เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 42 ปะทะผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 อีกครั้ง ซุก C4 ในช็อกโกแลตผ่านด่าน!

ตอนที่ 42 ปะทะผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 อีกครั้ง ซุก C4 ในช็อกโกแลตผ่านด่าน!

ตอนที่ 42 ปะทะผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 อีกครั้ง ซุก C4 ในช็อกโกแลตผ่านด่าน!


ตอนที่ 42 ปะทะผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 อีกครั้ง ซุก C4 ในช็อกโกแลตผ่านด่าน!

หลังจากเรื่องราววุ่นวายที่ร้านปิ้งย่างในวันนั้น...

ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 กลับไปนอนคิดทบทวนอยู่นาน

เขาบอกตัวเองให้ฮึดสู้ ปลุกความมั่นใจให้กลับมาอีกครั้ง

และด้วยความมุ่งมั่นพยายามของเขา

ในที่สุด!

เขาก็สามารถสร้างรายได้ทะลุ 1,000 หยวนต่อวันได้สำเร็จ!

นี่แหละ!

วันนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เลยพาตากล้องมาเลี้ยงฉลองมื้อใหญ่

แต่ใครจะไปคิดล่ะ ว่าจะมาบังเอิญเจอเข้ากับฟางหยางพอดี

ภาพความอัปยศในคืนนั้นแล่นเข้ามาในหัวของเขาทันที

วันนี้!

เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีที่เสียไปกลับคืนมาให้ได้!

หลังจากที่ฟางหยางนั่งลงร่วมโต๊ะ

ทั้งกลุ่มก็พูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย

ไม่นานนัก

เถ้าแก่ก็ยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ

"ไข่เจียวพริกหยวก!"

"ไข่เจียวมะเขือเทศ!"

"ไข่เจียวถั่วแระ!"

"อาหารได้ครบแล้วนะครับคุณลูกค้า ต้องการสั่งอะไรเพิ่มไหมครับ?"

ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 ขมวดคิ้ว "ไม่มีข้าวสวยแล้วจะให้กินกับอะไรล่ะครับ?"

เถ้าแก่แอบเบ้ปาก แล้วบ่นอุบอิบเบาๆ "มากันตั้ง 4 คน สั่งแค่นี้ ขี้เหนียวชะมัด!"

ถึงจะพูดเสียงเบา

แต่ฟางหยางก็ได้ยินชัดเจน

พอเขามองดูอาหารบนโต๊ะ...

ความอยากอาหารก็หดหายไปในพริบตา

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะปริปากพูดอะไร

ตากล้องที่มาด้วยกันก็ทำหน้าประหลาดใจ แล้วถามขึ้นมาว่า "เหล่าหยาง... ปกติพวกนายกินกันแค่นี้เองเหรอ?"

"เอ่อ..."

ยังไม่ทันที่เหล่าหยางจะตอบ

ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 ก็ชิงตอบด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ "แหงล่ะสิ!"

"ถึงพวกเราจะมาแข่งรายการนี้ แต่เรื่องโภชนาการก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งสิ"

"อาหารสามอย่างนี้ อุดมไปด้วยวิตามิน แถมไข่ก็เป็นโปรตีน มีทั้งผักทั้งเนื้อ ได้สารอาหารครบถ้วน ดีต่อสุขภาพจะตาย!"

เมื่อเห็นใบหน้าอันแสนภาคภูมิใจของผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87

ตากล้องถึงกับงง "เดี๋ยวสิ... อาหารแบบนี้พวกนายกินลงไปได้ยังไงเนี่ย?"

สิ้นประโยคนี้

ทั้งผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 และเหล่าหยางต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน

หมายความว่าไงเนี่ย?

จากนั้น ตากล้องก็ใช้ตะเกียบเขี่ยๆ อาหารในจานดู

แล้วก็ทำหน้าขยะแขยง ไม่ยอมตักเข้าปากเลยแม้แต่คำเดียว

เขาหันไปฟ้องฟางหยาง "ลูกพี่ ผมอยากกินกุ้งนึ่ง กับซี่โครงหมูตุ๋นอ่ะ... ไอ้พวกนี้... ผมกินไม่ลงหรอกพี่!"

ฟางหยางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว "นั่นสิ กินแต่ผักมันจะไปอิ่มอะไรได้ ต้องมีเนื้อบ้างสิ"

จากนั้น เขาก็หันไปตะโกนสั่งเถ้าแก่

"เถ้าแก่! ขอปลาย่าง 1 ที่ ซี่โครงหมูตุ๋น 1 ที่ กุ้งนึ่ง 1 ที่ แล้วก็ซี่โครงแกะย่างอีก 1 ที่นะครับ"

"อ้อ ขอโค้กอีก 4 ขวดด้วยนะ"

สั่งเสร็จ เขาก็หันไปถามผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87

"พวกนายอยากกินอะไรเพิ่มอีกไหม ไม่ต้องเกรงใจนะ สั่งได้เลย เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง!"

พอได้ยินแบบนั้น ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 ถึงกับพ่นข้าวที่เคี้ยวอยู่ออกมาใส่หน้าเหล่าหยางเต็มๆ

เขามองรอยยิ้มอันสดใสของฟางหยาง

แล้วมุมปากก็กระตุกยิกๆ

นี่แกตั้งใจมาขิงใส่ฉันใช่ไหมเนี่ย?

อาหารมื้อนี้ของแก ราคาแพงกว่าค่าจ้างฉันครึ่งวันอีกนะ

ฉันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตั้งนาน

กว่าจะได้มากินมื้อใหญ่สักที

แต่ตากล้องของแกกลับบอกว่ากินไม่ลงเนี่ยนะ?

นี่แกจะหยามกันเกินไปแล้วนะ!

ส่วนเหล่าหยางที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ทำหน้าจะร้องไห้

โดนพ่นข้าวใส่หน้าไม่พอ

ยังต้องมาทนดูพวกนายสั่งอาหารหรูๆ กินกันอีก!

ดูอาหารที่พวกนายสั่งสิ

นี่มันอาหารคนหรืออาหารเทวดากันแน่เนี่ย?

พวกนายกินหรูแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ?

นี่มันเป็นการทดสอบความอดทนของคนชนชั้นรากหญ้าชัดๆ

ถึงแม้จะแอบบ่นอยู่ในใจ

แต่พอเถ้าแก่ยกอาหารจานโตมาเสิร์ฟที่โต๊ะ

ตาของเหล่าหยางก็ลุกวาวเป็นประกาย

เขารีบสวาปามอาหารอย่างตะกละตะกลาม ราวกับคนอดอยากมาเป็นปีๆ ปากมันแผล็บไปหมด

แม้แต่ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 ที่พยายามจะวางฟอร์ม ก็ทนกลิ่นหอมยั่วน้ำลายไม่ไหว

สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ แล้วร่วมวงสวาปามกับฟางหยางอย่างเอร็ดอร่อย

กินไปได้สักพัก ก็เปิดโค้กชนแก้วกันอย่างสนุกสนาน "มาๆๆ ชนแก้วหน่อย!"

"ลูกพี่ ฉันล่ะนับถือใจนายจริงๆ"

"นายกล้าสั่งของแพงๆ กินขนาดนี้เลยเหรอ"

"ตกลงนายมาแข่งรายการนี้ หรือมาพักร้อนกันแน่เนี่ย"

"ไม่คิดจะเก็บเงินบ้างเลยเหรอ?"

"ถ้าครบหนึ่งปีแล้วนายไม่มีเงินเก็บ นายจะทำยังไงล่ะ?"

ฟางหยางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ไม่เป็นไรหรอก เรื่องจิ๊บจ้อย!"

เมื่อได้ยินคำตอบนี้ ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 ถึงกับทำหน้าไม่เชื่อ

"ฉันเข้าใจนะ!"

"ลูกผู้ชายด้วยกัน!"

"ก็ต้องรักษาหน้ากันหน่อยแหละ"

"แต่บอกตรงๆ นะ การจะสร้างภาพแบบนี้ มันลงทุนสูงไปหน่อยไหมเนี่ย"

ฟางหยางได้ยินก็แค่ยิ้มแห้งๆ

ขี้เกียจจะเถียงด้วยแล้ว

และในตอนนั้นเอง

มีรถตู้หรูคันหนึ่งมาจอดที่หน้าประตูร้าน

ชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเนกไท สวมแว่นตา ก้าวลงมาจากรถ

ในมือถือกระเป๋าเอกสาร ดูภูมิฐานและเป็นทางการมาก

เมื่อเถ้าแก่เห็นลูกค้าเข้ามาในร้านก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม "เชิญครับคุณลูกค้า มากันกี่ท่านครับ เชิญด้านในเลยครับ"

แต่ชายคนนั้นกลับไม่มองเถ้าแก่เลย เขาตอบสั้นๆ "ผมมาหาคนครับ"

แล้วก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน

พอสายตาไปปะทะเข้ากับฟางหยาง

เขาก็มีสีหน้าดีใจขึ้นมาทันที รีบเดินตรงเข้าไปหา ยิ้มแย้มทักทาย "ฟางหยาง ในที่สุดก็หาคุณเจอจนได้"

"ห๊ะ?" ฟางหยางเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ "เอ่อ... พวกเรารู้จักกันเหรอครับ? คุณคือใครครับ?"

ชายคนนั้นยิ้มแล้วส่ายหน้า "อ๋อ ใช่ๆ ผมลืมไปเลย คุณไม่เคยเจอผมนี่นา"

"ผมแซ่หลี่ครับ เรียกผมว่าเลขาหลี่ก็ได้ ผมเป็นตัวแทนนำเงินรางวัลและเหรียญเกียรติยศมามอบให้คุณครับ"

ฟางหยางถึงกับร้องอ๋อขึ้นมาทันที

"อ๋อ~~"

"ผมนึกออกแล้ว!"

"1 ล้านหยวนใช่ไหมครับ?"

เลขาหลี่ยิ้มรับพร้อมพยักหน้า

เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเอกสาร หยิบบัตรเอทีเอ็มใบหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าฟางหยาง

"นี่คือเงินรางวัล 1 ล้านหยวนที่คุณจะได้รับครับ"

จากนั้นก็หยิบใบประกาศเกียรติคุณออกมาอีกใบ

"ส่วนนี่ก็คือเหรียญเชิดชูเกียรติเยาวชนดีเด่นของคุณครับ!"

เมื่อเห็นบัตรเอทีเอ็มและใบประกาศเกียรติคุณวางอยู่บนโต๊ะ

ตาของฟางหยางและตากล้องก็ลุกวาวเป็นประกาย

พวกเขารีบคว้ามาถือไว้ในมือ แล้วพินิจพิจารณาอย่างชื่นชม

ตากล้องยังอ่านข้อความบนใบประกาศให้ฟังอีกด้วย

"ขอมอบใบประกาศเกียรติคุณฉบับนี้ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ คุณฟางหยาง ในฐานะเยาวชนดีเด่นแห่งปักกิ่ง และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำความดีต่อไป"

"ลูกพี่... นายเจ๋งสุดๆ ไปเลย!"

"ใบประกาศใบนี้มันทรงคุณค่ามากเลยนะเนี่ย"

เลขาหลี่ยิ้มรับ "แน่นอนครับ ใบประกาศนี้ถือว่าเป็นของหายากระดับประเทศเลยล่ะครับ"

ฟางหยางรีบลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือขวาออกไปจับเพื่อเป็นการขอบคุณ "ขอบพระคุณมากเลยครับ ที่อุตส่าห์เป็นธุระนำมามอบให้ถึงที่ ทานข้าวกลางวันมาหรือยังครับ? มาร่วมโต๊ะกับพวกเราไหมครับ?"

แต่พอเห็นมือที่เลอะไปด้วยคราบน้ำมันของฟางหยาง

สีหน้าของเลขาหลี่ก็เจื่อนลงไปถนัดตา

"เอ่อ..." ฟางหยางเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเสียมารยาท รีบชักมือกลับทันที "ขอโทษทีครับ"

"ไม่เป็นไรครับๆ ผมทำธุระเสร็จแล้ว ก็ต้องขอตัวกลับก่อนล่ะครับ เรื่องกินข้าวคงต้องขอตัวล่ะครับ"

ยังไม่ทันขาดคำ!

"เดี๋ยวก่อน!"

ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 จ้องมองบัตรเอทีเอ็มและใบประกาศในมือฟางหยางด้วยความตกตะลึง

"เมื่อกี้พวกนายพูดว่า... ในบัตรนั่นมีเงินอยู่เท่าไหร่นะ??"

"1 ล้านหยวน? ฉันหูฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย?"

"อืม~" ตากล้องพยักหน้ายืนยัน "ไม่ได้หูฝาดหรอก"

ซี้ด~

"นี่พวกนายกำลังทำอะไรเนี่ย? โกงกันหน้าด้านๆ เลยเหรอ?"

"นี่ลูกพี่ ต่อให้เราจะสนิทกันแค่ไหน นายก็ไม่ควรมาโกงให้เห็นตำตาแบบนี้นะ?"

ฟางหยางทำหน้างง

แล้วยิ้มขมขื่น "ฉันไปโกงนายตอนไหนเนี่ย เงินนี่เขาเอามาให้ฉันเองนะ"

ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 เบ้ปาก "นายไม่กลัวฉันไปฟ้องกรรมการรายการหรือไง?"

"รีบเอาไปคืนเขาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"

ในตอนนั้นเองก็มีรถอีกคันมาจอดที่หน้าร้าน

แถมเป็นรถตำรวจซะด้วย

แล้วก็มีตำรวจหลายนายเดินลงมาจากรถ

คนที่เดินนำหน้ามา ก็คือผู้กำกับเจียงนั่นเอง

พอเขาเดินเข้ามาในร้าน แล้วเห็นเลขาหลี่ยืนอยู่

เขาก็ชะงักไปชั่วครู่

ก่อนจะร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ "เลขาหลี่! มาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?"

"ก็ที่ท่านเลขาธิการสวี่รับปากว่าจะมอบเงินรางวัล 1 ล้านหยวนให้ฟางหยางเมื่อหลายวันก่อนไงล่ะครับ ผมก็เลยเอามาให้เขาน่ะ"

ผู้กำกับเจียงมองบัตรเอทีเอ็มบนโต๊ะ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นด้วยความอิจฉา

"หมอนี่โชคดีชะมัดเลย!"

"ช่างบังเอิญจริงๆ!"

"วันนี้ผมก็เอาเงินมาให้เขาเหมือนกันนะ"

เลขาหลี่ยิ้มตอบ "เรื่องแชร์ลูกโซ่เมื่อวานใช่ไหมครับ? ผมได้ยินข่าวมาเหมือนกัน"

"ใช่ครับๆ!"

ผู้กำกับเจียงเดินเข้าไปหาฟางหยาง แล้วล้วงเอาบัตรเอทีเอ็มใบหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ

"บัตรใบนี้ เมื่อเช้าผมเป็นคนทำเรื่องขออนุมัติให้คุณเองเลยนะ"

"ในนี้มีเงินอยู่ 2 ล้านหยวน ถือเป็นรางวัลสำหรับผลงานของคุณเมื่อวานนี้"

"2 ล้านหยวน!!"

ในพริบตาเดียว!

ทั้งสามคนก็ร้องอุทานออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ยกเว้นฟางหยางที่เอาแต่นั่งอมยิ้ม แล้วหยิบบัตรเอทีเอ็มขึ้นมาดู "ขอบคุณมากครับผู้กำกับเจียง จะอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนไหมครับ?"

"ไม่ล่ะครับ ไม่ล่ะ!" ผู้กำกับเจียงรีบโบกมือปฏิเสธ "ได้ยินมาว่าเมื่อเช้านี้คุณเพิ่งจะสร้างผลงานชิ้นโบแดงให้เราอีกคดี ตอนนี้ที่โรงพักวุ่นวายกันใหญ่เลยครับ"

ในจังหวะที่ผู้กำกับเจียงกำลังจะหันไปทักทายเลขาหลี่ แล้วขอตัวกลับ

ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 ก็ทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

"นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?"

"แม้แต่ตำรวจก็ยังมาช่วยนายโกงด้วยเหรอ?"

"ให้ตายเถอะ พวกนายทำกันแบบไม่เกรงใจใครเลยนะเนี่ย?"

ประโยคนี้ทำเอาผู้กำกับเจียงถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

"โกงอะไร?"

"ใครโกง?"

"อ๋อ.. ฉันนึกออกแล้ว เขาเป็นผู้เข้าแข่งขันรายการอะไรสักอย่างใช่ไหม"

ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 พยักหน้า "เพื่อเงินรางวัล 100 ล้านหยวน พวกนายยอมทำทุกอย่างเลยเหรอเนี่ย ขนาดตำรวจยังซื้อตัวมาได้?"

"อะไรนะ?"

"ซื้อตัวตำรวจ? เพื่อเอามาโกงการแข่งขันเนี่ยนะ!"

ทีนี้ ผู้กำกับเจียงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว

เขามองผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 ราวกับมองคนบ้า

"นี่พ่อหนุ่ม นายรู้ไหมว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันเนี่ย เขาเป็นใคร?"

"ไม่รู้สิ ก็เห็นเขาบอกว่าชื่อเลขาหลี่นี่"

"ใช่แล้วล่ะ! แล้วนายรู้ไหมว่าเขาเป็นเลขาของใคร?"

"เรื่องแบบนั้นฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ"

ได้ยินดังนั้น ผู้กำกับเจียงก็หลุดขำออกมา

"งั้นนายก็ฟังให้ดีนะ~~"

"เขาคือเลขาส่วนตัวของท่านเลขาธิการสวี่ เลขาธิการพรรคประจำกรุงปักกิ่ง"

"และวันนี้ที่เขามาที่นี่ ก็เพราะได้รับมอบหมายจากท่านเลขาธิการสวี่ ให้นำเงินรางวัลมามอบให้"

"ถ้าตามที่นายพูดมา... ก็แปลว่าท่านเลขาธิการพรรคประจำกรุงปักกิ่ง ก็ร่วมมือกับเขาเพื่อจะโกงเงินรางวัล 100 ล้านหยวนด้วยงั้นสิ?"

เปรี้ยง

คำพูดของผู้กำกับเจียง ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางกบาล

ดังกึกก้องอยู่ในหูของผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87

ช็อก!

ช็อกตาตั้ง!

เลขาธิการพรรคประจำกรุงปักกิ่ง!

นี่มันบุคคลระดับบิ๊กเบิ้มขนาดไหนกันเนี่ย!

เขาจะมาร่วมมือกับฟางหยางเพื่อโกงเงินรางวัลเนี่ยนะ?

มันเป็นไปได้เหรอ?

ใช้เข่าคิดก็รู้แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้

ถ้างั้นก็หมายความว่า...!

เงินรางวัล 1 ล้านหยวนนั่นคือเรื่องจริง!

แล้วรางวัล 2 ล้านหยวนนั่นก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน!

พระเจ้าช่วย!

มิน่าล่ะ เขาถึงกล้าสั่งของแพงๆ กินแบบไม่แคร์เลย

มิน่าล่ะ ถึงได้ทำตัวชิลๆ ขนาดนี้

ปัดโธ่เว้ย!

อาหารมื้อนี้มื้อเดียว ยังไม่เท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากของเขาในหนึ่งวันเลยด้วยซ้ำ

นี่มัน... นี่มัน...

ที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อกี้ ทั้งตำรวจและเลขาหลี่

ต่างก็มีท่าทีเกรงอกเกรงใจฟางหยางมาก

ที่นี่คือปักกิ่งเชียวนะ!

มีสำนวนจีนโบราณกล่าวไว้ว่า

ข้าราชการในเมืองหลวง ย่อมมีตำแหน่งสูงกว่าข้าราชการในท้องถิ่นสามขั้น

แต่บุคคลระดับสูงเหล่านั้น กลับเป็นฝ่ายเอาเงินมามอบให้ถึงที่ซะงั้น

ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

เหลือเชื่อจริงๆ!

เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!!!

ในวินาทีนั้นเอง

เขารู้สึกเหมือนศรัทธาในตัวเองพังทลายลง

ชีวิตหมดสิ้นจุดหมาย

แววตาเลื่อนลอยไร้จุดโฟกัส

จะแข่งต่อไปทำไมกัน?

หมอนี่เพิ่งจะเริ่มแข่งได้ไม่กี่วัน ก็ฟันเงินไปตั้งหลายล้านแล้ว

ส่วนคนอื่น ต่อให้ทำงานงกๆ ไปเป็นสิบปี ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะหาเงินได้เท่านี้หรือเปล่า

แล้วแบบนี้จะเอาอะไรไปสู้ล่ะ?

เมื่อคิดได้ดังนั้น

เขาก็รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงหดหายไปจนหมด

ทรุดตัวลงนั่งแหมะบนเก้าอี้

ตัวแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ แววตาเหม่อลอย

แม้แต่ตากล้องของเขาก็ยังอ้าปากค้างเหมือนมีก้างปลาติดคอ

อ้าปากค้างเป็นรูปตัวโออยู่แบบนั้น

มันน่าตื่นตะลึงเกินไปแล้ว!

ชาวเน็ตในห้องถ่ายทอดสดต่างก็หัวเราะกันจนท้องแข็ง

—— [นี่มันเอาปืนใหญ่มายิงยุงชัดๆ บดขยี้จนเละเทะไม่มีชิ้นดีเลย ฉันสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังของผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 แล้วล่ะ พวกนายว่าหมอนี่จะมีกะจิตกะใจแข่งต่อไหมเนี่ย? ถ้าเป็นฉันนะ ฉันขอถอนตัวออกจากการแข่งขันไปเลยดีกว่า]

—— [เมื่อกี้ฉันแวะไปดูห้องถ่ายทอดสดของหมายเลข 87 มา ฝั่งเรานี่บรรยากาศรื่นเริงเหมือนจัดงานเลี้ยงปีใหม่เลย ส่วนฝั่งนู้นบรรยากาศเศร้าหมองเหมือนจัดงานศพเลย ขำชะมัด]

—— [ขอเสนอให้ทีมงานรายการแยกตัวผู้เข้าแข่งขันคนอื่นออกจากฟางหยางเถอะ ขืนปล่อยให้เจอกันอีก มีหวังผู้เข้าแข่งขันคนอื่นคงได้อกแตกตายกันพอดี]

เมื่อผู้กำกับเจียงและเลขาหลี่เดินทางกลับไปแล้ว

ภายในร้านก็เหลือแค่พวกเขาสี่คน

บรรยากาศน่าอึดอัดสุดๆ

ฟางหยางมองดูผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 ที่มีสีหน้าสิ้นหวัง ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย

รีบเรียกให้เถ้าแก่มาเก็บเงิน แล้วก็พาตากล้องเผ่นออกจากร้านทันที

ช่วงบ่าย

ฟางหยางก็กลับมาประจำการที่ด่านตรวจฝั่งขาเข้าอีกครั้ง

พอเพื่อนร่วมงานเห็นเขาเดินมา ก็รีบกล่าวทักทายอย่างดีใจ

พร้อมกับรีบยกเก้าอี้บุนวมมาให้เขานั่งทันที

"มาๆๆ เสี่ยวหยาง นั่งๆๆ!!"

"เดี๋ยวพี่จะไปชงชามาให้ดื่มนะ นายไม่ต้องทำอะไรเลย แค่นั่งดูเฉยๆ ก็พอแล้ว"

ฟางหยางถูกเพื่อนร่วมงานเอาใจใส่ขนาดนี้ ก็รู้สึกเกรงใจนิดหน่อย

"เอ่อ..."

"แบบนี้มันจะดีเหรอครับ"

แต่พูดยังไม่ทันจบ

ก็โดนเพื่อนร่วมงานขัดคอซะก่อน

"ดีสิ!"

"ทำไมจะไม่ดีล่ะ"

"มีใครกล้าบอกว่าไม่ดีไหม? นายเหรอ?"

"เปล่าๆๆๆ!" เพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที

"แล้วนายล่ะ? มีปัญหาอะไรไหม?"

"ไม่มีๆๆ!"

"เห็นไหมล่ะ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันหมด นายนั่งพักให้สบายใจเถอะ พวกเรากำลังรอดูเรื่องสนุกๆ อยู่นะเนี่ย"

ในที่สุด ฟางหยางก็จำใจต้องนั่งจิบชาแทะเมล็ดแตงโมอยู่บนเก้าอี้นั้นอย่างสบายใจ

ป้าแม่บ้านที่เดินผ่านมาเห็นเข้า...

ก็ยังต้องผงกหัวทำความเคารพ แล้วกล่าวทักทายว่า "สวัสดีค่ะท่านหัวหน้า!"

ฟางหยางเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่หัวหน้า

ทันใดนั้นเอง!

ที่หน้าประตูทางเข้าจุดตรวจก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ?"

"เร็วเข้า! รีบพยุงเขาขึ้นมาสิ"

"บ้าจริง ร่างกายไม่แข็งแรงยังจะฝืนมาขึ้นเครื่องบินอีก"

บริเวณประตูทางเข้า มีชายวัยกลางคนคนหนึ่ง

ในมือถือไม้เท้า พยุงร่างที่อ่อนระทวยลงไปกองกับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง

เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก

เขาพยายามเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก "ผมเป็นโรคระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ... ในกระเป๋ามีช็อกโกแลต... รบกวน... ช่วยหยิบมาให้ผมกินสักคำทีครับ..."

สิ้นเสียงของเขาก็มีพลเมืองดีรีบนั่งยองๆ ลงไปช่วยเปิดกระเป๋าเป้ของเขา

และหยิบเอาห่อช็อกโกแลตที่ใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือออกมา

ช่วยฉีกซองออก แล้วหยิบช็อกโกแลตชิ้นใหญ่ออกมา

ป้อนใส่ปากชายที่กำลังจะหมดสติ

ชายคนนั้นรีบงับช็อกโกแลตเข้าปากเคี้ยวอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปไม่กี่วินาที

อาการหอบก็ทุเลาลง

สีหน้าก็เริ่มดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา

และค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้าง

"ขอบคุณมากครับ ขอบคุณทุกคนจริงๆ พวกคุณใจดีมากเลย"

"โธ่เอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกครับ คนเราก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นธรรมดา"

"นั่นสิครับ วันหลังเดินทางก็ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้นะครับ ถ้าเกิดไปเป็นลมหน้ามืดกลางถนนล่ะก็แย่เลย"

ชายพิการขาเป๋พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย "ใช่ครับๆ พวกคุณพูดถูกแล้ว ขอโทษที่ทำให้เสียเวลานะครับ"

จากนั้นเขาก็หันไปทางพนักงานตรวจความปลอดภัย แล้วเดินกะเผลกๆ เข้าไปหา

"เอ่อ... ไม้เท้านี่ต้องเอาเข้าเครื่องสแกนด้วยไหมครับ?"

เมื่อเห็นดังนั้น

ผู้โดยสารที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รีบพูดแทนทันที "ไม้เท้าของเขาก็ปล่อยผ่านไปเถอะครับ ดูสิขาเป๋ขนาดนี้แล้ว เมื่อกี้ก็เกือบจะแย่แล้วด้วย"

คนอื่นๆ ก็พากันเห็นด้วย

ในเวลานี้ บริเวณจุดตรวจเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความมีน้ำใจ

ทุกคนล้วนเป็นคนดีมีน้ำใจกันทั้งนั้น

พนักงานตรวจความปลอดภัยพยักหน้าอย่างเห็นใจ "ก็ได้ครับ งั้นคุณก็เดินผ่านเครื่องสแกนโลหะไปได้เลยครับ"

ชายพิการขาเป๋ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ "โอ้โห ดีจังเลยครับ พวกคุณเป็นคนดีจริงๆ ขอบคุณมากนะครับ!"

ว่าแล้วเขาก็พยุงไม้เท้า เดินกะเผลกๆ ผ่านเครื่องสแกนโลหะไป

แม้ว่าเครื่องสแกนจะส่งเสียงร้องเตือนดังติ๊ดๆ

แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจเลยสักคน

เพราะไม้เท้าของเขาทำมาจากโลหะอยู่แล้ว

พนักงานตรวจความปลอดภัยใช้ไม้สแกนตรวจตามร่างกายเขาอีกครั้ง ก็ไม่พบความผิดปกติอะไร

จึงเตรียมจะปล่อยตัวเขาไป

ทว่า ในจังหวะนั้นเอง

ฟางหยางที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ บนเก้าอี้ ก็ยิ้มมุมปาก

เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

"ขอโทษด้วยนะครับ แต่คุณคงจะไปไหนไม่ได้หรอก!"

เมื่อได้ยินประโยคนี้

ชายคนนั้นก็มีสีหน้าประหลาดใจ "ทำไมล่ะครับ? คนพิการขึ้นเครื่องบินไม่ได้เหรอครับ?"

"ไร้สาระ กฎบ้าอะไรเนี่ย!"

บรรดาพลเมืองดีที่เคยช่วยเหลือเขาก่อนหน้านี้ รีบออกตัวแทนทันที

"นี่พ่อหนุ่ม เมื่อกี้นั่งสบายใจเฉิบอยู่แท้ๆ ทำไมจู่ๆ ถึงอยากจะมาสร้างภาพตอนนี้ล่ะ?"

เมื่อเจอกับเสียงก่นด่าจากผู้คนรอบข้าง

เพื่อนร่วมงานของฟางหยางก็ชักจะทำตัวไม่ถูก

พนักงานที่ยกเก้าอี้มาให้เขานั่งเมื่อกี้ รีบเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง "ฟางหยาง เป็นอะไรหรือเปล่า?"

ฟางหยางเหลือบมองหน้าจอระบบ

[ชื่อ-สกุล: ฟ่านเจี้ยนเฉียง]

[เพศ: ชาย]

[อาชีพ: ผู้ก่อการร้าย]

[ลักลอบขน: ระเบิด C4]

จบบทที่ ตอนที่ 42 ปะทะผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 อีกครั้ง ซุก C4 ในช็อกโกแลตผ่านด่าน!

คัดลอกลิงก์แล้ว