- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 211 ช่วยข้าจัดการเรื่องหนึ่ง
บทที่ 211 ช่วยข้าจัดการเรื่องหนึ่ง
บทที่ 211 ช่วยข้าจัดการเรื่องหนึ่ง
บัณฑิตผีมีพลังตบะในสำนักภูตครวญไม่สูงนัก ทว่ากลับเชี่ยวชาญการสังเกตสีหน้าและท่าที ทั้งยังมีฝีปากกล้า เขาคล่องแคล่วว่องไว เขารู้ว่า ‘ชือซินจื่อ’ ได้บรรลุขอบเขตบรรลุมรรคาแล้ว เขาจึงคิดจะใช้ลีลาฝีปากอันพริ้วไหว เพื่อดึงตัวยอดฝีมือผู้นี้เข้าร่วมกับพันธมิตรหมื่นวิถี หากทำสำเร็จ ย่อมถือเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่
“ผู้อาวุโส ผู้คนในโลกหล้าต่างเรียกขานสำนักของท่าน รวมไปถึงลัทธิโคลน สำนักภูตครวญ สำนักปราณวิญญาณ และสำนักอื่นๆ ว่าเป็นเก้ามารอมตะ คำว่า ‘มาร’ ที่อยู่ในนั้น จะมิใช่ความลำเอียงรูปแบบหนึ่งได้อย่างไร ความดีความชั่วที่ปุถุชนกล่าวถึง สำหรับโลกผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเราแล้ว มันก็เป็นคนละเรื่องกันเลย”
“ความดีความชั่วในหมู่ปุถุชน ล้วนหนีไม่พ้นการทำเพื่อผู้อื่นหรือทำเพื่อตนเอง ทว่าความดีความชั่วในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้นก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นไปนานแล้ว บางครั้งการทำความดีกลับกลายเป็นเภทภัยหรือเรื่องเลวร้าย ในขณะที่บางครั้งการทำความชั่วกลับกลายเป็นเรื่องดี ดังคำกล่าวที่ว่า ‘มรรคาสวรรค์ไร้ญาติมิตร ปราชญ์ไร้ใจ’ การหมุนเวียนของมรรคาสวรรค์ และความเปลี่ยนแปลงของเหตุปัจจัย ล้วนเป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ไม่อาจใช้สามัญสำนึกมาวัดได้…”
“หากมรรคาสวรรค์ไม่ตั้งมั่น หมื่นวิถีก็เป็นเพียงเม็ดทรายที่ไร้การรวมตัว หากมรรคาสวรรค์ไร้การกระทำ หมื่นวิถีก็ล้วนมีการกระทำ ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเราสมควรปฏิบัติตามลิขิตสวรรค์ คล้อยตามฟ้าโอนอ่อนตามมรรคา นั่นจึงจะเป็นมหากุศล! แม้ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวจะเป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่ระดับเซียนปฐพี เขาก็ใช่ว่าจะสามารถพลิกผันโชคชะตาฟ้าดินได้ พวกเราโอนอ่อนตามบัญชาสวรรค์ กำจัดภัยร้ายใหญ่หลวง หากสำเร็จเมื่อใด พวกเราเก้ามารอมตะก็จะเปลี่ยนจากสำนักมารนอกรีต กลายมาเป็นผู้นำแห่งธรรมะ ปกครองโลกผู้บำเพ็ญเพียรแห่งต้าโหยวไปเสีย จะไม่เบิกบานใจหรือไร!”
เหอผิงได้ยินคำพูดไร้สาระของบัณฑิตผีก็ไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใด เพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “ที่เจ้าบอกว่าปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวตายแล้ว เป็นเพียงการคาดเดาของเจ้า หรือเป็นข้อสันนิษฐานของเจินเฟยจื่อ ปรมาจารย์ของเจ้ากันแน่? ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวคือผู้ยิ่งใหญ่ระดับเซียนปฐพี มีตบะล้ำลึก อิทธิฤทธิ์กว้างขวาง การตระหนักรู้ในมรรคาสวรรค์ของยอดคนระดับนี้ เหนือล้ำกว่าปุถุชนทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด... เจียงหลิงซวีนั้นยังไม่ทันก้าวบรรลุขอบเขตสำแดงเทวะด้วยซ้ำ เอาอะไรมาแอบอ้างบารมี ‘มังกรที่แท้จริงผู้ไร้เทียมทาน’ ช่างน่าขันสิ้นดี!”
“ช่างเถอะ ข้าขี้เกียจสนใจเรื่องนี้ พวกเจ้ามาที่นี่ก็เพื่อจวนกระจกน้อยที่ภูเขาถงป่ายใช่หรือไม่?”
บัณฑิตผีเองก็ค่อนข้างจนปัญญา เดิมทีเขามีใจอยากจะดึงตัว ‘ชือซินจื่อ’ มาเป็นพวก แต่ตาเฒ่าคนนี้กลับไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามไม่ว่าจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็งก็ตาม
“ภายในพันธมิตรหมื่นวิถี การแก่งแย่งอำนาจนั้นรุนแรงยิ่งนัก เจียงหลิงซวีแห่งตำหนักเกราะม่วงก็ใช่ว่าจะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จผู้เดียวได้ ทางฝั่งสำนักปราณวิญญาณและสำนักสาปกระบี่ที่เสนอตัวเข้าร่วมก็ล้วนมีความคิดเป็นของตนเอง ส่วนสำนักภูตครวญของข้านั้น ก็ไม่อาจนับว่าลงเรือลำเดียวกันกับเจียงหลิงซวีผู้นั้นหรอกขอรับ!”
ในใจเขาเดิมทีมีแผนการร้อยแปด ทว่าเมื่อต้องมาเจอกับคนที่ไม่ยอมรับฟังสิ่งใดอย่าง ‘ชือซินจื่อ’ ก็ทำได้เพียงลอบถอนหายใจเบาๆ
“สิ่งที่ผู้อาวุโสชือซินจื่อกล่าวนั้นไม่ผิดเลย ผู้เยาว์กับพวกได้รับคำสั่งจากท่านประมุขเจียง ให้มาสืบข่าวคราวบริเวณภูเขาถงป่าย ต่อมาก็บังเอิญไปพบกับกลุ่มของเฉียวไป๋ขุยเข้า พวกข้าจึงคิดจะลอบสังหารคนผู้นี้ นึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้ได้มาพบกับผู้อาวุโส”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
เหอผิงหัวเราะหึหึ ก่อนจะยื่นมือไปลูบเครายาวที่ติดไว้หลังจากการแปลงโฉม
“ข้ามีเรื่องหนึ่งที่สงสัยยิ่งนัก? ในจวนกระจกน้อยมีสิ่งใดกันแน่ ถึงได้ดึงดูดให้ ‘พันธมิตรหมื่นวิถี’ ของพวกเจ้าส่งคนมา พวกเจ้าคงไม่ได้หลงเชื่อข่าวลือในยุทธภพหรอกนะ ที่คิดว่าที่นี่จะมีของวิเศษใดถือกำเนิดขึ้นจริงๆ?”
“เรื่องมันเป็นเช่นนี้ขอรับ…”
บัณฑิตผีกล่าวต่อ “ท่านประมุขเจียง ผู้อาวุโสเจินเฟยจื่อ ตลอดจนยอดคนระดับผู้อาวุโสของสำนักปราณวิญญาณและสำนักสาปกระบี่ ได้ผ่านการคำนวณทำนายมาแล้ว พบว่าข่าวลือทั้งหมดเกี่ยวกับจวนกระจกน้อยล้วนคลาดเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิเศษที่อกนิษฐพรหมทิ้งไว้จะปรากฏขึ้น หรือเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับ ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’ หรือแม้แต่คลังความวิชาของสำนักจิตรกรเซียน น่าจะเป็นเพียงคำพูดที่ผู้มีเจตนาแอบแฝงจงใจสร้างขึ้นเพื่อปกปิดความจริงเท่านั้นขอรับ…”
“โอ้!”
ภายในใจของเหอผิงมีความประหลาดใจเจืออยู่จางๆ เดิมทีเขาคิดว่าคนของพันธมิตรหมื่นวิถีกลุ่มนี้ก็แค่หลงเชื่อข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกผู้บำเพ็ญเพียร จึงจงใจรุดมาสืบข่าว แต่พอฟังคำพูดของบัณฑิตผีแล้ว ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่ใช่เช่นนั้น
“แล้วประมุขเจียงกับพวกมีความเห็นอันสูงส่งเช่นไรล่ะ?”
บัณฑิตผีไม่กล้าปิดบัง
“หลังจากท่านประมุขเจียงกับพวกได้ทำการคำนวณแล้ว พวกเขาก็ลงความเห็นว่าภายในจวนกระจกน้อยซ่อนความเร้นลับเอาไว้ ที่แห่งนี้สมควรมีรอยแยกที่เชื่อมต่อกับภพเหวลึก รอยแยกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางที่เชื่อมทะลุสองภพ จวนกระจกน้อยถูกจงใจสร้างทับไว้บนรอยแยกนี้ เพื่อใช้ปกปิดการมีอยู่ของเส้นทางดังกล่าวขอรับ…”
“ภพเหวลึกงั้นรึ!?”
เหอผิงขบคิดถึงคำสามคำนี้อยู่ในใจ
เขาย่อมล่วงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับภพเหวลึก ว่ากันว่าภพเหวลึกคือโลกอีกใบที่อยู่ลึกลงไปใต้พิภพ แบ่งออกเป็นเก้าชั้นดั่งห้วงอเวจี ภายในภพเหวลึกทั้งเก้าชั้นนั้น เป็นแหล่งอาศัยของบรรดาเผ่าปีศาจ ยักษา สิ่งมีชีวิตจากยุคโบราณกาลที่ไร้จุดสิ้นสุด และยังมีสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์
ในขณะเดียวกัน ภพเหวลึกก็มีสายแร่ พฤกษาและสมุนไพรวิเศษ ชีพจรปฐพีขั้วหยิน ตลอดจนของวิเศษฟ้าดินบางชนิดที่โลกภายนอกไม่มี สำหรับโลกผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ที่นั่นถือเป็นดินแดนขุมทรัพย์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง
“ถูกต้องขอรับ ท่านประมุขเจียงและเหล่าผู้อาวุโส ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่พันปีจะมีสักหน”
บัณฑิตผีกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “พวกท่านเชื่อว่าเส้นทางสู่ภพเหวลึกแห่งนี้ยังไม่เสถียรนัก มีผู้ใช้วิชาลับกดทับมันเอาไว้ ทำให้เส้นทางสู่ภพเหวลึกนี้กำลังค่อยๆ ขยายตัวออกทีละน้อย หากปล่อยไว้นานวันเข้า ภพเหวลึกก็จะสามารถเปิดทางเข้าแห่งใหม่บนดินแดนแห่งต้าโหยวได้”
“เผ่าปีศาจในภพเหวลึกนั้น เข้ากับเเผ่ามนุษย์ของเราไม่ได้ดั่งน้ำกับไฟ หากปล่อยให้ปีศาจจากภพเหวลึกมีฐานที่มั่นในภพมนุษย์ได้ นั่นย่อมกลายเป็นภัยพิบัติสำหรับสรรพชีวิตบนโลก ตลอดจนโลกผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอน”
“ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือต้องค้นหาแกนกลางค่ายกลในจวนกระจกน้อยแห่งนี้ แล้วใช้กำลังทำลายค่ายกลให้แหลกสลาย บังคับเจาะทะลวงเส้นทางเชื่อมระหว่างภพเหวลึกกับภพมนุษย์โดยพลการ สิ่งนี้จะทำให้เส้นทางดังกล่าวถูกเปิดออกก่อนกำหนด และอายุขัยของมันก็จะสั้นลงอย่างมาก ภายในระยะเวลาไม่เกินสามสิบปี เส้นทางนี้ก็จะหายไป และยังสามารถปัดเป่ามหาภัยพิบัติในอนาคตได้อีกด้วย”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…”
เหอผิงระเบิดเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงอยู่หลายครั้ง
“เจียงหลิงซวีกับพวกช่างวางแผนได้แยบยลนัก หากเป็นไปตามการจัดเตรียมของพวกเจ้า เส้นทางนี้ก็จะเกิดความเสถียรขึ้นมา เกรงว่าในช่วงสามสิบปีนับจากนี้ ปีศาจจากภพเหวลึกย่อมหลั่งไหลเข้าสู่ผืนพิภพผ่านเส้นทางนี้อย่างแน่นอน แผ่นดินภาคกลางโดยมีมณฑลจินเหอเป็นศูนย์กลาง ราษฎรตาดำๆ จะไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน บรรดาเผ่าปีศาจจะเดินกร่างเหิมเกริมบนแผ่นดินนี้ และสร้างความวิบัติแก่แผ่นดินต้าโหยว!”
“สถานการณ์เช่นนั้นก็เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น” บัณฑิตผีกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “รอจนผ่านพ้นสามสิบปีไป รอยแยกของภพเหวลึกก็จะปิดตัวลงเนื่องจากพลังปราณแห่งพิภพเหือดแห้ง ต่อให้มีปุถุชนบางส่วนได้รับผลกระทบ มันก็จะไม่ลุกลามไปผูกมัดกับวิบากกรรมของมหาภัยพิบัติ อีกทั้งหนี้แค้นบัญชีนี้ มันก็จะถูกโยนไปให้เป็นความรับผิดชอบของราชวงศ์ต้าโหยวแต่เพียงผู้เดียว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็พลันหัวเราะออกมา
“ยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่เส้นทางสู่ภพเหวลึกถูกเปิดออก สำหรับปุถุชนในภพมนุษย์แล้ว ย่อมถือเป็นหายนะ ทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเรา มันกลับเป็นวาสนาครั้งยิ่งใหญ่ ลึกลงไปในภพเหวลึกเก้าชั้นมีทั้งสายแร่และสมุนไพรวิเศษนานาชนิด ตัวมันเองก็คือดินแดนแห่งขุมทรัพย์ ในเมื่อปีศาจจากภพเหวลึกสามารถบุกเข้ามาสังหารในภพมนุษย์ได้ เช่นนั้นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเราก็ย่อมสามารถเข้าไปในภพเหวลึก เพื่อช่วงชิงทรัพยากรเหล่านั้นได้เช่นกัน ซึ่งนี่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญเพียรของพวกเรา”
ที่แท้เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้เอง!
เหอผิงเพิ่งจะกระจ่างแจ้ง ว่ากลุ่มคนนอกรีตของ ‘พันธมิตรหมื่นวิถี’ เหล่านี้ แห่กันมาที่ภูเขาถงป่ายเพื่อจุดประสงค์ใด...
“นี่ช่างเหนือความคาดหมายของข้านัก เดิมทีคิดว่า ‘พันธมิตรหมื่นวิถี’ ก็แค่รีบมาเพื่อร่วมวงดูเรื่องสนุก นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีแผนการเช่นนี้ หากยอมปล่อยให้พวกมันทำเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ แถบมณฑลจินเหอย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างหนักเป็นแน่แท้ ในภพเหวลึกนั้นมืดมิดและลึกล้ำ มีปีศาจอาศัยอยู่นับสิบล้านตัว หากปีศาจพวกนี้หลุดขึ้นมาบนพื้นดิน ภายในสามสิบสี่สิบปี สถานการณ์ทั่วหล้าคงพังพินาศย่อยยับเป็นแน่…”
เขาทราบซึ้งถึงจุดนี้ดี หากภูเขาถงป่ายกลายเป็นเส้นทางเชื่อมสองภพขึ้นมาจริงๆ สำหรับเขาก็ไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน
เพราะถึงอย่างไร เมืองหลงเหอก็อยู่ห่างจากภูเขาถงป่ายนี้ไม่ไกลนัก หากสถานการณ์เลวร้ายลง เมืองหลงเหอก็จะต้องรับเคราะห์เป็นแห่งแรก และได้รับผลกระทบไปด้วย
‘ทว่า หาก ‘พันธมิตรหมื่นวิถี’ คิดจะเล่นตุกติกจริงๆ นั่นก็ไม่ใช่กงการอะไรของข้าที่จะต้องไปกังวล ฟ้าถล่มลงมา ก็ย่อมมีคนตัวสูงกว่าคอยค้ำยันไว้... เรื่องนี้ข้าไม่ควรผลีผลามเข้าไปยุ่งเกี่ยว ทำตามแผนที่วางไว้แต่แรกก่อนดีกว่า กวนน้ำให้ขุ่น แล้วค่อยหาโอกาสจับปลา!’
เหอผิงไม่เห็นด้วยกับความคิดของพันธมิตรหมื่นวิถีนัก แต่ก็ค่อนข้างเข้าใจรูปแบบการลงมือของคนกลุ่มนี้
การที่ตำหนักเกราะม่วง สำนักภูตครวญ และสำนักปราณวิญญาณสามารถมีชื่อติดอยู่ในเก้ามารอมตะได้ ย่อมแสดงว่าแต่ละสำนักล้วนบรรลุแก่นแท้ของการทำลายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง การทำลายเรื่องดีงามของผู้อื่น ชักนำให้ทั่วหล้าสั่นคลอน ทำลายความเสถียรของเส้นทางภพเหวลึก เพื่อปลดปล่อยกองทัพปีศาจใต้ดินออกมาก่อนกำหนด เรื่องพรรค์นี้พวกมันย่อมทำได้อย่างแน่นอน
เหอผิงไม่คิดจะขัดขวางคนของสำนักมารเหล่านี้ซึ่งหน้า เจียงหลิงซวีผู้นั้นเป็นยอดฝีมือที่บรรลุมรรคามาอย่างยาวนาน มีตบะการบำเพ็ญสูงส่งยิ่งนัก อีกทั้งพันธมิตรหมื่นวิถีก็ยังเป็นมหาพันธมิตรที่ตำหนักเกราะม่วงร่วมมือกับขุมกำลังอื่นๆ สร้างขึ้นมา การไปตอแยซึ่งหน้าย่อมเป็นการรนหาที่ตายโดยแท้
ส่วนเรื่องที่เส้นทางภพเหวลึกจะถูกเปิดออก ปีศาจจะเข้ามารุกรานมณฑลจินเหอ จนส่งผลให้ราษฎรตาดำๆ ล้มตายเป็นเบือ เรื่องนี้เกรงว่าคงไม่ได้เกี่ยวอันใดกับเขานัก เขาขี้เกียจจะเข้าไปวุ่นวายให้มากความ เรื่องจำพวกการช่วยเหลือสรรพชีวิต ช่วยคนตกทุกข์ได้ยากอะไรเทือกนั้น มันก็ยังไม่ถึงคราวที่ผู้สืบทอดของสำนักหุ่นเชิดเซียนอย่างเขาต้องเป็นคนจัดการ
‘อย่างมากก็แค่หาโอกาสแจ้งข่าวให้คนของนิกายลับบูรพาทราบ ถึงอย่างไรเบื้องหลังของนิกายลับบูรพาก็คือราชสำนัก เชื่อว่าเมื่อพวกเขารู้ตื้นลึกหนาบางแล้ว พวกเขาก็ย่อมต้องมีความเคลื่อนไหวบ้าง…’
ในใจของเหอผิงพลิกผันความคิดอยู่หลายตลบ บนฝ่ามือพลันปรากฏตะเกียงดอกบัวสีหยกดำขึ้นมาหนึ่งดวง
“ช่างเถอะ! ผู้เยาว์ทั้งสองอย่างพวกเจ้าก็นับว่ามีวาสนากับข้า ชือซินจื่อผู้นี้จะมอบของวิเศษให้พวกเจ้าสองชิ้นก็แล้วกัน”
เขายื่นมือชี้ออกไป เปลวเพลิงในตะเกียงดอกบัวก็แยกตัวออกเป็นสองดวง พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว บัณฑิตผีและเหมียวซานอินตระหนกในใจ กำลังจะทะยานร่างถอยหนี แต่ความเร็วของเปลวเพลิงนั้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน และตกลงบนร่างของทั้งสองคน
บัณฑิตผีและเหมียวซานอินยังไม่ทันได้หลบหนี พวกเขาก็รู้สึกเย็นยะเยือกที่หัวใจ เปลวเพลิงเหล่านั้นถูกตบเข้าสู่ร่างกายของพวกเขา ทันทีที่สิ่งนี้เข้าสู่ร่างกาย ทั้งสองก็คิดว่าตนเองต้องโดนค่ายกลพันธนาการเข้าเสียแล้ว ขณะที่ในใจกำลังก่นด่าชือซินจื่อว่าลงมือเหี้ยมโหด และหมายจะใช้พลังตบะของตัวเองเพื่อทดลองหลอมละลาย ทว่ากลับเห็นว่าเปลวเพลิงนั้นไม่มีความผิดปกติใดๆ เมื่อจิตวิญญาณของตนสัมผัสโดน มันก็พลันมีพลังอันสงบร่มเย็นสายหนึ่งหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณ และค้นพบโดยสัญชาตญาณว่าสัมผัสวิญญาณของตนนั้นได้พัฒนาขึ้นอย่างมาก ทั้งคู่จึงนิ่งอึ้งไปในพริบตา
“ตะเกียงบัวสีหมึกนี้เป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ข้าไปเก็บสมุนไพร ข้าได้บังเอิญค้นพบร่างสังขารของผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ข้าจึงได้รับของวิเศษชิ้นนี้มา เปลวเพลิงทั้งสี่สิบเก้าดวงในตะเกียงบัวนี้ แต่ละดวงล้วนมีความเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกัน วันนี้มีวาสนากับพวกเจ้าทั้งสอง ข้าจึงขอมอบให้พวกเจ้าสองคน…”
บัณฑิตผีและเหมียวซานอินใช้สัมผัสวิญญาณของตนหลอมรวมกับเปลวเพลิง รอบกายของพวกเขาพลันมีแสงสีดำหมึกกะพริบวาบขึ้นมาจางๆ
ข้างกายของบัณฑิตผีจำแลงเป็นมังกรน้อยสีดำหมึกหนึ่งตัว ส่วนข้างกายของเหมียวซานอินก็มีระฆังทองแดงสีดำหมึกขนาดเล็กบินออกมา
ทั้งสองต่างพบว่าตนเองมีวิชาที่สามารถควบคุมได้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง ในใจจึงยินดียิ่งนัก
“ขอบคุณผู้อาวุโสชือซินจื่อที่มอบของวิเศษให้ขอรับ/เจ้าค่ะ!”
บัณฑิตผีและเหมียวซานอินรีบเอ่ยปากอย่างลุกลี้ลุกลน เหอผิงเพียงหัวเราะหึหึ เปลวเพลิงที่เขามอบให้ไปนั้นนับว่าเป็นของดีจริงๆ ตะเกียงบัวสีหมึกนี้มีต้นกำเนิดมาจาก ‘ภาพจำแลงนรกภูมิ’ ย่อมมีสรรพคุณอันลึกล้ำในตัวเอง เพียงแต่เปลวเพลิงทั้งสองดวงนี้ล้วนถูกผสมปนเปื้อนไปด้วยเมล็ดพันธุ์มาร
‘อาฆาต มรณะ หยิน หยาง อายุขัย โรคระบาด เคราะห์กัป มายา เมล็ดพันธุ์มารทั้งแปดนี้ ถูกข้าหลอมสร้างจนสำเร็จมานานแล้ว เมื่อนำมาผสมในเปลวเพลิงนี้ย่อมไร้ร่องรอยไร้รูป นอกเสียจากจะมีตบะขอบเขตบรรลุมรรคา มิเช่นนั้นย่อมยากที่จะตรวจพบได้โดยเด็ดขาด พวกเจ้าสองคนติดเมล็ดพันธุ์มารของข้าแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นหรือตาย ล้วนอยู่ในกำมือข้า!’
เขามองดูสีหน้าปลาบปลื้มยินดีของทั้งสอง แล้วเอ่ยปากอย่างไม่เร่งรีบว่า “ในเมื่อพวกเจ้ารับของข้าไป ได้รับผลประโยชน์จากข้าไปแล้ว ก็ควรจะช่วยข้าจัดการเรื่องหนึ่งด้วย!”