- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 215 หนีหนีหนี
บทที่ 215 หนีหนีหนี
บทที่ 215 หนีหนีหนี
จวนโหวเฮ่อเหลียนเป็นขุนนางผู้มีความดีความชอบมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังมีสถานะในราชสำนัก เพียงแต่ในบรรดาสิบสองโหว พวกเขาเป็นผู้ที่เก็บตัวเงียบและไม่สะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าบรรพบุรุษของตระกูลเฮ่อเหลียน เป็นองครักษ์คนสนิทที่ร่วมบุกเบิกแผ่นดินมาพร้อมกับปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยว อีกทั้งยังเคยติดตามปฐมองค์ฮ่องเต้ผู้นี้บุกตะลุยฝ่าฟัน สร้างความดีความชอบอันใหญ่หลวงในสนามรบ ภายหลังจึงได้รับพระราชทานนามและบรรดาศักดิ์เป็น ‘โหวล่าเมฆา’ ทว่าผู้คนในใต้หล้าล้วนเรียกขานเขาว่าท่านโหวเฮ่อเหลียน
ตระกูลเฮ่อเหลียนแต่เดิมไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร เพียงแต่บรรพบุรุษของพวกเขาได้พานพบกับโชควาสนาโดยบังเอิญ สามารถทำลายด่านทั้งเก้าแห่งอารามหุนเทียนจิ่วเจินบนเขาหลงซิ่ว อันได้แก่ สัจสัมบูรณ์ สัจชั้นสูง มหาสัจ สัจเร้นลับ สัจสวรรค์ สัจเซียน สัจเทพ สัจวิญญาณ และสัจสูงสุดได้สำเร็จ จนได้รับเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่ชื่อว่า ‘หมื่นบรรพต’ มาครอบครอง
น่าเสียดายนักที่เคล็ดวิชา ‘หมื่นบรรพต’ นี้แบ่งออกเป็นเล่มต้น เล่มกลาง เล่มปลาย และเล่มรองรวมทั้งสิ้นสี่เล่ม บรรพบุรุษของตระกูลเฮ่อเหลียนได้มาเพียงเล่มปลายเท่านั้น พวกเขาจึงไม่อาจฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์
เคล็ดวิชา ‘หมื่นบรรพต’ จำเป็นต้องรวบรวมทั้งสี่เล่มให้เป็นหนึ่งเดียว มันจึงจะสามารถทำความเข้าใจแก่นแท้ของมรรคาวิถีได้ บรรพบุรุษตระกูลเฮ่อเหลียนจึงหมดหนทาง ทำได้เพียงใช้คัมภีร์เล่มปลายหลอมรวมเข้ากับเพลงดาบที่ตนรู้แจ้งมาจากสนามรบ บัญญัติเป็นเพลงดาบ ‘ทุกข์ระทมสิ้นหวัง’ ขึ้นมาด้วยตนเอง
บรรพบุรุษของตระกูลเฮ่อเหลียนย่อมต้องลอกเลียนแบบตระกูลอวี่เหวินของอ๋องเจิ้นเป่ย เพราะ ‘คัมภีร์อสนี’ นั้นฝึกฝนได้ยากยิ่ง อ๋องเจิ้นเป่ยจึงนำเอาเคล็ดวิชาอันลึกล้ำใน ‘คัมภีร์อสนี’ มาหลอมรวมเข้ากับดาบและกระบี่ ผสานมรรคาวิถีและวิถียุทธ์เข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นยอดวิชา ‘ดาบอัสนีห้าขุมนรก’ และ ‘หกกฎสังหาร’ ขึ้นมา
ตระกูลเฮ่อเหลียนอาศัยเพลงดาบ ‘ทุกข์ระทมสิ้นหวัง’ เปล่งประกายเจิดจรัสในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แสดงให้เห็นถึงความพิเศษของเคล็ดวิชานี้
ฮว่าหมิงเจิงเป็นหนึ่งในสี่ผู้อาวุโสรับเชิญของจวนโหว ในอดีตเขาเคยเป็นยอดฝีมือของกองปราบมาร เป็นผู้แข็งแกร่งที่มีโอกาสท้าชิงตำแหน่งเก้าผู้คุมกฎ หลังจากที่ฟู่ชิงและปาชวีซานช่วยคนพลาด จนแม้แต่ท่านโหวน้อยก็ยังติดกับดักอยู่ในจวนกระจกน้อย เพื่อช่วยเหลือคน เขาและผู้อาวุโสรับเชิญอีกสามคนจึงรีบรุดมายังภูเขาถงป่ายพร้อมกัน!
เพียงแต่ระหว่างทางได้รับสัญญาณของกองปราบมารที่เฉียวไป๋ขุยส่งมา เขาจึงได้นำยอดฝีมือของจวนโหวหลายสิบคนรีบรุดมาที่นี่
จากจุดนี้จะเห็นได้ว่า ฮว่าหมิงเจิงผู้นี้เป็นคนมีคุณธรรมและชอบช่วยเหลือผู้อื่น เฉียวไป๋ขุยเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและสหายเก่าของเขา เมื่อเห็นสัญญาณเฉพาะของกองปราบมารและได้รับข่าวสาร เขาก็รีบรุดมาช่วยเหลือในทันที!
“จริงสิ พี่เฉียว”
ฮว่าหมิงเจิงมองไปรอบๆ แต่กลับไม่พบร่องรอยบาดเจ็บของเฉียวไป๋ขุยเลย
“ข่าวที่ข้าได้รับมา คือพวกท่านพบเจอกับพวกมารร้ายแห่งเก้ามารอมตะ และดูเหมือนว่าจะต้องเผชิญกับการต่อสู้อย่างยากลำบาก…”
“พี่ฮว่าช่างเป็นคนที่เชื่อถือได้จริงๆ” เฉียวไป๋ขุยพยักหน้า
“ข้าพบเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งระหว่างทางจริงๆ จนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่หลังจากเดินลมปราณรักษาตัวก็หายดีแล้ว ส่วนคนที่โจมตีข้า มันก็เป็นพวกมารร้ายในเก้ามารอมตะจริงๆ พี่ฮว่าคงยังไม่รู้กระมัง ว่าเจียงหลิงซวี ประมุขตำหนักเกราะม่วง ได้ร่วมมือกับเจินเฟยจื่อแห่งสำนักภูติครวญและพวกมารนอกรีตอีกจำนวนมาก ก่อตั้งพันธมิตรหมื่นวิถีขึ้นมา คนพวกนี้แหละที่ขัดขวางเส้นทางของข้า โชคดีที่ครั้งนี้ข้าไม่ได้มาตัวคนเดียว ยอดฝีมือที่อยู่ด้านหลังข้าเหล่านี้ ล้วนเป็นยอดฝีมือของตระกูลเหยียนแห่งเมืองจวี่ในมณฑลหยวนสุ่ย พวกเขาตั้งใจมาช่วยเหลือโดยเฉพาะ”
เวลานี้ เขายังแนะนำบัณฑิตผี เหมียวซานอิน และหมอโรคระบาดซุนหวยให้ฮว่าหมิงเจิงรู้จัก นอกจากนี้ยังมีสตรีผู้สวมชุดผ้าแพรสีขาวอีกนางหนึ่ง
“ท่านนี้คือแม่นางอวิ๋นหนีจือแห่งหุบเขาแปดสมาคมทงหมิง แม่นางอวิ๋นเป็นสหายเก่าของตระกูลเหยียนแห่งเมืองจวี่ การเดินทางครั้งนี้ นางก็ออกหน้ามาช่วยเหลือพวกเราเช่นกัน”
“ขอบคุณทุกท่านมาก”
ฮว่าหมิงเจิงมองสตรีผู้นั้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เพียงแต่เขานั้นเชื่อใจเฉียวไป๋ขุยมาก จึงไม่ได้ระแวงสงสัยอันใด
เฉียวไป๋ขุยและจีชวี่จี๋มีความสัมพันธ์แบบผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชา ตระกูลเหยียนแห่งเมืองจวี่เองก็มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับภูเขาซีเจี่ยสายเต้าเร้นลับ การที่จีชวี่จี๋สามารถหาคนของตระกูลเหยียนแห่งเมืองจวี่มาช่วยเหลือได้ ย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา
‘หุบเขาแปดสมาคมทงหมิง ไม่ใช่สายเต๋าพิศดารในสามสำนักเต๋าโฮ่วเทียนหรอกหรือ? ส่งผู้สืบทอดมายังดินแดนต้าโหยวตั้งแต่เมื่อใดกัน?’
ระหว่างที่ความคิดแล่นพล่าน เขาก็เอ่ยขึ้นต่อว่า “การเดินทางครั้งนี้ ได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเหยียนแห่งเมืองจวี่ นับว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง... แต่ว่าพี่เฉียว ข้าเห็นว่าเวลาล่วงเลยมามากแล้ว พวกเรารีบเดินทางไปภูเขาถงป่ายกันเถอะ อย่างไรเสีย ภารกิจของพวกเราในครั้งนี้ก็คือการไปยังจวนกระจกน้อย เพื่อช่วยเหลือคนที่ติดอยู่ในนั้นออกมา…”
สิ้นเสียงของเขา ก็ไม่รู้ว่ามีเสียงหัวเราะเยาะดังมาจากที่ใด
“ไป?! พวกเจ้ายังคิดจะไปที่ใดอีก?”
จากนั้น เสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“‘พันธมิตรหมื่นวิถี’ ของข้า ได้วางตาข่ายฟ้าแหดินไว้ที่นี่แล้ว พวกเจ้าไร้ทางขึ้นสวรรค์ หมดทางลงนรก ทำได้เพียงรอคอยความตายอยู่ที่นี่อย่างไร้ค่าเท่านั้น!”
“แย่แล้ว!”
ฮว่าหมิงเจิงหันกลับไปมอง เขาก็เห็นหมอกสีเหลืองกลุ่มใหญ่พวยพุ่งเข้ามา อารามทั้งหลังถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีเหลืองอันแปลกประหลาด
หมอกนี้หนาทึบจนผิดปกติ ซึ่งจะเรียกว่า ‘หมอก’ ก็ยังถือว่าเกรงใจเกินไป มันเหมือนกับกลุ่มควันที่เกิดจากการเผาไหม้เสียมากกว่า
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานเข้ามาในอารามร้าง รูม่านตาของฮว่าหมิงเจิงและเฉียวไป๋ขุยหดเกร็งลง
เงาร่างนี้แปลกประหลาดมาก เขากลับมีถึงสองหัว!
“เฒ่าประหลาดร่างแฝด สองพี่น้องสกุลติง?!”
“มารเฒ่าแห่งตำหนักเกราะม่วง แม้แต่เจ้านี่ก็มาที่นี่ด้วยรึ?”
ฮว่าหมิงเจิงทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว ส่วนเฉียวไป๋ขุยที่อยู่ข้างๆ เขากลับมีสีหน้าเรียบเฉย ทั้งสองต่างมองไปยังสัตว์ประหลาดร่างติดกันนี้
“ฮว่าหมิงเจิง แล้วก็เจ้าแซ่เฉียว วันนี้หากพวกเจ้าอยากจะรอดชีวิตออกไปจากที่นี่ ก็หนีไม่พ้นต้องทิ้งอะไรบางอย่างเอาไว้ เพื่อเป็นค่าไถ่ชีวิต!”
สองพี่น้องสกุลติงส่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาด สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แสงสีดำสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นบนร่าง ได้ยินเพียงเสียงซัดสาดดังสนั่น ราวกับเสียงสายน้ำเชี่ยวกรากและเกลียวคลื่นยักษ์ทะยานฟ้า กระเพื่อมออกมาจากแสงสีดำนั้น
…นี่คือ ‘วิญญาณวารีภัยทมิฬจำแลง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้ากายาเทพมารห้าปีศาจ!
“มิเช่นนั้น ก็เอาชีวิตของพวกเจ้ามาสังเวยเสีย!”
มารร้ายทั้งสองคำรามลั่น คว้าจับไปในอากาศ ห้วงอากาศเต็มไปด้วยไอน้ำที่หนาทึบถึงขีดสุด
ทุกคนในอารามที่เห็นฉากนี้ ล้วนเกิดภาพลวงตา ราวกับว่าทุกครั้งที่หายใจจะสำลักน้ำ ไอน้ำอันเปี่ยมล้นโอบล้อมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง หมายจะซึมซาบเข้าสู่ทวารทั้งเจ็ดและรูขุมขนทั่วร่างของพวกเขา
ตูม!
แสงสีดำกลุ่มนั้นกลายเป็นฝ่ามือสีดำสนิทขนาดใหญ่ เลือนลางเห็นแสงวารีและสายน้ำมากมายปรากฏขึ้นในฝ่ามือ ราวกับเส้นลายมือที่แสดงให้เห็นถึงริ้วรอยของสามแม่น้ำสี่สายน้ำในดินแดนต้าโหยว
“หัตถมหาปราชญ์มารวารี!”
เมื่อกายาเทพมารวารีถูกใช้ออกมา ทุกคนในอารามต่างสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลทันที
“ระวัง!”
เฉียวไป๋ขุยตะโกนเสียงต่ำ กระดูกส่งเสียงดังก๊อบแก๊บ กลิ่นอายบนร่างพุ่งทะยานขึ้น แสงสีทองทะลักออกมาจากทุกรูขุมขนบนร่างกาย
‘มุทราคชสารมังกร’ ถูกใช้ออกมา สองมือประสานมุทราหลายครั้ง สร้างตราประทับที่ราวกับเทพและมารหล่อหลอมขึ้น ตราประทับทั้งเก้าทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสีทองโอบล้อม เงาฝ่ามือประดุจภูผา ซัดกระหน่ำออกไปอย่างหนักหน่วงระลอกแล้วระลอกเล่า
“เสี้ยวศิลาซ่อนเร้นเจตนาบรรพตไกล สระน้อยเปี่ยมด้วยใจแห่งมหรรณพ!!”
ฮว่าหมิงเจิงส่งเสียงร้องยาว ทวนยาวหนึ่งจั้งสองฉื่อที่แบกอยู่บนบ่าสั่นไหว ปลายทวนส่งเสียงหวีดแหลม เขาฝึกฝนเคล็ดวิชา ‘ทวนหกประสาน’ เป็นหลัก พลังฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่าเฉียวไป๋ขุยแม้แต่น้อย ทวนยาววาดออกเป็นเงาดอกทวน ในชั่วพริบตา ปลายทวนก็ระเบิดแสงเงาเต็มท้องฟ้า อากาศรอบทิศทางแตกระเบิดออกอย่างกะทันหัน ปราณทวนนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกไป
ชั่วพริบตา อารามร้างแห่งนี้ก็กลายเป็นสมรภูมิรบอีกครั้ง
…
กรอบ แกรบ เสียงดังขึ้นสองสามครั้ง ดินหินที่แข็งกระด้างแตกร้าวและกระจายออก ชั้นดินใต้ดินก็ค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นช่องว่างด้านล่าง จากนั้นเงาร่างที่เต็มไปด้วยฝุ่นและดินก็มุดออกมาจากด้านใน
“อันตรายเสียจริง ในที่สุดก็หนีรอดมาได้!”
หมอโรคระบาดซุนหวยแสร้งทำเป็นหอบหายใจอย่างหนัก ใช้วิชามุดดินเร้นกายขึ้นมาจากพื้นดิน เขาหันกลับไปมองด้านหลัง ป่าเขาบริเวณนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีเหลือง ทว่าตอนนี้เขาได้หนีพ้นออกจากอาณาเขตของหมอกสีเหลืองแล้ว
ในป่าเขาที่ถูกหมอกปกปิด ทั้งเสียง รูปลักษณ์ และการรับรู้ล้วนถูกบิดเบือนไปหมด การสัมผัสรับรู้ของผู้บำเพ็ญเพียรก็จะสับสนวุ่นวายเช่นกัน
เพียงแต่อยู่ห่างไกลออกไปมาก เขาก็ยังสามารถสัมผัสได้ว่าที่นั่นยังคงมีการต่อสู้อย่างดุเดือด มีกลิ่นคาวเลือดลอยมาจางๆ
ครั้งนี้คนที่ตำหนักเกราะม่วงส่งออกมาสกัดกั้นฮว่าหมิงเจิงและเฉียวไป๋ขุย ล้วนเป็นการจัดฉากที่ถูกเตรียมการไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
เพียงแต่งิ้วฉากนี้แสดงได้สมจริงเป็นอย่างมาก บัณฑิตผี เหมียวซานอิน และซุนหวย ล้วนแสดงได้ไม่เลวเลย เฒ่าประหลาดร่างแฝด สองพี่น้องสกุลติง และยอดฝีมือของตำหนักเกราะม่วงได้วางค่ายกลสังหารอันร้ายกาจไว้ ทุกคนไม่สามารถต้านทานได้ จึงทำได้เพียงแยกย้ายกันหลบหนีออกมา
ส่วนฮว่าหมิงเจิงและ ‘เฉียวไป๋ขุย’ ที่ถูกควบคุมอยู่ ได้แสร้งทำเป็นขัดขวางสองพี่น้องสกุลติง ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับ ต่อสู้กันอย่างดุเดือดยิ่งนัก
หลังจากที่หมอโรคระบาดซุนหวยหนีรอดออกมาได้ เขาก็ถูกยอดฝีมือของตำหนักเกราะม่วง ‘ตามล่าสังหาร’ เช่นกัน แต่คนเหล่านั้นรู้สถานะของเขาตั้งแต่แรกแล้ว จึงจงใจออมมือให้ตลอดทาง เขาจึงสามารถหลบหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย
“หึหึ ฮว่าหมิงเจิง หนึ่งในสี่ผู้อาวุโสรับเชิญแห่งจวนโหวเฮ่อเหลียน หลังพ้นวันนี้ไป ก็จะต้องถูกลบชื่อออกจากโลกนี้... อย่างไรเสีย การถูกเฉียวไป๋ขุยและสองพี่น้องสกุลติงโจมตีกระหนาบหน้าหลัง การจะรอดชีวิตไปได้นั้น ย่อมยากลำบากแสนเข็ญ!”
สี่ผู้อาวุโสรับเชิญก็เป็นคนของราชสำนักเช่นกัน การสูญเสียไปหนึ่งคน ย่อมเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อพันธมิตรหมื่นวิถี
“ลำดับต่อไปก็คือการไปรวมตัวกับ ‘เฉียวไป๋ขุย’ และคนอื่นๆ หรือไม่ข้าก็ไปที่ภูเขาถงป่ายก่อนเลยดีกว่า!”
ซุนหวยครุ่นคิดเล็กน้อยก็มีแผนการใหม่ ทว่าใครจะรู้ว่าในเวลานั้นเอง ฝ่ามือข้างหนึ่งกลับกดลงบนกระหม่อมของเขาเสียก่อน
“ขออภัยด้วย เจ้าไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!”
พลังจากฝ่ามือถูกปล่อยออกมาเล็กน้อย สติสัมปชัญญะทั้งหมดของซุนหวยก็ดับวูบลง ความมืดมิดกลืนกินการรับรู้ทั้งหมดของเขาไป
…
เพียงแค่ลงมือโจมตีส่งเดชครั้งเดียว หลังจากสังหารหมอโรคระบาดซุนหวยไปแล้ว เหอผิงก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา เงาสีดำใต้ฝ่าเท้าขยายออกเล็กน้อย ร่างของหมอโรคระบาดซุนหวยก็ถูกดูดเข้าไปในเงา
ในขณะเดียวกัน เขาก็ยื่นมือออกมาจับใบหน้าของตัวเอง จากนั้นใบหน้านี้ก็เปลี่ยนไปราวกับก้อนแป้ง เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็นใบหน้าของหมอโรคระบาดซุนหวย เขาสะบัดมือหนึ่งครั้ง แม้แต่เสื้อผ้าบนร่างก็เปลี่ยนรูปแบบไป
“ต้องขอบคุณหมอกสีเหลืองนี้ที่ช่วยปกปิด ไม่อย่างนั้นข้าคงหาโอกาสสังหารซุนหวยและสวมรอยแทนเขาได้ยาก!”
ตัวตนจำแลงแบบนี้ อย่าได้รังเกียจว่ามันมีมากเกินไปเชียวล่ะ
การใช้หุ่นเชิดมนุษย์มาสวมบทบาทเป็นชือซินจื่อ แล้วสวมหนังโฉมงามทับอีกชั้นหนึ่งก็ใช่ว่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัย
วิชาวาดหนังมนุษย์เป็นวิชาสืบทอดของสำนักจิตรกรเซียน ตัวเขาเองก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกผู้อยู่เบื้องหลังล่วงรู้
…ไม่สิ ควรจะพูดว่าอีกฝ่ายก็รู้ชัดเจนว่าซือคงทุ่ยมี ‘ภาพสิบสองโฉมงาม’ อยู่ในมือ การวางชือซินจื่อตัวปลอมนี้ไว้ในที่แจ้ง มันก็เปรียบเสมือนเหยื่อล่อมีชีวิต ที่สามารถดึงดูดความสนใจของอีกฝ่ายได้ ความปลอดภัยของตัวเขาเองก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
หลังจากพิจารณาถึงจุดนี้แล้ว เหอผิงที่แต่เดิมซ่อนตัวอยู่ในเงามืด จึงฉวยโอกาสตอนที่หมอโรคระบาดซุนหวยหลบหนีออกมาก่อน สังหารเขาและสวมรอยแทนเสียเลย
อย่างไรเสีย หมอโรคระบาดซุนหวยก็ได้รับเปลวเพลิงจากตะเกียงบัวสีหมึก และยังถูกฝังเมล็ดพันธุ์มารลงไป รอจนกระทั่งเมล็ดพันธุ์มารนั้นถูกเขาดูดซับและหลอมรวมเข้ากับดวงจิต สิ่งที่เขาคิดในใจ ย่อมไม่อาจรอดพ้นจากการรับรู้ของเขาไปได้
การจัดการกับคนผู้นี้ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอันใด และทันทีที่เขาเปลี่ยนรูปลักษณ์เสร็จสิ้น ด้านหลังก็มีเสียงแหวกอากาศดังขึ้น แสงหลบหนีหลายสายพุ่งออกมาจากป่าเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกสีเหลือง หนึ่งในนั้นคือเฉียวไป๋ขุยที่เห็นเขาแล้ว จึงยื่นมือออกไปคว้าจับ แสงสีทองสายหนึ่งก็ดึงตัวเขาขึ้นมา
“พวกมารร้ายของพันธมิตรหมื่นวิถีอยู่ด้านหลัง ฮว่าหมิงเจิงแห่งจวนโหวเฮ่อเหลียนได้สิ้นชีพด้วยน้ำมือศัตรูแล้ว พวกเราตัองรีบไป!”
เฉียวไป๋ขุยที่เต็มไปด้วยคราบเลือดตะโกนลั่น ร่างกายกลายเป็นแสงสีทอง พุ่งทะยานหลบหนีไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว