- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 217 อู๋อินจื่อ
บทที่ 217 อู๋อินจื่อ
บทที่ 217 อู๋อินจื่อ
“คนผู้นี้ก็คือจีชวี่จี๋หรือ?”
เหอผิงเองก็เพิ่งเคยพบหน้าเก้าผู้คุมกฏ ผู้มีชื่อเสียงสะท้านแผ่นดินผู้นี้เป็นครั้งแรก จีชวี่จี๋มีรูปร่างสูงใหญ่ เป็นชายฉกรรจ์ที่ดูองอาจผ่าเผยยิ่งนัก
มองจากรูปลักษณ์ภายนอกเขาดูอายุราวๆ สามสิบกว่าปี เครื่องหน้าคมเข้ม ใบหน้าดูคมคายราวกับโขดหินที่ถูกลมพัดสลัก มุมปากที่เม้มแน่นมีเส้นสายแข็งกร้าวดั่งหินผาที่ถูกเหลา หากดูจากโหงวเฮ้งก็พอมองออกว่าคนผู้นี้มีนิสัยเด็ดเดี่ยวและหนักแน่น
“หากมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก จีชวี่จี๋ดูเหมือนจะอ่อนวัยกว่าเฉียวไป๋ขุยเสียอีก คนแซ่เฉียวดูเผินๆ อายุราวสี่ถึงห้าสิบปี ดูแก่กว่าจีชวี่จี๋เสียด้วยซ้ำ แต่ว่ากันว่าเฉียวไป๋ขุยก็ถือเป็นศิษย์ของจีชวี่จี๋เช่นกัน ตอนที่เฉียวยังเด็ก เขาเคยพบจีชวี่จี๋ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในตอนนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาจากเขาอีกด้วย...”
ทว่าตามคำบอกเล่าในโลกผู้บำเพ็ญเพียร จีชวี่จี๋มีอายุอย่างน้อยแปดถึงเก้าสิบปีแล้ว... เพียงแต่ยอดฝีมือที่บรรลุมรรคามักจะมีวิชาคงความอ่อนเยาว์ มันจึงไม่อาจดูอายุที่แท้จริงจากรูปลักษณ์ภายนอกได้
“ที่นี่คือกระโจมค่ายที่พักของตระกูลเฮ่อเหลียนใช่หรือไม่?”
จีชวี่จี๋ปรายตามองกระโจมค่ายด้านหลัง พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แล้วคนของตระกูลเฮ่อเหลียนเล่า? ผู้อาวุโสรับเชิญทั้งสี่ มู่ เฮ่อ อู๋ ฮว่าเล่า? คนพวกนี้หายหัวไปไหนกันหมด?”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับ ตอนที่พวกเรามาถึงที่นี่ คนของตระกูลเฮ่อเหลียนก็สิ้นชีพกันหมดแล้ว!”
แน่นอนว่าเฉียวไป๋ขุยไม่มีทางบอกจีชวี่จี๋ว่า ‘ข้าเป็นคนฆ่าเอง’ เขาพูดจาไหลลื่นเป็นคุ้งเป็นแคว โยนความผิดเรื่องฆ่าคนไปให้กลุ่มคนโฉดแห่ง ‘เก้ามารอมตะ’ อย่างหน้าตาเฉย
“พวกเราเพิ่งเดินทางมาถึงบริเวณตีนเขาถงป่ายได้ไม่นาน ก็พบว่าค่ายแห่งนี้เต็มไปด้วยซากศพ หลังจากตรวจสอบก็พบว่าศพเหล่านี้ตายด้วยวิชาเต๋าของสำนักภูตครวญและสำนักปราณวิญญาณ จากจุดนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้ลงมือจะต้องเป็นพวกมารนอกรีตของสองสำนักนี้อย่างแน่นอน!”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ?”
ดวงตาของจีชวี่จี๋หรี่ลงเป็นเส้นตรง แม้จะดูเยือกเย็น แต่ในแววตากลับมีความคลางแคลงใจวาบผ่าน
‘หรือว่าจีชวี่จี๋จะมองเห็นพิรุธเข้าแล้ว?’
เฉียวไป๋ขุยมีสีหน้าเรียบเฉย บัณฑิตผีและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างก็รู้สึกลอบเสียใจอยู่ลึกๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าจีชวี่จี๋จะปรากฏตัวเร็วถึงเพียงนี้ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ในใจของพวกเขาก็เกิดความหวาดกลัวและตื่นตระหนกขึ้นมาบ้าง
‘ทำอย่างไรดี? หากจีชวี่จี๋ดูออกถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเราล่ะก็ ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ พวกเรามิใช่ว่าต้องตายแน่ๆ หรอกหรือ!’
นี่คือความคิดที่ดังก้องอยู่ในใจของทุกคนในที่นั้น พวกเขาเองก็ไม่นึกฝันว่าจะต้องมาเจอตัวดาวมฤตยูอย่างจีชวี่จี๋ในเวลานี้
‘หรือว่าจะมาถึงขั้นที่แผนแตกจนต้องลงมือกันแล้ว! แต่ถึงจะให้เฉียวไป๋ขุยลอบโจมตีจีชวี่จี๋ตอนนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ อีกทั้งยอดฝีมือของสำนักเราและพันธมิตรหมื่นวิถีก็ยังเดินทางมาสมทบกับพวกเราไม่ถึง…’
ขณะที่บัณฑิตผีกำลังพึมพำอยู่ในใจ มุมปากของจีชวี่จี๋ก็ปรากฏรอยยิ้มแปลกประหลาดขึ้นสายหนึ่ง ทว่าเพียงชั่วพริบตา เขาก็ปั้นหน้าขรึมและเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “พวกมารนอกรีตของพันธมิตรหมื่นวิถีช่างกำเริบเสิบสานนัก ความทะเยอทะยานของเจียงหลิงซวีนั้นชัดเจนยิ่ง หลังจบเรื่องที่ภูเขาถงป่าย พวกเราจะต้องร่วมมือกับตระกูลเฮ่อเหลียน ไปทวงหนี้เลือดก้อนนี้จากผู้นำพันธมิตรเจียงอย่างแน่นอน ทว่าตอนนี้ เรื่องบนภูเขายังสำคัญกว่า...”
กล่าวจบ จีชวี่จี๋ก็ยื่นมือซ้ายออกไปคว้าจับกลางอากาศ กระแสปราณร้อนแรงหลายสายม้วนตัวเข้าหากัน ราวกับตาข่ายลมปราณขนาดมหึมาที่ครอบคลุมลงมาจากฟากฟ้า
“นะ… นี่มัน!”
บัณฑิตผีสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่ปฏิกิริยาของเขากลับช้าไปก้าวหนึ่ง เมื่อตาข่ายลมปราณนี้ครอบลงมา แขนขาและทั่วทั้งร่างก็ถูกกระแสปราณยึดติดไว้ ไม่ว่าจะออกแรงมากเพียงใดก็ทำได้เพียงดิ้นรนเพียงเล็กน้อย หากคิดจะหลุดพ้นล่ะก็… ฝันไปเถอะ
ตาข่ายลมปราณแฝงไปด้วยกลิ่นอายร้อนรุ่ม ทุกคนรู้สึกทันทีราวกับถูกกาวเหนียวหนืดห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ทั่วร่างพากันลอยละล่องขึ้นไปบนอากาศอย่างผิดธรรมชาติ
“พวกเจ้าอย่าขยับ นี่คือปราณแท้เพลิงพฤกษาผลาญนภาของใต้เท้าจี ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่มีตบะสูงส่ง ล้วนสามารถควบแน่นปราณแท้ต้นกำเนิดได้ ซึ่งทรงพลังกว่าสัมผัสวิญญาณหลายเท่านัก ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่หล่อหลอมปราณแท้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่าหรือตบะความสามารถ ล้วนแข็งแกร่งกว่ามากนัก!”
เฉียวไป๋ขุยตะโกนบอก กลุ่มคนที่แต่เดิมยังคิดต่อต้านจึงเลิกดิ้นรน ปล่อยให้พลังขุมนี้จับกุมพวกเขาลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า
‘ปราณแท้เพลิงพฤกษาผลาญนภา... นี่น่าจะเป็นปราณแท้ที่จีชวี่จี๋หล่อหลอมขึ้นจากเจตจำนงแท้ของธาตุไฟและธาตุไม้ใน ‘มหาอรรถาธิบายเบญจธาตุ’ การสามารถควบแน่นปราณแท้ได้ ในขอบเขตบรรลุมรรคา เขาย่อมมีพลังเหนือกว่าข้าไปขั้นหนึ่ง!’
เหอผิงใจกระตุก รู้ดีว่าหากเทียบฝีมือกันแล้ว จีชวี่จี๋ล้ำลึกกว่าตนมากนัก ยอดฝีมือที่บรรลุมรรคาก็แบ่งเป็นหลายระดับชั้น เป็นเพราะเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่ใช้บรรลุมรรคานั้นแตกต่างกัน ระยะเวลาที่สั่งสมจากการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักก็ไม่เท่ากัน ตบะและพลังฝีมือจึงมีความแตกต่างกันไป
แม้ว่าหลังจากบรรลุมรรคาแล้ว มันจะมีความแตกต่างกันบ้างตามแต่เคล็ดวิชาที่แต่ละคนฝึกฝน แต่โดยรวมแล้วก็จะมีความสำเร็จอยู่ห้าประการ ซึ่งสามารถบ่งบอกระดับฝีมือคร่าวๆ ของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาผู้นั้นได้จากความสูงต่ำของความสำเร็จทั้งห้าประการนี้
‘สามารถหล่อหลอมธาตุไฟและไม้จนกลายเป็นปราณแท้ได้ ความสามารถของคนผู้นี้คงไม่ต้องพูดถึง หากเปลี่ยนเป็นข้าที่บรรลุมรรคาด้วยวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย ข้าก็จำเป็นต้องรวบรวมปราณสังหารอัคคีมาหล่อหลอมอย่างยากลำบากให้กลายเป็นเกราะบ่ออสนีปราณทมิฬ และเพลิงมารปฐพีหยินเร้นลับทั้งห้า จากนั้นก็นำวิชาทั้งสองนี้มาผสานเข้าด้วยกัน ข้าก็จะสำเร็จเป็นปราณแท้ชาดเร้นลับเก้าสยบ พลังฝีมือย่อมสามารถกดข่มจีชวี่จี๋ผู้นี้ได้อย่างแน่นอน!’
เหอผิงไม่แปลกใจ เขาบรรลุมรรคาด้วย ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ หากหล่อหลอมปราณแท้สำเร็จ ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าจีชวี่จี๋อย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว จีชวี่จี๋ก็บรรลุมรรคาด้วยเจตจำนงแท้ของธาตุไฟและธาตุไม้จาก ‘มหาอรรถาธิบายเบญจธาตุ’ โดยพื้นฐานแล้วมีเบญจธาตุไม่ครบถ้วน ในการบำเพ็ญเพียรจึงยังมีช่องโหว่
หากเปลี่ยนเป็นเหอผิง เนื่องจาก ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ที่ฝึกฝนนั้นพลิกแพลงไปตามพรสวรรค์ วิชาลับทั้งเก้าในเก้าหลอมมารนรก ไม่ว่าผู้ฝึกฝนจะมีพรสวรรค์เช่นไร ก็สามารถค้นหาเส้นทางการบรรลุมรรคาที่เหมาะสมกับตนเองที่สุดได้ มันจึงไม่มีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องประเภทนี้
‘หากไม่ใช่เพราะเหตุผลข้อนี้ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ก็คงไม่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ห้าของสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาหรอก…’
ในเวลานี้เอง ชุดขุนนางที่จีชวี่จี๋สวมใส่ก็ปลิวไสวตามสายลม เขาลอยตัวอยู่กลางอากาศเช่นกัน พลางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เรื่องที่ภูเขาถงป่ายในครั้งนี้ มีพวกตัวตลกไร้ค่าแฝงตัวเข้ามามากเกินไป สถานการณ์ถึงได้ปั่นป่วนวุ่นวายเช่นนี้... หึ ช่างเถอะ ถือโอกาสนี้กำจัดสำนักมารนอกรีตเหล่านี้ให้สิ้นซากไปเลยก็แล้วกัน!”
ทันใดนั้น เขาก็ตั้งฝ่ามือเป็นสันดาบ พลังของปราณแท้เพลิงพฤกษาผลาญนภาถูกโคจรออกมา ทำให้มือขวาของเขาดูแดงฉาน ราวกับถูกฉาบไว้ด้วยชั้นเลือดสีแดงสด
“อู๋อินจื่อ เจ้าเอาแต่ซ่อนหัวหดหาง หลบๆ ซ่อนๆ หรือนี่จะเป็นรสนิยมของตำหนักเกราะม่วงของพวกเจ้ากัน?”
จีชวี่จี๋ตวาดลั่น ประกายดาบที่มือขวาสว่างวาบ แผ่รังสีสังหารอันแหลมคมราวกับดาบวิเศษ เพลงดาบเพลิงพฤกษาระเบิดปราณดาบเพลิงสายหนึ่ง ฟันฉับเข้าใส่ความว่างเปล่า
และในวินาทีนั้นเอง ในความว่างเปล่าก็เกิดคลื่นกระเพื่อม ฝ่ามือสีดำเหี่ยวแห้งข้างหนึ่งยื่นออกมา แล้วฟาดฝ่ามือออกไปอย่างแรง
ตูม!
ฝ่ามือนี้ฟาดออกไป แสงสีเลือดสว่างจ้าบาดตาก็ครอบคลุมผืนฟ้า นั่นคือกายาเทพมารอัคคีใน ‘กายาเบญจธาตุ’ เปลวเพลิงสีเลือดอันไร้ที่สิ้นสุดปะทุออกมา บดบังปราณดาบเพลิงสายนี้เอาไว้
เสียง ‘ปัง’ ดังสนั่น ราวกับอสนีบาตสายหนึ่งระเบิดออก ปราณดาบเพลิงปะทะเข้ากับเปลวเพลิงสีเลือด อากาศรอบด้านพลันบิดเบี้ยวราวกับเส้นบะหมี่
ตูม ตูม ตูม!
ทว่าหลังจากการปะทะครั้งนี้ พลานุภาพของเปลวเพลิงสีเลือดกลับไม่ลดทอนลง คล้ายคลื่นความร้อนที่เดือดพล่านดังกึกก้องอยู่กลางอากาศ แสงสีเลือดสาดส่องเบ่งบานไปทั่วท้องฟ้า ในทางกลับกัน ปราณดาบผลาญนภาสายนั้นกลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับถูกทำลายล้างไปในแสงสีเลือด
“ดี ดี ดี!”
ฝ่ามือสีดำเหี่ยวแห้งที่ยื่นออกมาจากความว่างเปล่าหดกลับไป กลางฝ่ามือนั้นมีรอยดาบเล็กๆ เพิ่มขึ้นมาหนึ่งรอย
ในยามนี้ ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีเลือด ท่ามกลางเปลวเพลิงสีเลือดที่แดงฉานบาดตา แสงสีเลือดแต่ละสายพกพาเอาเสียงร้องโหยหวนอันน่าขนลุกนับไม่ถ้วนมาด้วย
เมฆสีเลือดกลุ่มนี้ครอบคลุมอาณาบริเวณหลายสิบลี้ พลานุภาพยิ่งใหญ่สะท้านฟ้า ท่ามกลางเมฆสีเลือด มีร่างสีดำเหี่ยวแห้งในชุดนักพรตลอยอยู่ ร่างนี้ก็คืออู๋อินจื่อ ผู้อาวุโสแห่งตำหนักเกราะม่วงนั่นเอง
“เพลงดาบเพลิงพฤกษาช่างร้ายกาจสมคำร่ำลือ ลูกศิษย์ของพวกตาเฒ่าแห่งภูเขาซีเจี่ย ล้วนแต่เป็นพวกไร้ฝีมือดาดๆ เมื่อลองนับดูดีๆ ในช่วงเวลาหกสิบปีมานี้ มันก็มีแต่เจ้า จีชวี่จี๋คนเดียวเท่านั้น ความสามารถในการสั่งสอนลูกน้องของซือถูฮ่าวซิง ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!”
แต่เดิมอู๋อินจื่อซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่า ทว่ายามนี้เขาได้ปรากฏตัวออกมาแล้ว เขาเป็นชายชราที่ผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ร่างกายทั้งหมดของเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกายาเทพมารอัคคี เลือดและเปลวเพลิงรอบกายพลุ่งพล่านสุดเปรียบปาน ควบแน่นเป็นกลุ่มเมฆสีเลือดที่กำลังลุกไหม้อยู่กลางอากาศ
กายาเทพมารอัคคีได้มาจากภูตผีอย่างโยวกวงและเย่จง ซึ่งถูกมองว่าเป็นเทพแห่งไฟหรือปีศาจร้าย ในคัมภีร์เต๋าเรียกพวกมันว่า ‘ภูตโลหิตไอปีศาจ’ เป็นภูตผีลำดับท้ายสุดในบรรดาเจ็ดสิบสองวิญญาณภูต ในบรรดา ‘กายาเบญจธาตุ’ มารอัคคีก็ถือเป็นกายาเทพที่ดุดันเกรี้ยวกราดที่สุดชนิดหนึ่ง
กลุ่มเมฆสีเลือดที่อู๋อินจื่อหล่อหลอมขึ้นจากวิชานี้สามารถดูดกลืนจิตวิญญาณของคนเป็นได้ ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป หากไม่มีวิชาที่ร้ายกาจไว้คุ้มกาย เพียงแค่ถูกเมฆสีเลือดนี้แผดเผา คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที จิตวิญญาณ พลังปราณและแก่นโลหิตจะถูกเมฆสีเลือดช่วงชิงไปจนหมดสิ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพูนอานุภาพของกายาเทพมารอัคคีนี้ให้ทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก
ตามหลักเหตุผลแล้ว ‘กายาเบญจธาตุ’ มีอันดับสูงกว่า ‘มหาอรรถาธิบายเบญจธาตุ’ ในหมู่เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาอยู่หลายระดับ หากกล่าวถึงอายุขัยในการบำเพ็ญเพียร อู๋อินจื่อก็เหนือกว่าจีชวี่จี๋ไปแล้ว ทว่าน่าเสียดายที่เมื่อทั้งสองฝ่ายประลองกำลังกันเพียงหนึ่งกระบวนท่า กลับกลายเป็นฝั่งอู๋อินจื่อที่ต้องเสียเปรียบไปเล็กน้อย
“ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างข้าพอเห็นเหยื่อแล้วก็เกิดคันไม้คันมือ วันนี้คงต้องขอประลองดูเสียหน่อย ว่าดาวรุ่งแห่งภูเขาซีเจี่ยอย่างเจ้า ที่ศึกษาและรู้แจ้งในเพลงดาบเพลิงพฤกษาด้วยตนเอง จะมีความร้ายกาจสักปานใดกัน?!”