สุดก็มีเวลามาศึกษาวิธีทำคัมภีร์แม่มดเล่มใหม่แล้ว!”
“จะได้พักผ่อนเต็มที่สักสองวันแล้ว ภูเขาของสถาบันนี่ปีนยากชะมัด!”
“ฉันจะไปเลือกวัตถุดิบดี ๆ มาทำอาหารกินสักมื้อ เพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง!”
“ฉันอยากจะกลับไปนอนเฉย ๆ มากกว่า!”
“ไปกันเถอะ!”
...
โม่หลานมองเหล่าแม่มดน้อยที่กำลังตื่นเต้น ราวกับได้ย้อนกลับไปสมัยที่ยังเรียนอยู่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
ขนาดเธอเอง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะแอบส่งเสียงร้องดีใจเบา ๆ ให้กับช่วงสุดสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึงนี้
“โม่หลาน! สุดสัปดาห์นี้เธอมีแผนจะทำอะไรบ้างเหรอ?” วาชิด้าถาม
“ปั่นรายงานที่สั่งวันนี้ให้เสร็จ ฝึกเวทเสกน้ำ แล้วก็อ่าน ‘ตกลงว่าเวทมนตร์คืออะไรกันแน่’ ‘ประวัติศาสตร์แม่มด’ ‘ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยในทวีปวาเลน’ รวมถึง ‘น้ำพุใสไหลริน’ ให้จบ ถ้าพอมีเวลาว่าง ฉันก็อยากจะอ่าน ‘การจุดไฟ แสงสว่าง และการสร้างน้ำ’ ต่ออีกสักหน่อย... จริงสิ วาชิด้า ซิลฟ์ คืนวันอาทิตย์อย่าลืมมากินข้าวที่บ้านฉันนะ! สัปดาห์ก่อนฉันทำพังไม่เป็นท่า สัปดาห์นี้ฉันจะไม่ใช้เวทมนตร์ทำแล้ว! จะเลี้ยงอาหารพื้นบ้านจากชาติก่อนของฉันให้พวกเธอกินเอง”
พอพูดถึงแผนการช่วงสุดสัปดาห์ โม่หลานก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
หนังสือที่อยากอ่านก็มีเวลาได้อ่านแล้ว แถมยังได้แบ่งปันของอร่อยจากชาติก่อนให้จอมมนตราน้อยได้ชิมอีก ช่างมีความสุขซะไม่มี!
“ได้เลย ๆ! สุดสัปดาห์นี้พวกเราต้องทำคัมภีร์แม่มดออกมาให้ได้เลย!”
วาชิด้ากับซิลฟ์นัดกันไว้แล้ว ว่าพรุ่งนี้เช้าหกโมงครึ่ง จะออกเดินทางไปห้องเรียนเล่นแร่แปรธาตุในปราสาทสถาบันตรงเวลา
เพื่อให้มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น พอกลับมาถึงหอพัก โม่หลานก็ลงมือปั่นรายงานวิชาประวัติศาสตร์ทวีปแบบไม่หยุดพักทันที
วิชานี้ก็ตามชื่อตำราเรียน ‘ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยในทวีปวาเลน’ นั่นแหละ เนื้อหาพูดถึงความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของทวีปวาเลนตลอดหลายหมื่นปี ตั้งแต่ยุคโบราณกาล ยุคเทวะจุติ มาจนถึงยุคเวทมนตร์ในปัจจุบัน
เนื้อหาที่เรียนในวันนี้ก็คือเรื่องราวในช่วงต้นของยุคโบราณกาล
ในยุคนั้น เผ่ามนุษย์เป็นเพียงเผ่าพันธุ์เดียวในทวีปวาเลนที่มีสติปัญญา
เผ่าทูตสวรรค์ เผ่าปีศาจ เผ่ามังกร สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ยังไม่ปรากฏตัวขึ้นมาเลย
โลกใบนี้ยังคงเป็นดินแดนของพืชพรรณและสัตว์ป่า เผ่ามนุษย์อยู่รวมกันเป็นชนเผ่า และดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบาก
ในเวลานั้น แม่มดผู้ครอบครองพลังพิเศษยังคงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ได้รับการเคารพยกย่องในชนเผ่า คอยปกป้องคุ้มครองมนุษย์ธรรมดาในเผ่า
ไม่รู้เหมือนกันว่า ต่อมาแม่มดกลายเป็นตัวตนที่ทุกคนรังเกียจและจ้องจะทำร้ายได้อย่างไร
โม่หลานนึกถึงเนื้อหาคำถามในห้องเรียนไปพลาง เขียนลงบนกระดาษหนังแกะอย่างรวดเร็วไปพลาง
พอเขียนรายงานเสร็จ ช่วงสุดสัปดาห์นี้ก็ตกเป็นของเธออย่างสมบูรณ์แบบ
อยากจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ
ตอนเรียนวันนี้ เธอรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวหลังจากยุคโบราณกาลเอามาก ๆ
พอเขียนรายงานเสร็จแล้วก็ยังมีเวลาเหลือ เธอจึงเปิดคัมภีร์แม่มดไปที่บทที่สองของ ‘ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยในทวีปวาเลน’ แล้วอ่านเนื้อหาต่อจากนั้นทันที
หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสั้นกระชับ ไม่ยืดเยื้อ บันทึกไว้เพียงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์บางส่วน ถือเป็นการปูพื้นฐานให้แม่มดน้อยได้เห็นภาพรวมในอดีตของทวีปวาเลน
ในจำนวนสามยุคสมัยที่มีการบันทึกไว้ ยุคโบราณกาลมีเนื้อหาน้อยที่สุด มีเพียงสามบทสั้น ๆ โม่หลานอ่านแป๊บเดียวก็จบแล้ว
ส่วนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ดูคล้ายกับยุคโบราณของดาวเคราะห์สีน้ำเงินไม่มีผิด
ถัดจากนั้น ก็คือยุคเทวะจุติที่เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ พากันปรากฏตัวขึ้น