- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 52 ไม้กายสิทธิ์ ไม้กายสิทธิ์
บทที่ 52 ไม้กายสิทธิ์ ไม้กายสิทธิ์
บทที่ 52 ไม้กายสิทธิ์ ไม้กายสิทธิ์
การตามล่าของจอมเวทไม่ได้ทำให้เหล่าแม่มดพ่ายแพ้ กลับทำให้พวกแม่มดได้รับแรงบันดาลใจจากความรู้ทางเวทมนตร์ของจอมเวทแทน
เวทมนตร์เล่นแร่แปรธาตุก็คือสิ่งที่เหล่าแม่มดคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา หลังจากที่ได้เห็นของวิเศษที่สร้างจากวิชาเล่นแร่แปรธาตุของพวกจอมเวท
ตั้งแต่นั้นมา เหล่าแม่มดก็เริ่มใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ที่สร้างจากเวทมนตร์เล่นแร่แปรธาตุมาติดอาวุธให้ตัวเอง
การปรากฏตัวของเวทมนตร์เล่นแร่แปรธาตุก็ได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ให้กับไม้กายสิทธิ์เช่นกัน
ไม้กายสิทธิ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ท่อนไม้ฝึกหัดที่คอยช่วยให้แม่มดร่ายเวทได้เสถียรอีกต่อไป แต่เริ่มมีรูปแบบที่ถูกเสริมความแข็งแกร่งปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างเช่นไม้กายสิทธิ์สายประชิดที่ติดหนามแหลมคม หรือไม้กายสิทธิ์สายเพิ่มพลังที่ประดับด้วยอัญมณีเวทมนตร์ เป็นต้น
ไม้กายสิทธิ์ซึ่งเดิมทีมีไว้สำหรับมือใหม่ ได้กลายมาเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่สามารถอยู่คู่กับแม่มดไปได้ตลอดชีวิตอย่างสมบูรณ์
แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ไม้กายสิทธิ์ทุกด้ามก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากท่อนไม้ท่อนหนึ่งอยู่ดี
หลังจากอ่าน ‘ไม้กายสิทธิ์ ไม้กายสิทธิ์’ จบ โม่หลานก็ยังคงรู้สึกอินไม่หาย
เธอดำดิ่งไปกับนิทานอิงประวัติศาสตร์ในหนังสือ จนไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้เป็นเวลานาน
การถือกำเนิดของไม้กายสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องบังเอิญ การพัฒนาก็เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่มันกลับเป็นดอกไม้อันงดงามที่เบ่งบานขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้บรรดาแม่มดเริ่มควบคุมความสามารถของตัวเองได้
แม่มดตนแล้วตนเล่า ต่างก็ช่วยกันทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อพัฒนาไม้กายสิทธิ์
พวกเธอไม่เคยทำเหมือนกับวิหารหรือผู้วิเศษอย่างพวกจอมเวทในยุคหลัง ที่คอยผูกขาดความรู้และตัดหนทางความก้าวหน้าของผู้อ่อนแอ เพื่อรักษาจุดยืนของตัวเอง
แม่มดทุกคนล้วนยินดีที่จะถ่ายทอดผลการวิจัยของตัวเองให้จนหมดเปลือก เมื่อได้พบกับคนที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน
และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้ความสามารถในการเอาชีวิตรอดของแม่มดแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
โม่หลานรู้สึกโชคดีและภาคภูมิใจจากก้นบึ้งของหัวใจ ที่ตัวเองได้เกิดมาอยู่ในเผ่าพันธุ์แม่มด
ในเวลานั้น เสียงระฆังของปราสาทพลันดังขึ้นหกครั้ง
โม่หลานมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความตกใจ “นี่หกโมงแล้วเหรอเนี่ย?”
ในตอนนั้นเอง เธอถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าดวงตาของตัวเองรู้สึกแสบและแห้งผากไปหมด
“แย่แล้ว ๆ!” โม่หลานรีบมองไปที่ช่องพลังเวทบน {การ์ดตัวละคร} ของตัวเอง
【พลังเวท: 989/989 มานา】
พลังเวทล้นหลอดแล้วจริง ๆ ด้วย!
เมื่อคืนตอนที่เธอหยุดสร้างการ์ด เธอยังเหลือพลังเวทอีก 356 มานา
เมื่อตอนเช้ามืด รายได้จากการขายการ์ดของวันใหม่เพิ่งจะเข้าบัญชี รวมทั้งหมด 613 มานา
หากคำนวณจากปริมาณพลังเวทก่อนเที่ยงคืนของเมื่อคืน ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงตอนนี้เป็นเวลาหกชั่วโมง ก็น่าจะฟื้นฟูตามธรรมชาติได้ 89 มานา
พอบวกรวมกันแล้วก็ต้องมีพลังเวท 1058 มานาสิ!
เท่ากับว่าพลังเวทที่สามารถฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติตั้ง 69 มานาต้องสูญเปล่าไปเลยน่ะสิ!
โม่หลานเสียดายจนแทบขาดใจ
เธอรีบเติมพลังเวท 207 มานาเข้าไปในอัญมณีสีม่วงของคัมภีร์การ์ด เพื่อเหลือพื้นที่ว่างเอาไว้
พลังเวทที่จะฟื้นฟูตามธรรมชาติในอีก 18 ชั่วโมงที่เหลือของวันนี้ จะปล่อยให้สูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด
ตอนกลางคืนก็ต้องคอยเช็กดูสักหน่อย พรุ่งนี้อาจจะต้องเอาพลังเวทที่เกินมาเติมเข้าไปในคัมภีร์การ์ดด้วย!
ถึงแม้จะเอาไปใช้ร่ายเวทไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ยังเอาไปใช้สร้างการ์ดได้ล่ะนะ!
การสูญเสียในครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินไป จนทำให้โม่หลานเดินออกจากบ้านในตอนเช้าด้วยท่าทางหงอยเหงาไร้เรี่ยวแรง
แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงมาจากการอดหลับอดนอนอ่านหนังสือทั้งคืนด้วย
“โม่หลาน เธอเป็นอะไรไปน่ะ?”
วาชิด้าเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
รอยคล้ำใต้ตาของโม่หลานแทบจะสูสีกับซอมบี้ที่บ้านเธอเลย สีหน้าก็ดูห่อเหี่ยวยิ่งกว่าซอมบี้ซะอีก ไม่เหลือเค้าความร่าเริงสดใสเหมือนก่อนหน้านี้เลยสักนิด
“เฮ้อ!” โม่หลานถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด “อย่าพูดถึงเลย เมื่อคืนฉันมัวแต่อ่านหนังสือจนลืมตัว ไม่ได้โอนพลังเวทไปเก็บไว้ในคัมภีร์การ์ดล่วงหน้า ทำเอาเสียพลังเวทไปฟรี ๆ ตั้ง 69 มานาแน่ะ!”
แบบนี้มันทรมานยิ่งกว่าฆ่าเธอให้ตายซะอีก
“ทำใจให้สบายเถอะ พลังเวทยังฟื้นฟูกลับมาได้นะ! อีกอย่างการ์ดของเธอขายดีขนาดนั้น พลังเวทแค่นี้เดี๋ยวก็หาคืนมาได้แล้ว”
วาชิด้าเอ่ยปลอบใจ “นึกถึงเรื่องสนุก ๆ เข้าไว้สิ วันนี้พวกเราอาจจะได้เรียนทำไม้กายสิทธิ์แล้วนะ! อีกไม่นานพวกเราก็จะได้เรียนเวทมนตร์กันแล้ว!”
“วันนี้ต้องได้เรียนทำไม้กายสิทธิ์แน่นอน” โม่หลานเดินไปพลางพูดไปพลาง “ไม้กายสิทธิ์แบบธรรมดาที่สุด ก็แค่กิ่งไม้หรือท่อนไม้ที่ผ่านการแทรกซึมเวทมนตร์เท่านั้นแหละ”
ซิลฟ์ที่เพิ่งเดินออกจากสวนมาสมทบกับพวกเธอได้ยินดังนั้นก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “โม่หลาน เธอรู้ได้ยังไงอ่ะ?”
“จากหนังสือ ‘ไม้กายสิทธิ์ ไม้กายสิทธิ์’ ไงล่ะ” พอพูดถึงหนังสือเล่มนี้ โม่หลานก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันจะบอกพวกเธอให้นะ หนังสือเล่มนี้เขียนดีมากเลยล่ะ! พวกเธอต้องลองอ่านดูให้ได้นะ!”
“เมื่อคืนที่เธอไม่ได้นอนทั้งคืน ก็เพราะอ่านหนังสือเล่มนี้เหรอ?” วาชิด้าถาม
“อื้ม! ตอนแรกฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะโต้รุ่งหรอกนะ แต่พออ่านแล้วมันก็เพลินจนลืมเวลาไปเลย ถ้าไม่ได้ยินเสียงระฆังของปราสาท ฉันคงคิดว่าเวลาเพิ่งจะผ่านไปไม่นานแน่ ๆ! ไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่ลืมโอนพลังเวทล่วงหน้าหรอก”
พอนึกถึงพลังเวท 69 มานานั่น โม่หลานก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาอีกรอบ
“หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไรเหรอ? ถึงทำให้เธออ่านจนวางไม่ลงขนาดนั้น? เกี่ยวกับการทำไม้กายสิทธิ์หรือเปล่า?” ซิลฟ์ถาม
“หนังสือเล่มนี้น่ะเหรอ! เป็นหนังสือนิทานอิงประวัติศาสตร์เชิงให้ความรู้เกี่ยวกับไม้กายสิทธิ์น่ะ...”
โม่หลานอดไม่ได้ที่จะเริ่มเล่าเรื่อง
วันนี้พวกแม่มดน้อยชั้นปีหนึ่งนัดกันว่าจะไปฟันกิ่งไม้ที่สวนของปราสาท จึงออกเดินทางจากเขตหอพักมาพร้อมกัน
ตลอดทาง บรรดาแม่มดน้อยต่างก็มาอออยู่รอบตัวโม่หลาน เพื่อฟังเธอเล่าเรื่องราวใน ‘ไม้กายสิทธิ์ ไม้กายสิทธิ์’
จากเชิงเขาไปจนถึงยอดเขา โม่หลานเล่าด้วยความกระตือรือร้นมาตลอดทาง พอถึงยอดเขาก็ยังไม่ลืมที่จะป้ายยาอย่างหนักหน่วง:
“ที่ฉันเล่าไปเป็นแค่เรื่องย่อ ขาดรายละเอียดไปเยอะเลย พวกเธอต้องไปลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูนะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน บรรดาแม่มดรุ่นก่อนช่างน่าประทับใจจริง ๆ
แต่ทางที่ดีอย่าอ่านตอนกลางคืนนะ ไม่งั้นถ้าไม่ระวังอาจจะเผลอโต้รุ่งเหมือนฉันเอาก็ได้”
เหล่าแม่มดน้อยต่างก็ถูกประวัติศาสตร์การพัฒนา ‘ท่อนไม้ของแม่มด’ ที่เธอเล่ากระตุ้นความสนใจเข้าให้แล้ว
จึงพากันบอกว่า หลังจากเพิ่มหน้ากระดาษเปล่าลงในคัมภีร์แม่มดแล้ว จะไปคัดลอกหนังสือเล่มนี้มาเก็บไว้
เมื่อป้ายยาสำเร็จ โม่หลานก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที “ไปกันเถอะ! พวกเราไปหาวัสดุทำไม้กายสิทธิ์กัน!”
“ในเมื่อไม้กายสิทธิ์ทำมาจากการแทรกซึมกิ่งไม้สด งั้นพวกเราก็ไม่ต้องเตรียมกิ่งไม้ที่มีความหนาและยาวแตกต่างกันตั้งหลายกิ่งแล้วใช่ไหม? แค่เลือกอันที่จับถนัดมือก็พอแล้วใช่หรือเปล่า?” วาชิด้าถาม
“ถูกต้อง!” โม่หลานบอก
“เมื่อวานฉันไปถามรุ่นพี่ตั้งหลายคนว่ากิ่งไม้สดเอาไว้ทำอะไร พวกพี่เขาก็ตอบเหมือนกับอาจารย์ใหญ่เป๊ะเลย คือไม่ยอมบอกพวกเรา คราวนี้แหละดีเลย ไม่ต้องง้อพวกพี่เขา พวกเราก็รู้แล้ว!” ไอส์พูด
“ฉันเดาว่าพวกพวกรุ่นพี่จะต้องเคยตกหลุมพรางที่อาจารย์ใหญ่ขุดเอาไว้แน่ ๆ เลยพากันเอากิ่งไม้หรือท่อนไม้ที่ไม่ถนัดมือไปเข้าเรียน แล้วก็ทำไม้กายสิทธิ์ที่ไม่เข้ามือออกมา สุดท้ายก็ต้องเอากลับมาทำใหม่อีกรอบ!” โม่หลานบอก
เธอสงสัยว่าการที่วิชาทำไม้กายสิทธิ์ถูกจัดไว้ในวันศุกร์ ก็เพราะยังมีช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ให้พวกแม่มดน้อยได้กลับไปทำไม้กายสิทธิ์ที่จับถนัดมือขึ้นมาใหม่อีกรอบยังไงล่ะ
“ฮ่า ๆ ๆ! พวกเราทุกคนเลือกกิ่งไม้ที่เหมาะสมกันเถอะ ถึงตอนนั้นสีหน้าของอาจารย์ใหญ่กับพวกรุ่นพี่คงจะน่าดูชมพิลึกเลยแหละ!”
“ชู่ว! มีรุ่นพี่เดินมาทางนี้แล้ว!”
...
เหล่าแม่มดน้อยเก็บความลับที่มีร่วมกันไว้ แล้วพากันย่องเข้าไปในสวนของปราสาทอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ
สวนในยามเช้านั้นเงียบสงบมาก แทบจะไม่มีแม่มดน้อยคนอื่นเลย ถือเป็นจังหวะเหมาะให้พวกเธอลงมือพอดี
สวนแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่กลับมีพันธุ์พืชอยู่ไม่น้อย บรรดาแม่มดน้อยปีหนึ่งเดินลัดเลาะไปมาอยู่ท่ามกลางต้นไม้เหล่านั้น ต่างก็เลือกต้นไม้ที่ตัวเองชอบ หักกิ่งลงมา เล็มกิ่งก้านออกลวก ๆ แล้วลองเอามาแกว่งดู พอรู้สึกว่าจับถนัดมือถึงได้พอใจ
โม่หลานเลือกกิ่งไม้จันทน์เขียวมาหนึ่งกิ่ง มีกลิ่นหอมของไม้จันทน์อ่อน ๆ ความยาวประมาณท่อนแขน น้ำหนักก็กำลังพอดี เธอชอบมันมากเลยทีเดียว