- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 216 จีชวี่จี๋
บทที่ 216 จีชวี่จี๋
บทที่ 216 จีชวี่จี๋
จวนกระจกน้อยได้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ ในรัศมีร้อยลี้โดยมีตีนเขาถงป่ายเป็นศูนย์กลาง มียอดฝีมือจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมารวมตัวกัน ณ ภูเขาเล็กๆ ที่ในอดีตไม่เคยมีชื่อเสียงแห่งนี้
ทางการของมณฑลจินเหอได้รับข่าวจึงส่งกองทัพใหญ่หมายจะตรึงกำลังรักษาภูเขาลูกนี้เอาไว้ ใครจะไปรู้ว่าทันทีที่กองทหารลาดตระเวนจำนวนนับพันนายเข้าสู่หุบเขา ภูเขาถงป่ายก็ถูกหมอกหนาทึบที่ลอยมาอย่างไม่ทราบสาเหตุปกคลุม ผู้คนที่เข้าไปในเขาต่างหายสาบสูญไปอย่างเป็นปริศนา
“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ จวนกระจกน้อยบนภูเขาถงป่ายแห่งนี้ผ่านการจัดเตรียมโดยยอดฝีมือ ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นค่ายกลไปแล้ว อีกทั้งค่ายกลนี้ยังประหลาดล้ำพิสดารยิ่งนัก แม้แต่ข้าก็ยังมองความตื้นลึกหนาบางไม่ออก!”
จวนโหวเฮ่อเหลียนได้ส่งสี่ผู้อาวุโสรับเชิญมา นอกเหนือจากฮว่าหมิงเจิงแล้ว ยังมีอีกสามคนซึ่งล้วนเป็นยอดฝีมือในโลกผู้บำเพ็ญเพียร ได้แก่ ‘ขุนพลอีกาเทวะ’ มู่ถิง ‘หัตถ์วิญญาณปฐพี’ เฮ่อหยวนอี และ ‘กระบี่ไร้สรรพเสียง’ อู๋จู๋ซิน
ในบรรดาคนเหล่านี้มีมู่ถิงเป็นผู้นำ ยอดฝีมือทั้งสามต่างนำกำลังคนของตนเข้ายึดครองพื้นที่ตีนเขาถงป่ายในสามทิศทางคือ ตะวันออก ตะวันตก และใต้ เพียงแต่พวกเขายังขาดสหายอีกหนึ่งคนที่ยังเดินทางมาไม่ถึง นั่นคือฮว่าหมิงเจิง
“เวลาไม่คอยท่า น้องสี่หายไปนานขนาดนี้ ตามหลักไม่น่าจะมาไม่ทันได้!” มู่ถิงเรียกเฮ่อหยวนอีและอู๋จู๋ซินเข้ามาหา พร้อมกับชี้ไปยังภูเขาถงป่าย
“ข้าได้วาง ‘ค่ายกลพสุธาคำรามวายุอัสนีบาต’ เอาไว้ที่นี่แล้ว ค่ายกลนี้อิงตามสี่ฤดูกาล แปรเปลี่ยนตามเบญจธาตุ ผสานสามไตรลักษณ์ และจัดวางตามเก้าตำหนัก เมื่อทำงานแล้วจะมีอานุภาพมหาศาล... เพียงแต่การจะกระตุ้นค่ายกลนี้ได้ จำเป็นต้องใช้ฤกษ์ยามที่เฉพาะเจาะจง อีกเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น ค่ายกลนี้ก็จำต้องทำงานแล้ว! เฮ้อ ในเมื่อพวกเรารอน้องสี่ไม่ไหว เช่นนั้นก็ใช้ค่ายกลปะทะค่ายกลล่วงหน้าไปเลย ค่ายกลประหลาดที่วางอยู่บนภูเขาถงป่ายนี้ต่อให้จะพิสดารเพียงใด หากใช้พลังค่ายกลเข้าปะทะ ย่อมสามารถทำลายค่ายกลบนเขาแห่งนี้ให้เปิดออกได้อย่างแน่นอน!”
“ก็ดีเหมือนกัน!”
เฮ่อหยวนอีกับอู๋จู๋ซินก็ไม่มีข้อโต้แย้ง พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ฮว่าหมิงเจิงก็ยังไม่ปรากฏตัว และไม่มีข่าวคราวใดๆ ส่งมา ทั้งสามต่างคาดเดากันไปแล้วว่าฮว่าหมิงเจิงคงประสบเหตุอันใดเข้า เขาจึงยากที่จะเดินทางมาได้
“เรื่องของนายน้อยยังถือว่าสำคัญกว่า ท่านโหวกับจี้กั๋วกงต้องคอยสะกดรอยแยกภพเหวลึกที่มณฑลหนานหลิง ทั้งยังต้องรับมือกับการโจมตีของสำนักเบญจหนัวจากทางใต้ ในยามฉุกเฉินเช่นนี้ย่อมรุดมาไม่ทัน เรื่องช่วยคนก็คงต้องพึ่งพวกเราสามพี่น้องแล้ว!”
มู่ถิงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ สี่ผู้อาวุโสรับเชิญ มู่ เฮ่อ อู๋ ฮว่า ทั้งสี่ล้วนเป็นพี่น้องร่วมสาบาน พวกเขาทุกคนต่างรู้ดีว่าท่านโหวเฮ่อเหลียนนั้นจงรักภักดีต่อราชสำนักอย่างหาที่สุดไม่ได้ หลายปีมานี้ต้องติดหล่มอยู่นอกราชสำนัก ทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อสะกดรอยแยกภพเหวลึก ป้องกันไม่ให้เหล่าปีศาจออกมาระรานภพมนุษย์ พวกเขาเคารพเทิดทูนท่านโหวเฮ่อเหลียนอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงให้ความสำคัญกับความเป็นตายของนายน้อยเฮ่อเหลียนผู้นั้นเป็นอย่างมาก
ทั้งสามไม่อยากจะเสียเวลาอีกต่อไป เมื่อคำนวณเวลาแล้ว รอเพียงหนึ่งก้านธูปให้หลัง กองกำลังทั้งสามฝ่ายก็เข้าไปยืนประจำตำแหน่งของตน แล้วกระตุ้น ‘ค่ายกลพสุธาคำรามวายุอัสนีบาต’ ขึ้นอย่างฉับพลัน
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท พริบตาที่ค่ายกลเริ่มทำงาน พลังปราณฟ้าดินในรัศมีหลายร้อยลี้ก็ราวกับจะเดือดพล่านขึ้นมา ผืนปฐพีเกิดการสั่นสะเทือนพลิกตลบ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเสียงกึกก้องปานสายฟ้าฟาดและพายุโหมกระหน่ำดังแว่วมาจากส่วนลึกของใต้ดิน ราวกับมีมังกรยักษ์ตัวหนึ่งจำศีลซ่อนอยู่ภายในผืนพิภพ
มังกรยักษ์ตัวนี้เร้นกายอยู่ลึกลงไปใต้พิภพทั้งเก้า มันแผดเสียงคำรามก้องฟ้าด้วยพละกำลังมหาศาลหนักหน่วงถึงหมื่นจวิน กลิ่นอายสังหารอันคมกริบไร้เทียมทานของค่ายกลได้พุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลบนภูเขาถงป่าย
พลังของค่ายกลทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างจัง ตัวภูเขาสั่นสะเทือนสลับซับซ้อนอย่างรุนแรง ชั่วครู่ต่อมาก็เกิดเสียงสายลมกรีดร้องคำรามพร้อมกับแผ่นดินที่แยกตัวพังทลาย
หากมีใครสักคนมองลงมาจากบนท้องฟ้าสู่พื้นที่ที่มีภูเขาถงป่ายเป็นศูนย์กลาง จะได้เห็นภาพอันน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก ‘ค่ายกลพสุธาคำรามวายุอัสนีบาต’ ได้ชักนำพลังอันถาโถมปานคลื่นยักษ์จากใต้ผืนดิน ทั้งแผ่นดินไหวและดินถล่มถาโถมเข้ามาพร้อมกัน โดยมีจุดสามจุดที่ใช้ค่ายกลนี้เป็นศูนย์กลาง ชั้นดินจำนวนนับไม่ถ้วนพลิกตลบและแตกสลาย มังกรยักษ์ที่ก่อตัวขึ้นจากดินและหินพุ่งทะยานไปตามรอยแยกของผืนดิน ลากผ่านจนเกิดเป็นหุบเหวลึกยาวเหยียดที่ดูน่าสะพรึงกลัว
ตูม!
ชั้นดินผืนใหญ่พังทลายลงอย่างกะทันหัน ค่ายกลที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาถงป่ายก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขั้นวิกฤต ได้ยินเพียงเสียง ‘เป๊าะ’ ดังระเบิดขึ้น ราวกับเสียงของฟองสบู่แตก เมฆหมอกบนภูเขาทั้งลูกปั่นป่วนวุ่นวาย ค่ายกลใหญ่สั่นคลอนจวนเจียนจะพังแหล่ สุดท้ายก็ต้านทานเอาไว้ไม่ไหว รูปแบบค่ายกลจึงระเบิดแตกกระจายออก
“สำเร็จแล้ว!”
มู่ถิงแผดเสียงตะโกนลั่น ส่งเสียงคำรามยาวกู่ก้อง ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นสายฟ้าแลบพุ่งทะยานออกไป มุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางภูเขาถงป่าย
แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง น้องร่วมสาบานอีกสองคนของเขา เฮ่อหยวนอีและอู๋จู๋ซินก็ผนึกแสงหลบหนี พุ่งตัวพาดผ่านอากาศราวกับสายฟ้าแลบเข้าไปในภูเขาถงป่าย
เงาร่างทั้งสามพุ่งทะยานจากทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ มุ่งตรงไปยังจวนกระจกน้อยที่อยู่กลางภูเขา กลุ่มหมอกควันนับไม่ถ้วนบนภูเขาถงป่ายแห่งนี้ไหลเวียนราวกับสายธารและแม่น้ำ ซึ่งนี่ก็คือคลื่นพลังตกค้างของค่ายกล
ทั้งสามร่อนลงสู่พื้นด้วยแรงอันหนักหน่วง ม่านพลังที่มองไม่เห็นซึ่งคอยขัดขวางการร่วงหล่นได้สลายกลายเป็นหมอกควันไปตามเสียง มู่ถิงสะบัดแขนเสื้อยาว พลันเกิดเสียง ‘พรึ่บ’ ของกระแสลมที่ม้วนตัว ค่ายกลต่อเนื่องชั้นสุดท้ายในภูเขาถงป่ายถูกทำลายจนแตกซ่าน ภาพเบื้องหน้าสว่างวาบขึ้นมาทันตา หมอกหนาทึบมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา ราวกับถูกสูบออกไปจนเกลี้ยงภายในอึดใจเดียว
“เป็นไปไม่ได้! นี่มันตัวอะไรกัน?!”
มู่ถิงส่งเสียงร้องประหลาดออกมา เฮ่อหยวนอีและอู๋จู๋ซินเองก็เบิกตากว้าง บนใบหน้าเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ในจังหวะที่ทั้งสามกำลังแสดงสีหน้าเลื่อนลอยผิดปกติอยู่นั้น มันก็มีบางสิ่งบางอย่างค่อยๆ ลอยตัวสูงขึ้น สิ่งนั้นเปล่งแสงสีแดงเข้มออกมา และในวินาทีนี้เอง สีหน้าของทั้งสามก็คล้ายกับถูกแช่แข็งเอาไว้
…
เหอผิงปลอมตัวเป็นหมอโรคระบาดซุนหวย แฝงตัวปะปนอยู่ในกลุ่มคนของพันธมิตรหมื่นวิถี เวลานี้เขาพร้อมด้วยบัณฑิตผีและคนอื่นๆ ได้ปลอมตัวเป็นลูกน้องของเฉียวไป๋ขุย เดินทางมาถึงหน้าภูเขาถงป่ายแล้ว
หลังจากเฉียวไป๋ขุยนำคณะเดินทางมาถึงภูเขาถงป่าย ก็บังเอิญพบกับบรรดาลูกน้องของมู่ถิง เฮ่อหยวนอี และอู๋จู๋ซิน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นคนของจวนโหวเฮ่อเหลียน
“ผู้อาวุโสรับเชิญทั้งสาม มู่ เฮ่อ และอู๋ เล่า?”
เขาเอ่ยถามคนของจวนโหวเฮ่อเหลียนที่ถูกทิ้งให้อยู่เฝ้าค่ายที่พัก
“ผู้อาวุโสรับเชิญมู่ รวมถึงผู้อาวุโสรับเชิญเฮ่อและอู๋ ล้วนเข้าไปในภูเขาถงป่ายกันหมดแล้ว เพียงแต่เวลาล่วงเลยไปตั้งสองชั่วยามเต็ม พวกเขาก็ยังไม่ออกมาเลย!”
คนผู้นี้สีหน้าดูย่ำแย่มาก ก่อนที่มู่ถิงจะจากไปได้ทิ้งหมากตลบหลังเอาไว้ ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นก็ยังสามารถส่งข่าวสารกลับมาได้ ทว่าผ่านไปสองชั่วยามแล้ว ทั้งสามคนกลับไม่มีการตอบสนองหรือส่งสัญญาณอะไรกลับมาเลย เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
“จริงสิ ท่านรองผู้บัญชาการเฉียว ผู้อาวุโสรับเชิญสี่ของจวนเราบอกว่าได้รับสัญญาณจากท่าน เขาจึงตั้งใจรุดไปช่วยเหลือ แล้วไฉนเขาจึงไม่ได้กลับมาพร้อมกับพวกท่านเล่า”
คนผู้นั้นเอ่ยถามขึ้นมาอีกประโยค
“พี่ฮว่ายังอยู่ข้างหลัง เดี๋ยวก็คงตามมาถึง”
เฉียวไป๋ขุยยิ้มบางๆ ภายใต้การควบคุมของบัณฑิตผี เขาได้เอ่ยปากกับคนเหล่านี้ว่า “ความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดในตอนนี้ เกรงว่าผู้อาวุโสรับเชิญทั้งสามคงพบเจอศัตรูที่แข็งแกร่ง และติดกับดักอยู่ภายในภูเขาถงป่าย ข้ามีข้อเสนอแนะ พวกเจ้าทุกคนจงขึ้นเขาไปพร้อมกับข้าและพี่ฮว่าเถอะ จะได้คอยดูแลช่วยเหลือกันและกันได้!”
“ขอบพระคุณท่านรองผู้บัญชาการเฉียว!”
ชายผู้นี้คือลูกน้องของมู่ถิง พอได้ยินเฉียวไป๋ขุยกล่าวเช่นนี้ก็ดีใจเสียจนเนื้อเต้นในทันที เฉียวไป๋ขุยเองก็ยิ้มบางๆ ยื่นมือออกไปคว้าจับ แสงสีทองสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้ว ก่อนจะเจาะทะลวงหน้าผากของคนผู้นี้จนกลายเป็นรูโหว่ขนาดเท่านิ้วมือ
“ฆ่า!”
เขาส่งเสียงตะโกนสั่งฆ่า บัณฑิตผี เหมียวซานอิน หมอโรคระบาดซุนหวย สตรีในชุดผ้าแพรสีขาว และศิษย์สำนักมารแห่งตำหนักเกราะม่วงอีกสองสามคนที่อยู่ด้านหลัง ก็ลงมือพร้อมกันในทันที
บัณฑิตผีโบกพัดในมือ มหาวิชาแดนผีได้บิดเบือนประสาทสัมผัสทั้งห้าของทุกคน เหมียวซานอินสวมชุดสีเขียวสลับขาว สะบัดแขนเสื้อทั้งสองข้างออกไป ภายในแขนเสื้อราวกับมีเกลียวคลื่นอันเกรี้ยวกราดซัดสาดอย่างรุนแรง
คนของจวนโหวเฮ่อเหลียนไม่ได้ระแวดระวัง ‘รองผู้บัญชาการเฉียว’ ผู้นี้เลยแม้แต่น้อย พวกเขาทั้งหมดจึงถูกสังหารสิ้นชีพลงภายในค่ายที่พักทันที
“อย่าปล่อยให้หนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
เฉียวไป๋ขุยตวาดเสียงดังก้อง เงาร่างหลายร่างที่อยู่เบื้องหลังก็พุ่งทะยานออกจากค่าย เข้าเข่นฆ่าบรรดาบ่าวไพร่และลูกน้องของตระกูลเฮ่อเหลียน
…
ครู่ต่อมา ผู้คนในบริเวณใกล้เคียงกับค่ายที่พักแห่งนี้ก็ถูกสังหารจนหมดเกลี้ยง
ทว่าตระกูลเฮ่อเหลียนยังมีค่ายที่พักอีกสองแห่งอยู่ใกล้ๆ บัณฑิตผีและเหมียวซานอินจึงนำคนบุกไป คอยฉวยโอกาสหาจังหวะลงมือสังหาร พวกเขาแสร้งทำตัวเป็นคนของกองปราบมาร ลูกน้องของจวนโหวเฮ่อเหลียนจึงไม่ได้ระวังตัวมากนัก เพียงแค่ประมาทเลินเล่อไปชั่ววูบ คนเหล่านี้ก็ถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น
“ดีมาก ทำเช่นนี้ก็ถือเป็นการตัดรากถอนโคนภัยมืดในภายภาคหน้า คนของจวนโหวเฮ่อเหลียนรู้ว่าพี่ฮว่ากับเฉียวไป๋ขุยมีการติดต่อกัน หากมีใครจับพิรุธได้ขึ้นมา การสังหารคนพวกนี้ทิ้งเสียย่อมเป็นเรื่องที่ประเสริฐที่สุด!”
บัณฑิตผีหัวเราะร่า
“พวกคนของราชสำนักตายไปก็ไม่น่าเสียดาย ฐานที่มั่นหลายแห่งของสำนักปราณวิญญาณของเราในแถบหนานหลิงและตงหลี ก็ถูกคนของจวนโหวเฮ่อเหลียนกวาดล้างจนสิ้นซาก ครั้งนี้ก็ถือเสียว่าเป็นการแก้แค้นคืนก็แล้วกัน!”
หลังจากที่พวกเขาจัดการผู้คนในค่ายที่พักทั้งสองแห่งเสร็จสิ้นก็รีบรุดกลับมา ทั้งสองปรึกษาหารือกันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ในเวลานี้บัณฑิตผีและเหมียวซานอินแทบจะลืมเลือนเรื่องของชือซินจื่อไปจนหมดสิ้นแล้ว ทั้งสองถูกฝังเมล็ดพันธุ์มารเข้าไป ความทรงจำของตนเองจึงถูกบิดเบือนช่วงชิงไป
เหอผิงลงมือได้อย่างแนบเนียนเป็นความลับ แม้แต่บัณฑิตผีกับเหมียวซานอินก็ยังค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องนี้ไป ซึ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขาได้บิดเบือนความทรงจำของบัณฑิตผี จนสามารถควบคุมเฉียวไป๋ขุยเอาไว้ได้อย่างลับๆ แล้ว
เฉียวไป๋ขุยถูกควบคุมด้วยวิชาฝากวิญญาณจุติ แต่หากกล่าวถึงการหลอมสร้างหุ่นเชิด บงการร่างกายและจิตใจของผู้อื่น ทั่วทั้งใต้หล้ายังไม่มีสำนักใดเทียบเคียงสำนักหุ่นเชิดเซียนได้ บัณฑิตผีต้องการควบคุมเฉียวไป๋ขุยเพื่อลอบทำร้ายจีชวี่จี๋ ทว่าตัวเขาและเฉียวไป๋ขุยในยามนี้ ล้วนตกอยู่ในกำมือของเหอผิงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่เหอผิงไม่ได้รีบร้อนที่จะลงมือใช้งานเฉียวไป๋ขุย เขารู้ดีว่าพันธมิตรหมื่นวิถีได้วางแผนการมาอย่างยาวนาน สายของเฉียวไป๋ขุยก็เป็นเพียงหนึ่งในหมากที่วางซ่อนเอาไว้เท่านั้น การจะลอบสังหารยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่เจนศึกอย่างจีชวี่จี๋ ลำพังอาศัยแค่เฉียวไป๋ขุยเพียงคนเดียวย่อมไม่มีทางสำเร็จอย่างแน่นอน!
“อย่างน้อยที่สุด มันก็ควรจะมีต้นสายปลายเหตุ หรือยอดฝีมือคนอื่นๆ ซุ่มซ่อนตัวอยู่อย่างลับๆ เพียงแต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา กลับไม่มีผู้ใดมาส่งมอบงานเชื่อมต่อกับบัณฑิตผีและเหมียวซานอินเลย”
เหอผิงมีความรู้สึกประหลาดบางอย่าง นั่นคือหลังจากมาถึงบริเวณใกล้เคียงกับภูเขาถงป่าย คณะเดินทางของพวกเขาก็ถูกดวงตาคู่หนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดจดจ้องมองมาตลอด
“ซ่อนตัวได้ลึกล้ำแนบเนียนมาก คนผู้นี้น่าจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาเช่นกัน เกรงว่านี่คงเป็นหมากตลบหลังของพันธมิตรหมื่นวิถีเป็นแน่!”
เขาตัดสินใจที่จะซ่อนเร้นซุกงำตัวตนให้มิดชิดมากยิ่งขึ้น เพราะถึงอย่างไรการจะประจันหน้าต่อสู้กับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา สิ่งที่ต้องวัดกันคือใครจะเจ้าเล่ห์เพทุบายมากกว่ากัน ใครมีไพ่ตายซ่อนไว้มากกว่ากัน และใครจะวางแผนการได้ล้ำลึกแยบยลกว่ากัน!
และในตอนนั้นเอง เฉียวไป๋ขุยที่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในค่ายที่พักก็มีแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาในดวงตาทั้งสองข้าง
“เร็วเข้า! จีชวี่จี๋มาถึงแล้ว!”
เขาส่งเสียงเตือนทุกคน ในเวลาเดียวกันนั้นเอง มันก็มีกลิ่นอายพลังอันมหาศาลแผ่ซ่านลงมาจากกลางอากาศ พร้อมกับเงาร่างที่ดูราวกับเทพและปีศาจร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
“ใต้เท้าจี!”
เฉียวไป๋ขุยขยับตัวเพียงวูบเดียว เขาก็ไปปรากฏอยู่ตรงหน้าของคนผู้นี้ทันที ก่อนจะคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น
“ไป๋ขุย สถานการณ์ตรงหน้ากำลังตึงเครียด ไม่ต้องมากพิธี!”
พร้อมกับน้ำเสียงอันทรงอำนาจ พลังอันนุ่มนวลขุมหนึ่งก็ได้ประคองร่างของเขาเอาไว้ เข่าของเฉียวไป๋ขุยยังไม่ทันได้แตะถึงพื้น ร่างกายก็กลับมายืนหยัดตัวตรงได้อีกครั้ง