- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 63 พลังเหนือธรรมชาติ
บทที่ 63 พลังเหนือธรรมชาติ
บทที่ 63 พลังเหนือธรรมชาติ
ตอนเลิกเรียนก็หกโมงแล้ว เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี
หลังเลิกเรียน บรรดาแม่มดน้อยต่างก็พากันไปที่จุดรับวัตถุดิบโดยไม่ได้นัดหมาย
“ขนมปังดำกินไม่ได้เลยสักนิด!”
“ฉันอยากกินเนื้อ สเต็กเนื้อ สเต็กเนื้ออยู่ไหน?”
“ข้าง ๆ ก็เป็นห้องเรียนทำอาหาร งั้นพวกเราทำกินที่นี่ให้เสร็จแล้วค่อยกลับกันเถอะ! จะได้ไม่ต้องหิ้วไปหิ้วมาด้วย!”
“ดีเลย ๆ! ฉันหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว”
…
แม่มดน้อยคนอื่น ๆ ล้วนอยู่จัดการมื้อเย็นกันในห้องเรียนทำอาหารก่อน มีเพียงโม่หลานกับไอส์เท่านั้นที่หิ้วตะกร้าเดินกลับหอพักไปด้วยกัน
อาหารที่พวกเธอสองคนทำในวิชาเวทมนตร์ทำอาหารไม่ได้กลืนยากเหมือนของแม่มดน้อยคนอื่น ๆ พวกเธอจึงกินจนอิ่มกันแล้ว
ไอส์ชะโงกหน้ามองตะกร้าของเธอแวบหนึ่ง “น้ำตาลทรายขาว น้ำผึ้ง ฟักทอง นี่เธอเตรียมเอาไปทำอะไรเหรอ?”
“ขนมผลขนมปังกวนน่ะ” โม่หลานตอบ
“เจ้านี่ทำครั้งหนึ่งก็เก็บไว้กินได้ตั้งนานเลยไม่ใช่เหรอ? เมื่อไม่นานมานี้ฉันยังเห็นเธอไปเก็บผลขนมปังอยู่เลย กินหมดเร็วขนาดนั้นเชียว?”
ไอส์พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ “โม่หลาน คงไม่ใช่ว่าเธอกินขนมผลขนมปังกวนเป็นอาหารสามมื้อทุกวันเลยหรอกนะ!”
โม่หลานยิ้ม “ตอนที่ยุ่ง ๆ ก็กินนั่นแหละ”
“แล้วตอนไหนที่เธอไม่ยุ่งล่ะ?” ไอส์ไม่หลงกลหรอกนะ
“เอ่อ... ก็ยุ่งอยู่ทุกวันแหละ...” โม่หลานบอก “แต่ช่วงสุดสัปดาห์ฉันก็ยังพอหาเวลาทำของอร่อย ๆ กินอยู่นะ!”
ไอส์มองเธอด้วยสายตาปวดใจขั้นสุด
เพื่อนสนิทที่ชอบของอร่อยเหมือนกับเธอ กลับต้องมาใช้ชีวิตแทะขนมกวนผลขนมปังไปวัน ๆ ซะได้!
แบบนี้มันต่างอะไรกับการแทะเปลือกไม้ทุกวันล่ะ?
ทั้งสองเดินก้มหน้าไปได้สักพัก ไอส์ก็ยังอดถามไม่ได้ “ทำไมล่ะ? ถึงขนมผลขนมปังกวนจะไม่ได้รสชาติแย่ แต่ให้กินทุกวันมันก็ทรมานเหมือนกันนะ!”
“ก็พอไหวนะ หลัก ๆ คือมันช่วยประหยัดเวลา จะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้นไง” โม่หลานบอก “ตารางเรียนแน่นมาก ถ้าไม่รีดเวลาออกมาให้เยอะ ๆ หนังสือคงอ่านไม่ทันแน่”
ไอส์: “...”
นั่นสินะ โม่หลานเป็นจอมมนตรา เป็นจอมมนตราผู้มีพรสวรรค์รอบด้าน
ส่วนเธอแค่อยากจะเป็นแม่มดนักชิมเหมือนกับคุณแม่เท่านั้นเอง
ความกดดันในการเรียนมันต่างกันลิบลับเลย
สายตาที่ไอส์มองโม่หลานพลันเต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูและสงสาร
พอเดินมาถึงหน้าประตูหอพักของโม่หลาน เธอก็วางตะกร้าลงบนพื้น แล้วเริ่มล้วงกระเป๋าทันที:
“อันนี้ให้เธอ! อันนี้ก็ให้เธอด้วย!
พอดีคืนนี้ฉันอยากทำรสชาติอื่นดูบ้าง ของพวกนี้เธอเอาไปลองชิมดูสิ! กินง่ายด้วย ไม่เสียเวลาเธอหรอก จะให้กินแต่ขนมผลขนมปังกวนได้ยังไงกัน!”
เพียงไม่นาน พวกเนื้อแห้ง ลูกอมรสเนื้อ และขนมจุกจิกอื่น ๆ ของเธอก็ถูกย้ายไปอยู่บนตัวโม่หลานจนหมด
ทั้งกระเป๋าเสื้อ กระเป๋าสะพาย หรือแม้แต่ในตะกร้าใส่ผักของโม่หลานล้วนอัดแน่นไปด้วยขนมขบเคี้ยวของไอส์ “พอแล้ว ๆ! มันเยอะเกินไปแล้วนะ!”
พอล้วงกระเป๋าจนเกลี้ยง แม่มดน้อยไอส์ก็ดูผอมลงไปถนัดตา เธอคว้าตะกร้าผักขึ้นมาแล้วสับตีนแตกวิ่งหนีไปทันที ราวกับกลัวว่าโม่หลานจะคืนของให้:
“ต้องจำไว้ว่าต้องกินนะ!”
“รู้แล้วน่า!” โม่หลานโบกมือให้เธออย่างจนใจ
เธอรู้สึกว่าการกินขนมผลขนมปังกวนมันก็ไม่ได้แย่อะไรจริง ๆ นะ เดิมทีมันก็แค่กินเพื่อให้อิ่มท้อง แถมสารอาหารก็ครบถ้วน
ไม่รู้ทำไม ในสายตาของไอส์ เธอถึงกลายเป็นเด็กน้อยน่าสงสารที่ต้องรอคอยการป้อนอาหารไปซะได้
พอกลับเข้าหอพัก เธอเอาขนมขบเคี้ยวที่ไอส์ให้มาแยกใส่ไว้ในตะกร้าอีกใบ แล้วนำไปวางไว้ข้างตะกร้าขนมผลขนมปังกวน
จากนั้นหยิบจานใบเล็กมา เลือกขนมอย่างละนิดอย่างละหน่อย รินน้ำผลขนมปังที่เพิ่งคั้นใหม่ ๆ มาหนึ่งแก้ว แล้วยกไปที่โต๊ะอ่านหนังสือพร้อมกัน
เธอนั่งลง แล้วเปิดคัมภีร์แม่มด:
“‘ทวีปวาเลน’ เล่มที่เจ็ด... อยู่นี่ไง ก่อนหน้านี้อ่านถึงไหนแล้วนะ... อื้อ! เนื้อแห้งนี่นุ่มจัง ทำมาจากเนื้ออะไรเนี่ย?”
โม่หลานอ่านหนังสือไปพลาง กินเนื้อแห้งกับขนมกวนไปพลาง พร้อมกับจิบน้ำผลไม้
ต้องยอมรับเลยว่า ฝีมือการทำอาหารประเภทเนื้อของไอส์นี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ
มันช่วยให้มื้อเย็นอันแสนเรียบง่ายของเธออุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก
หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงพลังเหนือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ในทวีปวาเลน
บทนำระบุไว้ว่า พลังเหนือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตในวาเลนสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ
ประเภทแรกคือพลังเหนือธรรมชาติที่ส่งผลต่อพลังงานภายในร่างกาย พละกำลัง ความเร็ว ความคล่องแคล่ว และพลังป้องกัน ล้วนจัดเป็นพลังเหนือธรรมชาติทางกายภาพ ตัวแทนของสิ่งมีชีวิตประเภทนี้คือ เผ่ามังกร สัตว์วิเศษ และเผ่ามนุษย์สัตว์
อีกประเภทคือพลังเหนือธรรมชาติที่ส่งผลต่อพลังงานภายนอกร่างกาย ซึ่งเวทมนตร์ก็จัดอยู่ในประเภทนี้
ทุกเผ่าพันธุ์ที่มีความสามารถในการร่ายเวท ล้วนครอบครองพลังเหนือธรรมชาติที่เรียกว่าเวทมนตร์ ทว่าแหล่งพลังงานที่ใช้ร่ายเวทนั้นแตกต่างกัน และวิธีการร่ายก็แตกต่างกันด้วย
พออ่านมาถึงตรงนี้ โม่หลานก็รู้ทันทีว่ารายงานของเธอมีหนทางรอดแล้ว
เธอข้ามบทที่พูดถึงพลังเหนือธรรมชาติทางกายภาพไป แล้วอ่านต่อจากเนื้อหาที่ค้างไว้ตอนเที่ยง พร้อมกับคัดลอกและสรุปประโยคสำคัญ ๆ ไปด้วย
“พลังงานของแม่มดคือพลังเวทมนตร์ ส่วนพลังงานของจอมมนตราคือพลังเวท ทั้งสองล้วนมีต้นกำเนิดมาจากสายเลือด โดยอาศัยเจตจำนงและอารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อนพลังเวทมนตร์ในสายเลือดเพื่อร่ายเวท
พลังงานของทูตสวรรค์คือพลังทูตสวรรค์ มีต้นกำเนิดมาจากความศรัทธา โดยเผาผลาญพลังแห่งศรัทธาเพื่อร่ายเวท
พลังงานของปีศาจคือพลังปีศาจ มีต้นกำเนิดมาจากวิญญาณ โดยสังเวยพลังวิญญาณเพื่อร่ายเวท
พลังงานของเผ่ามังกรคือพลังแห่งมังกร มีต้นกำเนิดมาจากสายเลือด โดยใช้เสียงเป็นตัวขับเคลื่อนพลังแห่งมังกรในสายเลือดเพื่อร่ายเวท
พลังงานของเผ่ามนุษย์คือพลังจิต มีต้นกำเนิดมาจากความรู้และสติปัญญา โดยใช้พลังจิตเป็นดั่งตุ้มน้ำหนัก และความรู้เป็นดั่งคานงัด เพื่อดึงเอาพลังงานจากธรรมชาติมาใช้ร่ายเวท
…”
หลังจากอ่านส่วนที่เกี่ยวกับพลังเวทมนตร์เหนือธรรมชาติจบ เธอก็คัดลอกเนื้อหาเน้น ๆ จนเต็มกระดาษไปหนึ่งแผ่น
โม่หลานเองก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการร่ายเวทของเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ในระดับหนึ่งแล้วเช่นกัน
ในเมื่อคุณอามีช่าบอกให้ใช้หนังสือเล่มนี้อ้างอิงได้ โม่หลานก็ไม่ต้องเกรงใจอีกต่อไป
เธอนำประโยคสำคัญที่คัดลอกมาในส่วนนี้ มาเรียบเรียงและรวบรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นรายงานหนึ่งฉบับ
เธอเป่าหมึกบนกระดาษหนังแกะให้แห้ง แล้วอ่านทบทวนเพื่อตรวจสอบตั้งแต่ต้นจนจบ เท่านี้การบ้านวิชาทฤษฎีเวทมนตร์พื้นฐานก็เสร็จสมบูรณ์!
กำหนดส่งคือวันจันทร์หน้า โม่หลานจึงใช้คลิปหนีบกระดาษหนีบรายงานไว้ในคัมภีร์แม่มดตรงหน้าที่จดการบ้าน
ยังไงซะในช่วงนี้เธอก็คงไม่เก็บคัมภีร์แม่มดลงไปหรอก การหนีบของไว้ข้างในสักหน่อยก็ไม่ได้เกะกะอะไร
ภารกิจยามค่ำคืนเสร็จสิ้น โม่หลานผู้ได้รับความรู้อย่างเต็มเปี่ยมหาวหวอดหนึ่งที แล้วก็เข้านอนด้วยความพึงพอใจ
พอเสียงระฆังตอนหกโมงเช้าดังขึ้น โม่หลานก็หลับตาคลำหาผลขนมปังในถุงที่แขวนอยู่หัวเตียง คว้าขึ้นมากัดไปหนึ่งคำ “อึ๋ย~”
เปรี้ยวจนตาสว่างเลย
เธอแปรงฟันไปพลาง คิดไปพลาง:
“วันนี้ระหว่างทางจะอ่านหนังสืออะไรดีนะ?
จะอ่าน ‘ตกลงว่าเวทมนตร์คืออะไรกันแน่’ ต่อ หรือจะเตรียมบทเรียน ‘ประวัติศาสตร์แม่มด’ ล่วงหน้าดี?
อืม... เอาเป็น ‘ประวัติศาสตร์แม่มด’ แล้วกัน...”
คัมภีร์แม่มดที่อยู่ข้างกายเปิดออกโดยอัตโนมัติ ไปยังหน้าที่มี ‘ประวัติศาสตร์แม่มด’
“แม่มดมีต้นกำเนิดมาจากเพศหญิงของเผ่ามนุษย์...”
เธออ่านหนังสือไปพลาง เดินออกจากบ้านไปพลาง
“โม่หลาน! วาชิด้า! ดอกกระดิ่งลมของฉันมีใบอ่อนงอกขึ้นมาอีกใบแล้วล่ะ”
“ยินดีด้วย ๆ!”
“ถ้าเป็นแบบนี้ อีกไม่นานดอกกระดิ่งลมก็คงจะโตเต็มที่แล้วล่ะสิ!”
“อื้ม!”
“โม่หลาน เธออ่านหนังสืออะไรอยู่เหรอ?”
“ประวัติศาสตร์แม่มดน่ะ”
“เมื่อคืนฉันก็อ่านไปนิดหน่อยเหมือนกัน หนังสือเล่มนี้น่าสนใจกว่าตำราเรียนวิชาทฤษฎีเวทมนตร์ตั้งเยอะเลย!”
“จริงเหรอ? ฉันเพิ่งเริ่มอ่านเอง!”
…
ระหว่างทางไปโรงเรียนวันนี้ หนังสือที่แม่มดน้อยทุกคนอ่านคือ ‘ประวัติศาสตร์แม่มด’ เพื่อเตรียมรับมือกับวิชาประวัติศาสตร์แม่มดที่กำลังจะมาถึง
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิชาทฤษฎีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นกัน
ถึงขนาดที่เวลาพวกแม่มดน้อยอ่านหนังสือ ในหัวก็เอาแต่คิดเรื่องเตรียมคำถามกันทั้งนั้น