- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 61 อัปเกรดเวทมนตร์
บทที่ 61 อัปเกรดเวทมนตร์
บทที่ 61 อัปเกรดเวทมนตร์
“ทวีปวาเลน! หมายถึงชุดหนังสือ ‘ทวีปวาเลน’ ที่วางอยู่เต็มชั้นตั้งหลายชั้นนั่นน่ะเหรอ?”
“ยังดีนะที่อาจารย์ใหญ่แนะนำให้อ่านแค่เล่มที่เจ็ด!”
“เธอนี่มองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว! ในเมื่อวันนี้มีการบ้านจากเล่มเจ็ด แล้วเล่มแปดเล่มเก้ามันจะไปไหนเสียล่ะ?”
“คงไม่ใช่ว่าหลังจากนี้ทุกคาบวิชาทฤษฎีเวทมนตร์พื้นฐาน ถ้าใครตอบคำถามอาจารย์ใหญ่ไม่ได้ จะต้องโดนทำโทษให้อ่านหนังสือแล้วเขียนรายงานส่งหรอกนะ!”
“ถ้าโดนแค่ในวิชาทฤษฎีเวทมนตร์พื้นฐานก็ยังพอว่า ที่น่ากลัวคือทุกวิชาที่เป็นภาคทฤษฎีจะเป็นแบบนี้น่ะสิ!”
“จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย กลายเป็นว่าเรียนวิชาทฤษฎีกดดันกว่าวิชาปฏิบัติซะอีก!”
“ก่อนเข้าเรียนใครเป็นคนบอกนะ ว่าวิชาทฤษฎีมันก็เหมือนกับการอ่าน ‘หนังสือชุดแม่มดน้อย’ นั่นแหละ?”
…
เหล่าแม่มดน้อยต่างหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
โม่หลานจดรายละเอียดการบ้านเสร็จก็เก็บของ พอเห็นพวกแม่มดน้อยที่กำลังเป็นโรคกลัววิชาทฤษฎีเข้ากระดูกดำ เธอจึงช่วยพูดปลอบใจด้วยความหวังดี:
“ลองมองอีกมุมดูสิ การที่พวกเราช่วยกันหาคำตอบกันเองรอบหนึ่ง แล้วอาจารย์ใหญ่มาช่วยอุดรอยรั่วตรงจุดที่ขาดหายให้อีกรอบ มันช่วยให้พวกเราเข้าใจเนื้อหาวิชาทฤษฎีได้แม่นยำขึ้นมากเลยนะ!
แถมยังน่าสนุกกว่าการนั่งอ่านตำราเรียนเฉย ๆ ตั้งเยอะ!”
“…”
พวกแม่มดน้อยถึงกับเถียงไม่ออกเลยทีเดียว
“ฉันจะไปคัดลอกหนังสือ ‘ทวีปวาเลน’ ที่ห้องสมุด พวกเธอจะไปกันไหม?” โม่หลานถาม
“ไป!”
ถึงจะโอดครวญเรื่องการบ้านยังไง แต่สุดท้ายการบ้านก็ยังต้องทำอยู่ดี!
ระหว่างทางเดินมาโรงเรียนเมื่อเช้า แม่มดน้อยแต่ละคนต่างก็ทำการแทรกซึมกระดาษหนังแกะรอไว้บ้างแล้ว
หากไม่ได้คัดลอกหนังสือ ‘ทวีปวาเลน’ เล่มที่เจ็ดเพื่อทำรายงาน ก็คงจะคัดลอก ‘การถือกำเนิดของหน้าปกอันวิจิตร’ เพื่อรีบทำคัมภีร์แม่มดที่ถูกใจออกมาให้ได้โดยเร็ว
ในห้องสมุดของชั้นปีหนึ่ง ขณะที่แม่มดน้อยคนอื่นกำลังต่อแถวรอคัดลอกหนังสือ ‘ทวีปวาเลน’ เล่มที่เจ็ด โม่หลานกลับนั่งอ่านหนังสืออยู่ในโซนที่นั่งสำหรับอ่าน
ช่วยไม่ได้นี่นา ก็ในคืนที่เธอทำคัมภีร์แม่มดเล่มใหม่เสร็จ เธอได้เติมกระดาษเปล่าลงไปเท่าที่เวทคัมภีร์แม่มดระดับฝึกหัดจะรับไหวแล้ว
ในจำนวนนั้นถูกใช้งานไปแล้ว 91 หน้า เหลือกระดาษว่างอยู่แค่ 9 หน้าเท่านั้น
ความจุของคัมภีร์แม่มดมาถึงขีดจำกัดของระดับฝึกหัดแล้ว
ถึงแม้จะพอสำหรับการคัดลอกเล่มเจ็ด แต่ก็ไม่แน่ว่าหลังจากนี้อาจารย์ใหญ่จะแนะนำหนังสืออ้างอิงเล่มไหนมาให้เขียนรายงานอีก ซึ่งกระดาษ 9 หน้าที่เหลือคงจะไม่เพียงพอแน่ ๆ
เธอจึงจำเป็นต้องอัปเกรดเวทคัมภีร์แม่มดเสียก่อน
คุณอามีช่าเคยบอกว่า วิธีอัปเกรดคัมภีร์แม่มดมีระบุไว้ในหนังสือ ‘คู่หูแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต——คัมภีร์แม่มด’
ตอนนี้โม่หลานเลยกำลังค้นหาข้อมูลส่วนนั้นอยู่
เธอมีเป้าหมายที่ชัดเจน จึงเปิดผ่านคำแนะนำการใช้งานคัมภีร์แม่มดไปอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าก็พบวิธีอัปเกรด
การจะเลื่อนระดับเวทคัมภีร์แม่มดจากระดับฝึกหัดไปเป็นระดับต้นนั้น เพียงแค่ทำพันธสัญญาเพิ่มอีกหนึ่งฉบับก็เพียงพอแล้ว
เพียงแต่ว่าใบพันธสัญญาของคัมภีร์แม่มดระดับต้น จะต้องเขียนด้วยเวทพู่กันทองที่อยู่ไม่ต่ำกว่าระดับต้นเช่นกัน
ดังนั้นเธอต้องอัปเกรดเวทพู่กันทองให้เป็นระดับต้นเสียก่อน
บางทีการใช้เวทพู่กันทองเขียนพันธสัญญาอาจเป็นส่วนหนึ่งของการอัปเกรดคัมภีร์แม่มด ซึ่งในหนังสือเล่มนี้มีต้นแบบพันธสัญญาสำหรับเวทพู่กันทองและคัมภีร์แม่มดในทุกระดับเตรียมไว้ให้หมดแล้ว
ส่วนข้อกำหนดอื่น ๆ ก็เหมือนกับพันธสัญญาระดับฝึกหัดก่อนหน้านี้ เพียงแต่ราคาค่างวดนั้นเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
การอัปเกรดแต่ละอย่างต้องจ่ายพลังเวทถาวร 10 มานา รวมสองอย่างก็เป็น 20 มานา
20 มานาอาจจะดูไม่มากนัก แต่ตอนนี้โม่หลานขาดพลังเวทอีกเพียง 10 มานาเธอก็จะกลายเป็นจอมมนตราระดับสูงแล้ว
ทว่าไม่แลกก็ไม่ได้ เพราะถ้าเธออยากจะคัดลอกหนังสือในห้องสมุดของสถาบันให้ครบ ไม่ช้าก็เร็วต้องยอมเสียพลังเวทส่วนนี้ไปอยู่ดี
โม่หลานกัดฟันเขียนใบพันธสัญญาออกมาหนึ่งฉบับ แล้วใช้ปลายนิ้วที่โดนเข็มตำเพื่อเซ็นสัญญา
เวทพู่กันทองจึงเลื่อนระดับขึ้นมาเป็นระดับต้น ทำให้ตัวพู่กันดูประณีตขึ้นมาเล็กน้อย
จากนั้นเธอก็ใช้เวทพู่กันทองระดับต้นเขียนใบพันธสัญญาอีกฉบับ พอเซ็นเสร็จ คัมภีร์แม่มดก็เลื่อนระดับเป็นระดับต้นในทันที ความจุของจำนวนหน้ากระดาษพุ่งจาก 100 หน้าไปเป็น 1,000 หน้า
โม่หลานนำกระดาษหนังแกะที่ทำการแทรกซึมไว้เมื่อสองวันก่อน รวมถึงกระดาษที่เตรียมไว้เมื่อเช้ามาตัดขนาดให้พอดีแล้วเติมลงไป
เธอคัดลอกหนังสืออ่านนอกเวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมด รวมถึงชุดหนังสือ ‘ทวีปวาเลน’ ทุกเล่มลงไป แต่ก็ยังเหลือกะดาษว่างอยู่อีกหลายสิบหน้า
ใช้ความจุของคัมภีร์แม่มดระดับต้นไปไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า ในห้องสมุดแห่งนี้มีหนังสือมากกว่าในรายการที่ต้องอ่านเป็นร้อย ๆ เล่ม
แต่ส่วนที่เธอคัดลอกไปนั้นถือว่าสำคัญที่สุดแล้ว
แม้คัมภีร์แม่มดจะบรรจุหนังสือไว้หลายร้อยเล่ม แต่รูปลักษณ์ภายนอกก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
โม่หลานมองดูการ์ดตัวละครของตัวเองแล้วถอนหายใจยาว พลังเวทโดยรวมของเธอเหลือเพียง 970 มานาแล้ว
ตอนที่ทดสอบพรสวรรค์ พลังเวทของเธอขาดอีกเพียง 2 มานาก็จะเป็นจอมมนตราระดับสูง แต่ผ่านไปเพียงสัปดาห์กว่า ๆ เธอกลับขาดตั้ง 30 มานา
ทั้งที่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาพลังเวทของเธอเพิ่มขึ้นมาบ้างแล้วแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนจะห่างไกลจากระดับสูงออกไปทุกที
หากลองมองอีกมุม แค่จอมมนตราอย่างเธอเพียงคนเดียว ก็ส่งมอบพลังเวทถาวรให้กับรุ่นพี่จอมมนตราทั้งสองไปถึง 30 มานาแล้ว!
หากต้องการจะคัดลอกหนังสือของสถาบันให้หมด ทั้งคัมภีร์แม่มดและเวทพู่กันทองอย่างน้อยต้องอัปเกรดเป็นระดับสูง ซึ่งยังต้องใช้พลังเวทถาวรอีกถึง 70 มานา
“เวทมนตร์ของจอมมนตรานี่ทำกำไรดีชะมัด!” โม่หลานคิดในใจ
แต่น่าเสียดายที่เธอยังไม่มีเวทมนตร์จอมมนตราที่เป็นของตัวเองเลย
เหล่าแม่มดน้อยที่เฝ้าดูความกล้าบ้าบิ่นของโม่หลาน ซึ่งในตอนนี้พวกเธอแต่ละคนมีพลังเวทแค่คนละ 40-50 มานาเท่านั้น ต่างก็รู้สึกเสียดายแทน “แพงจังเลย!”
มิน่าล่ะคุณอามีช่าถึงเตือนไม่ให้พวกเธอโลภมาก
แม้เวทมนตร์ของจอมมนตราจะดีเลิศ แต่สำหรับพวกเธอที่มีพลังเวทมนตร์น้อยนิดในตอนนี้ ยังไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วขนาดนี้ไหว
ทว่าพลังเวทมนตร์น้อยก็มีวิธีใช้ในแบบคนมีน้อย
ไอส์พูดขึ้นว่า “ฉันต้องรีบอ่านหนังสือให้มากขึ้นกว่านี้ ก่อนจะเรียนจบถ้าฉันอ่านได้เยอะขึ้นอีกสักเล่ม ก็จะช่วยลดการคัดลอกไปได้หนึ่งเล่ม ประหยัดที่ว่างในคัมภีร์แม่มดได้เยอะเลย!”
ครั้งนี้โดยที่โม่หลานไม่ต้องเริ่มนำก่อน เหล่าแม่มดน้อยก็มีความกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ระหว่างทางลงเขา จำนวนแม่มดน้อยที่ถือคัมภีร์แม่มดขึ้นมาอ่านมีเพิ่มขึ้นอีกหลายคน
เพียงแต่คัมภีร์แม่มดของพวกเธอไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าของโม่หลาน เวลาเดินอ่านจึงค่อนข้างลำบาก
และยังไม่สามารถฝึกทักษะการอ่านหนังสือไปพลางเดินไปพลางโดยไม่ให้สะดุดเหมือนโม่หลานได้ในเวลาอันสั้น
แต่พวกเธอก็จับคู่กันสองคน ช่วยกันพยุงเดิน คนหนึ่งอ่านคัมภีร์แม่มด อีกคนคอยนำทาง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการอ่านหนังสือระหว่างเดินได้สำเร็จ
แม่มดชั้นปีสูงที่เลิกเรียนและขี่ไม้กวาดบินผ่านบนท้องฟ้าไม่ได้ดึงดูดสายตาของแม่มดน้อยเหล่านี้เลยสักนิด
“ลิลิธ ฉันว่าเมื่อเช้าที่เธอพูดน่ะยังถ่อมตัวไปหน่อยนะ พวกน้องเขาไม่ได้แค่ขยันแล้วล่ะ แต่นี่มันระดับสู้ตายชัด ๆ!”
แม่มดน้อยปีสองอุทานด้วยความตกใจ
“...” ลิลิธเองก็ตกใจไม่น้อยไปกว่าพวกเธอ “เมื่อเช้ายังเห็นโม่หลานอ่านหนังสือระหว่างทางอยู่แค่คนเดียวเองนะ!”
ผ่านไปแค่ช่วงเช้าวันเดียว แม่มดน้อยปีหนึ่งก็พัฒนาขึ้นอีกขั้นแล้ว
ทุกคนเริ่มหันมาอ่านหนังสือระหว่างทางกันหมด
“ไป ๆ ๆ! รีบกลับกันเถอะ กินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วจะได้วิจัยไม้กายสิทธิ์อันใหม่ต่อ! จะยอมให้รุ่นน้องปีหนึ่งแซงหน้าไปไม่ได้เด็ดขาด!” เควนลินพูดขึ้น
เงาของไม้กวาดพุ่งพาดผ่านท้องฟ้าไปสายแล้วสายเล่า
คาบเรียนตอนบ่ายเริ่มตอนสี่โมงเย็น หลังจากเดินจากปราสาทกลับมาถึงหอพัก แม่มดน้อยปีหนึ่งยังมีเวลาให้พักผ่อนและจัดการตัวเอง รวมถึงกินมื้อเที่ยงด้วย
แต่โม่หลานไม่ได้วางแผนจะทำอาหาร เธอแค่เอาขนมผลขนมปังกวนมารองท้อง แล้วก็นั่งอ่านหนังสือต่อ
แม้จะมีหนังสือที่คัดลอกไว้ในคัมภีร์แม่มดหลายร้อยเล่ม แต่จนถึงตอนนี้เธอเพิ่งจะอ่านจบไปได้อย่างสมบูรณ์แค่เล่มเดียวคือ ‘ไม้กายสิทธิ์ ไม้กายสิทธิ์’ ซึ่งมันยังน้อยเกินไป
หนังสือที่คัดลอกไว้ในคัมภีร์แม่มดทำหน้าที่เป็นได้แค่คลังข้อมูลเท่านั้น ส่วนสิ่งที่อ่านจบแล้วจำได้ขึ้นใจต่างหาก ถึงจะเป็นของเธออย่างแท้จริง