- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 58 เวทมนตร์ทำอาหารของรุ่นพี่
บทที่ 58 เวทมนตร์ทำอาหารของรุ่นพี่
บทที่ 58 เวทมนตร์ทำอาหารของรุ่นพี่
ลิลิธนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตา ในมือถือไม้กายสิทธิ์ และเริ่มทำอาหารด้วยเวทมนตร์ทำอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ
เริ่มจากล้างวัตถุดิบ จากนั้นก็หั่นผัก
ตอนล้างผัก ก็ล้างได้แค่ทีละต้น ตอนเปิดปิดก๊อกน้ำ ก็ต้องวางผักลงก่อน
ตอนหั่นผักก็ต้องหั่นทีละชิ้น
ตอนขยับวัตถุดิบ มีดทำครัวก็จะนิ่งสนิท
ตอนเริ่มทำอาหาร หรือตอนที่ขยับตะหลิว ก็ไม่สามารถใส่เครื่องปรุงได้
ถ้าจะใส่เครื่องปรุง ก็ขยับตะหลิวไม่ได้
ทอดสเต็กเนื้อสี่ที่ มันบดสี่ที่ ต้มซุปมะเขือเทศข้นหนึ่งหม้อ และอบขนมปังอีกหนึ่งตะกร้าเล็ก ใช้เวลาไปถึงสองชั่วโมงกว่า
ดูราวกับว่า ในห้องครัวมีคนแขนด้วนที่มองไม่เห็นกำลังทำอาหารอยู่อย่างนั้นแหละ
ลงมือทำอาหารเองอย่างน้อยก็ยังมีสองมือ บางครั้งยังแบ่งสมาธิทำสองอย่างพร้อมกันได้เลย!
“ในที่สุดฉันก็รู้แล้ว ว่าทำไมตอนคุณแม่ทำขนมปังกับต้มซุปข้น ถึงไม่เคยใช้เวทมนตร์ทำอาหารเลย...” ซิลฟ์พูดขึ้น “ดูจากตรงนี้ เวทมนตร์ทำอาหารระดับฝึกหัดยังทำได้ช้ากว่าลงมือทำเองซะอีก!”
“จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้! แต่ก็ต้องฝึกฝนเยอะ ๆ ถึงจะพัฒนาขึ้นนี่นา! บางครั้งการใช้เวทมนตร์ทำอาหารแทนสองมือ ก็ยังพอช่วยทุ่นแรงได้บ้าง แถมยังไม่ต้องไปดมกลิ่นควันน้ำมันใกล้ ๆ ด้วย พอดมแล้วก็พานจะกินข้าวไม่ลงน่ะ”
ลิลิธบอก “โม่หลาน ตอนนี้รู้หรือยังว่าควรจะฝึกเวทมนตร์ทำอาหารยังไง?”
โม่หลานพยักหน้า “คงต้องเริ่มจากการควบคุมให้ผักหนึ่งต้นล้างทำความสะอาดตัวเองก่อนสินะคะ!”
แม่มดนักชิมทุกคนล้วนเป็นปรมาจารย์ด้านการทำอาหาร คำพูดนี้คงจะพูดได้แค่ทางเดียว จะพูดกลับกันไม่ได้
เพราะแม่มดนักชิมทุกคนคือปรมาจารย์ด้านการทำอาหาร แต่ปรมาจารย์ด้านการทำอาหารนั้น ยังห่างชั้นกับการเป็นแม่มดนักชิมอยู่อีกมาก
“ถูกต้อง!” ลิลิธเห็นว่าเธอเข้าใจแล้ว ก็เบาใจ “หิวกันหมดแล้วล่ะสิ! กินข้าวได้แล้ว!”
“ไม่ง่ายเลยจริง ๆ แฮะ! ขนาดเวทมนตร์ทำอาหารยังเรียนยากขนาดนี้... ฉันก็นึกว่าจะสามารถใช้เวทมนตร์ทำอาหารเพื่ออิสระในการกินได้ในเร็ว ๆ นี้ซะอีก!”
วาชิด้ากินเนื้อคำโตไปพลาง ถอนหายใจรำพึงไปพลาง
คนที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเวทมนตร์ทำอาหาร ไม่ได้มีแค่โม่หลานคนเดียว
“ก็ไม่ต้องท้อแท้ขนาดนั้นหรอก พวกเราคือจอมมนตรานะ!
แม่มดหลายคนไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ก็มักจะเรียนเวทมนตร์ที่ตัวเองไม่ถนัดได้ไม่ดีนัก เพราะข้อจำกัดด้านพรสวรรค์
แต่จอมมนตราอย่างพวกเรา ขอแค่อยากเรียน ก็ไม่มีอะไรที่เรียนไม่ได้ แถมยังไม่ใช่แค่เรื่องเวทมนตร์ด้วย! แค่นี้ก็ถือเป็นความได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว
อีกทั้งจอมมนตรายังสามารถทะลวงผ่านระดับสูงสุดได้อย่างแน่นอน และมีอายุขัยยืนยาว ขอแค่จับจุดวิธีการเรียนรู้ได้ พวกเราก็จะมีเวลาอีกมากมาย ให้ค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งที่อยากเรียนต่อไป”
ลิลิธเอ่ยปลอบใจพวกเธอ
“รุ่นพี่พูดถูกค่ะ! แค่ตั้งใจเรียนไปทีละก้าวก็พอ สักวันจะต้องเรียนสำเร็จแน่นอน!”
โม่หลานได้รับบทเรียนและประสบการณ์แล้ว จึงตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นใหม่ และกลับไปฝึกเวทมนตร์ทำอาหารอีกครั้ง
เมื่อกี้ตอนที่เธอสังเกตการณ์รุ่นพี่ทำอาหาร เธอยังถึงขั้นอัญเชิญคัมภีร์แม่มดออกมา แล้วจดบันทึกความรู้ที่ได้รับลงบนหน้าของหนังสือ ‘เรียนรู้เวทมนตร์ทำอาหารจากศูนย์’ อีกด้วย
“เอ่อ โม่หลาน เมื่อกี้ฉันอยากจะถามอยู่พอดี หนังสือเล่มที่คล้ายกับคัมภีร์การ์ด แล้วก็มีอัญมณีสีม่วงเหมือนกันของเธอเล่มนั้นคือ...” วาชิด้าถาม
“คือคัมภีร์แม่มดเล่มใหม่ที่ฉันเพิ่งทำขึ้นมาน่ะ” โม่หลานตอบ
“งั้นเมื่อวานทั้งวัน เธอก็ไปทำเจ้านี่มาเหรอ?” ซิลฟ์ถามด้วยความประหลาดใจ
“อื้ม! ขลุกอยู่ในปราสาททั้งวันเลยล่ะ กว่าจะกลับถึงหอพักก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว จริงสิ ขอบใจพวกเธอมากนะที่ช่วยเก็บผ้าให้ฉัน” โม่หลานบอก
“ว้าว! นี่เธอจะทำเร็วเกินไปแล้วนะ! ‘การถือกำเนิดของหน้าปกอันวิจิตร’ ตั้งสิบห้าเล่ม เธออ่านจบหมดแล้วเหรอ?” วาชิด้าถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เมื่อคืนวันศุกร์เธอไม่ได้โต้รุ่งอ่านหนังสืออีกแล้วใช่ไหม! ยังไงก็ต้องหาเวลาพักผ่อนบ้างนะ!”
“เปล่าหรอก!” โม่หลานตอบ “ไม่จำเป็นต้องอ่าน ‘การถือกำเนิดของหน้าปกอันวิจิตร’ ให้จบทั้งหมดหรอก แค่เลือกรูปแบบหน้าปกที่ชอบออกมาสักแบบ แล้วทำตามขั้นตอนก็พอแล้ว
ฉันเลือกรูปแบบที่คล้ายกับคัมภีร์การ์ดมาหลายแบบ พออ่านวิธีทำจบ ก็นำมาออกแบบผสมผสานกัน แล้วก็ทำออกมา วันเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ
แน่นอนว่าที่ทำได้เร็วขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะประสบการณ์จากชาติก่อนของฉันด้วยแหละ”
“จริงเหรอ? ไม่ต้องอ่านจนจบหมดก็ได้เหรอ?” วาชิด้าเริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว “คืนนี้ฉันจะแทรกซึมกระดาษเปล่าเพิ่มอีกสักสองสามแผ่น พรุ่งนี้จะไปคัดลอกหนังสือชุดนี้กลับมาดูบ้างดีกว่า!”
“พวกเราไปด้วยกันสิ!” ซิลฟ์พูด
ถ้าไม่จำเป็นต้องศึกษาหนังสือให้ครบทั้งสิบห้าเล่มถึงจะทำหน้าปกสวย ๆ ได้ล่ะก็ เธอก็อยากจะเปลี่ยนเป็นคัมภีร์แม่มดที่สวยงามให้เร็วที่สุดเหมือนกัน
ลิลิธได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบ ๆ ไม่กล้าส่งเสียง เพราะเธอก็เพิ่งจะมาตาลีตาเหลือกเปลี่ยนคัมภีร์แม่มดเล่มใหม่เอาตอนสามเดือนสุดท้ายก่อนจบปีหนึ่ง หลังจากบังเอิญไปเห็นข้อความจากผู้เขียนในหน้าแรกของหนังสือ ‘การถือกำเนิดของหน้าปกอันวิจิตร’ เล่มที่หนึ่งเข้า
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าหัวข้อเรื่องคัมภีร์แม่มดเริ่มถูกพูดถึงอย่างออกรสออกชาติ และใกล้จะลามมาถึงตัวเธอแล้ว เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“วิชาทำไม้กายสิทธิ์เมื่อวันศุกร์สนุกไหม? วันหยุดสุดสัปดาห์นี้มีใครเอาไม้กายสิทธิ์ไปทำใหม่บ้างหรือเปล่า?”
“มีค่ะ! ฉันเปลี่ยนวัสดุทำไม้กายสิทธิ์ไปตั้งสามอัน ถึงจะพอใจขึ้นมาหน่อย!” วาชิด้าตอบ
“ฉันก็เปลี่ยนวัสดุทำไม้กายสิทธิ์ไปสองอันเหมือนกัน” ซิลฟ์พูดบ้าง
“ฮ่า ๆ! ว่าแล้วเชียว! เพื่อจะให้พวกเราได้ฝึกทำไม้กายสิทธิ์เยอะ ๆ คุณอามีช่าก็ยิ่งงัดสารพัดวิธีออกมาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ นะ! ตอนนั้นพวกเราเพิ่งจะทำไม้กายสิทธิ์ใหม่ไปแค่รอบเดียวเอง” ลิลิธพูด
วาชิด้าส่ายหน้า “คุณอามีช่าไม่ได้สั่งให้พวกเราทำหรอกค่ะ หลัก ๆ เป็นเพราะพอพวกเราเห็นไม้กายสิทธิ์ที่โม่หลานทำแล้ว ทุกคนก็อยากจะทำไม้กายสิทธิ์ให้มันออกมาสวยงามและดูดีกว่าเดิมน่ะค่ะ”
“เดี๋ยวนะ สวยงาม? ดูดี?” ลิลิธยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงง “ไม้กายสิทธิ์ด้ามแรกของพวกเธอไม่ได้มีปัญหาเรื่องขนาดไม่พอดี หรือจับไม่ถนัดมือหรอกเหรอ?”
หรือว่าคุณอามีช่าจะเปลี่ยนนิสัยแล้ว? มีแม่มดน้อยรุ่นไหนบ้างที่ไม่เคยโดนเธอหลอก?
“ไม่ใช่ค่ะ!” ซิลฟ์นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยขึ้น “รุ่นพี่หมายถึงเรื่องที่ท่านอาจารย์ใหญ่จงใจไม่บอกพวกเราว่ากิ่งไม้ที่ให้เตรียมมาเอาไว้ทำอะไรใช่ไหมคะ? เรื่องนั้นโม่หลานไขปริศนาได้ตั้งนานแล้วค่ะ พวกเราเลยเอาวัสดุทำไม้กายสิทธิ์ที่จับถนัดมือไปที่ห้องเรียนการเล่นแร่แปรธาตุกันทุกคนเลย”
“...” ลิลิธอิจฉาจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว “โม่หลาน เธอรู้ได้ยังไงน่ะ?”
“คืนวันพฤหัสบดี ฉันบังเอิญอ่านหนังสือ ‘ไม้กายสิทธิ์ ไม้กายสิทธิ์’ พอดีน่ะค่ะ” โม่หลานตอบ
“งั้นพวกเธอก็โชคดีชะมัดเลย!” ลิลิธพูดด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง
“จริงสิ โม่หลาน ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้สังเกตเลย ไม้กายสิทธิ์ของเธอเป็นแบบไหนเหรอ? ทำไมถึงทำให้แม่มดน้อยคนอื่นยอมลงมือทำไม้กายสิทธิ์ของตัวเองใหม่ได้ล่ะ?”
โม่หลานหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมของสถาบัน “ก็แค่จัดการกับวัสดุทำไม้กายสิทธิ์นิดหน่อยเองค่ะ”
วาชิด้าก็ร่วมวงด้วย โดยหยิบไม้กายสิทธิ์ของตัวเองออกมา “รุ่นพี่ลิลิธคะ ดูของฉันสิ ขัดเงาออกมาเป็นไงบ้างคะ?”
“ของฉันขัดเงาไปแค่ครึ่งเดียว ตรงด้ามจับยังเป็นสภาพเดิมอยู่ เวลาจับจะได้ไม่หลุดมือง่าย” ซิลฟ์หยิบไม้กายสิทธิ์ของตัวเองออกมาบ้าง
“...” ลิลิธแอบเก็บไม้กายสิทธิ์ที่เหน็บอยู่ตรงเอวเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมอย่างเงียบ ๆ
เธอเป็นรุ่นพี่เหรอ? เธอคู่ควรจริง ๆ เหรอเนี่ย?
พอนึกถึงตอนที่ตัวเองถือไม้กายสิทธิ์เวอร์ชันกิ่งไม้ดั้งเดิมหน้าตาเฉย แถมยังเอามาแสดงเวทมนตร์ทำอาหารต่อหน้ารุ่นน้องเมื่อกี้แล้ว เธอก็รู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี!
เธอจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าในห้องหนังสือปีสองมีหนังสือ ‘การถือกำเนิดของไม้กายสิทธิ์อันวิจิตร’ อยู่ด้วยหรือเปล่านะ?
พรุ่งนี้ต้องไปคัดลอกมาอ่านซะแล้ว!