- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 56 ทำหน้าปก
บทที่ 56 ทำหน้าปก
บทที่ 56 ทำหน้าปก
“เตาหลอมขนาดพกพาหนึ่งเตา เบ้าหลอมหนึ่งอัน ดินปั้นแม่พิมพ์สิบชั่ง หนังสัตว์สีอ่อนผิวเรียบสามผืน สีย้อมสีม่วงเข้มหนึ่งถัง ทองคำห้าชั่ง ทองเหลืองสิบชั่ง อัญมณีเวทมนตร์สีม่วงเจ็ดเม็ด...”
โม่หลานหยิบวัสดุตามรายการที่จดไว้
เดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ ถึงได้เตรียมวัสดุและเครื่องมือจนครบ แล้วนำมาวางไว้บนโต๊ะของตัวเอง
จากนั้นเธอก็ก้มหน้าก้มตาเริ่มลงมือทำ
ปั้นแม่พิมพ์ หลอมทองเหลือง และทำเป็นโครงด้านในของหน้าปก
นำหนังสัตว์ไปต้มและฟอกขาว พอตากแห้งก็ย้อมเป็นสีม่วงเข้ม ขึงทับลงบนโครงหน้าปก แล้วยึดให้แน่น
จากนั้นก็หลอมทองคำ ใช้แม่พิมพ์หล่อออกมาเป็นรูปร่างคร่าว ๆ แล้วก็เคาะ ขึ้นรูป แกะสลัก ฝังอัญมณี...
ด้วยอานิสงส์จากความทรงจำของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน กระบวนการทำโดยรวมของเธอจึงค่อนข้างราบรื่น
เพียงแต่ขั้นตอนมันซับซ้อน จึงต้องใช้ความอดทน
เธอวุ่นอยู่ในห้องเรียนการเล่นแร่แปรธาตุตั้งแต่เช้าจรดเย็น ถึงได้เนรมิตแบบแปลนให้กลายเป็นของจริงขึ้นมาได้
สมุดปกอ่อนแบบห่วงขนาดแปดหน้ายก (260 มม. × 375 มม.) ที่แกะสลักทองและฝังอัญมณีสีม่วงก็เสร็จสมบูรณ์
แต่นี่ยังถือว่าเป็นแค่หนังสือธรรมดาเล่มหนึ่ง หากต้องการใช้เป็นตัวนำพาของเวทคัมภีร์แม่มด ก็ยังต้องใช้เวทมนตร์แทรกซึมเสียก่อน
หนังสือเล่มใหญ่ขนาดนี้ เวลาทำการแทรกซึมย่อมยากกว่าหนังสือหนังสัตว์เล่มก่อน
ถึงแม้วัสดุที่ใช้ทำหนังสือจะมีคุณภาพดีกว่าและทนทานกว่า ทำให้สามารถใช้ระดับการแทรกซึมที่แรงขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน ยิ่งวัสดุดีเท่าไหร่ ความยากในการแทรกซึมก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
โม่หลานใช้เวลาไปถึงสามชั่วโมงเต็ม ถึงจะทำการแทรกซึมหนังสือเล่มนี้จนเสร็จ
ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว
โม่หลานหยิบม้วนกระดาษหนังแกะที่ทำการแทรกซึมเสร็จแล้วออกมา แล้วตัดให้พอดีกับขนาดของหนังสือเล่มนี้ ตัดออกมาได้ร้อยกว่าหน้าเลยทีเดียว
เพียงแต่คัมภีร์แม่มดระดับฝึกหัดสามารถจุได้แค่ร้อยหน้า เธอจึงเจาะรูทั้งหมด แล้วนำไปประกอบเข้ากับสมุดปกอ่อนแบบห่วง
สุดท้ายก็เอาตัวนำพาอันใหม่ใส่เข้าไปในคัมภีร์แม่มดเพื่อแทนที่หนังสือหนังสัตว์เล่มเดิม ก็เป็นอันเสร็จสิ้น
พอโม่หลานอัญเชิญคัมภีร์แม่มดออกมาอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏขึ้นก็คือหนังสือเล่มใหญ่แสนสวย
โม่หลานชอบใจสุด ๆ
หน้าแรกคือหน้าดรรชนีที่เธอเตรียมไว้ สามารถใช้ค้นหาเลขหน้าของหนังสือที่เก็บรวบรวมไว้ได้
หนังสือเล่มใหญ่ขนาดแปดหน้ายก ถึงแม้จะยังคงเก็บหนังสือได้หนึ่งเล่มต่อหนึ่งหน้าเหมือนเดิม แต่มันช่วยให้ตัวอักษรใหญ่ขึ้น และแสดงเนื้อหาในหนึ่งหน้าได้มากขึ้น ประสบการณ์การอ่านจึงดีกว่าหนังสือหนังสัตว์ขนาดเท่าฝ่ามือก่อนหน้านี้เป็นไหน ๆ
เสียอย่างเดียวคือหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างหนัก วางอ่านบนโต๊ะก็พอได้อยู่ แต่ถ้าให้ยกขึ้นมาอ่านก็คงจะปวดข้อมือเอาเรื่อง
แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะสามารถใช้เวทคัมภีร์แม่มดช่วยถือเอาไว้ได้ จะถือยังไง มุมไหน ตำแหน่งไหนก็ไม่เปลืองแรงเลยสักนิด
อย่างเช่นตอนนี้ คัมภีร์แม่มดก็ลอยอยู่เหนือมือซ้ายของโม่หลาน และเปิดออกอย่างเป็นธรรมชาติ
มืออีกข้างของเธอก็หยิบหนังสือออกจากชั้นวางในห้องหนังสือของชั้นปีหนึ่งอย่างไม่หยุดหย่อน แล้วนำมาทาบกับคัมภีร์แม่มดเพื่อคัดลอก
เธอคัดลอกหนังสืออ่านนอกเวลาที่สนใจอย่างรวดเร็ว โดยเหลือหน้ากระดาษเปล่าสำรองเอาไว้แค่สิบหน้าเท่านั้น
หลังจากออกจากห้องหนังสือ ก็ยังไม่ลืมที่จะลงไปหยิบม้วนกระดาษหนังแกะที่ห้องใต้ดินมาอีกสองม้วน
ตอนที่โม่หลานเดินออกจากปราสาทของสถาบัน ก็เป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว
บนทางลงเขา มีเพียงดวงดาวบนท้องฟ้าและโคมไฟเวทมนตร์ริมทางเป็นเพื่อนร่วมทางของเธอ
แต่ทางสายนี้เธอเดินมาเป็นสัปดาห์แล้ว โม่หลานจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี
แถมยังสามารถเดินไปพลาง อ่านคัมภีร์แม่มดไปพลางได้อีกด้วย
ทักษะการเดินเล่นมือถือในชาติก่อน พอมาถึงวาเลน ก็ยังคงฉายแสงและทำประโยชน์ได้อยู่
โคมไฟเวทมนตร์สว่างขนาดนี้ ยิ่งอำนวยความสะดวกให้เธอได้พอดิบพอดี
เวลาตีหนึ่งครึ่ง ในที่สุดโม่หลานก็เดินเข้ามาในเขตหอพัก
เหล่าแม่มดน้อยต่างก็พักผ่อนกันหมดแล้ว ไม่มีหอพักห้องไหนเปิดไฟทิ้งไว้อีกเลย
เธอเดินมาถึงหน้าลานบ้านของตัวเอง มองดูประตูรั้วที่แทบจะถูกปกคลุมไปด้วยเศษกระดาษ แล้วก็มองดูหมายเลขห้องพักด้วยความสงสัย
ไม่ผิดนี่นา! ห้อง 69!
แล้วพวกนี้มันคืออะไรกัน?
พออาศัยแสงจากไฟถนน เธอถึงเพิ่งเห็นว่าบนนั้นมีตัวหนังสือเขียนอยู่
เธอดึงลงมาดูอย่างละเอียดทีละแผ่น
ที่แท้วันนี้ก็มีรุ่นพี่ปีสองและปีสี่มาหาเธอเพื่อซื้อ {การ์ดตัวละคร} แต่เธอไม่อยู่บ้าน พวกพี่เขาเลยทิ้งข้อความไว้ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่
โม่หลานถึงกับกุมขมับอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “ฉันก็นึกว่าพวกรุ่นพี่จะไม่สนใจซะอีก! ที่แท้ก็กะจะมาซื้อช่วงสุดสัปดาห์นี่เอง!”
แต่ทำไมถึงไม่มีรุ่นพี่ปีห้าเลยสักคนล่ะ? ยังไม่เห็น หรือว่าไม่ต้องการกันแน่?
โม่หลานเดินไปเก็บผ้าที่ลานหลังบ้าน แต่กลับพบว่าราวตากผ้าว่างเปล่าไปแล้ว
พอกลับมาก็เห็นว่า เสื้อผ้าถูกพับอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และวางอยู่ในตะกร้าผ้าหน้าประตูหอพักของเธอ
ข้างในมีกระดาษโน้ตอยู่แผ่นหนึ่งเช่นกัน
“ฟ้ามืดแล้ว เห็นเธอยังไม่กลับมา พวกเราเลยเก็บผ้าให้แล้วนะ! ไม่ต้องขอบใจหรอก!——วาชิด้า, ซิลฟ์”
โม่หลานรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
ดึกมากแล้ว พอนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ยังมีแม่มดน้อยมาซื้อการ์ดอีก เธอจึงล้างหน้าบ้วนปากง่าย ๆ แล้วก็เข้านอน
วันรุ่งขึ้น เธอไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงระฆังตอนหกโมงเช้า แต่ถูกแม่มดน้อยที่มาซื้อการ์ดปลุกให้ตื่น
เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะล้างหน้าบ้วนปาก ก็รีบลงไปเปิดประตูทันที “ขอโทษด้วยนะคะ! รุ่นพี่โซฟี เมื่อคืนฉันนอนดึกไปหน่อย”
“นอนดึกระวังจะไม่สูงเอานะ!” โซฟีเตือนเธอ
“ทราบแล้วค่ะ ฉันจะระวังให้ดี” โม่หลานรับฟังคำเตือนอย่างว่าง่าย
การไม่สูงขึ้น สำหรับแม่มดน้อยวัยสิบสามปีที่สูงแค่หนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตร ถือเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่มาก
“เอาล่ะ ฉันเห็นใบปลิวโฆษณาที่หน้าประตูโกดังปราสาทแล้ว การ์ดที่สามารถมองเห็นค่าพลังเวทได้น่ะ ขอให้ฉันใบหนึ่งสิ! ฉันสามารถจ่ายพลังเวทได้ในรวดเดียวเลยนะ” โซฟีบอกจุดประสงค์ที่มา
“ตกลงค่ะ!”
โม่หลานรีบใช้เวทพู่กันทองเขียนพันธสัญญาอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นให้รุ่นพี่โซฟี
เซ็นพันธสัญญาเสร็จ พลังเวทเข้าบัญชี โม่หลานก็มอบการ์ดให้เธอ
“งั้นฉันไปก่อนนะ!”
โม่หลานมองตามแผ่นหลังของรุ่นพี่ที่ขี่ไม้กวาดจากไป อาการง่วงนอนก็หายเป็นปลิดทิ้ง เธอรีบไปล้างหน้าบ้วนปาก เพราะเดี๋ยวก็จะมีรุ่นพี่คนอื่นมาซื้อการ์ดอีก
ตลอดช่วงเช้า โม่หลานต้อนรับรุ่นพี่ปีสองจำนวนยี่สิบเก้าคน และรุ่นพี่ปีสี่จำนวนสามสิบเอ็ดคน
พลังเวทที่ได้รับมาถูกเติมเข้าไปในคัมภีร์การ์ดจนหมด
ทั้งสถาบันแม่มด นอกจากแม่มดน้อยปีห้าและอาจารย์ใหญ่แล้ว แม่มดทุกคนล้วนมี {การ์ดตัวละคร} กันหมด
หลังจากขายการ์ดเสร็จ โม่หลานก็เตรียมบทเรียนของวิชาที่จะต้องเรียนในสัปดาห์หน้าอยู่ที่หอพัก
ตำราเรียนของวิชาทฤษฎีไม่กี่วิชายังพอทำเนา จุดสำคัญของความรู้นั้นอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาเน้น ๆ
แต่หนังสือ ‘เรียนรู้เวทมนตร์ทำอาหารจากศูนย์’ เล่มนี้ โม่หลานไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดีเลย
หนังสือเล่มนี้สมชื่อจริง ๆ เพราะมันคือการเรียนรู้จากศูนย์อย่างแท้จริง
หนังสือทั้งเล่ม สอนทำอาหารแค่สามอย่างคือ อบขนมปัง ต้มซุปผักข้น และทอดสเต็กเนื้อ
ทุกอย่างล้วนเริ่มทำตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ
เนื้อหาครึ่งแรกของหนังสือทั้งเล่ม ล้วนเป็นสูตรอาหารของทั้งสามเมนูนี้ บันทึกไว้อย่างละเอียดยิบ ทุกขั้นตอนถูกเขียนลงไปจนหมด
มีเพียงหนึ่งในสิบของเนื้อหาส่วนท้ายเท่านั้น ที่พูดถึงเรื่องเวทมนตร์ทำอาหาร
มองแค่ความหนาของหนังสือเล่มนี้ ดูไม่ออกเลยจริง ๆ ว่ามันเป็นแค่หนังสือสอนทำอาหารสามเมนู
แทนที่จะบอกว่านี่คือตำราเรียนเวทมนตร์ทำอาหาร สู้บอกว่าเป็นคู่มือสอนทำอาหารยังจะดีกว่า
การเลือกหนังสือแบบนี้มาเป็นตำราเรียนเวทมนตร์ทำอาหาร ย่อมมีเหตุผลในตัวของมัน
ถ้าจะให้ใช้คำพูดในหนังสือก็คือ ‘ต้องเข้าใจกระบวนการทำอาหารอย่างถ่องแท้ด้วยตัวเองเท่านั้น ถึงจะสามารถออกคำสั่งให้พวกหม้อ ชาม มีด และส้อมเคลื่อนไหวได้’
หลังจากเปิดดูหนังสือเล่มนี้คร่าว ๆ แล้ว โม่หลานถึงกับรู้สึกว่า ด้วยฝีมือการทำอาหารและความทรงจำเกี่ยวกับของอร่อยบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินของตัวเอง การเรียนเวทมนตร์ทำอาหารบทนี้จะต้องได้เปรียบมากแน่ ๆ
ช่วยประหยัดเวลาในการทำความคุ้นเคยกับขั้นตอนการทำอาหารไปได้ตั้งเยอะ
ก็แค่เปลี่ยนจากการลงมือทำเอง มาเป็นการใช้เจตจำนงของตัวเองสั่งให้หม้อไหกะละมังทำแทนไม่ใช่หรือไง?
เรื่องนี้โม่หลานคุ้นเคยดี เพราะอย่างไรพลังเวทก็ถูกขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงไม่ใช่เหรอ?
……….……….……….……….
ขนาดแปดหน้ายก (8K) คือศัพท์มาตรฐานของโรงพิมพ์ หมายถึงการนำกระดาษแผ่นใหญ่ไซส์มาตรฐานมาตัดแบ่งเป็น 8 ส่วนเท่า ๆ กัน โดยขนาด 260 x 375 มม. ที่ระบุในเรื่อง จะมีขนาดใหญ่กว่ากระดาษ A4 (210 x 297 มม.) ทั่วไปพอสมควร (ความกว้างยาวใกล้เคียงกับกระดาษ B4 หรือสมุดวาดเขียน)