เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 - กระบี่อาญาสิทธิ์

บทที่ 21 - กระบี่อาญาสิทธิ์

บทที่ 21 - กระบี่อาญาสิทธิ์


บทที่ 21 - กระบี่อาญาสิทธิ์

บ่ายสองโมงสี่สิบกว่านาที ฉู่ซื่อจวินออกจากห้องสมุด มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของเจียงเทียนคั่ว ในมือถือเค้าโครงความคิดที่เพิ่งเขียนเสร็จ

สิบนาทีต่อมา เมื่อถึงหน้าห้องทำงาน เขาก็เคาะประตู

"เชิญเข้า"

ฉู่ซื่อจวินผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเจียงเทียนคั่วกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่าง พอเขาเข้ามา อีกฝ่ายก็หยุดเขียนแล้วยิ้มทัก "ซื่อจวินมาแล้วเหรอ นั่งสิ จะดื่มอะไรล่ะ?" พลางชี้มือไปที่กระป๋องชาและกาน้ำ

ฉู่ซื่อจวินจะปล่อยให้อีกฝ่ายทำได้อย่างไร เขารีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไป วางของในมือลงบนโต๊ะ แล้วปากก็พูดว่า "ท่านอธิการบดีนั่งเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง"

"ดีๆ เธอจัดการเลย"

เจียงเทียนคั่วยิ้ม พอเห็นกระดาษที่ฉู่ซื่อจวินวางไว้บนโต๊ะ เขาก็ไม่เกรงใจ หยิบขึ้นมาอ่านดู และการอ่านครั้งนี้ก็กินเวลาไปหลายนาที

รอจนฉู่ซื่อจวินรินชาเสร็จ ลากเก้าอี้มานั่งรออยู่ครู่หนึ่ง เขาถึงได้วางกระดาษลง

"ซื่อจวิน ดูจากที่เธอเขียนมานี่ แสดงว่ารู้จุดประสงค์ที่ฉันเรียกเธอมาแล้วสินะ"

ฉู่ซื่อจวินพยักหน้า แล้วเล่าเรื่องที่หลี่ต๋าคังมาหาเมื่อสองวันก่อนให้ฟัง

หลังจากเข้าใจที่มาที่ไป เจียงเทียนคั่วถึงได้บางอ้อ ว่าทำไมทางมณฑลฮั่นตงถึงได้ส่งหนังสือเวียนในนามของคณะกรรมการพรรคและรัฐบาลระดับมณฑลมาอย่างกะทันหัน

ตอนแรกเขาคิดว่าเบื้องบนแค่อยากให้ฉู่ซื่อจวินลองทำดู แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่การลองทำแล้ว แต่มีใครบางคนกำลังหมายตาและคาดหวังในตัวเขาเอามากๆ

ดังนั้นเขาถึงให้ฉู่ซื่อจวินมาหาในตอนบ่าย เพื่ออยากจะพูดคุยและสอบถามความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ พร้อมกับให้คำชี้แนะสักหน่อย

แต่พอได้อ่านเค้าโครงความคิดบนกระดาษเมื่อครู่นี้ เขาก็ต้องยอมรับเลยว่า ต่อให้เขาเป็นคนเขียนเอง ก็คงออกมาประมาณนี้แหละ

และนี่ก็ไม่ใช่เพราะฉู่ซื่อจวินอวดดี แต่เขาไม่คิดจะทิ้งช่องโหว่ไว้ให้เจียงเทียนคั่วเสนอแนะตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะมันไม่จำเป็น สิ่งที่เขาต้องทำคือการแสดงความสามารถของตัวเองออกมาให้เต็มที่ที่สุด

"ซื่อจวิน ตอนแรกฉันก็กะจะกำชับเธอสักหน่อย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของมณฑลฮั่นตงในรอบสิบปี การจะสรุปย่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน มันเกี่ยวโยงกับหลายภาคส่วน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่ตอนนี้ดูเหมือนฉันจะคิดมากไปเอง เค้าโครงความคิดของเธอดีมาก ลงมือทำได้อย่างเต็มที่เลย ฉันสนับสนุนเต็มที่"

"ท่านอธิการบดี การได้รับการยอมรับจากท่าน ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมากเลยครับ" ฉู่ซื่อจวินพูดพลางมีสีหน้าที่ผ่อนคลายลง ก่อนจะพูดต่อ "เพียงแต่มีบางเรื่อง ที่ผมอยากจะขอคำชี้แนะจากท่านครับ"

"หือ? ลองว่ามาสิ" เจียงเทียนคั่วเริ่มสนใจ

"คืออย่างนี้ครับ"

ฉู่ซื่อจวินครุ่นคิดหาคำพูดชั่วครู่

"การเขียนรายงานชิ้นนี้ ผมตั้งใจจะเขียนให้ออกมาเป็นหนังสือเลยครับ ความยาวอาจจะไม่มากนัก แต่ข้อมูลและตัวเลขข้างในต้องเยอะมากแน่ๆ ผมก็เลยคิดว่า ในเมื่อเราต้องการให้ประชาชนได้อ่านกัน เราควรจะแทรกเนื้อหาที่น่าสนใจเข้าไปด้วยดีไหมครับ จะได้ไม่ดูน่าเบื่อและหนักจนเกินไป จนทำให้คนไม่อยากอ่าน อย่างเช่นเรื่องราวของเจ้าหน้าที่รัฐ เราควรจะนำเสนอให้เห็นว่าพวกเขากล้ายอมรับผิดและพร้อมปรับปรุงแก้ไข รวมไปถึงการยกตัวอย่างด้านลบด้วย ดีไหมครับ?"

"อีกเรื่องก็คือด้านวัฒนธรรมครับ โรงเรียนถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงการศึกษาในระดับอื่นๆ ผมคิดว่าประชาชนก็น่าจะให้ความสนใจในจุดนี้เหมือนกันครับ"

เมื่อฟังจบ เจียงเทียนคั่วก็พยักหน้าเบาๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบบุหรี่บนโต๊ะยื่นให้ "สูบบุหรี่ไหม?"

"สูบน้อยครับ แต่เวลาเขียนหนังสือชอบสูบสักสองมวน" ฉู่ซื่อจวินรับมา และเป็นฝ่ายจุดไฟให้เจียงเทียนคั่วอย่างรู้หน้าที่

"ในเมื่อผู้บริหารของคณะกรรมการพรรคระดับมณฑลออกจดหมายเวียนให้เธอเป็นคนเขียนรายงานฉบับนี้ แล้วยังสั่งให้ทางมหาวิทยาลัยฮั่นตงคอยสนับสนุนเธอ งั้นคำถามของเธอข้อนี้ ฉันก็พอจะกำหนดทิศทางให้เธอได้"

"ข้อแรกเลยนะ เธอต้องจำไว้ว่า เจ้าหน้าที่พรรคของเรา มีหน้าที่รับใช้ประชาชน นี่คืออุดมการณ์หลักของเรา ตอนนี้ไม่เปลี่ยน อีกหมื่นปีข้างหน้าก็ไม่มีวันเปลี่ยน แต่ถามว่าในหมู่พวกเรามันขาวสะอาดไปหมดทุกอย่าง ไม่มีจุดด่างพร้อยเลยงั้นเหรอ? ฉันบอกได้เลยว่าต่อให้อีกหมื่นปีข้างหน้ามันก็ยังมีอยู่ แต่เราต้องจำไว้ว่า เมื่อทำผิดก็ต้องรีบแก้ไข ถ้าไม่ยอมแก้ไขเอง แล้วถูกกระชากหน้ากากออกมาล่ะก็ มันจะเป็นเรื่องใหญ่"

"ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนที่สูญเสียอุดมการณ์ความเชื่อ ละทิ้งปณิธานและภารกิจดั้งเดิมของตัวเองไป สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องจริงที่มีอยู่ และประชาชนก็รู้ดี ในเมื่อจะเขียนแล้ว ก็กล้าๆ เขียนลงไปเลย จะนำเสนอแต่เรื่องดีๆ โดยปิดบังเรื่องร้ายๆ ไม่ได้ ทางคณะกรรมการพรรคระดับมณฑลจะต้องสนับสนุนแน่นอน เธอแค่จำไว้ว่า ต้องกะเกณฑ์ขอบเขตเนื้อหาให้ดี เพราะยังไงเป้าหมายหลักของรายงานฉบับนี้ ก็คือการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จในการปฏิรูปและเปิดประเทศของมณฑลฮั่นตงเรา"

เจียงเทียนคั่วอัดควันบุหรี่เข้าปอดลึกๆ แล้วพูดต่อ "ส่วนเรื่องที่สอง นับตั้งแต่รื้อฟื้นการสอบเอ็นทรานซ์ขึ้นมาใหม่ก็ครบสิบปีพอดี ความเปลี่ยนแปลงในช่วงสิบปีนี้แหละคือประเด็นสำคัญ ปัจจุบันจำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นทุกปี การศึกษาขั้นพื้นฐานก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีอย่างมั่นคง ประเด็นนี้เธอสามารถยกข้อมูลตัวเลข หรือนโยบายต่างๆ มาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้เต็มที่เลย เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจกันอย่างถ่องแท้..."

ระหว่างที่เจียงเทียนคั่วพูด ฉู่ซื่อจวินก็จดบันทึกตามไปไม่น้อย เมื่อกวาดสายตาอ่านทบทวนอีกครั้ง เขาก็เงยหน้าขึ้นพูดว่า "ท่านอธิการบดีครับ ได้รับคำแนะนำจากท่านแล้ว ผมก็พอจะเห็นภาพคร่าวๆ แล้วครับว่ารายงานฉบับนี้ควรจะเขียนออกมาในทิศทางไหน ไว้ผมเขียนเค้าโครงที่ละเอียดกว่านี้เสร็จเมื่อไหร่ จะขออนุญาตมาขอคำปรึกษาจากท่านอีกนะครับ"

"ฮ่าๆ ห้องทำงานของฉันต้อนรับเธอเสมอ" เจียงเทียนคั่วหัวเราะร่วน เขารู้สึกพึงพอใจในตัวลูกศิษย์อย่างฉู่ซื่อจวินเอามากๆ เด็กคนนี้มันตัวนำโชคชัดๆ

ถ้าไม่ติดว่ารู้เรื่องที่ฉู่ซื่อจวินกำลังคบหาดูใจกับเผยเชี่ยนเชี่ยน และมีเส้นทางอนาคตปูรอไว้แล้วล่ะก็ เขาคงอยากจะดึงตัวเด็กคนนี้ไปทำงานด้วยแล้ว

...

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ฉู่ซื่อจวินถึงได้เดินออกจากห้องทำงานของเจียงเทียนคั่ว พูดซะจนปากแทบแห้ง แต่การมาเยือนครั้งนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าและได้รับประโยชน์กลับไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ตอนนี้ในมือเขามีจดหมายเวียนของคณะกรรมการพรรคและรัฐบาลระดับมณฑลฮั่นตง ซึ่งมีทั้งลายเซ็นและตราประทับของเลขาธิการและผู้ว่าการมณฑลประทับอยู่ สำหรับในมณฑลฮั่นตงแล้ว นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการได้รับพระราชทานกระบี่อาญาสิทธิ์เลย

ไม่ว่าจะไปติดต่อหน่วยงานไหน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนเมินใส่หรือต้องนั่งรอเก้ออีกต่อไป

และก่อนกลับ เจียงเทียนคั่วก็ยังบอกด้วยว่า เขาจะไปหาเลขาธิการหลี่และผู้ว่าฯ เถียนด้วยตัวเอง เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งจะคุยกันไปเมื่อครู่นี้

แต่ฉู่ซื่อจวินคาดว่า ทั้งสองท่านก็น่าจะเห็นด้วยแน่นอน เพราะการเขียนรายงานจะนำเสนอแต่เรื่องดีๆ โดยไม่พูดถึงปัญหาเลยก็คงไม่ได้ การสอดแทรกให้เห็นถึงนโยบายความเด็ดขาดที่มณฑลฮั่นตงมีต่อปัญหาของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ดีเยี่ยมเช่นกัน

"ถ้ารวมเรื่องนี้เข้าไปด้วย ชีวิตนักศึกษาปีสามของฉัน คงจะยุ่งกว่าที่ผ่านมาอีกหลายเท่าตัวเลยล่ะ"

ฉู่ซื่อจวินส่ายหน้า แต่ความยุ่งเหยิงแบบนี้นี่แหละ ที่เขาอยากจะขอให้มีเข้ามาเยอะๆ เลย

วางตัวให้ติดดิน แต่สร้างผลงานให้โดดเด่น

ถึงแม้ว่าการทำตัวเป็นจุดสนใจมากเกินไปจะไม่ใช่เรื่องดี แต่ตอนนี้เขายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องเก็บเนื้อเก็บตัว สำหรับเขาในตอนนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่ชื่อเสียงยังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ ต้องรอจนกว่าจะได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัวนั่นแหละ ถึงจะเป็นเวลาที่เขาควรจะซุ่มเงียบ เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และรอวันผงาดขึ้นเป็นมังกร

...

ห้าโมงเย็น ฉู่ซื่อจวินก็รอจนหลิวฮ่วนฟาเดินทางมาถึง คนที่มากับเขาด้วยก็มีหวังเจี้ยนหนิง ประธานสำนักพิมพ์ต้าเซี่ยรื่อเป้าสาขาฮั่นตง และคนอื่นๆ อีกหลายคน

ทุกคนขึ้นรถที่ทางสำนักพิมพ์สาขาจัดเตรียมไว้ให้ แล้วมุ่งหน้าไปยังโรงแรมจิงโจวด้วยกัน

เมื่อมาถึงห้องวีไอพี คนที่ได้นั่งร่วมโต๊ะหลักมีเพียงฉู่ซื่อจวิน หลิวฮ่วนฟา และประธานสาขาหานหย่งหมิง ส่วนคนอื่นๆ แยกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง

ฉู่ซื่อจวินปฏิเสธความหวังดีไม่ได้ เลยต้องมานั่งขนาบกลางระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน

เรื่องนี้ทำให้หานหย่งหมิงรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก ว่าทำไมฉู่ซื่อจวินถึงสามารถทำให้หลิวฮ่วนฟาที่มาจากเมืองหลวงยอมสละที่นั่งให้ได้

ไม่นาน อาหารและเครื่องดื่มก็ถูกยกมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ

"ซื่อจวินเอ๊ย หลังจากที่หนังสือของเธอได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ต้าเซี่ยรื่อเป้าของเรา กระแสตอบรับก็ดีเยี่ยมไปเลย ฉันก็พลอยได้หน้าไปด้วยเพราะเธอแท้ๆ เลยนะเนี่ย แก้วนี้ฉันขอคารวะเธอเลยแล้วกัน!" หลิวฮ่วนฟายกแก้วเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

"หัวหน้าหลิวกล่าวหนักไปแล้วครับ ถ้าจะพูดแบบนี้ ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณท่าน ขอบคุณสำนักพิมพ์ต้าเซี่ยรื่อเป้า ที่มอบโอกาสให้ผลงานเล็กๆ น้อยๆ ของผมได้ตีพิมพ์ ผมต่างหากที่ต้องดื่มคารวะท่านครับ" ฉู่ซื่อจวินรีบดื่มตอบแทนไปหนึ่งแก้ว ร่างกายของเขาแข็งแรงดีมาก แม้จะดื่มเหล้าไปเต็มแก้วใหญ่ ก็ไม่ได้มีอาการผิดปกติใดๆ เลย

ที่แท้ก็กำลังจะได้เลื่อนขั้นนี่เอง!

หานหย่งหมิงคิดว่าตัวเองหาเหตุผลเจอแล้ว จึงรีบยกแก้วเหล้าขึ้นบ้าง "หัวหน้าหลิวมีแววจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนนักศึกษาซื่อจวินก็มอบหนังสือดีๆ ให้กับหนังสือพิมพ์ของเรา งั้นผมขอดื่มร่วมด้วยอีกแก้วก็แล้วกันครับ!"

จากนั้น ทั้งสามคนก็พูดคุยกันไปมา พร้อมกับดื่มเหล้าตามลงไปอีกหลายแก้ว

ชายวัยกลางคนทั้งสองคนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นคอทองแดงระดับเซียน เหล้าหมดไปเป็นขวดแล้ว ก็มีแค่อาการหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น

คีบกับข้าวเข้าปากไปได้สองสามคำ หลิวฮ่วนฟาก็เริ่มวกเข้าเรื่องหนังสือ

"คืออย่างนี้นะซื่อจวิน ที่เคยคุยกันไว้ก่อนหน้านี้ว่าถ้าหนังสือของเธอตีพิมพ์ออกมาแล้วผลตอบรับดี ทางสำนักพิมพ์ก็พร้อมจะยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าเดิมให้ แล้วหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิมพ์เป็นรูปเล่มเพื่อวางจำหน่าย ฉันก็เลยอยากจะรู้ว่าตอนนี้เธอเขียนไปได้ถึงไหนแล้ว พวกเราจะได้เตรียมวางแผนจัดคิวงานไว้ล่วงหน้าน่ะ"

"ด่วนขนาดนั้นเลยเหรอครับ?"

เมื่อเห็นฉู่ซื่อจวินขมวดคิ้ว หลิวฮ่วนฟาก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิด จึงรีบอธิบายว่า "ไม่ใช่ตอนนี้หรอก กะว่าน่าจะช่วงสิ้นปีนู่นแหละ ก็เลยมาถามไถ่ไว้ล่วงหน้า เพราะถ้าเริ่มตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้ว เล่มต่อๆ ไปก็ต้องทยอยออกตามมาให้ทัน โดยเฉพาะเล่มจบนี่แหละที่สำคัญที่สุด ทางสำนักพิมพ์ตัดสินใจแล้วว่า หลังจากหนังสือของเธอตีพิมพ์เสร็จ เราจะช่วยโปรโมตอย่างเต็มที่ เพราะงั้นการเตรียมการทุกอย่างต้องเป๊ะ เพื่อให้หนังสือออกวางแผงได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด"

"อย่างนี้นี่เอง ถ้าเป็นแบบนั้นหัวหน้าหลิวก็วางใจได้เลยครับ ตอนนี้ต้นฉบับในมือผมเขียนไปได้หนึ่งในสามแล้ว รับรองว่าทั้งคุณภาพและปริมาณจัดเต็มแน่นอนครับ" ฉู่ซื่อจวินถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาหลงคิดว่าสำนักพิมพ์จะเร่งตีพิมพ์ให้เสร็จในเร็วๆ นี้เสียอีก ถ้าเป็นแบบนั้น มันจะต้องกระทบกับแผนการบางอย่างที่เขาวางไว้แน่ การได้ตีพิมพ์ช่วงปลายปีนี่แหละถือว่าเหมาะเจาะที่สุดแล้ว

"หนึ่งในสามเลยเหรอ?" หลิวฮ่วนฟาแอบตกใจอยู่ไม่น้อย นี่ไม่ใช่งานหมูๆ เลยนะ ถึงจำนวนคำจะดูเหมือนไม่เยอะ แต่ข้อมูลและตัวเลขสถิติต่างๆ ที่อ้างอิงอยู่ข้างในนั้นต้องใช้เวลาในการค้นคว้าและเรียบเรียงอย่างมหาศาล ดูเหมือนที่ฉู่ซื่อจวินเคยบอกว่าเตรียมข้อมูลมาสองปีแล้ว จะไม่ใช่แค่การพูดลอยๆ ซะแล้ว

"ดีๆๆ ได้ยินเธอพูดแบบนี้ฉันก็เบาใจแล้ว กลับไปก็มีเรื่องไปรายงานเจ้านายได้สักที เรื่องอื่นเอาไว้คุยกันพรุ่งนี้นะ วันนี้กินข้าวกันก่อน!"

หลิวฮ่วนฟาหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี

ทุกคนกินดื่มกันไปจนถึงสามทุ่มกว่า รถของสำนักพิมพ์สาขาถึงได้พาฉู่ซื่อจวินไปส่งที่มหาวิทยาลัย ส่วนหลิวฮ่วนฟาและคนอื่นๆ ทางสำนักพิมพ์สาขาก็เป็นคนจัดการดูแลให้เป็นที่เรียบร้อย

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 21 - กระบี่อาญาสิทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว