- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 213 เรือนลึกลับ
บทที่ 213 เรือนลึกลับ
บทที่ 213 เรือนลึกลับ
ห่างไกลจากดินแดนแห่งความวุ่นวายอย่างภูเขาถงป่ายออกไปนับร้อยลี้ บนยอดเขาสูงแห่งภูเขาหลิงกังในมณฑลข้างเคียง มีร่างสูงใหญ่กำยำร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่
คนผู้นี้สวมชุดขุนนาง บนชุดปักลวดลายกิเลนเหยียบสมุทร ที่เอวยังคาดเข็มขัดประดับและพกดาบปราบมาร
คนผู้นี้คือจีชวี่จี๋ หนึ่งในเก้าผู้คุมกฏแห่งกองปราบมาร เขามีรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสันดั่งพยัคฆ์หมี เป็นชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ที่ดูองอาจ
จีชวี่จี๋ไม่ได้เกล้าผม เขาปล่อยผมหนาเตอะที่ดูราวกับแผงคอสิงโตสยายลงมา สองแก้มและใต้คางเต็มไปด้วยหนวดเคราแข็งกร้าวราวกับทวนดาบ คำกล่าวที่ว่า ‘หนวดเคราดกหนาและชี้ตรง ตะเบ็งดุดันดั่งง้าวทวน’ คือภาพสะท้อนรูปลักษณ์ของคนผู้นี้ได้อย่างแท้จริง
“ศิษย์น้องเหยียน ได้เวลาพอสมควรแล้วกระมัง?”
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว เขาจึงเอ่ยถามคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
“ได้เวลาพอสมควรแล้วขอรับ ศิษย์พี่จี”
ผู้ที่เอ่ยปากคือบัณฑิตวัยกลางคนในชุดสีทอง การแต่งกายของเขาดูกึ่งนักพรตกึ่งบัณฑิต สองขมับมีผมขาวแซมเล็กน้อย ใบหน้าประดับรอยยิ้ม กลิ่นอายอ่อนโยนสงบเยือกเย็น ทว่าในยามก้าวเดิน กลับมีกระแสน้ำไร้รูปไหลเวียนอยู่
บัณฑิตวัยกลางคนชุดทองผู้นี้แซ่เหยียน นามว่าจงจี้ เป็นประมุขตระกูลเหยียนแห่งเมืองจวี่ มณฑลหยวนสุ่ย และยังเป็นศิษย์น้องของจีชวี่จี๋อีกด้วย
“ทว่าศิษย์พี่ เรื่องที่ภูเขาถงป่าย ชัดเจนว่ามีคนลอบวางกับดัก กักขังฟู่ชิงและเยี่ยนหง ศิษย์ทั้งสองของท่านเอาไว้ เกรงว่าเป้าหมายที่แท้จริงก็เพื่อล่อให้ท่านติดกับ เชื่อว่าจุดนี้ท่านเองก็คงมองออก!”
เหยียนจงจี้และจีชวี่จี๋ล้วนเป็นศิษย์สายเต๋าเร้นลับแห่งภูเขาซีเจี่ย สายเต๋าเร้นลับนี้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางตระกูลขุนนางใหญ่ ว่ากันว่าก่อนราชวงศ์ต้าเซี่ย ยังมีราชวงศ์หนึ่งนามว่าต้าจิ้น ซึ่งก่อตั้งอาณาจักรได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ
ราชวงศ์ต้าจิ้นเคยรุ่งเรืองด้วยศาสตร์ลี้ลับ และเนื่องจากบ้านเมืองวุ่นวาย ตำราเก่าแก่และกฎระเบียบดั้งเดิมล้วนสูญสิ้น ปรมาจารย์ผู้ชี้แนะหาได้ยากยิ่ง เหล่าบัณฑิตจึงละทิ้งคัมภีร์ดั้งเดิมของตน แล้วหันไปพึ่งพิงหลักคำสอนของเหลาจื่อและจวงจื่อ...
เดิมทีภูเขาซีเจี่ย คือฐานที่มั่นใหญ่ของสายเต๋าเร้นลับ ทว่าพอถึงยุคราชวงศ์ต้าเซี่ยก็ถอนตัวออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไปแล้ว และยิ่งเสื่อมถอยลงเมื่อราชวงศ์ต้าโหยวสถาปนาขึ้น ถึงกระนั้น ภายใต้ฉากหน้าก็ยังมีขุมกำลังบางส่วนที่สืบทอดการแก่งแย่งชิงดีจากยุครุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันโดยยังไม่จบสิ้น
ตระกูลเหยียนแห่งเมืองจวี่ มณฑลหยวนสุ่ย ก็คือหนึ่งในนั้น ในบรรดาสายย่อยต่างๆ ของภูเขาซีเจี่ย ตระกูลเหยียนถือเป็นสายที่ค่อนข้างรุ่งเรือง และเป็นตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียงในท้องถิ่น
เหยียนจงจี้กับจีชวี่จี๋มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่สนิทสนมกันมาก กฎประจำตระกูลเหยียนห้ามมิให้ลูกหลานเข้าไปพัวพันกับความวุ่นวายในราชสำนักหรือในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างเด็ดขาด หากไม่ใช่เพราะจีชวี่จี๋เป็นผู้ออกปากเชิญ เขาเองก็คงไม่เต็มใจออกหน้ามาช่วยเหลือ
เมื่อจีชวี่จี๋ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ก็พยักหน้ารับ
“ถึงจะพูดเช่นนั้น ข้าก็มิอาจทอดทิ้งศิษย์ของตัวเองได้ อีกอย่าง จวนบนภูเขาถงป่ายแห่งนั้นยังมีจุดที่น่าสงสัยซ่อนอยู่ ท่านผู้บัญชาการได้สั่งให้ข้าไปสืบดูแล้ว นอกจากนี้ข้ายังได้รับข่าวมาว่า เจียงหลิงซวี หนึ่งในเก้ามารอมตะ ได้ร่วมมือกับสำนักปราณวิญญาณ สำนักภูตครวญ และสำนักสาปกระบี่ ก่อตั้งพันธมิตรหมื่นวิถีขึ้น เกรงว่าเบื้องหลังเรื่องนี้จะมีแผนร้ายซ่อนอยู่ ไม่ป้องกันไม่ได้แล้ว!”
“เช่นนั้นก็ลงมือตามแผนของท่านเถอะศิษย์พี่!”
เหยียนจงจี้ส่ายหน้า
“ข้าจะถอดจิตวิญญาณหยินออกจากร่าง และใช้มหาวิชาวารีลักษณ์คอยคุ้มครองท่านอยู่ในที่สว่างและมืด ศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างเราสองคน คนหนึ่งอยู่ในที่แจ้ง อีกคนอยู่ในที่ลับ ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเราก็ยังพอช่วยเหลือดูแลกันได้!”
เขาเองก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาเช่นเดียวกัน เพียงแต่เหยียนจงจี้ไม่ใช่คนของราชสำนัก ต่อให้บรรลุมรรคแล้วก็ไม่เคยแพร่งพรายให้ใครรู้ โลกภายนอกจึงไม่ระแคะระคายเลยว่าตระกูลเหยียนแห่งเมืองจวี่ มณฑลหยวนสุ่ย ได้กำเนิดยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาขึ้นมาคนหนึ่งแล้ว
ตระกูลเหยียนศึกษาค้นคว้า ‘เคล็ดกระบี่พลิกวารี’ ซึ่งอยู่ใน ‘มหาอรรถาธิบายเบญจธาตุ’ เมื่อฝึกฝนธาตุน้ำจนถึงขั้นสูงสุด ก็จะสามารถหลอมรวมจิตวิญญาณ และสุดท้ายก็สามารถควบแน่นวิญญาณก่อกำเนิดธาตุน้ำขึ้นมาได้
เหยียนจงจี้ยังไม่ถึงขั้นวิญญาณก่อกำเนิดปรากฏ ทว่าตบะความต้านทานในร่างของเขาก็เข้าใกล้ระดับที่ว่า ‘สิ่งที่อ่อนโยนที่สุดในใต้หล้า สามารถสยบสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ไร้รูปทรงจึงแทรกซึมได้ไร้ช่องโหว่’ เมื่อใดที่ร่ายมหาวิชาวารีลักษณ์ เขาก็สามารถรวมตัวและแตกกระจายได้เหมือนกับน้ำ พลิกแพลงได้ไร้ที่สิ้นสุด
“เช่นนั้น ข้าก็ต้องขอขอบใจศิษย์น้องมาก!”
จีชวี่จี๋ประสานมือคารวะ เหยียนจงจี้หัวเราะร่า เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้น ก่อนจะตวาดก้อง “ลูกหลานตระกูลเหยียนจงฟังคำสั่ง คุ้มครองร่างเนื้อของข้าให้ดี ข้าจะไปเป็นเพื่อนใต้เท้าจีที่ภูเขาถงป่ายเดี๋ยวนี้!”
เขาหลอมวิญญาณจนสำเร็จ วิญญาณหยินจึงสามารถถอดร่างท่องไปได้ เพียงแต่ร่างเนื้อก็ยังคงเป็นจุดอ่อนเสมอ เพราะเมื่อจิตวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ร่างเนื้อก็จะไร้ความรู้สึก หากถูกใครทำลายร่างเนื้อทิ้งไป มันก็จะกลายเป็นดั่งจอกแหนลอยตามลม ไร้ซึ่งรากฐาน
“น้อมรับคำสั่งท่านประมุขตระกูล!”
จากในความมืดมิด เงาร่างนับสิบพุ่งทะยานขึ้นมาจากตีนเขาหลิงกังราวกับสายฟ้าแลบ ก่อนจะร่อนลงตรงจุดที่ไม่ไกลนักและเผยให้เห็นรูปลักษณ์ พวกเขาล้วนแต่งกายเยี่ยงบัณฑิต และส่วนใหญ่สะพายกระบี่ไว้ด้านหลัง
นอกเหนือจากนี้ ตระกูลเหยียนยังส่งกำลังคนมาอีกมากมาย พวกเขาตีกรอบล้อมภูเขาหลิงกังเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งยังวางกับดักและค่ายกลไว้บนเขาอีกนับไม่ถ้วน
“ท่านประมุขตระกูล”
ชายหนุ่มผู้เป็นหนึ่งใน ‘ห้าขุนพลพยัคฆ์’ ของตระกูลเหยียนเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน “หากว่าภูเขาถงป่ายแห่งนั้นอันตรายถึงเพียงนั้นจริงๆ เหตุใดจึงไม่พาลูกหลานตระกูลเหยียนของเราไปด้วยเล่าขอรับ?”
“เพราะมันไม่มีประโยชน์อันใดเลย!”
จีชวี่จี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ศึกที่ภูเขาถงป่าย ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา พวกเจ้ามีพลังฝีมือต่ำต้อยเกินไป ต่อให้มีจำนวนมากแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร!”
พอเขากล่าวประโยคนี้ออกมา ลูกหลานตระกูลเหยียนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็จุกจนพูดไม่ออก ส่วนเหยียนจงจี้ประมุขตระกูลเหยียนก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน
“ศิษย์พี่จี คำพูดนี้ก็ไม่เห็นจำต้องกล่าวตรงไปตรงมาถึงเพียงนั้น แต่ว่าก็เป็นไปตามที่เขาพูดนั่นแหละ... พลังฝีมือของพวกเจ้ายังไม่เพียงพอ ครั้งนี้คงช่วยอะไรพวกเราไม่ได้! ไปกันเถอะ!”
เขาหลับตาทั้งสองข้างลง มหาวิชาวารีลักษณ์ทำงาน ที่หว่างคิ้วก็มีละอองน้ำขุมหนึ่งปะทุออกมาอย่างกะทันหัน พร้อมกับกระแสความคิดอันยิ่งใหญ่ที่สั่นสะเทือน
ฉับพลันนั้น ร่างที่คล้ายกับก่อตัวขึ้นจากน้ำก็ปรากฏขึ้น มันหมุนตัววูบเดียว ก็กลายร่างเป็นเกลียวคลื่นพายุหมุนไร้รูป ห่อหุ้มร่างของจีชวี่จี๋เอาไว้ แล้วบินทะยานขึ้นสู่กลางเวหา เพียงพริบตาก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย!
…
“จวนกระจกน้อย มีความประหลาดซ่อนอยู่จริงๆ ด้วย!”
อริยะกงล้อแดง หนึ่งในเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสี เขามีรูปร่างเตี้ยและอ้วนท้วน บนศีรษะสวมรัดเกล้าทองคำ ผมเผ้ายุ่งเหยิงสยายปรกบ่า สวมชุดผ้าป่านหยาบๆ
เขากับเทพแห่งความมั่งคั่งอีกสี่คนก้าวเข้ามาในจวนกระจกน้อยด้วยกัน ทว่าเพียงแค่เหม่อลอยไปชั่วครู่ เขาก็ต้องพลัดหลงกับสหายทั้งสี่ และหลงเข้ามาอยู่ในสวนดอกไม้แห่งหนึ่งภายในจวน
สวนดอกไม้แห่งนี้ขาดการดูแลมาเนิ่นนาน บนก้อนอิฐที่เรียงซ้อนกันมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ รอบด้านก็เต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรกชัฏ ไม่ไกลนักยังมีสระน้ำที่แห้งขอดอยู่แห่งหนึ่ง
หลวงจีนอ้วนเกิดความกังขาขึ้นในใจ ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง หรือราชันย์ขุมทรัพย์ขาว โคตมะหน้าเหลือง จ้าววิถีฟ้าทมิฬ และพระมารดาเขียวผู้โปรดสัตว์ ล้วนฝึกฝนวิชาไร้จินตนาการของนิกายเคารพดารา
วิชานี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยผู้อาวุโสของนิกายเคารพดารา อาศัยเพียงจิตตั้งมั่นในใจในการถอดจิตท่องไป เมื่อใดที่จิตขยับ ก็จะไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้
เปรียบได้กับกบในกะลาที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ แม้จะถูกตัดขาดอยู่ในบ่อแคบๆ ทว่าสิ่งที่คิดในใจกลับสามารถโบยบินไปในผืนนภาสีครามและทะเลมรกตได้ เมื่อใจไร้สิ่งกีดขวาง จึงไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางได้
เมื่อฝึกฝนวิชาไร้จินตนาการจนสำเร็จ จิตใจของทั้งห้าคนก็จะสามารถสื่อถึงกันได้ หากฝึกฝนจนถึงขั้นสูง แม้แต่เสียง รูปลักษณ์ สีสัน และรสชาติ ก็มิอาจถูกปิดกั้นได้
“กระทั่งวิชาไร้จินตนาการยังถูกกีดขวาง จวนกระจกน้อยแห่งนี้ซุกซ่อนความนัยใดเอาไว้กันแน่?”
เขาเดินช้าๆ ไปยังหน้าเรือนหลังหนึ่ง มันเป็นเรือนไม้สองชั้นขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางสวนในจวน ด้านบนมีเถาวัลย์และตะไคร่น้ำเลื้อยพันเต็มไปหมด ดูเก่าแก่โบราณอย่างยิ่ง
รอบๆ บริเวณเต็มไปด้วยต้นหม่อน ใบไม้เสียดสีกันดังสวบสาบ เสียงลมที่พัดมาก็ดูหนาวเหน็บยะเยือก
หลวงจีนอ้วนยื่นมือออกไปปัดเบาๆ เสียงดังปัง ประตูไม้ก็ถูกพลังไร้รูปร่างกระแทกเปิดออก
ภายในบานประตู มีแต่ความมืดมิด
อริยะกงล้อแดงก็เป็นคนระแวดระวัง เขาไม่ได้รีบร้อนเข้าไปด้านใน แต่กลับโยนยันต์แผ่นหนึ่งที่มีเส้นสีเขียวบิดเบี้ยววาดอยู่ ปล่อยให้มันปลิวตกลงบนพื้นไปเอง
อักขระยันต์นั้นพอตกถึงพื้น มันก็กลายเป็นเงาสีเขียวร่างหนึ่ง แล้วหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
“ดูท่าแล้วคงไม่มีความผิดปกติอันใดกระมัง?”
หลวงจีนอ้วนถึงได้วางใจ ในมือของเขาก็ปรากฏตะเกียงโบราณเพิ่มมาอีกดวงหนึ่ง แสงตะเกียงกลายเป็นเปลวเพลิงสีทองจางๆ ส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง
ชั้นล่างของเรือนหลังเล็กนี้ มีข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากไม้ซึ่งเก่าและผุพัง กระดาษกรุหน้าต่างบานเก่าก็ขาดวิ่น ระหว่างเสาและขื่อมีหยากไย่แมงมุมเกาะพันกัน
ในห้องยังมีศาลเจ้าที่ประหลาดอยู่อีกแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังบูชาเทวรูปองค์ใดอยู่ บนโต๊ะยังมีอาหารสำหรับเซ่นไหว้จัดวางไว้ ซึ่งล้วนแต่แห้งแข็งและเป็นสีดำ ในกระถางธูปทองแดงยังมีธูปที่ยังเผาไหม้ไม่หมดปักอยู่อีกสองสามก้าน
หลวงจีนอ้วนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ กระถางธูป จมูกของเขาก็ได้กลิ่นหอมประหลาดสายหนึ่ง
“ช่างเป็นกลิ่นหอมที่แปลกประหลาดยิ่งนัก ดูเหมือนจะเป็นกลิ่นหอมพิสดารชนิดหนึ่งที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย?”
อริยะกงล้อแดงถือกำเนิดในนิกายเคารพดาราแห่งอาณาจักรเสินเฟิง คนในนิกายมักจะต้องจุดธูปภาวนาอยู่เสมอ เขาจึงได้สัมผัสกับเครื่องหอมสารพัดชนิด ทั้งยังคุ้นเคยกับกระบวนการทำธูปและสกัดเครื่องหอมเป็นอย่างดี เขาจึงสามารถแจกแจงลักษณะเด่นของเครื่องหอมแต่ละชนิดได้ราวกับของล้ำค่าในตระกูล แต่ทว่าครั้งนี้ที่ได้กลิ่นหอมประหลาดนี้ เขากลับไม่สามารถแยกแยะที่มาของมันได้เลย
“ศิษย์น้อง!”
ในเวลานั้นเอง หลวงจีนอ้วนก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่ง และเพราะความคุ้นเคยอย่างยิ่งยวดนี้ เพียงชั่วพริบตาเขาก็ตระหนักได้ว่านี่คือเสียงของจ้าววิถีฟ้าทมิฬ หนึ่งในเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสี
“ศิษย์พี่ฟ้าทมิฬ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
อริยะกงล้อแดงเงยหน้าขึ้น และต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าศิษย์พี่ของตน หรือจ้าววิถีฟ้าทมิฬ กำลังถือตะเกียงไฟอยู่ในมือ และปรากฏตัวอยู่ที่หัวบันไดชั้นสอง เขาเอ่ยปากด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกว่า “รีบขึ้นมาเถอะ ข้าพบอะไรบางอย่างเข้าแล้ว”
“พบอะไรหรือ?”
อริยะกงล้อแดงรีบถามต่อทันที
“ข้าเจอกระจกบานหนึ่ง มันอาจจะเกี่ยวข้องกับค่ายกลในจวนกระจกน้อยนี้ก็เป็นได้ เจ้ารีบขึ้นมาเร็วเข้า!”
ในระหว่างที่จ้าววิถีฟ้าทมิฬเอ่ยปาก เขาก็ยังคงมีใบหน้าเรียบเฉย ทว่าแสงไฟจากตะเกียงดวงนั้นที่สาดส่องลงบนใบหน้าของเขา กลับแฝงไปด้วยความประหลาดลี้ลับสายหนึ่ง
“ได้!”
อริยะกงล้อแดงไม่ได้สงสัยอะไร เขาก้าวเท้ายาวๆ เดินขึ้นบันไดไปทันที