- หน้าแรก
- โลกทั้งใบกลายเป็นเกมออนไลน์ ที่กฎการเล่นเปลี่ยนไปทุกเดือน
- บทที่ 37 - "ขายถูก! ฉายาลิมิเต็ด 'ลูกรักของกามเทพ'!"
บทที่ 37 - "ขายถูก! ฉายาลิมิเต็ด 'ลูกรักของกามเทพ'!"
บทที่ 37 - "ขายถูก! ฉายาลิมิเต็ด 'ลูกรักของกามเทพ'!"
บนถนนใหญ่ ไม่มีรถยนต์ให้เห็นเลยสักคันเดียว
ไม่ว่าคุณจะผ่อนรถหมดแล้วหรือยัง สรุปง่ายๆ คือรถคุณปลิวไปแล้ว
แต่เช้านี้ ตอนนี้เพิ่งจะเก้าโมงเช้า ถนนก็กลับมาคึกคักมีรถสัญจรไปมาอีกครั้งแล้ว
นั่นคือรถลาก (รถเจ๊ก) หลายคันที่วิ่งฉิวไปตามถนน โดยมีคนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ใช่แล้ว
แค่ชั่วข้ามคืนเดียว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ จู่ๆ ทั่วทั้งเมืองก็มีคนลากรถที่ใช้แรงงานโผล่มาเป็นจำนวนมาก
เฉินอี้ยกมือโบกเรียกรถลากคันหนึ่ง ยื่นบุหรี่ให้ชายวัยกลางคนที่เปลือยท่อนบนและมีผ้าขนหนูพาดคออยู่หนึ่งมวน ก่อนจะเอ่ยถาม
"พวกพี่ใครเป็นคนจัดตั้งขึ้นมาเนี่ย?"
"แล้วคิดค่าโดยสารยังไง?"
เขาถามตรงประเด็น ชายวัยกลางคนก็ไม่อ้อมค้อม ตอบกลับแบบตรงไปตรงมาเช่นกัน
"เมื่อคืนมีเถ้าแก่ใหญ่ส่งคนมาหาพวกเราน่ะ"
"เถ้าแก่คนนั้นมีบริษัทในเครือเพียบเลยนะ แถมยังมีเส้นสายกับกรมบังคับใช้กฎหมายด้วย ว่ากันว่าถ้าเส้นใหญ่พอก็ลากยาวไปถึงเบื้องบนนู่นเลย"
"เขาจัดหารถลากมาให้พวกเรา แล้วบอกว่ารายได้แต่ละวันให้แบ่งกันคนละครึ่ง"
"ว่าแต่ พวกพี่จะไปไหนล่ะ?"
เฉินอี้พยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วส่ายหัว "ไม่ได้ไปไหนหรอก"
ทำงานกันเร็วจริงๆ
พวกนายทุนเนี่ย พอเห็นว่าตลาดมีช่องโหว่ปุ๊บ ก็กระโจนเข้ามาเสียบแทนที่อย่างกับหมาหิวเนื้อ ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปแม้แต่วินาทีเดียว
"เถ้าแก่เราบอกว่า ถ้าลูกค้ายังไม่รู้ว่าจะไปไหน แนะนำที่นึงให้ได้นะ"
"ตลาดนัดฉงหยาง"
"ตอนนี้ที่นั่นมีคนไปแลกเปลี่ยนเศษสกิลกับพวกไอเทมที่ตัวเองไม่ได้ใช้กันเยอะเลย ลูกค้าลองไปเดินดูสิ ตลาดนั่นเถ้าแก่เราก็เป็นคนเปิดเหมือนกัน"
"โห?"
เฉินอี้เลิกคิ้วขึ้น เริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว "แล้วพี่คิดค่ารถยังไงล่ะ?"
"2 พอยต์ วิ่งทั่วเมือง ไม่เกี่ยงระยะทาง"
"แค่ไม่ออกนอกเมืองก็พอ"
"ตกลง ไปกันเลย"
"ได้เลยครับ จับแน่นๆ นะลูกค้า"
คนลากรถใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อบนหน้าผากด้วยความตื่นเต้น แล้วออกแรงลากรถวิ่งฉิวไปตามถนนทันที!
ผู้ชายตรงหน้านี้ มีฉายาลอยเด่นอยู่บนหัวตั้งเจ็ดอัน!
ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนระดับบิ๊กเบิ้ม
การได้ลากรถให้คนระดับนี้ มันก็ได้หน้าไปด้วยไม่ใช่หรือไง?
ราวๆ ยี่สิบนาทีต่อมา
เฉินอี้ก็เดินทางมาถึง 'ตลาดนัดฉงหยาง' ที่ชายคนเมื่อกี้แนะนำ
ตอนนี้ที่นี่มีคนพลุกพล่านไม่เบา
พ่อค้าแม่ค้าต่างนั่งขัดสมาธิเรียงรายอยู่สองฝั่งถนน ในมือชูป้ายเขียนชื่อเศษสกิลของตัวเองไว้ พร้อมกับตะโกนเรียกลูกค้าเสียงดังลั่น ส่วนคนเดินถนนก็เดินเบียดเสียดอยู่ตรงกลาง คอยหยุดแวะถามราคากันตลอดทาง
ภาพที่เห็นตรงหน้า กลายเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าขนาดย่อมๆ ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบไปแล้ว
ซึ่งทั้งหมดนี้ เมื่อวานมันยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ
"สร้างตัวกันเร็วจริงๆ"
หลาวทู่เดาะลิ้นด้วยความทึ่ง "ต้องยอมรับเลยนะ บางทีไอ้พวกนายทุนนี่ก็ทำตัวเป็นประโยชน์เหมือนกัน"
"การมีสถานที่แบบนี้อยู่ ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้เล่นในเมืองเหยียนเฉิงทุกคนเลยล่ะ"
เศษสกิล ต้องเก็บสะสมชิ้นที่เหมือนกันให้ครบห้าชิ้น ถึงจะรวมเป็นสกิลที่สมบูรณ์ได้
แต่เศษสกิลแบบสุ่มที่แต่ละคนได้มา มันก็สุ่มไปเรื่อย
ที่นี่จึงเป็นเหมือนจุดศูนย์กลาง ให้คนเอาเศษสกิลที่ตัวเองไม่ต้องการ มาแลกกับเศษสกิลที่ตัวเองกำลังตามหาอยู่พอดี
เฉินอี้เลิกคิ้วขึ้น ไม่ได้พูดอะไร
เขาใช้ไม้เท้าค้ำยัน เดินตรงเข้าไปทางทางเข้าตลาด กะว่าจะลองไปเดินด้อมๆ มองๆ เผื่อจะเจอของที่ตัวเองต้องการบ้าง
ทว่า ทันทีที่เฉินอี้ก้าวเท้าเข้าไป
ทุกคนในตลาดนัดต่างก็สูดหายใจเฮือกใหญ่ ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ตลาดที่เคยส่งเสียงหนวกหูเมื่อครู่ก็กลับกลายเป็นเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก
ไม่มีอะไรหรอก
ก็แค่วงแหวนเวทสีแดงเส้นผ่านศูนย์กลางสองเมตรใต้เท้าเฉินอี้ กับฉายาขนาดยักษ์ทั้งเจ็ดอันที่สว่างโร่ท้าแสงแดดอยู่บนหัวมันเตะตาเกินไปน่ะสิ
ต่อให้พยายามทำเป็นมองไม่เห็นก็ยังยากเลย
แทบจะในพริบตา ทุกคนก็เดาออกทันทีว่าผู้ชายตรงหน้าคือใคร เขาคือเฉินอี้ ชายผู้กวาดล้างมอนสเตอร์เผ่าแมลงที่ล้อมเมืองเหยียนเฉิงด้วยตัวคนเดียวเมื่อวานนี้นั่นเอง
เงียบไปได้แค่ไม่กี่วินาที
เสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังยิ่งกว่าเดิม ก็ระเบิดขึ้น!
"ลูกพี่เฉินอี้ ลองมาดูทางนี้สิครับ! ของผมมีเศษสกิลที่ลูกพี่ต้องการแน่นอน!!"
"พี่อี้ๆ! ทางนี้มีไอเทมลิมิเต็ดครับ พี่มาดูสิ นอกจากพี่แล้ว ไม่มีใครคู่ควรกับมันอีกแล้ว!"
"ผมมีฉายาลิมิเต็ดด้วยนะพี่อี้ พี่น่าจะยังไม่มีใช่มั้ยล่ะ จะรับไว้มั้ย ผมให้ราคา... อ๊ะ ไม่สิ ผมขายให้พี่ราคาถูกๆ เลย!"
เฉินอี้ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปหยุดย่อตัวลงตรงหน้าร้านแผงลอยแห่งหนึ่ง แล้วก้มลงดูของอย่างสนใจ
เพราะมันดันมีของที่เขาต้องการอยู่พอดี
บนป้ายไวท์บอร์ดของพ่อค้าคนนี้ เขียนข้อความตัวเบ้อเริ่มไว้ว่า
[ขายถูก! ฉายาลิมิเต็ด "ลูกรักของกามเทพ"!]
"ฉายานี้ลุงจะขายเหรอ?"
เฉินอี้เงยหน้ามองชายวัยกลางคนที่ดูอายุค่อนข้างเยอะตรงหน้า แล้วถามเรียบๆ "ว่าราคามาสิ?"
ชายวัยกลางคนเห็นเฉินอี้มาหยุดอยู่หน้าร้านตัวเอง ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ชูนิ้วชี้ขึ้นมาด้วยอาการสั่นเทา
"ราคาเท่าไหร่นะ?"
"ฉันอยากได้จักรยานปั่นรุ่นสว่างไสว ยานพาหนะระดับ E ในร้านค้าแต้มสะสมน่ะ"
สิ้นเสียงนั้น
บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและคนเดินถนนที่คอยเงี่ยหูฟังอยู่รอบๆ ต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะเยาะออกมา
"นี่ลุง ต่อให้เห็นว่าลูกพี่เฉินอี้ไม่ขัดสนเรื่องเงิน ก็อย่าฟันราคาเขากันหน้าด้านๆ แบบนี้สิ?"
"นั่นดิ! แถมฉายาพรรค์นี้ลุงยังกล้าเอามาเร่ขายอีกนะ หน้าไม่อายจริงๆ พูดตรงๆ เลยนะ ฉันโครตสมเพชลุงเลยว่ะ!"
ชายหนุ่มคนหนึ่งทำหน้าเหยียดหยาม ถ่มน้ำลายก้อนใหญ่ลงพื้นหน้าร้านของชายวัยกลางคน
"ลูกพี่เฉินอี้ พี่อาจจะยังไม่รู้นะ"
"ฉายามันซื้อขายกันได้ก็จริง แต่เอฟเฟกต์ของฉายานี้คือ เวลาที่คุณกำลังจะตาย มีโอกาสหนึ่งในสิบ ที่ความตายนั้นจะถูกโอนไปให้ 'คนที่คุณรักจากใจจริง' รับเคราะห์แทน"
"ฉายาน่ะขายได้ แต่เอฟเฟกต์มันโอนให้กันไม่ได้นะ"
"ความหมายก็คือ ถ้าลูกพี่เฉินอี้ซื้อฉายานี้ไป เวลาที่ลูกพี่ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต คนที่ไอ้หมอนี่มันรักจากใจจริง ก็จะมีโอกาสหนึ่งในสิบที่จะมารับเคราะห์แทนลูกพี่ไง"
"ลูกพี่ว่า พฤติกรรมเอาชีวิตเมียตัวเองมาขายแลกของแบบนี้ มันน่าด่ามั้ยล่ะ?"
"ควรโดนด่ามั้ย?"
"นี่มันเลวยิ่งกว่าเดรัจฉานซะอีก"
เฉินอี้พยักหน้าอย่างใช้ความคิด เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเอฟเฟกต์มันทำงานแบบนี้ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร แค่กดแลกจักรยานระดับ E จากร้านค้าแต้มสะสม แล้วเทรดให้กับชายวัยกลางคนตรงหน้า
ซื้อฉายานี้มาจนได้
การซื้อขายเสร็จสมบูรณ์
ชายวัยกลางคนที่ได้จักรยานไป ก็รีบทิ้งแผงลอย แล้วมุดหายไปในฝูงชน หนีเตลิดไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของทุกคนทันที
แต้มสะสมจากกิจกรรมในเมืองเหยียนเฉิงครั้งนี้ แทบจะตกเป็นของเฉินอี้คนเดียวทั้งหมด
ดังนั้น ในเมืองเหยียนเฉิงตอนนี้ จึงแทบไม่มีใครมีแต้มสะสมพอจะซื้อยานพาหนะระดับ E ได้เลย คนที่มีปัญญาซื้อมันมาครองได้ ถ้าไม่รวยล้นฟ้าก็ต้องมีอำนาจบารมีล้นเหลือ
ตอนนั้นเอง—
จู่ๆ ก็มีผู้หญิงหุ่นเซี๊ยะคนหนึ่งพุ่งทะลุฝูงชนออกมา ดิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินอี้ เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงสั่นระริกพูดรัวเร็ว
"มองตาฉันนะ"
"ฉันชอบคุณ ฉันชอบคุณ ฉันชอบคุณ ฉัน..."
ยังพูดไม่ทันจบประโยค
"ชอบอาม่าแกสิ"
หลาวทู่เก็บท่อนไม้ในมือลงด้วยสีหน้าหงุดหงิด มองผู้หญิงที่เพิ่งโดนเขาสลบเหมือดไปกองกับพื้น แล้วบ่นอุบอิบ
"ดีนะที่ฉันตาไว ไม่งั้นพี่อี้คงโดนยัยนี่เล่นงานเข้าให้แล้ว"
(จบแล้ว)