เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 19 หากไปแล้วมิหวนคืน... ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถิด

ตอนที่ 19 หากไปแล้วมิหวนคืน... ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถิด

ตอนที่ 19 หากไปแล้วมิหวนคืน... ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถิด


หยางเซียวประคองถาดอาหารไปหาโต๊ะว่างเพื่อนั่งลง ในถาดมีน้ำแกงเนื้อที่อวี้เสี่ยวกังตักให้จนพูนชาม พร้อมด้วยหมั่นโถวสองลูกและไข่ไก่สองฟอง ดูน่าทานไม่น้อย น้ำแกงข้นคลั่กส่งกลิ่นหอมฉุย เห็นได้ชัดว่าใส่เนื้อลงไปไม่ใช่น้อย

ขณะที่เขากำลังรับประทานอาหาร ก็สัมผัสได้ว่าสายตาของอวี้เสี่ยวกังมักจะกวาดมองมาเป็นระยะ และหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของเขาเนิ่นนาน ทว่าหยางเซียวก็มิได้ใส่ใจนัก เขายังคงจัดการมื้อเช้าของตนต่อไปอย่างเงียบเชียบ

อวี้เสี่ยวกังง่วนอยู่กับการงานหน้าเตาพลางลอบสังเกตหยางเซียว นี่หรือคือบุตรแห่งสวรรค์ที่จ้าวอู๋จี๋กล่าวขานถึง? อายุเพียงสิบห้าปีกลับบำเพ็ญเพียรจนทะลวงถึงระดับปรมาจารย์วิญญาณได้ นี่มันคือพรสวรรค์ระดับใดกัน! บุคคลผู้นี้... ต่อให้เป็นเสี่ยวซานก็มิอาจเทียบเคียงได้เลย

หากในอดีตข้ามีพรสวรรค์เช่นนี้บ้าง ท่านพ่อจะต้องภาคภูมิใจในตัวข้า ข้าคงไม่ต้องแบกรับตราหน้าว่าเป็นขยะของตระกูล เช่นนั้น... ข้าก็อาจจะได้ครองคู่กับปี่ปีตงอย่างเปิดเผยและชอบธรรม หากมีพรสวรรค์ล้ำเลิศปานนี้ ผู้ใดเล่าจะกล้าขัดขวางข้า?

ไม่ได้สิ... เสี่ยวซานคือผู้แบกรับปณิธานทั้งชีวิตของข้า ข้าจะต้องช่วยเหลือให้เสี่ยวซานก้าวข้ามหยางเซียวไปให้จงได้!

เสี่ยวซานมีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด เป็นผู้ครอบครองวิญญาณยุทธ์คู่ที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ซ้ำวิญญาณยุทธ์ที่สองยังเป็นถึงค้อนเฮ่าเทียน วิญญาณยุทธ์ประเภทอาวุธอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ในกายเขาไหลเวียนด้วยสายเลือดของคนผู้นั้น เขาไม่ด้อยไปกว่าผู้ใดทั้งสิ้น!

ต้องรู้ก่อนนะว่า คนผู้นั้น... ในอดีตเคยสร้างสถิติเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลงานการต่อสู้ยิ่งเปล่งประกายเจิดจรัส ใช้ค้อนทุบทำลายราชทินนามพรหมยุทธ์ของสำนักวิญญาณยุทธ์จนดับดิ้นไปหลายคน ซ้ำยังเล่นงานเชียนสวินจี๋ องค์สังฆราชแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ในยุคนั้นจนบาดเจ็บสาหัส และต้องสิ้นใจลงในเวลาต่อมา

แม้เสี่ยวซานในยามนี้จะยังอ่อนด้อยอยู่บ้าง ทว่าด้วยข้อได้เปรียบของวิญญาณยุทธ์คู่ ในอนาคตวงแหวนวิญญาณทั้งเก้าวงของค้อนเฮ่าเทียนจะต้องเป็นระดับหมื่นปีทั้งหมด เมื่อถึงเวลานั้นเขาย่อมไร้เทียมทานในใต้หล้า ในวันข้างหน้า เสี่ยวซานจะต้องพิสูจน์ให้ประจักษ์ว่าทฤษฎีของข้าล้วนถูกต้องอย่างแน่นอน!

เมื่อคิดได้เช่นนี้ อวี้เสี่ยวกังก็เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา ทว่าจู่ๆ เขากลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

หากข้ารับหยางเซียวเป็นศิษย์ด้วยอีกคนเล่า? เมื่อครู่ตอนที่เด็กคนนี้พบหน้าข้า น้ำเสียงของเขาก็แฝงไว้ด้วยความเคารพเลื่อมใสไม่น้อย บางที... แผนการนี้อาจจะเป็นไปได้

ครู่ต่อมา ถังซานและจูจู๋ชิงก็ทยอยเดินเข้ามาในโรงอาหาร ถังซานเอ่ยทักทายอวี้เสี่ยวกังอย่างกระตือรือร้น ส่วนจูจู๋ชิงเพียงประคองถาดอาหาร เอ่ยคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะหมุนตัวไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับหยางเซียว

ขณะที่จูจู๋ชิงกำลังจะเอื้อนเอ่ย หยางเซียวกลับชิงตัดหน้าพูดขึ้นก่อน

"มานี่ มานั่งข้างข้า"

"อืม"

จูจู๋ชิงเลื่อนถาดอาหารไปไว้ข้างหยางเซียว ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นไปนั่งเคียงข้างเขา ทั้งสองนั่งขนาบข้างกัน โดยมีช่องว่างเว้นระยะห่างตรงกลางเพียงเล็กน้อย

"เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อใด?"

จูจู๋ชิงเอ่ยถาม

"เมื่อคืน... หลังจากจัดการธุระเสร็จข้าก็รีบตบเท้ากลับมาทันที เกรงว่าเจ้าจะดื้อรั้นตอนอยู่โรงเรียน แล้วถูกผู้อื่นรังแกเอาได้"

หยางเซียวตอบ

นิ้วเรียวขาวผ่องของจูจู๋ชิงที่กำลังจับช้อนน้ำแกงพลันชะงักงัน นางเงยหน้าขึ้น ถลึงตางดงามวาววับใส่หยางเซียวแวบหนึ่ง

"ทำไมเจ้าไม่ตายๆ ไปซะในป่าใหญ่ซิงโต่วเลยล่ะ"

จูจู๋ชิงกระแทกเสียงดุดัน

"ข้าคือบุตรแห่งสวรรค์ มีโชควาสนาคุ้มครองอยู่เสมอ ก็แค่ไปล่าอสูรวิญญาณ ข้าจะไปตายได้อย่างไร"

หยางเซียวเชิดหน้าขึ้น เอ่ยอย่างหยิ่งผยอง

จูจู๋ชิงคร้านที่จะต่อปากต่อคำด้วย นางก้มหน้าก้มตารับประทานมื้อเช้าของตนต่อไป

"เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมใช้ของที่ข้าให้ไปเล่า?"

หยางเซียวเอ่ยถาม

เมื่อสองวันก่อน เขาได้มอบกระดูกวิญญาณส่วนนอกของหมีกรงเล็บทองคำหม่นให้กับจูจู๋ชิงไป หมายมั่นปั้นมือว่าหากนางดูดซับมันเข้าไป อย่างน้อยๆ พลังวิญญาณย่อมต้องพุ่งทะยานขึ้นอีกสองระดับ ถึงเวลานั้นหยางเซียวก็จะได้สิทธิ์เปิดการ์ดสุ่มรางวัลอีกครั้ง เขาเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อที่จะสุ่มได้กระดูกวิญญาณอีกสักชิ้น

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จูจู๋ชิงก็ล้วงแหวนเก็บของที่บรรจุกระดูกวิญญาณหมีกรงเล็บทองคำหม่นออกมา ก่อนจะเลื่อนมันส่งคืนให้หยางเซียว

"กระดูกวิญญาณล้ำค่าเกินไป เจ้าเก็บไว้ดูดซับเองเถิด"

จูจู๋ชิงเอ่ยเสียงเรียบ ภายในดวงตาคู่สวยอันเย็นชาปราศจากความโลภแม้แต่น้อย นางย่อมรู้ดีว่ากระดูกวิญญาณหนึ่งชิ้นมีความหมายยิ่งใหญ่ปานใดต่อวิญญาจารย์ผู้หนึ่ง นางปรารถนาความแข็งแกร่ง ทว่าก็หวาดกลัวที่จะต้องติดค้างบุญคุณหยางเซียวมากจนเกินไป

"เจ้าเป็นเช่นนี้อีกแล้ว ในเมื่อข้ายินดีมอบให้เจ้า เจ้าก็จงรับไว้ด้วยความสบายใจเถิด กระดูกวิญญาณชิ้นนี้ไม่ค่อยเข้ากับข้าเท่าไหร่นัก ข้าเป็นวิญญาจารย์สายอาวุธ กรงเล็บพวกนี้ไม่มีประโยชน์กับข้ามากนักหรอก อีกอย่าง... สมัยนี้กระดูกวิญญาณมันล้ำค่านักหรือ? กระดูกวิญญาณระดับพันปี ข้าไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ข้าไม่มีทางเอามันมาติดตั้งบนร่างของข้าหรอก ข้าต้องหาของที่ดีกว่านี้แน่นอน"

หยางเซียวเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ

"เด็กดี... เชื่อฟังข้านะ คืนนี้มาหาข้าที่ห้อง แล้วมาดูดซับกระดูกวิญญาณชิ้นนี้ซะ"

หยางเซียวกล่าว

จูจู๋ชิงเงยหน้าขึ้นขวับ ทอดสายตามองหยางเซียวด้วยแววตาพิลึกพิลั่น บนใบหน้างดงามสะคราญโฉมแฝงไว้ด้วยโทสะจางๆ

"เจ้ากำลังคิดลึกเรื่องอันใดอยู่?"

ทันทีที่เห็นสีหน้าของจูจู๋ชิง หยางเซียวก็ตระหนักได้ทันทีว่านางกำลังเข้าใจผิด เขาจึงรีบอธิบาย

"หรือเจ้าอยากจะไปดูดซับกระดูกวิญญาณที่หอพักของเจ้าเล่า?"

นั่นก็จริงดั่งคำว่า คนไร้ผิด ทว่าครอบครองหยกงามย่อมเป็นภัย การดูดซับกระดูกวิญญาณอันประเมินค่ามิได้ต่อหน้าเพื่อนร่วมห้องทั้งสอง นั่นมันเท่ากับการทดสอบสันดานดิบของมนุษย์ชัดๆ

"ข้าขอรับประกัน ข้าแค่ให้เจ้ามาดูดซับกระดูกวิญญาณ ข้าไม่กล้าทำเรื่องอื่นเด็ดขาด ถ้าไม่สบายใจ ถึงเวลาเจ้าก็ล็อกประตูห้องข้าจากด้านในเลยก็ได้ ข้าจะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูให้เอง"

หยางเซียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวเล็กน้อย

"ตกลง"

พวงแก้มของจูจู๋ชิงพลันซับสีระเรื่อขึ้นมาจางๆ นางรีบหลุบตาต่ำ มือเรียวเผลอคนน้ำแกงในชามเล่นอย่างไม่รู้ตัว

"สักวันข้าจะต้องผลาญเงินเจ้าให้หมดตัวเลยคอยดู"

จูจู๋ชิงเอ่ยเสียงเย็น

"เอาสิ ถือเป็นคำท้าทายก็แล้วกัน ดูซิว่าเจ้าจะมีปัญญาผลาญสมบัติข้าจนหมดตัวได้หรือไม่"

หยางเซียวหัวเราะหึๆ

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ไต้มู่ไป๋และหม่าหงจวิ้นก็เดินผ่านประตูโรงอาหารเข้ามา ภาพที่ปะทะสายตาคือหยางเซียวและจูจู๋ชิงที่กำลังนั่งเคียงชิด กระซิบกระซาบหยอกล้อกัน ทว่ากลับไม่อาจสดับรับฟังได้ว่าทั้งสองกำลังคุยเรื่องอันใดกันอยู่

พริบตานั้น ใบหน้าของไต้มู่ไป๋ก็เขียวคล้ำ นัยน์ตาปีศาจแฝดลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะอันบ้าคลั่ง เขากำลังจะก้าวยาวๆ พุ่งเข้าไปหา ทว่าหม่าหงจวิ้นที่ไหวตัวทันกลับคว้าแขนของเขาไว้แน่น

"ลูกพี่ไต้ ท่านคิดจะทำอันใด?"

หม่าหงจวิ้นเอ่ยเสียงกระซิบ

"ข้าจะไปฉีกอกไอ้พวกสารเลวสองคนนั้น!"

ไต้มู่ไป๋เดือดดาลจนแทบคลั่ง แม้จะต้องลากร่างหม่าหงจวิ้นที่เกาะหนึบเป็นปลิงไปด้วย เขาก็ยังดึงดันจะเดินเข้าไปให้ได้

"ลูกพี่ไต้ อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย ท่านสู้หยางเซียวไม่ได้หรอกนะ"

หม่าหงจวิ้นสาดน้ำเย็นเข้าใส่

"สู้ไม่ได้ก็ต้องสู้ นี่มันหยามเกียรติลูกผู้ชายกันชัดๆ!"

ไต้มู่ไป๋ตวาดกร้าว

"เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ยังจะมาห่วงเรื่องศักดิ์ศรีอะไรอีกล่ะ ก็แค่สตรีผู้หนึ่งมิใช่หรือ? วันหลังเดี๋ยวข้าแนะนำให้ท่านสักคน รับรองว่าเอวบางร่างน้อยเรียวขาขาวผ่อง แม้นางจะไม่เหลียวแลข้า แต่ระดับลูกพี่ไต้ลงมือเอง รับรองว่าสยบนางได้อยู่หมัดแน่นอน!"

หม่าหงจวิ้นรีบหว่านล้อม

"หึ รสนิยมต่ำตมอย่างเจ้า ข้าไม่ขอชายตามองหรอก"

ไต้มู่ไป๋แค่นเสียง

"ลูกพี่ไต้ คนเขาสองคนก็เห็นๆ กันอยู่ว่ามีใจให้กัน รักใคร่กลมเกลียว ให้เกียรติซึ่งกันและกัน แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับท่านด้วยเล่า? ทำไมท่านต้องทำหน้าเหมือนคนถูกสวมหมวกเขียวด้วย ท่านยังมีแม่นางฝาแฝดคู่นั้นอยู่นะ อย่าทำอะไรโง่ๆ เลย"

หม่าหงจวิ้นพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างสุดความสามารถ

"เจ้าจะไปรู้อะไร!"

ไต้มู่ไป๋สะบัดมือหม่าหงจวิ้นออกอย่างแรง โกรธจนเลือดขึ้นหน้า

"ถ้าเช่นนั้น ลูกพี่ไต้... หากท่านชิงตัวจูจู๋ชิงกลับมาได้ ท่านช่วยยกแม่นางฝาแฝดคู่นั้นให้ข้าได้หรือไม่"

หม่าหงจวิ้นหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

"เรื่องนั้นไว้ข้ากลับมาค่อยว่ากัน"

ไต้มู่ไป๋แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ยินยอม สตรีของเขา จะยกให้เจ้าอ้วนลามกนี่ไปย่ำยีได้อย่างไร

หม่าหงจวิ้นโผเข้ากอดแขนไต้มู่ไป๋อีกครั้ง เกาะยึดไว้แน่นหนาดุจคีมเหล็ก สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"ลูกพี่ไต้ การไปครานี้ เพื่อสิ่งใด?"

"เหยียบย่ำหยางเซียว... ชิงตัวจู๋ชิงกลับคืนมา!"

น้ำเสียงของไต้มู่ไป๋เปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่

"หากไปแล้วมิหวนคืนเล่า..."

"ก็ปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเถิด!"

นัยน์ตาของไต้มู่ไป๋ทอประกายเด็ดเดี่ยว เปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาดถึงขีดสุด

จบบทที่ ตอนที่ 19 หากไปแล้วมิหวนคืน... ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถิด

คัดลอกลิงก์แล้ว