- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 66 โชค “ดี” สองชั้นมาเยือน
บทที่ 66 โชค “ดี” สองชั้นมาเยือน
บทที่ 66 โชค “ดี” สองชั้นมาเยือน
อามีช่าเพียงแค่ควบคุมทิศทางและคุณภาพการเรียนของเหล่าแม่มดน้อย และคอยบอกพวกเธอว่าควรทำอย่างไรต่อไปในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
ความคืบหน้าของแต่ละคน ล้วนขึ้นอยู่กับการจัดการของแม่มดน้อยเองทั้งสิ้น
อย่างเช่นในคาบนี้ ขนมปังดำที่วาชิด้าทำได้รับความเห็นชอบจากคุณอามีช่า จึงได้รับอนุญาตให้เริ่มฝึกทำขนมปังขาวในวิชาเวทมนตร์ทำอาหารคาบต่อไปได้แล้ว
พอเลิกเรียนปุ๊บ วาชิด้าก็พุ่งตรงไปหาโม่หลานทันที “ขอ {การ์ดห้องครัวเคลื่อนที่} ใบหนึ่งสิ!”
“จะผ่อนจ่ายหรือจ่ายเต็มล่ะ?” ถ้าเป็นคนอื่น โม่หลานคงไม่ถามคำว่าจ่ายเต็มออกมาหรอก
“ก็ต้องจ่ายเต็มอยู่แล้ว!” วาชิด้าตอบอย่างไม่ลังเล “แต่ว่าต้องไปจ่ายกันที่ป่าต้นขนมปังนะ!”
“ฉันก็อยากซื้อใบหนึ่งเหมือนกัน วันนี้จ่ายก่อน 400 มานา พรุ่งนี้ค่อยจ่ายส่วนที่เหลือนะ” ซิลฟ์บอก
พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของจอมมนตรานั้นยอดเยี่ยมมาก เธอจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนเวทมนตร์ทำอาหารไม่ได้ ดังนั้นก็ควรเตรียมห้องครัวเคลื่อนที่เอาไว้ที่นี่สักชุด
“ได้เลย!”
โม่หลานทำพันธสัญญากับซิลฟ์ตรงนั้น แล้วมอบการ์ดให้เธอไป
พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ทำอาหารของแม่มดน้อยคนอื่น ๆ อยู่ในระดับธรรมดาทั่วไป โอกาสที่จะเชี่ยวชาญด้านนี้จนกลายเป็นแม่มดนักชิมนั้นมีไม่มากนัก
แต่ถึงจะไม่ได้เป็นแม่มดนักชิม ก็ยังต้องกินข้าวอยู่ดี พวกเธอจึงยินดีที่จะเตรียมชุดเครื่องครัวเอาไว้ล่วงหน้า
ดูทรงแล้วในวิชาเวทมนตร์คงต้องฝึกทำอาหารกันไปอีกพักใหญ่ สู้เอาพลังเวทมนตร์มาจ่ายให้โม่หลาน เพื่อซื้อ {การ์ดเครื่องครัวพกพา} เตรียมไว้ที่นี่เลยไม่ดีกว่าเหรอ!
ถึงพวกเธอจะยังคงต้องสู้รบปรบมือกับขนมปังดำอยู่ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการนำเครื่องครัวมาแทรกซึมล่วงหน้าหลังเลิกเรียนนี่นา!
การ์ดเครื่องครัวใบละ 100 มานา โม่หลานขายออกไปรวดเดียวถึง 23 ใบ
พวกเธอล้วนเลือกแบบผ่อนจ่าย โดยจ่ายวันละ 11 มานา เป็นเวลาสิบวันจนครบ
พลังงานในคัมภีร์การ์ดของโม่หลานจึงเพิ่มขึ้นมาอีกชุดใหญ่
วิธีการสร้างและขายการ์ดตามความต้องการแบบนี้ ช่วยประหยัดเวลาและแรงกายไปได้มากกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย
“ไป ๆ ๆ! ไปป่าต้นขนมปังกัน!” วาชิด้าลากโม่หลานวิ่งไปทางป่าต้นขนมปัง แม่มดน้อยคนอื่นได้การ์ดกันหมดแล้ว เหลือแค่เธอคนเดียว
“พวกเธอไปกันเถอะ ฉันคัดลอกหนังสือนิทานมาเล่มหนึ่ง จะไปคุยกับเบียแล้วล่ะ!” ซิลฟ์ยังคงยืนกรานที่จะไปหาเบียทุกวัน
โม่หลานเดินตามวาชิด้ามุดเข้าไปในป่าผลไม้จากฝั่งเขตเพาะปลูก
ตอนนี้วาชิด้ารู้จักป่าต้นขนมปังทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว เพียงไม่นานเธอก็พาโม่หลานไปเจอต้นขนมปังที่ยังไม่มีแม่มดน้อยคนไหนมาเด็ด
หลังจากเด็ดผลขนมปังลงมากองรวมกันจนเป็นภูเขาเลากา วาชิด้าก็ตบมือปัดฝุ่น “เรียบร้อยแล้ว เซ็นสัญญาได้เลย!”
โม่หลานยื่นใบพันธสัญญาที่เขียนเสร็จแล้วให้เธอ
วาชิด้าเซ็นชื่อของตัวเองลงบนใบพันธสัญญา พลังเวทถูกสูบออกไป 500 มานาในพริบตา ความรู้สึกหิวโหยอย่างรุนแรงเข้าครอบงำเธอทันที
เธอรีบคว้ากระเพาะอาหารกลืนกินออกมา แล้วยัดผลขนมปังที่เตรียมไว้ใส่ลงไป
พอยัดผลขนมปังบนพื้นจนหมด เธอก็เรอออกมาด้วยความอิ่มเอม
นอกจากจะไม่ต้องกินมื้อเย็นแล้ว พลังเวทก็ฟื้นฟูกลับมาจนเต็ม แถมยังมีเสบียงตุนไว้อีกต่างหาก
ทำเอาโม่หลานมองด้วยความอิจฉาตาร้อน
วาชิด้าเห็นสายตาอันเร่าร้อนของเธอ ก็เอามือลูบแขนตัวเองปอย ๆ “โม่หลาน เธออย่ามองฉันแบบนี้สิ ฉันกลัวนะ!”
“รอให้เวทมนตร์จอมมนตราของเธอวิจัยสำเร็จเมื่อไหร่ ฉันจะอุดหนุนสักอันแน่นอน!” โม่หลานบอก
“คราวก่อนรุ่นพี่ลิลิธบอกว่า การ์ดสะสมพลังงานก็ช่วยแก้ปัญหาพลังเวทไม่พอใช้ของพวกเธอได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?” วาชิด้าถามด้วยความสงสัย
“คลังความรู้ของฉันในตอนนี้ ยังไม่พอที่จะสร้างการ์ดสะสมพลังงานขึ้นมาได้หรอก!” โม่หลานถอนหายใจยาว
ต้องรอให้เธอค้นพบก่อนว่า จะดึงพลังเวทที่สะสมไว้ในการ์ดออกมาใช้งานอื่นนอกเหนือจากการสร้างการ์ดได้อย่างไร เธอถึงจะสามารถสร้างการ์ดสะสมพลังงานที่มีประโยชน์ขึ้นมาได้อย่างแท้จริง
“ฉันจะพยายามแล้วกัน!” วาชิด้าทำได้เพียงพูดแบบนี้
“สู้ ๆ นะ!” โม่หลานตบไหล่เธอเบา ๆ
พอกลับมาถึงหอพัก โม่หลานก็จัดการเก็บเครื่องครัวและภาชนะในครัวของหอพักเข้าไปไว้ในห้องเก็บของ
เธอเตรียมตัวที่จะใช้ของจากใน {การ์ดห้องครัวเคลื่อนที่} มาทำอาหารแทนในวันข้างหน้า
ติดตรงที่หอพักมันเล็กเกินไป แถมตู้เก็บของในครัวก็ขยับไม่ได้ เลยไม่สามารถยกห้องครัวในการ์ดออกมาใช้ได้ทั้งชุด
การบ้านวิชาประวัติศาสตร์แม่มดง่ายกว่าเมื่อวาน แค่ความยาวมันเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น
หลังจากโม่หลานเขียนการบ้านเสร็จ เธอยังมีเวลาเหลือให้อ่าน ‘ตกลงว่าเวทมนตร์คืออะไรกันแน่’ ต่อได้อีกพักหนึ่ง
ในวิชาทฤษฎีเวทมนตร์พื้นฐานของวันรุ่งขึ้น เหล่าแม่มดน้อยได้นำประสบการณ์การเรียนจากวันจันทร์และวันอังคารมาปรับใช้ โดยพยายามยืดเวลาในการตอบคำถามแต่ละข้อให้นานที่สุด
อามีช่าทำราวกับไม่รับรู้ถึงความผิดปกติ เธอตั้งใจตอบคำถามของพวกแม่มดน้อยอย่างใจเย็น พร้อมกับลดความเร็วในการพูดลง เพื่อให้พวกเธอมีเวลาจดบันทึก
พอใกล้จะเลิกเรียน เธอก็ถามขึ้น “ใครยังต้องการถามคำถามอีกไหม?”
พวกแม่มดน้อยพากันส่ายหน้า
“งั้นตาฉันเป็นคนถามบ้างล่ะ” อามีช่าพูด “วันนี้บทนี้พูดถึงเรื่องสายเวทมนตร์เป็นหลัก ถ้างั้นใครสามารถบอกฉันได้บ้างว่า เวทมนตร์แม่มดมีทั้งหมดกี่สาย และเวทมนตร์ที่เป็นตัวแทนของแต่ละสายคืออะไร?”
เหล่าแม่มดน้อย: “...”
จบเห่แล้ว มามุกนี้อีกแล้ว
โม่หลานพอจะรู้เรื่องสายเวทมนตร์แม่มดอยู่บ้าง ตอนที่ทดสอบพรสวรรค์ก็มีการแจกแจงเอาไว้ แต่เวทมนตร์ที่เป็นตัวแทนของแต่ละสายแบบเจาะจงนั้น เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน
ดังนั้นจึงทำได้แค่นิ่งเงียบ
ด้วยเหตุนี้: “กฎเดิม ให้ไปเขียนรายงาน ‘เรื่องสายเวทมนตร์แม่มดและเวทมนตร์ตัวแทน’ มาหนึ่งฉบับ หนังสืออ้างอิงคือ ‘สารบบเวทมนตร์แม่มด’”
เดิมทีคิดว่าคงมีแค่นี้ แต่ปรากฏว่าคุณอามีช่ายังพูดไม่จบ:
“วันนี้ทุกคนมีความกระตือรือร้นในการจดบันทึกกันมาก คำถามก็เยอะแยะไปหมด งั้นเพิ่มรายงานสรุปไปอีกฉบับก็แล้วกัน! สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากชั้นเรียนนี้โดยอิงจากคำถามที่ถามไปนะ”
สายตาอันตื่นตะลึงและตัดพ้อของเหล่าแม่มดน้อยที่ได้รับรางวัลเป็นรายงานถึงสองฉบับ แทบจะแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างขึ้นมาได้อยู่แล้ว
นี่มันโชค “ดี” สองชั้นมาเยือนชัด ๆ !
พอคุณอามีช่าเดินออกไป วาชิด้าก็พุ่งเข้ามาตรงหน้าโม่หลานทันที:
“การ์ดบันทึกเสียงที่เธอว่าน่ะ ยังทำได้อยู่ไหม? หรือว่าเธอพอจะสร้างการ์ดที่ช่วยเขียนรายงานอัตโนมัติได้บ้างหรือเปล่า?”
นี่เพิ่งจะวันพุธเองนะ พวกเธอโดนรายงานไปตั้งสี่ฉบับแล้ว
ช่างเป็นเรื่องที่ใครได้ยินเป็นต้องเศร้า ใครได้เห็นเป็นต้องหลั่งน้ำตา คงไม่ใช่ว่าพวกเธอต้องใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ไปกับการนั่งปั่นรายงานหรอกนะ!
“การ์ดเขียนรายงานอัตโนมัติฉันทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าการ์ดบันทึกเสียงล่ะก็ฉันทำได้”
โม่หลานลองออกแบบในคัมภีร์การ์ดดูครู่หนึ่ง แล้วคำนวณพลังงานที่ใช้ในการสร้าง: “การ์ดที่สามารถบันทึกและเก็บเสียงได้ โดยมีความจุในการบันทึกเสียงสะสมรวม 24 ชั่วโมง ราคา 5 มานา เอาไหมล่ะ?”
“เอา ๆ ๆ! ฉันซื้อใบหนึ่ง!” วาชิด้าตอบรับ
แม่มดน้อยคนอื่น ๆ พอได้ยินดังนั้น ก็ตื่นจากภวังค์แล้วรีบพากันกรูกันเข้ามา
“ฉันก็เอาด้วย!”
“ขอฉันใบหนึ่ง!”
…
ยอดขายของการ์ดบันทึกเสียงพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว แม่มดน้อยปีหนึ่งทุกคนยกเว้นโม่หลาน ต่างก็ซื้อกันไปคนละใบ
ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก ก็แค่ทุกคนตระหนักได้แล้วว่า กลยุทธ์การยืดเวลาตอบคำถามให้นานขึ้น เพื่อลดจำนวนคำถามลงนั้นมันใช้ไม่ได้ผลแล้วน่ะสิ
เมื่อเทียบกับการต้องรับของขวัญเป็นรายงานสองฉบับในคาบเดียว สู้ถามคำถามไปเยอะ ๆ แล้วบันทึกเสียงเอาไว้ตอนเรียน พอเลิกเรียนก็กลับมานั่งฟังเสียงที่อัดไว้แล้วเขียนรายงานสรุปไปตามระเบียบยังจะดีซะกว่า!
สำหรับคุณอามีช่าแล้ว คงไม่มีคำว่าไม่สั่งการบ้านในวิชาทฤษฎีหรอก
สู้ยอมเลือกวิธีที่ง่ายกว่าแต่โดยดีจะดีกว่า