- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 67 สารบบเวทมนตร์แม่มด
บทที่ 67 สารบบเวทมนตร์แม่มด
บทที่ 67 สารบบเวทมนตร์แม่มด
ถึงแม้ช่วงนี้ความหลงใหลในการวิจัยการ์ดของโม่หลานจะลดลงไปบ้าง และหันไปให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือเรียนแทน
แต่สำหรับการ์ดที่ผ่านการทดสอบจากตลาดมาแล้ว เธอก็ยังคงขายมันอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
{การ์ดห้องครัวเคลื่อนที่} กับ {การ์ดเครื่องครัวพกพา} ของเมื่อวาน รวมไปถึง {การ์ดบันทึกเสียง} ของวันนี้ โม่หลานอัปเดตข้อมูลทั้งหมดลงบนโปสเตอร์แผ่นใหญ่ที่ติดอยู่หน้าโกดังของปราสาทแล้ว
เปลี่ยนที่นั่นให้กลายเป็นบอร์ดขายการ์ดส่วนตัวของตัวเองไปซะเลย
ระหว่างทางลงเขา ก็มีรุ่นพี่มาหาเธอเพื่อขอซื้อการ์ดแล้ว
หลังจากเรียนวิชาเวทมนตร์ทำอาหารช่วงบ่ายเสร็จ โม่หลานเดินมาถึงหอพัก ก็เห็นรุ่นพี่ลิลิธกำลังเดินวนเวียนไปมาอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของเธอ “รุ่นพี่คะ?”
“อ๊ะ? โม่หลาน เธอกลับมาแล้วเหรอ!” ลิลิธตัวแข็งทื่อ หันขวับมามอง แล้วถามด้วยความหวังเฮือกสุดท้ายว่า “การ์ดสะสมพลังงานวิจัยไปถึงไหนแล้ว?”
โม่หลานส่ายหน้า “ในเวลาสั้น ๆ นี้คงยังทำออกมาไม่ได้หรอกค่ะ”
ความหวังพังทลาย สีหน้าของลิลิธเต็มไปด้วยความปวดร้าว: “งั้น... ขอ {การ์ดเครื่องครัวพกพา} ให้ฉันใบหนึ่งก็แล้วกัน! ลดราคาให้หน่อยได้ไหม?”
โม่หลานยิ้มบาง ๆ พลางบอกว่า “ไม่ได้หรอกค่ะ! นี่ก็เป็นราคามิตรภาพสำหรับแม่มดน้อยแล้วนะ”
พลังเวทแบบใช้ครั้งเดียวที่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ทุกวัน ต่อให้แพงกว่านี้สิบเท่า ก็ยังมีแม่มดเต็มใจจ่ายอยู่ดี
ลิลิธกัดฟันกรอด “ฉันว่าแล้วเชียว! ช่างเถอะ ซื้อ {การ์ดห้องครัวเคลื่อนที่} เลยแล้วกัน! จ่ายทีเดียวจบ ๆ ไปเลย”
ขืนผ่านไปอีกไม่กี่ปี จอมมนตราจอมหน้าเลือดบางคนเกิดขึ้นราคาขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ?
“ได้เลยค่ะ!” โม่หลานดึงกระดาษหนังแกะออกมาจากกระเป๋าสะพาย “จะผ่อนจ่ายหรือจ่ายเต็มคะ?”
“ผ่อนสิ! ต้องผ่อนจ่ายอยู่แล้ว! ห้าร้อยมานา ต่อให้เป็นจอมมนตราก็ควักออกมาทีเดียวไม่ไหวหรอกนะ!” ลิลิธโวย
โม่หลานตวัดปากกาเขียนใบพันธสัญญาอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ แล้วให้เธอเซ็นชื่อ
เมื่อพันธสัญญามีผลบังคับใช้ พลังเวทเข้าบัญชี และส่งมอบการ์ดเรียบร้อยแล้ว โม่หลานถึงค่อยเอ่ยปลอบใจ:
“รุ่นพี่คะ ด้วยปริมาณพลังเวทโดยรวมของรุ่นพี่ ห้าร้อยมานาใช้เวลาไม่ถึงวันก็ฟื้นฟูกลับมาแล้วล่ะมั้งคะ!”
รุ่นพี่เป็นถึงจอมมนตราระดับสูงแล้ว มีพลังเวทตั้งพันกว่ามานา ห้าร้อยมานายังไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
“รอให้เธอเรียนเวทมนตร์เพิ่มอีกสักสองสามบทเดี๋ยวก็รู้เองแหละ ฝึกเวทมนตร์ก็ต้องใช้พลังเวท วิจัยวัตถุแห่งพรสวรรค์ก็ต้องใช้พลังเวท เธอรู้ไหมว่าฉันไม่ได้เหลือพลังเวทถึงครึ่งหนึ่งก่อนเที่ยงคืนมานานแค่ไหนแล้ว? การ์ดของเธอนี่ นับวันก็ยิ่งขายแพงขึ้นเรื่อย ๆ ซื้อทีหนึ่ง ต้องใช้ชีวิตแบบขัดสนไปตั้งหลายวันเลยนะ!” ลิลิธบ่นอุบอิบอย่างตัดพ้อ
คิดถึงรุ่นน้องคนเดิมที่เอะอะก็จะแจกการ์ดให้ฟรี ๆ คนนั้นจังเลย!
“ขอบคุณรุ่นพี่ที่เตือนนะคะ! ฉันจะอาศัยช่วงที่การฝึกเวทมนตร์ยังใช้พลังเวทน้อยอยู่ รีบเก็บสะสมพลังเวทสำรองไว้เยอะ ๆ ค่ะ!” โม่หลานตอบ
ถึงเธอจะสะสมพลังเวทเพื่อเอาไปร่ายเวทโดยตรงไม่ได้ แต่เธอสะสมพลังเวทเอาไว้สร้างการ์ดได้นี่นา!
“จริงสิคะรุ่นพี่ รุ่นพี่พอจะมีข่าวคราวของพวกรุ่นพี่ปีห้าบ้างไหมคะ?” โม่หลานถาม
แม่มดน้อยปีหนึ่ง สอง สาม สี่ ต่างก็เคยมาซื้อการ์ดของเธอแล้วทั้งนั้น มีเพียงรุ่นพี่ปีห้าเท่านั้นที่ยังไม่เคยปรากฏตัวเลย
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน หลังจากงานเลี้ยงต้อนรับเปิดเทอมของทุกปี ก็จะไม่ได้เห็นพวกแม่มดน้อยปีห้าอีกเลย รู้แค่ว่าพวกเธอไปที่เขตชานเมืองของสถาบันกันน่ะ แต่ช่วงใกล้จะเรียนจบ พวกเธอถึงจะปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง” ลิลิธตอบ
พอได้ยินแบบนั้น โม่หลานก็วางใจ
ก่อนเข้าเรียน แม่มดน้อยทุกคนล้วนเซ็นสัญญาเอาไว้ว่าจะไม่แพร่งพรายข้อมูลของจอมมนตราที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะออกไป
ดังนั้นก่อนที่เธอจะบรรลุนิติภาวะ กลุ่มลูกค้าของการ์ดจึงมีแค่แม่มดน้อยในสถาบันเท่านั้น
ทุกปีจะมีแม่มดน้อยเรียนจบออกไป การพลาดไปสักคนเดียวถือเป็นความสูญเสียของเธอเลยนะ
ตราบใดที่ยังสามารถติดต่อกับแม่มดปีห้าได้ก็พอแล้ว
ลิลิธเพิ่งจะสูญเสียพลังเวทก้อนโตไป จึงไม่มีกะจิตกะใจจะคุยต่อ เธอกระโดดข้ามกำแพงกลับหอพัก ปิดประตูแล้วซุกหน้าลงกับหมอนกอดก่อนจะร้องโหยหวนด้วยความสติแตก:
“จอมมนตรากับจอมมนตรา ทำไมถึงได้แตกต่างกันขนาดนี้นะ!
เวทมนตร์จอมมนตรา เวทมนตร์จอมมนตรา! ไม่ได้การแล้ว! ฉันต้องรีบวิจัยเวทมนตร์จอมมนตราให้ออกมาเร็ว ๆ จะให้มีแต่รายจ่ายไม่มีรายรับแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”
ขายการ์ดออกไปได้อีกใบ โม่หลานกลับเข้าหอพักด้วยอารมณ์เบิกบาน เธอกินเนื้อแห้งที่ไอส์เอามาให้ไปพลาง นั่งจัดระเบียบสมุดจดคำถามของวันนี้ไปพลาง เพื่อนำมารวบรวมเขียนเป็นรายงาน
เพียงไม่นาน รายงานฉบับหนึ่งก็เขียนเสร็จสมบูรณ์
รายงานสรุปน่ะเขียนง่าย แต่อีกฉบับที่ชื่อว่า ‘เรื่องสายเวทมนตร์แม่มดและเวทมนตร์ตัวแทน’ จะยุ่งยากขึ้นมาหน่อย เพราะต้องไปค้นคว้าหาข้อมูล
โม่หลานเปิดหนังสือ ‘สารบบเวทมนตร์แม่มด’
นี่คือสารานุกรมเวทมนตร์แม่มด ภายในบันทึกสายของเวทมนตร์แม่มดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผลลัพธ์ของเวทมนตร์ที่สอดคล้องกับระดับต่าง ๆ ปริมาณพลังเวทที่ใช้โดยประมาณ ประโยชน์การใช้งานทั่วไป ระดับที่แนะนำให้ศึกษา และหนังสือแนะนำสำหรับใช้เป็นคู่มือการเรียนรู้
การถือหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ช่วยให้เรียนเวทมนตร์บทไหนสำเร็จได้เลย แต่สามารถช่วยให้มีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเวทมนตร์แต่ละบท และยังช่วยให้รู้ว่าควรเรียนเวทมนตร์บทนั้นในระดับไหนถึงจะเหมาะสม รวมถึงควรหาหนังสือเล่มไหนมาอ่านประกอบการเรียน
อย่างเช่นหนังสือแนะนำสำหรับการเรียนเวทมนตร์ทำอาหาร ก็มีตำราเรียนวิชาเวทมนตร์ทำอาหาร ‘เรียนรู้เวทมนตร์ทำอาหารจากศูนย์’ และหนังสืออ่านนอกเวลาอย่าง ‘สารานุกรมอาหารทวีปวาเลน’ ‘การเลือกสรรวัตถุดิบ’ ‘การฝึกฝนของพ่อครัว’ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ข้อมูลที่ต้องใช้เขียนรายงานก็หาได้ง่ายมาก โม่หลานสามารถคัดกรองออกมาได้อย่างรวดเร็ว แล้วสรุปใจความเขียนลงบนกระดาษหนังแกะ
พอได้ลองลงมือเขียนดูจริง ๆ ถึงได้รู้ว่า รายงานสองฉบับของวันนี้แค่มองดูน่ากลัวเฉย ๆ ความจริงแล้วตอนเขียนมันไม่ได้ยากเลย แถมความยาวก็ไม่ได้ต้องยาวมากด้วย
หลังจากเขียนรายงานเสร็จ โม่หลานก็ยังคงตัดใจวางหนังสือในมือลงไม่ได้
ดูท่าทางแล้ววิชาเวทมนตร์ทำอาหารคงต้องเรียนกันไปอีกหลายวัน บางทีเธออาจจะลองเรียนรู้เวทมนตร์บทอื่นล่วงหน้าด้วยตัวเองดูก่อนดีไหม?
อย่างเช่นเวทเสกน้ำ?
เพราะถึงจะใช้ประหยัดแค่ไหน น้ำในแท็งก์น้ำหลังบ้านก็ใกล้จะหมดแล้วนี่นา!
พอดีเลย เธอมีคู่มือการเรียนเวทเสกน้ำระดับเริ่มต้นอยู่พอดี
เธอเปิดหนังสือ ‘การจุดไฟ แสงสว่าง และการสร้างน้ำ’
หนังสือเล่มนี้มีไว้สำหรับแนะนำผู้เริ่มต้นในการเรียนรู้เวทจุดไฟ เวทแสงสว่าง และเวทเสกน้ำ
โม่หลานเปิดข้ามไปดูในส่วนของเวทเสกน้ำทันที
“สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเรียน: น้ำพุบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งเจือปนหนึ่งกะละมัง ไม้กายสิทธิ์ที่จับถนัดมือหนึ่งด้าม กะละมังเปล่าสำหรับรองน้ำหนึ่งใบ...”
โม่หลานเตรียมของตามที่หนังสือบอกจนเสร็จสรรพ แล้วอ่านเนื้อหาต่อไป:
“ขั้นตอนที่หนึ่ง สัมผัสถึงน้ำพุ สังเกตน้ำพุ และสร้างความทรงจำที่แม่นยำเกี่ยวกับมัน
ขั้นตอนที่สอง ถือไม้กายสิทธิ์ รวบรวมสมาธิ แล้วออกคำสั่งกับพลังเวทมนตร์ของตัวเองอย่างชัดเจนและแม่นยำ เพื่อแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นน้ำพุบริสุทธิ์”
“หมดแล้วเหรอ? แค่นี้เองเนี่ยนะ?” โม่หลานเปิดดูหน้าถัดไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ขั้นตอนการฝึกเวทมนตร์บทนี้มีแค่สองขั้นตอนจริง ๆ ด้วย!
เนื้อหาหลังจากนั้น ก็เป็นเรื่องของวิธีควบคุมขนาดและระดับความเร็วของกระแสน้ำที่เสกออกมาแล้ว
มันช่างรวบรัดยิ่งกว่าวิธีเรียนเวทมนตร์ทำอาหารที่เขียนไว้ใน ‘เรียนรู้เวทมนตร์ทำอาหารจากศูนย์’ เสียอีก
ยิ่งรวบรัดมากเท่าไหร่ โม่หลานก็ยิ่งไม่กล้าทำแบบส่งเดชมากเท่านั้น
ตอนที่ลองเวทมนตร์ทำอาหารครั้งแรกก็เป็นแบบนี้แหละ
ดูเผิน ๆ เหมือนจะง่าย แต่ต่อมาก็พบว่า ทุกประโยคที่เขียนไว้ในหนังสือล้วนถูกต้องแม่นยำทั้งหมด
อย่างเช่นตอนที่หนังสือบอกให้เธอเริ่มจากการใช้เวทมนตร์นวดแป้ง หรือบอกให้ใช้ช้อนที่ผ่านการแทรกซึมมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเขียนเตือนเอาไว้ทั้งนั้น
เป็นเพราะเธอเห็นหนังสือเขียนไว้ว่า เมื่อเชี่ยวชาญเทคนิคการอบขนมปัง ต้มซุปข้น และทอดสเต็กเนื้อแล้ว ก็สามารถเริ่มทดลองใช้เวทมนตร์ทำอาหารเพื่อทำขนมปัง ซุปข้น และสเต็กเนื้อได้เลย เธอจึงตีความต่อยอดเอาเองว่า อาหารอย่างอื่นที่เธอทำเป็น ก็สามารถใช้เวทมนตร์ทำอาหารทำได้เหมือนกัน