- หน้าแรก
- ซ่อนตัวในสำนัก ปลูกสมุนไพรจนกลายเป็นเซียน
- บทที่ 19 สู้สี่มารลำพัง นี่ไม่ใช่การรุม
บทที่ 19 สู้สี่มารลำพัง นี่ไม่ใช่การรุม
บทที่ 19 สู้สี่มารลำพัง นี่ไม่ใช่การรุม
บทที่ 19 สู้สี่มารลำพัง นี่ไม่ใช่การรุม
หลี่ผิงเล่อเรียกคืนโล่พิทักษ์วิญญาณที่ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว และใช้วิชาหลบหนีปฐพีเพื่อรักษาระยะห่าง
เขาไม่มีวันปล่อยให้ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารเหล่านี้มีชีวิตรอดไปหลั่งโลหิตเซ่นสังเวยเมืองอู๋มู่ต่อไปได้
หลี่ผิงเล่อเป็นคนระแวดระวังก็จริง แต่ก่อนที่จะระแวดระวัง เขายังมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าอยู่ในใจ
ดังนั้น ในครั้งนี้เขาจึงขอดิมพันสักครา!
"อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้!"
ดวงตาของเหล่ากู่เบิกกว้าง พลังมารพลุ่งพล่านภายในร่างกาย ไม้บรรทัดยักษ์กลางอากาศแปรเปลี่ยนเป็นมีเปลวเพลิงสีดำปกคลุมในพริบตา ก่อนจะฟาดดิ่งลงสู่พื้นดินเสียงดังสนั่น หมายจะบีบให้หลี่ผิงเล่อออกมาจากใต้ดิน
ในขณะเดียวกัน ไป๋จู๋ก็เรียกทวนยาวของตนกลับมา ถือไว้ในมือ พลางควงทวนแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่หลี่ผิงเล่อโดยตรง
หูเหล่ยประสานมุทรา ลูกปัดมารที่ลอยอยู่กลางอากาศหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ลำแสงมารสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นดาบ ทวน กระบี่ และง้าว ทิ่มแทงเข้าใส่หลี่ผิงเล่อ
พื้นดินถูกระเบิดจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่
หลี่ผิงเล่อซึ่งใช้วิชาหลบหนีปฐพีอยู่มิอาจต้านทานได้อีกต่อไป ใบหน้าของเขาซีดเผือดขณะโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน
"ตายซะเถอะ ไอสารเลว!"
ไป๋จู๋กระชับทวนยาวในมือแล้วแทงไปข้างหน้า ปลายทวนเล็งตรงไปยังหลี่ผิงเล่อ
ใบหน้าของหลี่ผิงเล่อซีดเซียว เขาประสานมุทรา ร่ายคาถาเรียก ลูกไฟหลายลูกเข้าปะทะกับปลายทวนยาว
สีหน้าของไป๋จู๋ดูเหี้ยมเกรียมขณะออกแรงที่ท่อนแขน
ทวนมารที่ถูกกระชับไว้ดุจดั่งมังกรดำที่ทะยานพลุ่งพล่าน แทงทะลุลูกไฟทั้งหมดในพริบตาและปักเข้าที่หัวใจของหลี่ผิงเล่ออย่างแรง
ใบหน้าของหลี่ผิงเล่อบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดก่อนจะระเบิดออกกลายเป็นเศษซากหุ่นกระดาษสีเงิน
ดวงตาของไป๋จู๋เบิกกว้าง ตอนนั้นเองที่เขาตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขาไล่ตามมาตลอดกลับเป็นเพียงหุ่นกระดาษ!
ที่ด้านหลังของหูเหล่ย หลี่ผิงเล่อพลันพุ่งตัวออกมา
ก่อนหน้านี้ไม่มีร่องรอยการรั่วไหลของกลิ่นอายปราณของเขาเลยแม้แต่น้อย
เจ้าหมอนนี่ ยามที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินด้วยวิชาหลบหนีปฐพี ได้ใช้หุ่นกระดาษเพื่ออำพรางเป็นร่างจริงของตนเอง
ส่วนร่างจริงของเขาก็กดขบกลิ่นอาย แอบซุ่มรอจังหวะ แล้วจึงลอบโจมตี!
หูเหล่ย เหล่ากู่ และไป๋จู๋ ต่างเข้าใจเรื่องนี้ได้ในพริบตา
ทว่าการมาตระหนักได้ในยามนี้ย่อมสายเกินไปอย่างเห็นได้ชัด
หลี่ผิงเล่อโบกมือ เรียกกระบี่บินเล่มหนึ่งออกมา กระบี่จิตวิญญาณในจุดตันเถียนเคลื่อนตามท่อนแขนและผสานรวมเข้ากับกระบี่บินที่อยู่ตรงหน้า
กระบี่เวทระดับต่ำ!!
ต่อหน้าวิกฤตความเป็นความตาย หูเหล่ยยอมรับว่าในชั่วพริบตานั้นเขารู้สึกงุนงงเล็กน้อย
มันเหมือนกับผู้ใหญ่สองคนกำลังต่อสู้กัน แล้วจู่ๆ ฝ่ายหนึ่งก็ชักไม้คทาของนางฟ้าลิตเติลแมจิกแฟรี่ออกมา
"ไป!"
หลี่ผิงเล่อไม่ได้สนใจว่าเจ้าหมอนตรงหน้ากำลังคิดอะไร กระบี่บินในมือแปรเปลี่ยนเป็นลำแสง แทงทะลุหน้าอกของหูเหล่ย
หูเหล่ยรีบประสานมุทรา ร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว
พลังปราณจิตวิญญาณพลุ่งพล่านที่หน้าอก แปรเปลี่ยนเป็นโล่กลมเข้าขวางกั้นกระบี่บิน
ทว่าเพียงชั่วพริบตา โล่กลมพลังเวทก็ถูกกระบี่บินแทงทะลุ ตามด้วยหน้าอกของหูเหล่ย
หลังจากเรียกกระบี่บินกลับมา พลังปราณจิตวิญญาณภายในของหลี่ผิงเล่อก็เหือดแห้งไปมาก
แม้ว่าวิชามหาธรรมเบญจธาตุรวมเป็นหนึ่งจะร้ายกาจและให้พลังเวทที่มหาศาล แต่ก็มิอาจทนต่อการสิ้นเปลืองอย่างหนักหน่วงจากวิชาอาคมต่างๆ ของเขาได้
เขารีบตวัดมือขวาผ่านถุงเก็บของ ขวดหยกที่บรรจุหยาดน้ำทิพย์วิญญาณก็ลอยออกมา
เมื่อเห็นดังนั้น ไป๋จู๋ก็กระชับทวนยาวในมือแล้วแผดเสียงคำรามลั่น!
ในชั่วพริบตา ทวนยาวดุจดั่งลำแสง ลากสายแสงมารพุ่งทะยานเข้าใส่หลี่ผิงเล่อ
สายตาของหลี่ผิงเล่อหม่นแสงลง เขาโบกสะบัดแขนซ้าย
โล่พิทักษ์วิญญาณถูกเรียกออกมาตรงหน้า มีขนาดความยาวและความกว้างเท่าท่อนแขนเท่านั้น ปิดป้องทวนยาวได้อย่างแม่นยำ
แรงกระแทกอันมหาศาลผลักให้หลี่ผิงเล่อต้องถอยหลังไปอย่างต่อเนื่อง
เขาอดทนต่อความปั่นป่วนในทรวงอก ยกขวดหยกขึ้นจรดริมฝีปากแล้วจิบเข้าไปคำเล็กๆ
หยาดน้ำทิพย์จิตวิญญาณไหลบ่าเข้าสู่จุดตันเถียน แปรเปลี่ยนเป็นพลังเวทอันเปี่ยมล้นในทันที ชดเชยส่วนที่สูญเสียไปจนหมดสิ้น
หลี่ผิงเล่อร่อนลงพื้นอย่างมั่นคง ร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว และร่างของเขาก็จมลงสู่ใต้ดิน
กลิ่นอายปราณของเขาถูกปิดบัง ไร้ร่องรอยให้สืบหา
"สารเลว!!"
ไป๋จู๋เรียกทวนมารกลับมา พลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น
เจ้าหมอนนี่มันโผล่มาจากไหนกัน!
วิชาอาคมทั้งหมดของมันล้วนแปลกประหลาดและร้ายกาจอย่างยิ่ง อีกทั้งพลังเวทก็น่าเหลือเชื่อจนเกินไป!
เหล่ากู่เรียกไม้บรรทัดมารของตนกลับมา ประสานมุทราด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วตวัดผ่านไม้บรรทัดมาร
ในชั่วพริบตา ไม้บรรทัดยาวในมือก็สั่นสะท้านและแยกออกเป็นสอง จากสองเป็นสี่...
ภายในไม่กี่อึดใจ เงาไม้บรรทัดนับร้อยก็ปกป้องร่างกายของเขาไว้อย่างแน่นหนา
"หนีเร็ว! ไป๋จู๋!"
"เจ้าหมอนนี่จัดการกับศิษย์พี่ฟางและสหายหูเหล่ยไปทีละคน มันไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาเลย!"
"พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน!"
เหล่ากู่ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยเงาไม้บรรทัดมากมายรีบตะโกนบอก
'ไอ้สารเลว ทำไมเจ้าไม่หนีไปก่อนแล้วค่อยใจดีเตือนข้าล่ะ? เจ้าคิดจริงหรือว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่!'
'ทุกกระบวนท่าของคนผู้นี้ล้วนเป็นสังหาร ปลิดชีพ มันไม่มีทางปล่อยให้พวกเรามีชีวิตรอดแน่!'
'ใครก็ตามที่หนีไปก่อนในยามนี้ จะต้องถูกมันโจมตีอย่างเต็มกำลัง!'
แม้ว่าไป๋จู๋จะดูหยาบกระด้าง แต่หากเขาไร้สมองจริงๆ เขาจะอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ จนถึงระดับสร้างรากฐานได้อย่างไร?
หลังจากรีรออยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองคนกลับยังคงนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ ไม่มีใครกล้าหนีไปก่อน
ในขณะเดียวกัน ที่ใต้พื้นดิน
ร่างหลายร่างพุ่งทะยานออกมา ทุกร่างล้วนถือกระบี่บินระดับต่ำ หน้าตาเหมือนกันทุกประการ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ไป๋จู๋และเหล่ากู่ดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที ต่างแยกย้ายหลบหนีไปคนละทิศละทางพร้อมกัน
และร่างที่เต็มท้องฟ้าก็แยกออกเป็นสองกลุ่ม ไล่ล่าตามหลังคนทั้งสองไปอย่างเป็นระเบียบ
ไม่มีใครรู้ว่าไอ้สารเลวตัวจริงซ่อนอยู่ที่ไหน
เพราะอีกฝ่ายสามารถซ่อนเร้นกลิ่นอายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผสมปนเปไปกับหุ่นเชิดกระดาษเหล่านี้ โดยไม่เป็นที่สะดุดตาเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น พวกเขาจึงต้องรับมือกับการโจมตีของหุ่นกระดาษทุกตัวอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้หลี่ผิงเล่อที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุ่นกระดาษจู่โจมออกมาอย่างกะทันหัน
จนกระทั่งแสงกระบี่สีฟ้าพลันพุ่งสายออกมา แทงตรงไปยังเหล่ากู่
เมื่อเห็นดังนั้น ไป๋จู๋ที่อยู่อีกด้านหนึ่งจึงคลายความกังวล พลางตวัดทวนยาวทำลายค่ายกลของหุ่นกระดาษ
เหล่ากู่เองก็ไม่มีเวลามาด่าทอความไร้ยางอายของไป๋จู๋ เพราะหากเป็นตัวเขา เขาก็คงจะทำสิ่งเดียวกันในยามนี้
เขาไม่กล้าใช้ลูกปัดมารเข้าปะทะกับกระบี่บิน
เพราะเขาเคยเห็นหลี่ผิงเล่อลอบโจมตีศิษย์พี่ฟางก่อนหน้านี้
เจ้าเด็กนี่มีวิชาอาคมที่สามารถรบกวนการควบคุมอาวุธมารได้
หัตถ์เทวมาร!
เขาร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว ประสานมุทราด้วยมือทั้งสองข้าง พลังมารที่พลุ่งพล่านปกคลุมมือของเขาขณะที่เขาคว้ากระบี่จิตวิญญาณที่พุ่งเข้ามาอย่างดุดัน
กระบี่จิตวิญญาณสีฟ้าอันคมกริบถูกคว้าไว้แน่น ส่งเสียงครางฮือขณะที่มันค่อยๆ ถูกพลังมารกัดเซาะ
หัวใจของเหล่ากู่เปี่ยมด้วยความยินดี และเขากำลังจะกระตุ้นใช้งานลูกปัดมาร
ดวงตาของหลี่ผิงเล่อส่องประกายแสงห้าสี แสงเทพห้าสีพลันรบกวนการควบคุมลูกปัดมารในชั่วพริบตา
เหล่ากู่รีบรักษาระยะห่างอย่างรวดเร็ว
ทว่ากระบี่จิตวิญญาณที่ถูกยึดไว้ในหัตถ์เทวมารกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดขึ้นกะทันหัน
กระบี่จิตวิญญาณสีฟ้าพลันสลายกลายเป็นพลังปราณจิตวิญญาณนับไม่ถ้วน หลุดพ้นจากฝ่ามือ
"กระบี่บินกลายสภาพจิตวิญญาณ!"
"ไม่ กระบี่นี่ไม่ใช่กระบี่บินที่มีตัวตนมาตั้งแต่แรก แต่มันเป็นกระบี่จิตวิญญาณที่ควบแน่นมาจากพลังปราณจิตวิญญาณ!"
ใบหน้าของเหล่ากู่ซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก พลังปราณจิตวิญญาณรวมตัวกลับมาเป็นกระบี่จิตวิญญาณอีกครั้งในทันที แทงทะลุหน้าผากของเขาโดยตรง โดยที่เขาไม่อาจขัดขวางได้อีกต่อไป
ในความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ใบหน้าของเหล่ากู่เผยความเหี้ยมเกรียมออกมา เขาประสานมุทรา และระเบิดลูกปัดมารประจำตัวของตนเองโดยไม่ลังเล!
ในชั่วพริบตา ลูกปัดมารก็พลุ่งพล่าน กลืนกินหลี่ผิงเล่อเข้าไปในทันที
ใบหน้าของเหล่ากู่เปลี่ยนเป็นสีขี้เถ้าและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน กระอักเลือดออกจากหัวใจสามคำโต
สายตาของเขามองขึ้นไปยังร่างที่อยู่บนท้องฟ้า
ทว่าเขาเห็นเพียงหุ่นกระดาษสีทองตัวหนึ่งที่โบกสะบัดและแตกสลาย เศษซากที่แตกหักของมันถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
ยามนี้หลี่ผิงเล่อมีหุ่นกระดาษอยู่สามประเภท คือ หุ่นกระดาษประจำตัว และหุ่นกระดาษสีเงิน
นอกจากนี้ยังมีหุ่นกระดาษสีทองที่ตัดมาจากใบไม้ทองคำ
กระดาษสีทองที่ใช้สำหรับทำหุ่นกระดาษสีทองนั้น สามารถผลิตได้เพียงปีละสี่แผ่นจากต้นใบทองพุ่มเงิน ทำให้สร้างหุ่นกระดาษได้เพียงสี่ตัวเท่านั้น
หุ่นกระดาษสีทองมีความล้ำค่าและก้าวหน้ากว่าหุ่นกระดาษสีเงิน หลี่ผิงเล่อขัดเกลามันด้วยโลหิตแก่นแท้และโลหิตจากดวงตาของเขา ผนึกแสงเทพห้าสีของดวงตาจิตวิญญาณเบญจธาตุไว้ภายใน ทำให้มันสามารถสำแดงแสงเทพห้าสีได้หนึ่งครั้ง
กระบี่จิตวิญญาณถูกถือไว้ในมือของหุ่นกระดาษอีกตัวหนึ่ง แทงตรงเข้าสู่หน้าผากของเขา
ก่อนตาย จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงความสงบ
ร่างจริงของมันไม่ได้อยู่ที่นี่ มีเพียงหุ่นกระดาษที่ถือกระบี่จิตวิญญาณอยู่ที่นี่ ซึ่งหมายความว่าไป๋จู๋เองก็หนีไม่พ้นเช่นกัน
ในเมื่อไม่มีใครหนีรอดไปได้ เขาก็รู้สึกสบายใจแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ศีรษะของเขาก็ถูกแทงทะลุโดยหุ่นกระดาษที่ถือกระบี่จิตวิญญาณ