- หน้าแรก
- สไนเปอร์ของฉันที่มีปากกระบอกกว้างสามกิโลเมตร
- บทที่ 18 - "งั้นลูกพี่ ขอให้พวกเราร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะ?"
บทที่ 18 - "งั้นลูกพี่ ขอให้พวกเราร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะ?"
บทที่ 18 - "งั้นลูกพี่ ขอให้พวกเราร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะ?"
คนของแก๊งหมาป่าเยือกเย็น...?
ปาโก่วที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ มุมปากกระตุกยิกๆ นี่พี่เจียงไม่ได้เตี๊ยมกันก่อนออกจากบ้านเลยนะ ว่างานนี้พวกเราจะมาสวมรอยเป็นคนของแก๊งหมาป่าเยือกเย็นเนี่ย
มิน่าล่ะ ถึงได้คะยั้นคะยอให้ใส่สูทซะเต็มยศ
ก็พวกลูกสมุนแก๊งหมาป่าเยือกเย็น มันแต่งตัวใส่สูทผูกไทกันทั้งแก๊งนี่หว่า โดยเฉพาะไอ้ตัวหัวหน้าแก๊งนั่น เล่นใส่สูทสวมหมวกทรงกลมซะหล่อเฟี้ยว ดูขี้เก๊กจะตายชัก
"คนของแก๊งหมาป่าเยือกเย็นงั้นเรอะ?"
พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืนขวางประตูอยู่ หรี่ตาลงอย่างระแวดระวัง เขาไม่ได้ตอบอะไรในทันที แต่ยกวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูดพึมพำอะไรบางอย่างด้วยเสียงแผ่วเบา
เห็นได้ชัดว่า เจ้ายามคนนี้ก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของแก๊งหมาป่าเยือกเย็นมาบ้างเหมือนกัน
ไม่นานนัก
ดูเหมือนทางฝั่งนั้นจะตอบกลับมาแล้ว
เจ้ายามลดปากกระบอกปืนลงชี้พื้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรแล้ว ก่อนจะโบกมือเรียก "ตามฉันมาสิ ผู้จัดการลานขยะของพวกเราอยากเจอพวกแก"
"ตกลง"
เฉินเจียงตีหน้าตาย พยักหน้ารับคำเบาๆ แล้วก้าวเท้าเดินตามเข้าไป
ทั้งสองเดินลัดเลาะผ่านทางเดินแคบๆ ที่ขนาบข้างไปด้วยกองขยะที่ถูกทิ้งร้าง จนมาถึงหน้าอาคารสำนักงานชั้นเดียวหลังหนึ่ง
ดูจากสภาพแล้ว อาคารสำนักงานหลังนี้น่าจะขาดการดูแลทำความสะอาดมานานโข มันตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางดงขยะ โดยมีพื้นที่ว่างล้อมรอบอาคารเป็นวงกว้าง คั่นกลางระหว่างตัวอาคารกับกองขยะ
และบนพื้นที่ว่างนั้น ก็ถูกป้องกันไว้อย่างแน่นหนาด้วยรั้วไฟฟ้า กับระเบิด และปืนกลอัตโนมัติ
ดูท่าทางผู้จัดการลานขยะคนนี้ จะรักตัวกลัวตายเอาเรื่องเลยแฮะ
ใช้เวลาไม่นาน
เฉินเจียงและปาโก่วก็เดินเข้ามาในสำนักงาน ส่วนเจ้ายามคนนั้นก็เดินตามเข้ามาติดๆ แล้วยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังพวกเขาทั้งสอง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง
ก็เห็นชายวัยกลางคนพุงพลุ้ย นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ ในปากคาบซิการ์มวนโต สายตาที่มองมาทางเฉินเจียงและปาโก่วแฝงไปด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า
"พวกแกสองคนนี่ใจกล้าไม่เบาเลยนะ"
"เมื่อหลายปีก่อน แก๊งหมาป่าเยือกเย็นนั่นแหละที่ใส่ร้ายป้ายสีฉัน จนฉันต้องระเห็จมาตกอับเป็นแค่ผู้จัดการลานขยะซังกะบายนี่ กลายเป็นตัวตลกของเมือง 18 มาตั้งนานนม"
"แล้วนี่... ยังมีหน้าส่งคนมาเจรจาธุรกิจกับฉันอีกเรอะ?"
"คิดว่าฉันใจกว้างเป็นแม่น้ำ หรือว่าตั้งใจมาเยาะเย้ยถากถางฉันกันแน่"
ฉิบหายแล้วไง
ปาโก่วถอนหายใจเฮือกใหญ่ในใจ ลอบมองซ้ายมองขวา หาทางหนีทีไล่เตรียมพร้อมฝ่าวงล้อมเอาไว้ก่อนเลย
งานนี้เห็นชัดๆ เลยว่า พี่เจียงสืบข้อมูลมาไม่ดีพอ ดันพามาเหยียบถิ่นศัตรูคู่อาฆาตของแก๊งหมาป่าเยือกเย็นเข้าให้แล้วไงล่ะ
ไอ้แก๊งหมาป่าเยือกเย็นนี่มันก็โรคจิตหรือไงวะ วันๆ เอาแต่สร้างศัตรูไปทั่ว
"เปล่าเลย"
เฉินเจียงไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านใดๆ เขาก้าวฉับๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้จัดการลานขยะ ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงอย่างถือวิสาสะ จ้องมองชายร่างท้วมตรงหน้าด้วยสายตาจริงจัง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "โลกใบนี้มันเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนแล้ว คุณเองก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดีไม่ใช่หรือไง?"
"ก็ต้องรู้อยู่แล้ว"
ผู้จัดการลานขยะแค่นหัวเราะเยาะ วางซิการ์ในมือลงข้างๆ ลุกขึ้นเดินไปหยิบเหล้าขวดหนึ่งออกมาจากตู้แช่ไวน์ "สามเดือนก่อน ลานประลองหมื่นเผ่าพันธุ์ถูกเปิดใช้งานขึ้นอีกครั้ง"
"และสนามรบในครั้งนี้ ก็ถูกกำหนดให้เป็นโลกของเผ่าจักรกลอย่างพวกเรา"
"เมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่สิ่งมีชีวิตหมื่นเผ่าพันธุ์ทะลุมิติมาที่โลกใบนี้ ก็ถูกกองกำลังเผ่าจักรกลของพวกเรากวาดล้างไปเกือบครึ่งค่อนโลกแล้ว"
"ก็แหงล่ะ พวกมันมาถึงโลกเราตัวเปล่าเล่าเปลือย ในขณะที่เผ่าจักรกลของพวกเราเตรียมพร้อมรับมือกับการมาเยือนของสิ่งมีชีวิตหมื่นเผ่าพันธุ์พวกนี้ไว้อย่างเต็มพิกัดแล้ว"
"เอาเข้าจริง... อย่าว่าแต่กวาดล้างไปเกือบหมดเลย อย่างน้อยๆ ก็น่าจะตายไปเกินครึ่งแล้วล่ะ พวกแกไม่สังเกตบ้างหรือไง ว่าเดี๋ยวนี้แทบจะไม่เห็นร่องรอยของพวกเผ่าพันธุ์อื่นเดินเพ่นพ่านเลย?"
"ตามธรรมเนียมปฏิบัติ พอครบกำหนดสามเดือน กิจกรรมรอบใหม่ของลานประลองหมื่นเผ่าพันธุ์ก็จะเริ่มขึ้น และสำหรับกิจกรรมรอบนี้ เผ่าจักรกลของพวกเราก็เตรียมพร้อมรับมือไว้หมดแล้ว"
"เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในศึกประลองหมื่นเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ มีเพียงเผ่าจักรกลของพวกเราเผ่าเดียวเท่านั้น ที่เคยมีประสบการณ์เข้าร่วมสงครามมาก่อน แถมยังเป็นผู้ชนะที่ยืนหยัดอยู่รอดเป็นคนสุดท้ายซะด้วย"
"คิดจะใช้หลักคุณธรรมความถูกต้องมาโน้มน้าวฉันงั้นเรอะ? เหอะ ไม่มีทางหรอก ฉันเป็นคนยึดมั่นในหลักการ"
"เรื่องคุณธรรมก็ส่วนคุณธรรม แต่ถ้าจะให้ร่วมมือกับแก๊งหมาป่าเยือกเย็นล่ะก็... ฝันไปเถอะ!"
เฉินเจียงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาไม่ได้โต้เถียงอะไรในประเด็นนั้น แต่กลับเลือกใช้วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด ด้วยการหยิบบัตรเครดิตสีดำใบนั้น เลื่อนส่งไปตรงหน้าอีกฝ่าย
"สำหรับนักธุรกิจอย่างเราๆ ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนมีราคาค่างวดของมันเสมอ... รวมถึง 'หลักการ' ที่ว่านั่นด้วย"
"ที่แกพูดมามันก็มีเหตุผลนะ"
ผู้จัดการลานขยะหรี่ตาลง จับจ้องไปที่บัตรเครดิตไร้ชื่อสีดำใบนั้นด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความโลภอย่างเห็นได้ชัด เขาเอ่ยถามหยั่งเชิง "ไหนลองว่ามาสิ ว่าอยากจะร่วมมือทำธุรกิจอะไร"
"ง่ายๆ"
เฉินเจียงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายร่างท้วมตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง "แก๊งหมาป่าเยือกเย็น ต้องการเศษไอเทมพังๆ จำนวนมาก"
"เศษไอเทมพังๆ งั้นรึ?"
ผู้จัดการลานขยะกะพริบตาปริบๆ อย่างครุ่นคิด "แก๊งหมาป่าเยือกเย็นจะเอาขยะพวกนั้นไปทำอะไร?"
"เรื่องนั้น ไม่เกี่ยวกับคุณ"
เฉินเจียงส่ายหน้าปฏิเสธที่จะตอบคำถาม "บอกราคามาตรงๆ เลยดีกว่า"
ชายร่างท้วมก้มหน้าใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด ชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว "ตกลง... ชิ้นละสามร้อยพอยต์เครดิต อยากได้เยอะแค่ไหน ฉันมีให้ไม่อั้น"
"..."
เมื่อได้ยินราคา เฉินเจียงก็ไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย เขาเอื้อมมือไปคว้าบัตรเครดิตของตัวเองกลับมา ลุกขึ้นยืนเตรียมจะหันหลังกลับทันที
"เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อนสิ"
"เรื่องราคามันต่อรองกันได้น่า จะรีบร้อนไปไหนเล่า"
เมื่อเห็นเฉินเจียงทำท่าจะเดินหนี ผู้จัดการลานขยะก็ลุกลี้ลุกลนขึ้นมาทันที รีบผุดลุกขึ้นรั้งตัวเฉินเจียงเอาไว้
"ชิ้นละ 280 พอยต์เครดิต เป็นไง?"
"นี่พี่ชาย"
เฉินเจียงถอนหายใจอย่างเอือมระอา มองชายร่างท้วมตรงหน้าด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย "เศษไอเทมพังๆ พวกนี้ พูดกันตามตรงมันก็คือขยะที่ไม่มีราคาค่างวดอะไรเลยนะเว้ย จะมาเรียกราคาตั้งหลายร้อยเครดิตต่อชิ้นเนี่ย คุณคิดว่าแก๊งหมาป่าเยือกเย็นมีเงินเหลือใช้เยอะจนต้องเอามาเผาเล่นหรือไง?"
"ฉันบอกราคาประเมินต่ำสุดที่หัวหน้าแก๊งให้มาเลยก็แล้วกัน... สูงสุดให้ได้ไม่เกิน 50 พอยต์เครดิต"
"เอ่อ..."
ผู้จัดการลานขยะอึกอัก ลังเลอยู่พักหนึ่ง ยังไม่ยอมตอบตกลงในทันที สีหน้าดูมีความลังเลใจ
ไอ้เศษไอเทมพังๆ พวกนี้ ในลานขยะของเขามีถมเถไป มันเป็นแค่ขยะที่ไม่มีค่าอะไรเลยจริงๆ ถ้าพวกนั้นอยากได้ จะเอาสักกี่ชิ้นเขาก็หาให้ได้ไม่อั้น
แต่ในเมื่อแก๊งหมาป่าเยือกเย็นยอมควักเงินก้อนโตมาซื้อขยะพวกนี้ มันก็ต้องแปลว่าของพวกนี้มีประโยชน์กับพวกมันแน่ๆ
ในฐานะพ่อค้า เขาก็ย่อมอยากจะฉวยโอกาสฟันกำไรให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไอ้น้องชาย"
ชายร่างท้วมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นไปรินเหล้าให้เฉินเจียงแก้วหนึ่ง แล้วเอ่ยตะล่อมด้วยน้ำเสียงหว่านล้อม "อย่ามามุกบอกราคาประเมินขั้นต่ำขั้นสูงอะไรเลยน่า ฉันเองก็อาบน้ำร้อนมาก่อน ประสบการณ์โชกโชน คำพูดพรรค์นี้เอาไปหลอกเด็กอนุบาลเถอะ"
"การที่แก๊งหมาป่าเยือกเย็น ส่งนายมาเจรจาได้เนี่ย ก็แสดงว่านายเองก็ต้องเป็นคนมีปากมีเสียงในแก๊งพอตัวเลยทีเดียว"
"เอาล่ะ ในเมื่อน้องชายอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่ จะให้กลับไปมือเปล่าก็คงกระไรอยู่..."
"เรื่องราคา เอาเป็นว่าตกลงกันที่ 100 พอยต์เครดิตก็แล้วกัน"
"แต่ว่า..."
เขาชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว พร้อมกับระบายยิ้มกว้างที่ดูเป็นมิตรสุดๆ "ฉันให้ค่านายหน้าแกสามเปอร์เซ็นต์"
"นั่นหมายความว่า ขยะทุกๆ หนึ่งชิ้นที่ตกลงซื้อขายกัน น้องชายจะได้ส่วนแบ่งเข้ากระเป๋าตัวเอง 30 พอยต์เครดิต... เป็นไง ข้อเสนอนี้น่าสนใจไหมล่ะ?"
"พี่ชายคนนี้ ก็ได้กำไรเพิ่มขึ้นมาแค่ 20 พอยต์เครดิตเองนะ เห็นไหมล่ะ?"
"ที่พี่ชายยอมทำแบบนี้ ก็เพื่อให้เราได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ขืนปล่อยให้น้องชายอุตส่าห์เหนื่อยยากบากบั่นมาถึงนี่ แต่ต้องกลับไปมือเปล่าไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปเลย มันก็คงจะทำร้ายจิตใจกันเกินไปหน่อย"
"แบบนี้เราจะได้ร่วมงานกันไปได้นานๆ ถือคติมีเงินก็ต้องแบ่งกันรวยจริงไหมล่ะ"
"ลองเอาไปนอนคิดดูไหมล่ะ?"
เฉินเจียงจ้องมองชายร่างท้วมตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก "เมื่อกี้ฉันคงเผลอพูดผิดไปน่ะ ความจริงราคาประเมินต่ำสุดที่หัวหน้าให้มา ก็คือ 100 พอยต์เครดิตนี่แหละ"
"งั้นลูกพี่ ขอให้พวกเราร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะ?"
"แน่นอน แน่นอนที่สุด"
(จบแล้ว)