- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกพ่อมดพร้อมระบบสายเปย์สุดโกง
- บทที่ 43 อสูรคลุ้มคลั่ง
บทที่ 43 อสูรคลุ้มคลั่ง
บทที่ 43 อสูรคลุ้มคลั่ง
บทที่ 43 อสูรคลุ้มคลั่ง
ระยะทาง 20 กิโลเมตร หากใช้จักรยานของโลกนี้และด้วยสมรรถภาพร่างกายของกาลอเรีย ปกติแล้วจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงกว่า
นี่คือเหตุผลที่ทำให้เธอร้อนใจในตอนแรก เธอเป็นกังวลว่ากว่าเธอจะไปถึง พวกสัตว์ประหลาดอาจจะบุกเข้าไปในเมือง สร้างความเสียหายและทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว
แต่ผลปรากฏว่า ตั้งแต่ได้เจอกับหลี่ซือเจ๋อจนถึงตอนนี้ยังผ่านไปไม่ถึง 15 นาทีเลย
เบื้องหน้ามองเห็นเงาของสัตว์ประหลาด 5 ตัว และตำรวจสายตรวจ 2 นายที่กำลังตามดูพวกมันอยู่ห่างๆ
หลี่ซือเจ๋อเบรกกะทันหันและหยุดรถห่างจากพวกสัตว์ประหลาด 30 เมตร แรงเฉื่อยทำให้หน้าอกอันอวบอิ่มของกาลอเรียเบียดแนบชิดแผ่นหลังของหลี่ซือเจ๋อจนรู้สึกเจ็บแปลบเบาๆ
เธอไม่รู้ว่าการขี่รถจักรยานยนต์มันต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว หรือหลี่ซือเจ๋อจงใจจะเอาเปรียบเธอ เธออยากจะโกรธแต่ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก
เธอจึงได้แต่ทำหน้าตึงและกระโดดลงจากรถ
กาลอเรียประเมินพวกสัตว์ประหลาดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจออกมา เธอกล่าวแนะนำด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"โชคดีนะที่เป็นแค่อสูรความกลัวระดับต่ำทั่วไป ไม่มีพวกกลายพันธุ์"
"ความแข็งแกร่งน่าจะอยู่ระหว่างนักเรียนเวทมนตร์ระดับต่ำกับระดับกลาง อัศวินที่มีฝีมือหน่อยก็สามารถต่อกรกับพวกมันได้"
สัตว์ประหลาดที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกนี้ หลี่ซือเจ๋อเคยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือในห้องสมุดมาแล้ว ข้อมูลที่เขาได้จากการวิเคราะห์อธิบายไว้ดังนี้
ว่ากันว่าอสูรความกลัวเป็นสุนัขกลายพันธุ์ที่มีสายเลือดของเผ่ามังกรเจือปนอยู่เพียงเบาบางมาก สายเลือดนี้มีความคล้ายคลึงกับพวกโคโบลด์อยู่บ้าง
แต่ฝ่ายหนึ่งเป็นสัตว์ประหลาด ส่วนอีกฝ่ายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาระดับต่ำ ไม่รู้ว่าทั้งสองเผ่าพันธุ์นี้มีความเกี่ยวข้องกันเป็นพิเศษหรือไม่
แต่ในแง่ของสายเลือด ความเป็นไปได้นี้ก็มีอยู่จริง
อสูรความกลัว สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายสุนัขที่ถูกพลังแห่งความโกลาหลบิดเบือน
ทั่วทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วยขนสั้นสีน้ำตาลดำที่เหนียวเหนอะหนะคล้ายน้ำมันศพ ทุกตารางนิ้วของผิวหนังตึงแน่นไปด้วยเส้นเลือดสีม่วงอมเขียวที่ปูดโปน
ร่างที่บิดเบี้ยวสูงเจ็ดฟุตแบกรับน้ำหนักของก้อนเนื้อเน่าเปื่อยกว่าสามร้อยห้าสิบปอนด์ กระดูกใต้ผิวหนังส่งเสียงดังกรอบแกรบ ราวกับว่ามันพร้อมจะทะลุผ่านผิวหนังบางๆ ออกมาได้ทุกเมื่อ
สิ่งที่ชวนให้รู้สึกสยดสยองที่สุดคือดวงตาข้างเดียวที่ปริแตกเป็นแนวนอนตรงกลางหน้าผาก
รูม่านตาของมันดูราวกับแอ่งเลือดที่แข็งตัว บริเวณตาขาวเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีเข้มที่แตกแขนงเหมือนใยแมงมุม เมื่อมันกลอกตา น้ำลายที่ไหลหยดย้อยลงบนพื้นก็กัดกร่อนจนเกิดเป็นหลุมเล็กๆ ที่มีควันสีขาวพวยพุ่งออกมาทันที
นี่คือจุดอ่อนเพียงจุดเดียวของมัน แต่ในขณะเดียวกันมันก็เปรียบเสมือนดวงตาปีศาจที่ฝังอยู่บนกะโหลกศีรษะ คอยแผ่ซ่านจิตมุ่งร้ายที่พร้อมจะกลืนกินผู้คนอยู่ตลอดเวลา
ปลายเล็บของมันแหลมคมราวกับกระดูกที่เคลือบยาพิษ โค้งงอและส่องประกายเย็นเยียบ
ตามตุ่มเนื้อที่นูนขึ้นมาบนสันหลัง บางครั้งก็มีน้ำกรดที่เจือปนด้วยกลิ่นกำมะถันไหลซึมออกมา
เมื่อมันโก่งตัวขึ้น กลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ของเผ่ามังกรซึ่งล้นทะลักออกมาจากส่วนลึกของสายเลือดก็ผสมผสานเข้ากับกลิ่นเหม็นเน่า ทำให้มวลอากาศรอบๆ เหนียวข้นขึ้น ราวกับว่าแม้แต่แสงสว่างก็ยังถูกมันกลืนกินเข้าไป
ความสามารถในการกระโดดของมันนั้นยอดเยี่ยมมาก มันชอบการต่อสู้ระยะประชิดด้วยการตะปบกรงเล็บ ฉีกร่างศัตรูออกเป็นชิ้นๆ แล้วกลืนกินเข้าไปทั้งเป็น แต่บางครั้งมันก็เจ้าเล่ห์พอที่จะพ่นน้ำกรดโจมตีจากระยะไกล
สัตว์ประหลาดพวกนี้แข็งแกร่งกว่าโครงกระดูกเมื่อคราวก่อนมาก แต่หลี่ซือเจ๋อก็ไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
พวกเขาใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาในการตกลงแผนการ
ตำรวจสายตรวจสองนายรับมืออสูรความกลัวหนึ่งตัว กาลอเรียรับมือหนึ่งตัว โครงกระดูกนักรบที่ฟีลิน่าอัญเชิญมาช่วยพัวพันหนึ่งตัว และตัวฟีลิน่าเองรับมืออีกหนึ่งตัว
ตัวที่เหลือหลี่ซือเจ๋อต้องเป็นคนรับหน้า รอจนกว่าฟีลิน่าและกาลอเรียที่มีระดับความแข็งแกร่งเป็นนักเรียนเวทมนตร์ระดับกลางจะจัดการพวกมันเสร็จ แล้วค่อยไปช่วยคนอื่น
หลี่ซือเจ๋อกระโดดลงจากรถจักรยานยนต์และพูดขึ้น
"เดี๋ยวพวกเราเล็งยิงตากันก่อน จะได้ปลอดภัยขึ้น"
"มันยากนะ"
กาลอเรียส่ายหน้า ปลายนิ้วของเธอเปล่งแสงเวทมนตร์สีทองหม่นออกมา เธอประทับอักขระเพิ่มพลังต้านทานลงบนร่างของทั้งห้าคน
ขณะที่อักขระซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง ความเย็นยะเยือกก็แทรกซึมเข้าสู่กระดูก การร่ายเวทมนตร์ห้าครั้งติดต่อกันทำให้เธอต้องสูญเสียพลังจิตวิญญาณไปจำนวนหนึ่ง จนหางตาของเธอปรากฏรอยย่นสีม่วงอ่อนที่แสดงถึงความเหนื่อยล้า
แต่อสูรความกลัวได้กลิ่นคาวเลือดของสิ่งมีชีวิตแล้ว ดวงตาข้างเดียวของพวกมันเปล่งประกายสีแดงฉานอันดุร้าย พวกมันคำรามและพุ่งเข้าใส่
กาลอเรียไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอใช้มือข้างเดียวถือดาบยักษ์สองมือลากพื้นจนเกิดประกายไฟ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ราวกับพายุหมุนสีเลือดที่กำลังลุกโชน
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ซือเจ๋อได้เห็นกาลอเรียต่อสู้อย่างเต็มกำลัง
เครื่องแบบสีแดงเพลิงถูกลมพัดปลิวไสว เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของเอวและหน้าท้องที่กระชับได้สัดส่วน
ในขณะที่เธอใช้มือเดียวฟาดฟันดาบยักษ์ คมดาบก็ถูกห่อหุ้มด้วยพลังออร่าต่อสู้สีแดงอ่อนๆ
ทุกครั้งที่ตวัดดาบ เลือดสีเขียวเข้มข้นของอสูรความกลัวก็จะสาดกระเซ็น เป็นความรุนแรงที่แฝงไปด้วยความงามอันตราย ราวกับสัตว์ร้ายแห่งเปลวเพลิงที่สูญเสียการควบคุม
อสูรความกลัวตัวหนึ่งถูกปราณดาบของกาลอเรียกระแทกจนเซถลา ดวงตาข้างเดียวของมันสูญเสียการโฟกัสไปชั่วขณะ
นัยน์ตาของหลี่ซือเจ๋อทอประกายแสงริบหรี่ของอักขระเล่นแร่แปรธาตุ เขาเหนี่ยวไกปืนสายฟ้าสีเงินอย่างเด็ดขาด ลำกล้องปืนพ่นประกายไฟเวทมนตร์สีฟ้าอ่อนออกมา เล็งตรงไปที่ดวงตาข้างเดียวอันน่าเกลียดนั้น
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลี่ซือเจ๋อได้เรียนรู้วิธีการทำดินปืนเวทมนตร์ธรรมดาจากในหนังสือ จึงได้เตรียมกระสุนเวทมนตร์ไว้จำนวนหนึ่งสำหรับตัวเอง
ปัง
กระสุนนัดแรกเฉียดดวงตาข้างเดียวไปโดนเกล็ดบนหน้าผากของอสูรความกลัว บริเวณเกล็ดที่แตกออกมีน้ำกรดสีเขียวเข้มไหลซึมออกมา กัดกร่อนหญ้าแห้งบนพื้นจนเกิดเสียงดังฉ่า
หลี่ซือเจ๋อขมวดคิ้ว ความแม่นยำในการยิงเป้าหมายเคลื่อนที่ลดลงไปจริงๆ แต่แรงกระแทกก็ทำให้อสูรความกลัวส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด การเคลื่อนไหวของมันชะงักไปครึ่งวินาที
แค่ครึ่งวินาทีก็เพียงพอแล้ว
เส้นเล็งในดวงตาของหลี่ซือเจ๋อล็อกเป้าอีกครั้ง ลำกล้องปืนสายฟ้าสีเงินเปล่งแสงอักขระเวทมนตร์สีม่วงอ่อนออกมา
นั่นคือการที่เขาใช้พลังจิตวิญญาณแอบรวบรวมอนุภาคพลังงานในอากาศ แล้วฉีดพลังเวทปริมาณเล็กน้อยเข้าไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังเจาะทะลุของกระสุนได้ชั่วขณะ
ตอนนี้เขายังไม่ได้เรียนรู้เวทมนตร์โจมตีที่น่าทึ่ง และยังไม่สามารถสร้างปืนเวทมนตร์ได้
เขาทำได้เพียงใช้พลังจิตวิญญาณเพิ่มพลังโจมตีของตัวเองตามสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นวิธีการที่สิ้นเปลืองพลังจิตวิญญาณอย่างมาก
สำหรับนักเรียนเวทมนตร์ที่แท้จริง พลังจิตวิญญาณทุกๆ หยดที่ถูกปลดปล่อยออกมาผ่านเวทมนตร์ที่คุ้นเคย ย่อมมีอานุภาพเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า
ปัง
กระสุนพุ่งเจาะทะลุดวงตาข้างเดียวอย่างแม่นยำ
ลูกตาของอสูรความกลัวระเบิดออกทันที ของเหลวสีเขียวเข้มผสมกับเส้นเลือดสีดำสาดกระเซ็นออกมา
มันส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสยดสยอง และแกว่งกรงเล็บไปมาอย่างบ้าคลั่ง จนเผลอไปชนเข้ากับพรรคพวกอีกสองตัวที่อยู่ข้างๆ ทำให้พวกมันชะงักและเกิดความสับสนขึ้นชั่วขณะ
ปัง
ปัง
ปืนสายฟ้าสีเงินของหลี่ซือเจ๋อสาดประกายไฟเวทมนตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง กระสุนสองนัดพุ่งทะลวงดวงตาข้างเดียวของอสูรความกลัวอีกสองตัวตามลำดับ
อสูรความกลัวที่สูญเสียการมองเห็นเกิดอาการคุ้มคลั่งอย่างหนัก พวกมันเริ่มกัดกินกันเอง
เลือดสีเขียวเข้มและเศษเนื้อสาดกระเซ็นไปทั่ว กลิ่นกรดเน่าเสียและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปในอากาศ เสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่บ้าคลั่งทั้งสามตัวดังระงมราวกับเสียงคร่ำครวญจากนรก
"ยิงได้แม่นมาก" กาลอเรียอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเชย
เมื่อครู่นี้เธอไม่คิดเลยว่ายุทธวิธีการยิงดวงตาของหลี่ซือเจ๋อจะสำเร็จ ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์จะพลิกผันไปเช่นนี้ในพริบตา
หลี่ซือเจ๋อยิ้มอย่างภูมิใจ "ช่วงนี้ฉันฝึกซ้อมยิงปืนอย่างหนัก โชคดีที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับมาบ้าง"
กาลอเรียเลิกคิ้วมองปืนสายฟ้าสีเงินในมือของเขา
"เฮ้ หลี่ซือเจ๋อ ฉันจำได้ว่านายไม่มีใบอนุญาตพกปืนนี่นา"
"สารภาพมาซะดีๆ ว่าเอาปืนกระบอกนี้มาจากไหน"
"การครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายมีโทษจำคุกนะจะบอกให้"
หลี่ซือเจ๋อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเจื่อนๆ ในใจคิดว่าคงต้องรีบหาวิธีเอาสถานะสมาชิกตัวจริงของหน่วยข่าวกรองภายในมาให้ได้โดยเร็วเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นเรื่องครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายนี่คงจะสร้างปัญหาให้เขาแน่ๆ
ตอนนี้เขาจึงทำได้แค่ตอบแบบขอไปที "พี่สาว เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ คุณยังจะมาห่วงเรื่องพวกนี้อีกเหรอ"
"พวกคุณช่วยควบคุมพวกมันให้ชะงักหน่อยสิ ฉันจะได้ยิงเข้าตาพวกมันได้"
กาลอเรียได้ยินดังนั้นจึงเปลี่ยนยุทธวิธี เธอกระโดดฟันอสูรความกลัวตัวหนึ่ง แรงกระแทกมหาศาลจากการโจมตีจากเบื้องบนทำให้อสูรความกลัวตัวนั้นชะงักไปชั่วขณะจริงๆ
ปัง
เสียงปืนอันคุ้นเคยดังขึ้น ดวงตาของอสูรความกลัวอีกตัวถูกทำลาย มันเริ่มโจมตีสะเปะสะปะอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนฟีลิน่าที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งก็สั่งการให้โครงกระดูกนักรบสร้างกำแพงกระดูกขึ้นมาพัวพันอสูรความกลัวเอาไว้
ปลายนิ้วของเธอพันเกี่ยวด้วยเส้นด้ายเวทมนตร์สีดำสนิท เธอควบคุม หัตถ์ผู้ใช้เวทมนตร์ ที่เปล่งแสงสีเขียวเข้มออกมา
นั่นคือมือยักษ์กึ่งโปร่งใสที่เกิดจากการรวมตัวของพลังงานแห่งเงา มันรัดรึงแขนขาของอสูรความกลัวราวกับงูพิษ ทำให้มันขยับเขยื้อนไม่ได้
พลังงานแห่งเงานี้แฝงความเย็นยะเยือกถึงกระดูก หลี่ซือเจ๋อเคยถูกมันรัดจนรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังจะถูกแช่แข็ง ได้แต่ปล่อยให้ฟีลิน่าจัดการตามใจชอบ
ปัง
สิ้นเสียงปืนที่คุ้นเคย อสูรความกลัวทั้งห้าตัวก็ตกอยู่ในสภาวะตาบอดอย่างสมบูรณ์
พวกมันสูญเสียทิศทางและโจมตีสะเปะสะปะไปทั่ว ตำรวจสายตรวจสองนายและหญิงสาวทั้งสองคนยืนมองหน้ากันเงียบๆ อยู่ห่างออกไป
การต่อสู้หลังจากนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก เพียงไม่นานอสูรความกลัวทั้งห้าตัวก็ถูกจัดการจนหมด กาลอเรียเอ่ยถามขึ้น
"เลือด เนื้อ ผิวหนัง และอวัยวะต่างๆ ของสัตว์ประหลาดพวกนี้มีมูลค่าอยู่บ้างนะ มันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างอุปกรณ์เวทมนตร์และโพชั่นต่างๆ"
"อย่างเช่น เลือดของอสูรความกลัว ก็น่าจะเป็นหนึ่งในวัตถุดิบเสริมสำหรับการทำโพชั่นเสริมพลังระดับต่ำ"
"หลังจากประเมินของที่ยึดมาได้ พวกนายจะรับเป็นของหรือจะให้แปลงเป็นเหรียญทองล่ะ"
หลี่ซือเจ๋อพิจารณาซากศพของอสูรความกลัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สังเกตสัตว์ประหลาดอย่างใกล้ชิด โครงกระดูกเมื่อคราวที่แล้วยังไม่นับว่าเป็นอัศวินด้วยซ้ำ แน่นอนว่ามันไม่สามารถนับว่าเป็นสัตว์ประหลาดได้
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยความสนใจเล็กน้อย
"ขอศพพวกมันให้ฉันสักสองตัวได้ไหม ช่วงนี้ฉันอยากจะศึกษาเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์หน่อยน่ะ"
"ถ้ามูลค่าของมันสูงกว่าส่วนแบ่งของพวกเรา ส่วนที่เหลือฉันจะใช้เหรียญทองจ่ายชดเชยให้ แบบนี้ตกลงไหม"
คำแนะนำของกาลอเรียเกี่ยวกับมูลค่าของซากสัตว์ประหลาดทำให้เขาตระหนักว่าตัวเองยังขาดความรู้ด้านเวทมนตร์ อย่างน้อยกายวิภาคศาสตร์ก็เป็นทักษะที่ผู้ใช้เวทมนตร์ทุกคนต้องเรียนรู้
มิฉะนั้นแล้ว หลังจากฆ่าสัตว์ประหลาดได้ก็จะไม่รู้วิธีเก็บเกี่ยววัตถุดิบเลย
ในแวดวงผู้ใช้เวทมนตร์ เขาเป็นเพียงแค่มือใหม่ตัวน้อยจริงๆ คงต้องตั้งใจเรียนและขยันใช้ระบบเติมเงินให้มากๆ แล้วล่ะ
หลี่ซือเจ๋อช่วยเหลือเธอและสถานีตำรวจเอาไว้มากในช่วงที่ผ่านมา กาลอเรียตั้งใจจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
แต่เมื่อลองคิดดูอีกที ของที่ยึดมาได้เหล่านี้คือแหล่งรายได้หลักนอกเหนือจากเงินเดือนอันน้อยนิดของตำรวจสายตรวจทั่วไป
การแบ่งสรรปันส่วนของที่ยึดมาได้นั้นถือเป็นกฎพื้นฐานที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งในการรักษาความสามัคคีภายในกรมตำรวจ เช่นเดียวกับในหน่วยข่าวกรองภายใน
ไม่ว่าเงินจำนวนนี้จะมากหรือน้อย เธอก็ไม่ควรทำลายกฎข้อนี้