- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 55 วันเสาร์อันแสนวุ่นวาย
บทที่ 55 วันเสาร์อันแสนวุ่นวาย
บทที่ 55 วันเสาร์อันแสนวุ่นวาย
เหล่าแม่มดน้อยเองก็อยากได้กระเป๋าสะพายใบเล็กที่โม่หลานพูดถึงเหมือนกัน แต่ว่า... พวกเธอไม่มีใครเย็บผ้าเป็นเลยสักคน
“ไม่เป็นไร แค่ทำกระเป๋าสะพายใบเล็กเอง ง่ายนิดเดียว เดี๋ยวฉันสอนให้พวกเธอเอง! ไม่กี่ชั่วโมงก็เสร็จแล้วล่ะ”
โม่หลานบอก “ในรายการหนังสืออ่านบังคับมีหนังสือ ‘เรียนรู้เวทมนตร์เย็บปักจากศูนย์’ อยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ? ฉันเดาว่าการเย็บปักก็คงเหมือนกับการทำอาหารนั่นแหละ ล้วนเป็นสิ่งที่บังคับเรียน การได้ลองทำความคุ้นเคยล่วงหน้าก็ถือเป็นเรื่องดีนะ!”
“แบบนั้นมันรบกวนเวลาของเธอเกินไป พวกเรารอเรียนเวทมนตร์เย็บปักเป็นก่อนแล้วค่อยทำก็ได้”
หากไม่ถึงคราวจำเป็นจริง ๆ บรรดาแม่มดน้อยก็ไม่อยากจะรบกวนเธออีก
การเย็บปักกับการทำอาหารมันไม่เหมือนกัน
ถ้าไม่เรียนทำอาหาร พวกเธอก็ต้องแทะผลขนมปังไปทุกวัน แบบนั้นมันทรมานเกินไป
แต่ถ้าไม่เรียนเย็บปัก ถึงไม่มีกระเป๋าสะพายใบเล็ก มันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก
ใช้มือถือไม้กายสิทธิ์เอาไว้ หรือจะเอาไม้กายสิทธิ์เหน็บไว้ที่เอว หรือยัดใส่กระเป๋าเสื้อก็ยังได้
พรสวรรค์ของจอมมนตรานั้นดีกว่าแม่มด ในทำนองเดียวกัน สิ่งที่ต้องเรียนรู้ก็มีมากกว่าแม่มดหลายเท่านัก เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่า
โม่หลานจึงทำได้แค่ไปเลือกวัสดุที่โกดังปราสาทด้วยตัวเอง
ตกกลางคืน กระเป๋าสะพายใบใหญ่ที่ทำจากหนังนิ่มและมีช่องใส่ของหลายช่องก็ถูกทำจนเสร็จ
นอกจากจะใช้เก็บไม้กายสิทธิ์แล้ว ยังสามารถใส่ของจุกจิกอื่น ๆ ได้อีกเพียบ
พอนำกระเป๋ามาสะพายไว้บนตัวก็ดูจะใหญ่ไปสักหน่อย แต่ขอแค่จุของได้ก็พอแล้วล่ะ
หลังจากทำกระเป๋าสะพายเสร็จ โม่หลานก็เปิด ‘คู่มือนักเรียนใหม่’
จุลสารเล่มนี้ไม่เหมือนกับหนังสือในห้องหนังสือ แผนที่และตารางสอนข้างในไม่สามารถคัดลอกได้ ทำได้แค่เก็บรวบรวมเข้าไปในคัมภีร์แม่มดทั้งเล่มเท่านั้น
ดังนั้นในตอนนี้ ‘คู่มือนักเรียนใหม่’ จึงกลายเป็นหนึ่งในหน้ากระดาษของคัมภีร์แม่มดของเธอไปแล้ว
วันนี้เป็นวันศุกร์ ตอนกลางคืนจะมีการอัปเดตตารางเรียนของสัปดาห์หน้า เธออยากจะดูสักหน่อยว่าสัปดาห์หน้ามีเรียนวิชาอะไรบ้าง
ตารางเรียนในนั้นเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ด้วย
ช่วงเช้าล้วนเป็นวิชาทฤษฎี
เช้าวันจันทร์และวันพุธเป็นวิชา ‘ทฤษฎีเวทมนตร์พื้นฐาน’ ใช้หนังสือ ‘ตกลงว่าเวทมนตร์คืออะไรกันแน่’ เป็นตำราเรียน
เช้าวันอังคารและวันพฤหัสบดีเป็นวิชา ‘ประวัติศาสตร์แม่มด’ ใช้หนังสือ ‘ประวัติศาสตร์แม่มด’ เป็นตำราเรียน
ส่วนเช้าวันศุกร์เป็นวิชา ‘ประวัติศาสตร์โลก’ ใช้หนังสือ ‘ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยในทวีปวาเลน’ เป็นตำราเรียน
ส่วนช่วงบ่ายล้วนเป็นวิชาปฏิบัติเวทมนตร์
มีแค่วิชาเดียว นั่นก็คือ ‘เวทมนตร์ทำอาหาร’ ใช้หนังสือ ‘เรียนรู้เวทมนตร์ทำอาหารจากศูนย์’ เป็นตำราเรียน
วิชาทฤษฎีในช่วงเช้าล้วนเรียนกันที่ปราสาท ส่วนวิชาในช่วงบ่ายล้วนเรียนกันที่ห้องเรียนทำอาหารซึ่งอยู่ข้าง ๆ จุดรับวัตถุดิบ
อีกทั้งวิชาในช่วงบ่ายล้วนเริ่มเรียนตอนสี่โมงเย็น เวลาพักเที่ยงจึงถูกขยายให้ยาวขึ้น
เท่ากับว่า สัปดาห์หน้าพวกเธอต้องปีนเขาไปที่ปราสาทในตอนเช้า ตอนเที่ยงค่อยลงเขากลับมา แล้วตอนบ่ายค่อยไปเรียนที่จุดรับวัตถุดิบ
เวลาในการเดินทางไปเรียน นับวันก็ยิ่งยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ
แต่วิชาเวทมนตร์ทำอาหารเรียนตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงหกโมงเย็น พอถึงตอนนั้น ของที่ทำออกมาก็เกรงว่าจะสามารถใช้เป็นมื้อเย็นได้เลย
โม่หลานส่ายหน้า ดูเหมือนว่าวิชาเวทมนตร์ของสถาบันจะให้เรียนไปทีละวิชา ไม่ใช่ว่าวันนี้เรียนอันนี้นิด พรุ่งนี้เรียนอันนั้นหน่อย แล้วค่อยเป็นค่อยไปพร้อม ๆ กัน
การต้องคอยฟังเสียงระฆังของหอนาฬิกาปราสาทเพื่อกะเวลาอยู่ตลอด ช่างไม่สะดวกเอาเสียเลย
แถมเสียงระฆังนั่นก็ดังบอกเวลาแค่ตอนกลางวันด้วย
โม่หลานจึงใช้คัมภีร์การ์ดสร้างนาฬิกาข้อมือผู้หญิงแบบไขลานออกมาให้ตัวเองหนึ่งเรือน
การ์ดที่สร้างขึ้นจากการผสมผสานเทคโนโลยีของดาวเคราะห์สีน้ำเงินเข้ากับวิธีการคำนวณเวลาของวาเลน ใช้พลังเวทในการสร้างน้อยมาก
โม่หลานไม่มีกะจิตกะใจจะเอาการ์ดนาฬิกาเรือนนี้ไปตั้งแผงขายโดยเฉพาะหรอก
ต่อให้ได้กำไรห้าเท่าก็ขายได้ไม่กี่มานา รุ่นพี่ลิลิธเองก็มีนาฬิกาพกเวทมนตร์อยู่แล้ว ได้ยินมาว่าเรียนวิชาเล่นแร่แปรธาตุของปีสองล่วงหน้า แล้วก็สร้างมันขึ้นมาเองกับมือ
นั่นก็หมายความว่า ตั้งแต่ปีสองเป็นต้นไป ทุกคนก็จะสามารถสร้างเครื่องบอกเวลาแบบพกพาขึ้นมาได้แล้ว
เวลาที่ต้องไปเร่ขายการ์ด สู้เอาไปอ่านหนังสือยังจะดีกว่า
พอสะสมความรู้ได้มากพอ ก็จะสามารถสร้างการ์ดที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมออกมาได้ กำไรก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย
การ์ดนาฬิกาเรือนนี้ ก็ขายไปตามมีตามเกิดก็แล้วกัน
โม่หลานหยิบนาฬิกาออกมาจากการ์ด พอนำมาสวมที่ข้อมือแล้วมองดูหน้าปัด ก็พบว่าเป็นเวลาห้าทุ่มสี่สิบนาทีแล้ว
โชคดีนะที่ทำนาฬิกาขึ้นมา ไม่อย่างนั้นเธอตั้งใจว่าจะอ่าน ‘การถือกำเนิดของหน้าปกอันวิจิตร’ ต่ออีกหน่อยแล้วค่อยนอน ถ้าไม่ระวังก็อาจจะพลาดช่วงเที่ยงคืนไปอีกแน่ ๆ
ตอนนี้เธอมีพลังเวทสะสมอยู่ 969 มานา ปริมาณพลังเวทโดยรวมวันนี้ก็เพิ่มขึ้นมาอีก 1 หน่วย ตอนนี้คือ 990 มานา
รายได้จากการขายการ์ดที่จะเข้าบัญชีหลังเที่ยงคืนคือ 591 มานา ถึงตอนนั้นส่วนนี้ก็จะถูกเก็บเข้าไปในคัมภีร์การ์ดโดยตรง
ส่วนพลังเวทในตัวก็เหลือไว้ครึ่งหนึ่งของปริมาณโดยรวม เติม 474 มานาเข้าไปในคัมภีร์การ์ด เหลือไว้ 495 มานาเพื่อรองรับพลังเวทที่จะฟื้นฟูกลับมาในวันพรุ่งนี้ให้ได้มากที่สุดก็พอ
พอถึงเวลาเที่ยงคืน โม่หลานก็ตรวจสอบการ์ดทั้งสองใบ
{การ์ดตัวละคร—ระดับกลาง}
【พลังเวท: 495/990 มานา】
{คัมภีร์การ์ด}
【พลังงานสะสม: พลังเวท 1272 มานา】
เท่านี้ก็จะไม่สูญเสียพลังเวทที่ฟื้นฟูตามธรรมชาติไปอย่างสูญเปล่าแล้ว
โม่หลานหลับไปอย่างสบายใจ
ตอนที่เสียงระฆังบอกเวลาหกโมงเช้าดังขึ้น เธอยังคงรู้สึกง่วงอยู่บ้าง แต่ก็ยังคว้า ‘ผลขนมปัง’ ซึ่งเป็นอาวุธวิเศษในการตื่นนอนที่อยู่ข้างเตียงขึ้นมา แล้วกัดไปคำเล็ก ๆ
จากนั้นก็ตาสว่างในทันที แล้วเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง
การจะนอนจนตื่นเองตามธรรมชาตินั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ระฆังของหอนาฬิกายังต้องทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์เลย แล้วแม่มดน้อยที่มีเรื่องต้องทำอีกตั้งเยอะแยะจะมามัวนอนตื่นสายได้ยังไงกัน?
โม่หลานลากตะกร้าผ้าใส่แล้วออกมา
ข้างในมีเสื้อผ้าที่ใส่แล้วตลอดทั้งสัปดาห์ของเธอพอกพูนอยู่
ปกติต้องไปเรียนแต่เช้าตรู่และกลับซะมืดค่ำ พอกลับมาถึง แค่ซักชุดชั้นในกับถุงเท้าได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว
ส่วนชุดอื่น ๆ ไม่มีเวลาและไม่มีเรี่ยวแรงจะซักจริง ๆ
โชคดีที่ตอนหลังเธอไปเบิกชุดคลุมเครื่องแบบของสถาบันมาเพิ่มอีกหลายชุด ถึงได้มีเสื้อผ้าให้ใส่ทุกวันมาจนถึงตอนนี้
น่าเสียดายที่ชุดคลุมของสถาบันก็ไม่ได้เบิกได้แบบไม่จำกัด แม่มดน้อยแต่ละคนสามารถเบิกได้มากที่สุดแค่เจ็ดชุดในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็พอดีสำหรับใส่หนึ่งสัปดาห์เป๊ะ
ทำไมถึงเป็นแบบนี้น่ะเหรอ โม่หลานไม่ต้องไปถามคุณอามีช่าก็รู้คำตอบดี ก็เพื่อเพิ่มความต้องการใน ‘เวททำความสะอาด’ ให้กับทุกคนไงล่ะ ถึงเวลาเรียนจะได้ตั้งใจเรียนกันมากขึ้นหน่อย
ถึงโม่หลานจะรู้อย่างนั้น แต่เธอก็ไม่อยากซักมืออยู่ดี
ในคัมภีร์การ์ดมีพลังเวทสะสมอยู่เป็นพันมานาแล้ว จะสร้างการ์ดเครื่องซักผ้าขึ้นมาสักใบก็ย่อมได้
ถึงจะเอาไปขายให้แม่มดน้อยคนอื่นไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยประหยัดเวลาให้ตัวเองได้นี่นา!
ต่อให้มีเครื่องซักผ้าแล้ว โม่หลานก็ยังมีแรงจูงใจในการเรียนเวททำความสะอาดอย่างเต็มเปี่ยมอยู่ดี
ระหว่างที่เครื่องซักผ้ากำลังทำงาน โม่หลานก็คั้นน้ำผลขนมปังออกมาหนึ่งขวด แล้วทำเป็นน้ำผลขนมปังผสมน้ำผึ้ง
กากผลไม้ที่เหลือก็ไม่ได้ทิ้งขว้าง นำมาทำเป็นขนมกวน
เทน้ำผลไม้ใส่กระติกน้ำ ส่วนขนมกวนก็ห่อด้วยกระดาษไขให้เรียบร้อย แล้วยัดใส่ลงไปในกระเป๋าสะพาย
คัมภีร์แม่มดกับไม้กายสิทธิ์ก็ใส่ลงไปด้วยเช่นกัน
หลังจากตากผ้าที่ซักเสร็จแล้วไว้ในลานบ้าน โม่หลานก็สะพายกระเป๋าแล้วเดินออกจากบ้านไป
วันนี้บนทางเดินขึ้นเขาไปยังปราสาทของสถาบัน มีเพียงเธอแค่คนเดียวเท่านั้น
เธอไปที่ห้องเรียนการเล่นแร่แปรธาตุในหอคอยทิศตะวันตก แล้วเริ่มวาดแบบแปลนหน้าปกคัมภีร์แม่มดของตัวเอง
เธออยากทำคัมภีร์แม่มดที่มีรูปแบบเหมือนกับคัมภีร์การ์ด
แต่ไม่ต้องมีช่องใส่การ์ดเหมือนคัมภีร์การ์ดหรอกนะ โม่หลานเตรียมจะประดับอัญมณีสีม่วงเพิ่มอีกหลายเม็ด ควบคู่ไปกับงานแกะสลักทอง เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างในส่วนนี้
หลังจากวาดแบบแปลนเสร็จ เธอก็นำไปเทียบกับวิธีการทำองค์ประกอบตกแต่งรูปแบบที่ตรงกันในหนังสือ ‘การถือกำเนิดของหน้าปกอันวิจิตร’ พอทำความเข้าใจขั้นตอนการทำและวัสดุที่ต้องใช้อย่างถ่องแท้แล้ว โม่หลานก็ถือรายการของไปที่โกดังวัสดุซึ่งอยู่ข้างห้องเรียน
โกดังของหอคอยทิศตะวันตก ถึงจะบอกว่าเป็นโกดังวัสดุเวทมนตร์ระดับต่ำ แต่อันที่จริงแล้วก็มีพวกโลหะและแร่ธรรมดาทั่วไปอยู่บ้างเหมือนกัน
ยังไงซะแม่มดก็สามารถใช้พลังเวทมนตร์แทรกซึมวัสดุธรรมดาให้กลายเป็นวัสดุเวทมนตร์ได้อยู่แล้ว