- หน้าแรก
- โต้วหลัว ระบบอาจารย์ระดับเทพ เริ่มต้นด้วยการปั้นจูจูชิง
- ตอนที่ 41 : ลานประมูล
ตอนที่ 41 : ลานประมูล
ตอนที่ 41 : ลานประมูล
หลังจากทั้งสองจากไปได้เพียงไม่กี่นาที จูจู๋ชิงและหนิงหรงหรงก็เดินกลับเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า หนิงเฟิงจื้อจึงพาทุกคนไปยังภัตตาคารของโรงแรมเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน หลังจากอิ่มหนำสำราญ หยางเซียวก็เป็นฝ่ายอาสาจัดการชำระค่าอาหารทั้งหมด
เมื่อเห็นหยางเซียวเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หนิงเฟิงจื้อแม้จะมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่าภายในใจกลับรู้สึกชื่นชมและพึงพอใจในตัวชายหนุ่มผู้นี้เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
เมื่อทุกคนก้าวเดินออกจากภัตตาคาร หนิงหรงหรงก็หันไปถามบิดา
"ท่านพ่อ พวกท่านจะกลับสำนักกันเลยหรือไม่คะ?"
หนิงเฟิงจื้อทอดสายตามองบุตรสาวพลางแย้มยิ้ม
"วันนี้มีงานประมูลจัดขึ้น พ่อตั้งใจว่าจะแวะไปประมูลของเสียหน่อยแล้วค่อยกลับสำนัก... หยางเซียว เจ้าสนใจจะไปเปิดหูเปิดตากับพวกเราหรือไม่?"
เมื่อได้ยินคำเชิญชวนของหนิงเฟิงจื้อ หยางเซียวก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่น้อย ตั้งแต่ทะลุมิติมายังโลกโต้วหลัว เขายังไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปในลานประมูลเลยสักครั้ง เมื่อก่อนเป็นเพราะขัดสนเงินทอง ทว่าบัดนี้เพิ่งจะเจรจาการค้าสำเร็จจนกระเป๋าตุง เขาย่อมอยากจะไปเปิดประสบการณ์ดูสักครา
"ยินดีขอรับท่านลุงหนิง ข้าเองก็อยากจะไปชมดูเช่นกัน... จู๋ชิง เจ้าจะไปกับพวกเราหรือไม่?"
จูจู๋ชิงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่วาบผ่านในหัวใจเมื่อได้ยินคำชวนของเขา ทว่านางกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
"ข้าไม่ไปดีกว่า พวกท่านไปกันเถิด"
กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องพักไป
หยางเซียวมิได้ประหลาดใจกับคำตอบของนางนัก ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกของจูจู๋ชิง นอกจากการบ่มเพาะพลังแล้ว ก็มีเพียงการบ่มเพาะพลังเท่านั้น เขาจึงหันไปกล่าวกัลหนิงเฟิงจื้อ
"ท่านลุงหนิง พวกเราไปกันเถิด"
ชั่วพริบตา พวกเขาก็เดินทางมาถึงสถานที่จัดงานประมูล หลังจากแสดงตัวตนเพื่อยืนยันสถานะเรียบร้อย พนักงานก็ให้การต้อนรับอย่างนอบน้อมและนำทางพวกเขามุ่งหน้าสู่ที่นั่งระดับวีไอพีซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นการเฉพาะสำหรับหอแก้วเจ็ดสมบัติ
เมื่อก้าวเข้าสู่ลานประมูล พื้นหินอ่อนสีขาวนวลทอประกายเรียบหรู ผนังโดยรอบประดับประดาด้วยภาพสลักนูนต่ำหลากลวดลาย ดูวิจิตรตระการตาและปลอดโปร่ง แม้จะเป็นลานประมูล ทว่ากลับไม่ได้ดูโอ่อ่าจนแสบตาประดุจพระราชวังทองคำ หากแต่ให้ความรู้สึกสงบขลังราวกับพิพิธภัณฑ์สถานเสียมากกว่า
หลังจากทรุดตัวลงนั่งประจำที่ หนิงหรงหรงก็สะกิดแขนหยางเซียว
"พี่เซียว... ท่านดูนั่นสิ"
หยางเซียวมองตามสายตาของนางไป ก็พบเข้ากับถังซานที่กำลังพาสาวน้อยเสียวอู่เดินเข้ามาในลานประมูลเช่นกัน ถังซานเองก็สังเกตเห็นหยางเซียวและหนิงหรงหรง เขาจึงพยักหน้าให้เล็กน้อยเพื่อเป็นการทักทาย ทว่าหยางเซียวเพียงปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างไม่ไยดี ปล่อยให้หนิงหรงหรงเป็นฝ่ายพยักหน้าตอบรับตามมารยาทเท่านั้น
หนิงเฟิงจื้อสังเกตเห็นเหตุการณ์จึงเอ่ยถาม
"มีอันใดหรือหรงหรง? พวกเจ้ารู้จักกันหรือ?"
"พวกเราเคยเป็นศิษย์ร่วมสถาบันสื่อไหลเค่อค่ะ ทว่าก็ไม่ได้สนิทสนมอันใดกันมากมายนัก"
หนิงหรงหรงตอบกลับเสียงเรียบ
เมื่อได้ฟังคำตอบ หนิงเฟิงจื้อก็หมดความสนใจ หันกลับไปจดจ่ออยู่กับเวทีประมูลเบื้องหน้า
ทันใดนั้น งานประมูลก็เปิดฉากขึ้น สตรีผู้ทำหน้าที่ดำเนินรายการปรากฏกายบนเวทีในชุดกระโปรงรัดรูปสุดเย้ายวน เผยสัดส่วนโค้งเว้าดึงดูดสายตา นางเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย
"ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ลานประมูลเทียนโต่วค่ะ! วันนี้... ขอเชิญทุกท่านพบกับสินค้าประมูลชิ้นแรกของเราได้เลย!"
พนักงานเข็นรถลากขนาดเล็กมาหยุดอยู่ที่กลางเวที เมื่อม่านคลุมถูกเลิกขึ้น แจกันเคลือบสีรุ้งลวดลายประณีตก็ปรากฏแก่สายตา เสียงของพิธีกรสาวดังกังวาน
"ทุกท่านคะ นี่คือแจกันเคลือบเจ็ดสีที่สืบทอดมายาวนานนับพันปี! ข้าน้อยคงมิต้องอธิบายให้มากความ ทุกท่านย่อมทราบถึงมูลค่าอันประเมินมิได้ของมันเป็นอย่างดี ราคาเริ่มต้นอยู่ที่หนึ่งหมื่นเหรียญภูตทอง เสนอราคาเพิ่มขึ้นขั้นต่ำครั้งละหนึ่งพันเหรียญภูตทอง... เริ่มการประมูลได้ค่ะ!"
สิ้นเสียงพิธีกร ผู้คนต่างพากันเสนอราคากันอย่างดุเดือด ท้ายที่สุด หนิงเฟิงจื้อก็เป็นผู้คว้าแจกันพันปีใบนี้ไปครองด้วยราคาประมูลสูงถึงหนึ่งแสนเหรียญภูตทอง!
หลังจากนั้นก็มีการนำสินค้าประมูลชิ้นอื่นๆ ออกมาเสนอขายอย่างต่อเนื่อง ทว่าหยางเซียวกลับไม่มีทีท่าว่าจะสนใจสิ่งใด เขาไม่ได้เข้าร่วมการประมูลเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในทางกลับกัน หนิงเฟิงจื้อกลับทุ่มเงินประมูลสินค้าหายากไปได้อีกถึงสองชิ้น
เมื่อเห็นว่าหยางเซียวเอาแต่นั่งนิ่ง หนิงเฟิงจื้อจึงเอ่ยถาม
"หยางเซียว... เจ้าไม่คิดจะประมูลสิ่งใดติดไม้ติดมือกลับไปบ้างเลยหรือ?"
หยางเซียวส่ายหน้าเบาๆ พลางตอบ
"ท่านลุงหนิง ข้ายังไม่เห็นของชิ้นใดที่น่าสนใจเลยขอรับ ข้าแค่นั่งดูเฉยๆ ก็พอแล้ว"
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้สนใจสิ่งใดเป็นพิเศษ หนิงเฟิงจื้อก็มิได้เซ้าซี้ เขาหันกลับไปแข่งขันประมูลกับผู้อื่นต่อ
เวลาล่วงเลยจนเข้าสู่ช่วงท้ายของงานประมูล พิธีกรสาวแย้มยิ้มหวานพลางประกาศก้อง
"งานประมูลเดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายแล้วนะคะ ข้าน้อยเชื่อว่าหลายท่านคงได้ครอบครองสิ่งของที่ถูกใจกันไปบ้างแล้ว ต่อจากนี้ไป... จะเป็นการประมูลสินค้าไฮไลต์ระดับสุดยอดสามชิ้นสุดท้ายของค่ำคืนนี้! ขอเชิญพบกับสินค้าไฮไลต์ชิ้นแรกได้เลยค่ะ!"
กรงเหล็กขนาดยักษ์ถูกเข็นขึ้นมาบนเวที และเมื่อรับฟังคำบรรยายจากพิธีกร ทุกคนก็ตระหนักว่าสิ่งที่ถูกกักขังอยู่ภายในกรงเหล็กนั้น... คือทาสสาวเผ่าวิฬาร์!
หยางเซียวทอดสายตามองทาสสาวเผ่าวิฬาร์ในกรงเหล็ก พูดตามตรง... เขาก็แอบสนใจอยู่ไม่น้อย ทว่าติดที่หนิงเฟิงจื้อนั่งอยู่ข้างๆ เขาจึงไม่สะดวกใจที่จะออกหน้าประมูล ท้ายที่สุด ทาสสาวเผ่าวิฬาร์ผู้นี้ก็ตกเป็นของหนิงเฟิงจื้อ ด้วยราคาประมูลสูงถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นเหรียญภูตทอง!
หนิงหรงหรงเห็นบิดาทุ่มเงินมหาศาลประมูลทาสสาวเผ่าวิฬาร์มา ก็เอ่ยปากต่อว่าด้วยความไม่พอใจทันที
"ท่านพ่อ! ท่านซื้อทาสสาวคนนี้มาทำไมกัน!? ท่านคงไม่ได้คิดจะทำเรื่องผิดผี ลับหลังท่านแม่หรอกนะ! หากเป็นเช่นนั้น ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!"
หนิงเฟิงจื้อเผชิญกับข้อกล่าวหาของบุตรสาวก็ทำหน้าเหลอหลา รีบแก้ตัวพัลวัน
"แม่หนูน้อยคนนั้นยังพอมีทางรักษา พ่อเพียงแค่ต้องการจะช่วยชีวิตนางก็เท่านั้น"
"จริงหรือคะ?"
ว่าแล้ว มือเล็กๆ ของหนิงหรงหรงก็เอื้อมไปบิดเนื้ออ่อนบริเวณเอวของบิดาอย่างหมั่นเขี้ยว
"โอ๊ย! แม่ทูนหัวของพ่อ... เบามือหน่อยเถิด พ่อสาบานได้ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิดเลยสักนิด!"
เมื่อได้ยินเสียงโอดครวญร้องขอความเมตตา หนิงหรงหรงจึงยอมคลายมือออกจากเอวของหนิงเฟิงจื้อด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บนเวทีก็ถูกเข็นรถจัดแสดงชิ้นใหม่ขึ้นมา มันคืออาวุธที่มีกลไกสลับซับซ้อนและประณีตงดงาม พิธีกรสาวเริ่มสาธยายสรรพคุณให้แก่ผู้เข้าร่วมประมูลฟัง ทว่าทันทีที่สายตาของหยางเซียวปะทะเข้ากับอาวุธชิ้นนั้น เขาก็จดจำได้ในทันทีว่ามันคืออาวุธลับของถังซาน!
หากปล่อยไว้ หนิงเฟิงจื้อจะต้องประมูลมันและเข้าไปตีสนิทกับถังซานเพราะความสนใจในอาวุธชิ้นนี้เป็นแน่! หยางเซียวไม่มีทางยอมให้ถังซานได้ใกล้ชิดกับหนิงเฟิงจื้ออย่างราบรื่นเช่นนั้น เขาจึงผุดลุกขึ้นยืนพลางเอ่ย
"ท่านลุงหนิง... พวกเรากลับกันเถิด ดูท่าคงไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วล่ะ"
ว่าแล้วเขาก็รั้งแขนหนิงเฟิงจื้อให้ลุกขึ้นตาม แม้หนิงเฟิงจื้อจะแอบให้ความสนใจในอาวุธกลไกชิ้นนั้นอยู่ไม่น้อย ทว่าเมื่อเห็นหยางเซียวทำท่าเบื่อหน่ายและอยากจะกลับเต็มทน เขาจึงทำได้เพียงตัดใจและเดินตามหยางเซียวออกจากลานประมูลไป
การจากไปของพวกเขา ย่อมตกอยู่ในสายตาของถังซานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถังซานขบกรามแน่นจนเกิดเสียงกรอด จ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของหยางเซียวและหนิงเฟิงจื้อที่กำลังเดินจากไป พลางสบถก้องในใจหยางเซียว... เจ้ามองข้ามอาวุธลับของข้าจนไม่เห็นฝุ่นเลยงั้นรึ!? คอยดูเถอะ สักวันข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ซึ้งถึงอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวของอาวุธลับแห่งสำนักถัง!
เสียวอู่ที่ยืนอยู่เคียงข้าง เมื่อเห็นสีหน้าเคียดแค้นของถังซานก็เอื้อมมือไปกุมมือเขาไว้แน่นพลางเอ่ยปลอบประโลม
"พี่ซาน... ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม? อย่าไปใส่ใจคนหยิ่งยโสโอหังพรรค์นั้นเลยนะ"
ถังซานสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากมือของนาง จึงค่อยๆ คลายกรามที่ขบแน่นลง
"วางใจเถิดเสียวอู่... สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้ไอ้คนอวดดีผู้นั้นต้องชดใช้อย่างสาสม"
แม้ถังซานจะเอ่ยเช่นนั้น ทว่าภายในใจของเสียวอู่กลับไม่คลายความกังวลลงเลยแม้แต่น้อย นางทอดสายตามองเขาด้วยความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง นางเกรงกลัวเหลือเกินว่า ความริษยาและเคียดแค้นจะผลักดันให้ถังซานกระทำการอันใดที่นำไปสู่หายนะ หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เสียวอู่ก็เบนสายตาไปยังทิศทางที่หยางเซียวจากไป แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
หยางเซียว... สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องชิงกระดูกวิญญาณของท่านแม่ คืนมาจากเจ้าให้จงได้!
ทว่าหยางเซียวนั้น หาได้ล่วงรู้ถึงคลื่นอารมณ์ความแค้นของถังซานและเสียวอู่ไม่... และต่อให้เขาล่วงรู้ เขาก็คงไม่แยแสแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดแล้ว เบื้องหน้าความแข็งแกร่งอันเป็นนิรันดร์ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาอันไร้ค่า!
เมื่อก้าวพ้นประตูงานประมูลออกมา หยางเซียวก็หันไปกล่าวกับหนิงเฟิงจื้อ
"ท่านลุงหนิง... พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกนางออกเดินทางจากเมืองหลวงเทียนโต่ว เพื่อมุ่งหน้าไปหาสถานที่บ่มเพาะพลังแล้วนะขอรับ คืนนี้... ท่านพาหรงหรงกลับไปนอนพักผ่อนที่สำนักให้เต็มอิ่มเถิด"