- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ ขอใช้ความรู้พลิกกระดานอำนาจ
- บทที่ 19 - เขียนเรื่องราวการพัฒนาของฮั่นตง
บทที่ 19 - เขียนเรื่องราวการพัฒนาของฮั่นตง
บทที่ 19 - เขียนเรื่องราวการพัฒนาของฮั่นตง
บทที่ 19 - เขียนเรื่องราวการพัฒนาของฮั่นตง
"บทความเขียนได้ดีก็คือเขียนได้ดี ซื่อจวินไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก" หลี่ต๋าคังโบกมือปฏิเสธ พร้อมกับยิ้มถาม "ได้ยินมาว่าบ้านเกิดของซื่อจวินอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือเหรอ?"
"ใช่ครับ ผมเป็นคนมณฑลฉิน" ฉู่ซื่อจวินพยักหน้า
"เขตพื้นที่เก่าแก่นี่เอง... ไม่แปลกใจเลยที่ซื่อจวินมีอุดมการณ์และปณิธานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ พอมาอยู่ที่ฮั่นตง มาเรียนที่มหาวิทยาลัยฮั่นตง รู้สึกว่าที่นี่เป็นยังไงบ้างล่ะ?"
"เจริญรุดหน้ามากครับ อนาคตต้องก้าวไกลแน่นอน"
หลี่ต๋าคังพยักหน้าอย่างเห็นด้วย พลางทอดถอนใจ "ผมทำงานที่นี่มาหลายปี ก็รู้สึกประทับใจเหมือนกัน หลังจากนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจคือหัวใจสำคัญ เมืองจิงโจวเป็นถึงเมืองเอกของมณฑลฮั่นตง ความคาดหวังย่อมสูงเป็นเงาตามตัว ภายใต้ความหวังอันแรงกล้าของพรรคและประชาชน ท่านเลขาธิการจ้าวลี่ชุนก็เข้ามารับช่วงต่อ ลุยงานอย่างหนักหน่วง กล้าคิดกล้าทำ ถึงได้สร้างเมืองจิงโจวให้มีหน้ามีตาอย่างทุกวันนี้"
รูม่านตาของฉู่ซื่อจวินหดเกร็งเล็กน้อย เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็พอจะเดาจุดประสงค์ในการมาเยือนของอีกฝ่ายได้คร่าวๆ แล้ว ในใจรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเปราะหนึ่ง จึงรีบพูดต่อว่า "ใช่ครับ เวลาผมออกไปข้างนอก ก็มักจะได้ยินชาวบ้านเขาพูดถึงกัน แม้แต่อาจารย์ของผมก็ยังชื่นชม ว่าท่านเลขาธิการจ้าวทำงานได้ดี เป็นเลขาธิการที่ดีมากครับ"
"ฮ่าๆ สายตาของประชาชนนั้นเฉียบแหลมเสมอ ถ้าท่านเลขาธิการจ้าวได้ยินแบบนี้ คงจะภูมิใจน่าดู"
ในฐานะคนสนิทของจ้าวลี่ชุน หลี่ต๋าคังย่อมรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจไปด้วย
เมื่อเห็นบรรยากาศการสนทนาระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น เขาจึงเตรียมตัวเข้าสู่ประเด็นหลัก
"บอกตามตรงนะครับ เมื่อกี้ผมเพิ่งแวะไปที่สมาคมนักเขียนมณฑลฮั่นตงมา ช่วงนี้ใกล้จะครบรอบสิบปีของการปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว การพัฒนาในบางด้านของมณฑลฮั่นตงเราก็เป็นที่ประจักษ์ แม้จะยังเทียบไม่ได้กับบางพื้นที่ แต่ก็ถือว่าทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ดังนั้น ช่วงนี้ทางมณฑลและทางเมืองจึงกำลังพิจารณาหารือกันอยู่ ว่าจะให้สหายจากสมาคมนักเขียนช่วยตวัดปลายปากกา บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์การพัฒนาเหล่านี้เอาไว้"
"เพื่อเป็นวิทยาทานให้ประชาชนในยุคนี้และชนรุ่นหลังได้รับรู้ และในขณะเดียวกัน พวกเราคนทำงานระดับปฏิบัติการ ก็จะได้เห็นเสียงสะท้อนจากประชาชน นำมาทบทวนดูว่ายังมีปัญหาอะไรตกหล่นอยู่บ้าง เพื่อนำไปปรับปรุงและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไปในอนาคตครับ"
มาถึงตรงนี้ หลี่ต๋าคังก็ถอนหายใจยาว
"เฮ้อ... เสียก็แต่กลุ่มนักเขียนจากสมาคมนักเขียนนั้น อายุอานามเริ่มจะเยอะกันแล้ว มุมมองความคิดบางอย่างก็ตามยุคสมัยไม่ค่อยทัน ต้นฉบับที่เขียนส่งมา ผู้บริหารระดับสูงอ่านแล้วก็เห็นตรงกันว่า มุมมองต่อปัญหาบางอย่างมันดูสุดโต่งจนเกินไป ถ้าขืนเผยแพร่ออกไป อาจจะสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนได้ครับ"
หลี่ต๋าคังหยุดเดิน หันมาเผชิญหน้ากับฉู่ซื่อจวิน พร้อมกับรอยยิ้ม "เพราะฉะนั้น หลังจากที่ผมได้อ่านบทความที่คุณเขียน ผมก็เลยตั้งใจมาหาคุณ อยากจะรู้ว่านักศึกษามหาวิทยาลัย คนหนุ่มรุ่นใหม่อย่างคุณมีความคิดเห็นยังไงบ้าง พอได้คุยกันเมื่อกี้ ผมก็รู้สึกว่ามุมมองของคุณน่าสนใจมาก คุณมองปัญหาในมุมมองที่แปลกใหม่และตรงจุดจริงๆ"
"หึๆ พี่หลี่ก็ชมเกินไปครับ"
ฉู่ซื่อจวินยิ้มรับอย่างถ่อมตัว ในใจก็แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่านี่คือจุดประสงค์ที่หลี่ต๋าคังมาหาเขา
หรือจะพูดให้ถูก นี่ก็คือความประสงค์ของจ้าวลี่ชุนนั่นเอง
ถ้าจำไม่ผิด อย่างช้าที่สุดในปีหน้า เหลียงฉวินเฟิงก็จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายระดับมณฑล และอีกไม่กี่ปีต่อมา ก็จะได้ขึ้นเป็นรองเลขาธิการพรรคระดับมณฑลควบตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายระดับมณฑล
ส่วนจ้าวลี่ชุน ในปีหน้าก็จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าการมณฑลฮั่นตง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นเป็นผู้ว่าการมณฑลฮั่นตง และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคระดับมณฑลในท้ายที่สุด
การที่ตอนนี้เขาอยากให้เขียนเรื่องราวการพัฒนาของฮั่นตง ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการยกย่องเชิดชูผลงานของผู้บริหารระดับมณฑล และเป็นการสร้างผลงานให้ตัวเองเป็นที่ประจักษ์
อุดมการณ์อันสูงสุดในใจของชาวต้าเซี่ยมาตั้งแต่โบราณกาล คือการได้แยกสายตระกูลตั้งสาขาใหม่ มีชื่อจารึกในบันทึกประจำอำเภอ และมีชื่อปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์... ดังนั้น เมื่อได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร ย่อมต้องการให้ประชาชนได้รับรู้และจดจำผลงานของตนเอง
ดังนั้น ไม่ว่าจุดประสงค์เริ่มต้นของจ้าวลี่ชุนจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็ถือเป็นโอกาสทองสำหรับฉู่ซื่อจวินเช่นกัน
หนังสือเล่มนี้เขาเป็นคนเขียน จ้าวลี่ชุนในฐานะผู้ริเริ่มอาจจะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ แต่ส่วนแบ่งความดีความชอบของเขา ก็คงไม่น้อยหน้าไปกว่ากันแน่นอน
ก็แค่เขียนยกยอปอปั้น ร้องเพลงสรรเสริญความสงบสุขไม่ใช่หรือไง ความทรงจำจากยุคอนาคตในหัวของเขามีถมเถไป พอเอามาผสมผสานกับข้อมูลของฮั่นตงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาก็สามารถเขียนมันออกมาได้อย่างสบายๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ต๋าคังก็ส่งสัญญาณบอกใบ้จนแทบจะเปิดเผยกันตรงๆ แล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นไขสืออีกต่อไป
"พี่หลี่ครับ พูดตามตรงนะ วันนี้พี่มาหาผมถูกคนแล้วล่ะครับ"
"อ้อ?"
ดวงตาของหลี่ต๋าคังเป็นประกาย การได้พูดคุยกับคนฉลาดนี่มันทำให้รู้สึกผ่อนคลายจริงๆ เขารอคอยให้ฉู่ซื่อจวินพูดต่ออย่างใจจดใจจ่อ
ฉู่ซื่อจวินนึกถึงพฤติกรรมบางอย่างของหลี่ต๋าคังในซีรีส์เรื่องนั้น เขาจึงเอื้อมมือไปโอบไหล่หลี่ต๋าคัง แล้วพาเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
และก็เป็นไปตามคาด ไหล่ของหลี่ต๋าคังเกร็งแข็งขึ้นมาทันที แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะนี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าฉู่ซื่อจวินยังมีสถานะเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งเท่านั้น
"ตั้งแต่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยฮั่นตง เวลาว่างผมก็ชอบออกไปเดินสำรวจดูรอบๆ มณฑลฮั่นตง โดยเฉพาะในตัวเมืองจิงโจว ที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ดีกว่าบ้านเกิดของผมทางตะวันตกเฉียงเหนือแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยล่ะครับ ผมก็เลยมีความคิดที่อยากจะศึกษาดูรูปแบบการพัฒนาของมณฑลฮั่นตง เพื่อดูว่าพอจะมีแนวทางไหนนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาบ้านเกิดของผมได้บ้างไหม"
"ผมก็คิดไว้ว่า รอเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จเมื่อไหร่ ก็จะเขียนเล่มต่อไป พอปีหน้าเรียนจบได้ทำงานแล้ว สถานะก็จะเหมาะสมพอดี การรวบรวมข้อมูลก็จะง่ายขึ้นด้วย ไม่นึกเลยว่าพี่หลี่จะมาหาผมเอาป่านนี้ ทำเอาผมทำตัวไม่ถูกเลยครับเนี่ย"
เมื่อฟังจบ หลี่ต๋าคังก็ขมวดคิ้ว แบบนี้ก็แย่น่ะสิ ต้องรออีกตั้งหนึ่งปี งั้นที่เขาไปพูดกับเลขาธิการจ้าวไว้ ก็สูญเปล่าหมดเลยน่ะสิ?
แต่พอทบทวนคำพูดของฉู่ซื่อจวินให้ดี เขาก็จับจุดสำคัญได้ทันที เจ้านี่กำลังขอการสนับสนุนอยู่นี่เอง!
"ฮ่าๆ ซื่อจวินมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลจริงๆ หนังสือที่คุณกำลังเขียนอยู่ตอนนี้ถือเป็นงานสำคัญ แล้วยังต้องแบ่งเวลาเรียนอีก งานคงล้นมือเลยสินะ" หลี่ต๋าคังพูดแสดงความเห็นใจ ก่อนจะเบี่ยงประเด็น "ส่วนเรื่องการเขียนข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาของมณฑลฮั่นตงน่ะ ผมว่าไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบหรอกครับ พอเริ่มทำงานแล้ว คุณก็ต้องมีภาระหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบอีก"
"อีกอย่าง การพัฒนาของฮั่นตงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนี่ย ต้องใช้ข้อมูลและเอกสารอ้างอิงเยอะมาก ยิ่งเริ่มรวบรวมข้อมูลเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี อย่างน้อยก็น่าจะเริ่มร่างโครงร่างคร่าวๆ ไว้ก่อน ถึงเวลาจะลงมือเขียนจริงๆ จะได้ง่ายขึ้นครับ"
เมื่อเห็นว่าหลี่ต๋าคังจงใจมองข้ามเรื่องที่เขาต้องเขียนหนังสืออีกเล่มไป ฉู่ซื่อจวินก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบนี้แหละ เวลาทำงานมักจะชอบใช้อำนาจเผด็จการและผูกขาดอำนาจไว้คนเดียว
ดังนั้น ฉู่ซื่อจวินจึงไม่ต่อความยาวสาวความยืด เขาพยักหน้าแล้วบอกว่า "พี่หลี่พูดมีเหตุผลครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือการคัดลอกและการจัดพิมพ์ ส่วนเรื่องการเขียนบทความเกี่ยวกับการพัฒนาฮั่นตง หนังสือเล่มที่สองของผมเป็นเรื่องเล็กไปเลย เดี๋ยวผมจะเริ่มเตรียมการและรวบรวมข้อมูลไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลยครับ ถึงเวลาถ้ามีอะไรก็รบกวนพี่หลี่ช่วยแนะนำด้วยนะครับ"
พอหลี่ต๋าคังได้ยินแบบนี้ เขาก็รู้ทันทีว่าฉู่ซื่อจวินกำลังรอให้เขาเป็นฝ่ายเปิดปากขอร้อง แต่ในเมื่อตอนนี้เขาเป็นฝ่ายมาขอความช่วยเหลือ ก็คงต้องยอมก้มหัวให้ เขาจึงรีบพูดตอบไปว่า "ซื่อจวิน คุณคงยังไม่เข้าใจสถานการณ์ ตอนนี้คุณยังเป็นแค่นักศึกษา ข้อมูลสำคัญระดับแกนหลักน่ะ คุณหาไม่ได้หรอกนะ ถ้าจะหวังพึ่งแค่ข้อมูลจากห้องสมุดล่ะก็ ระวังข้อมูลจะคลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วนนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะ"
ฉู่ซื่อจวินแกล้งทำเป็นตกใจ "จริงเหรอครับ? ผมนึกว่าจะขอให้อาจารย์ออกจดหมายรับรองในนามของมหาวิทยาลัยได้ซะอีก ท่านอธิการบดีก็เคยบอกไว้ว่ามีปัญหาอะไรก็ไปหาท่านได้เลย"
หลี่ต๋าคังแอบขำในใจ เด็กหนุ่มคนนี้ช่างอ่อนหัดจริงๆ อธิการบดีมหาวิทยาลัยฮั่นตงถึงจะเป็นข้าราชการระดับรองรัฐมนตรี แต่จะพึ่งพาเส้นสายของเขาได้มากแค่ไหนเชียวล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็แค่พูดตามมารยาท คุณกลับเชื่อเป็นตุเป็นตะ ช่างไร้เดียงสาจริงๆ!
เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เห็นว่าเวลาล่วงเลยไปมากแล้ว และเขาก็มีธุระต้องไปทำต่อจริงๆ จึงพูดเข้าประเด็นอย่างรวดเร็ว
"เรื่องนี้ไม่ต้องไปรบกวนท่านอธิการบดีของพวกคุณหรอกครับ ท่านเลขาธิการจ้าวก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าคนเก่งอย่างคุณจะมีมุมมองยังไงต่อการพัฒนาของฮั่นตง เดี๋ยวผมจะไปเกริ่นๆ กับท่านให้ ท่านน่าจะยอมเซ็นอนุมัติออกหนังสือรับรองให้คุณได้ ถ้าคุณถือหนังสือรับรองนี้ไปขอข้อมูลล่ะก็ รับรองว่าผ่านฉลุยแน่นอน"
ดีมาก! นี่คุณเป็นคนเสนอตัวช่วยเองนะ ไม่ใช่ผมไปอ้อนวอนขอร้องให้จ้าวลี่ชุนช่วยซะหน่อย!
"แบบนี้จะไปรบกวนท่านเลขาธิการจ้าวมากไปหรือเปล่าครับ"
ฉู่ซื่อจวินแสร้งทำเป็นรู้สึกเกรงใจ
"ท่านเลขาธิการจ้าวให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศมาก การที่คุณจะเขียนบทความที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้และเปิดโลกทัศน์ให้กับประชาชนแบบนี้ ท่านย่อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่อยู่แล้วครับ" พูดจบ หลี่ต๋าคังก็หยุดเดิน "นี่ก็ดึกแล้ว ผมมีธุระสำคัญต้องไปจัดการต่อ คงต้องขอตัวก่อน ไว้มีโอกาสเราค่อยคุยกันใหม่นะครับ"
"ตกลงครับ พี่หลี่ เดินทางปลอดภัยนะครับ"
ฉู่ซื่อจวินพยักหน้ารับ
หลี่ต๋าคังหันหลังกลับแล้วออกวิ่งเหยาะๆ ไปในทิศทางที่เพิ่งเดินมา
พอพ้นประตูมหาวิทยาลัย เขาก็กระโดดขึ้นจักรยานแล้วปั่นออกไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก
ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า ในอนาคตตอนที่เขาปั่นจักรยานแข่งกับซารุ่ยจิน ทั้งที่เขาอายุน้อยกว่าตั้งสิบปี กลับต้องมาพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย
ในยุคนี้ บนถนนยังมีรถไม่เยอะ ประกอบกับมหาวิทยาลัยฮั่นตงตั้งอยู่ไม่ไกลจากอาคารคณะกรรมการพรรคเมืองจิงโจวและศาลาว่าการเมืองมากนัก ใช้เวลาปั่นจักรยานประมาณสิบกว่านาที หลี่ต๋าคังก็มาถึงอาคารคณะกรรมการพรรคเมือง
เขาแวะไปส่งเอกสารที่ห้องทำงานห้องหนึ่งก่อน จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของจ้าวลี่ชุน
(จบแล้ว)