เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 41 ความน่ากลัวของสงครามชีวภาพ อาศัยสัตว์เป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัส!

ตอนที่ 41 ความน่ากลัวของสงครามชีวภาพ อาศัยสัตว์เป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัส!

ตอนที่ 41 ความน่ากลัวของสงครามชีวภาพ อาศัยสัตว์เป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัส! 


ตอนที่ 41 ความน่ากลัวของสงครามชีวภาพ อาศัยสัตว์เป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัส!

"สงครามชีวภาพเหรอ?"

ผู้จัดการทั่วไปและคนอื่นๆ ทวนคำพูดของฟางหยางพร้อมกัน

เป็นคำที่แปลกหูมาก!

ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย

เคยได้ยินแต่สงครามเศรษฐกิจ สงครามทางทหาร นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ได้ยินคำว่าสงครามชีวภาพ

ซึ่งนั่นก็ยิ่งกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขามากขึ้นไปอีก

ในตอนนั้นเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ

พวกเขาทั้งหมดเป็นคนหน้าใหม่ทั้งนั้น

น่าจะเป็นเพราะหัวหน้าทีมฉีและลูกน้องยังยุ่งอยู่กับคดีแชร์ลูกโซ่ของเมื่อวาน

พอพวกเขาได้รับแจ้งว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ก็แอบขำกันเบาๆ

แต่ทว่า... เมื่อพวกเขาหันไปเห็นฟางหยาง...

พวกเขาก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม และรีบทักทายเขาทันที

"ฟางหยาง!! สวัสดีครับ!"

"ฟางหยางอยู่ที่ไหน?"

"นั่นไง หนุ่มหล่อคนนั้นไง"

"พระเจ้าช่วย นั่นคือฟางหยางจริงๆ เหรอ?"

"ในที่สุดก็ได้เจอตัวจริงเสียงจริงของฟางหยางซะที"

ตำรวจหลายนายต่างพากันพูดคุยทักทายฟางหยางอย่างเป็นกันเอง

เหตุการณ์นี้ทำเอาคนรอบข้างถึงกับงุนงง

ผู้จัดการทั่วไปทำหน้าประหลาดใจ "พวกคุณรู้จักเขาด้วยเหรอ? เขาเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่วันเองนะ ดังขนาดนั้นเชียว?"

ตำรวจนายหนึ่งรีบตอบด้วยรอยยิ้ม "ท่านผู้จัดการทั่วไปคงยังไม่ทราบ ไม่ใช่แค่พวกเราในสถานีตำรวจเท่านั้นหรอกนะครับที่รู้จักเขา"

"ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วกรมตำรวจปักกิ่งเลยล่ะครับ"

ผู้จัดการทั่วไปถึงกับอึ้งไปเลย!

เขาเหลือบมองฟางหยางแวบหนึ่ง

นึกถึงสำนวนโบราณที่ว่า...

อย่ามองคนแต่ภายนอก!!

ฟางหยางยิ้มตอบทักทายเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเป็นมิตร

"พอดีเลย พวกคุณอย่าเพิ่งไปไหนนะ"

"เดี๋ยวมีคดีให้จัดการอีกแล้วล่ะ"

"ห๊ะ?" ตำรวจนายหนึ่งถามด้วยความงุนงง "อ้าว ไม่ใช่ว่าแค่เรื่องเข้าใจผิดหรอกเหรอ? ตกลงไม่มีระเบิดใช่ไหมครับ?"

"ไม่ๆๆ!"

"ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องระเบิด แต่เป็นอีกคดีนึงครับ คดีจับสายลับ!!"

เมื่อสิ้นคำพูดนี้ ทุกคนก็ถึงกับอ้าปากค้าง

พวกเขาเริ่มจะตามความคิดของฟางหยางไม่ทันแล้ว

เมื่อกี้ยังพูดเรื่องสงครามชีวภาพอยู่หยกๆ แป๊บเดียวเปลี่ยนเรื่องมาเป็นสายลับซะแล้ว!

ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

ส่วนตำรวจที่เพิ่งมาถึง ก็ยิ่งทำหน้างงหนักเข้าไปอีก

ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปากถาม

ฟางหยางก็เป็นฝ่ายพูดอธิบายขึ้นมาก่อน

"เดี๋ยวผมจะอธิบายให้พวกคุณฟังคร่าวๆ ก่อนนะ ว่าสารพิษสองชนิดที่อยู่ในมือผมนี้มันคืออะไร"

"เริ่มจาก 'สารพิษไอกรน' ผมเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกันดีใช่ไหมครับ?"

"โรคนี้ หลายคนก็น่าจะเคยเป็นตอนเด็กๆ"

ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย

เป็นการยืนยัน

"ในเมื่อทุกคนรู้จักกันดี ผมก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากแล้วนะ"

"ผมจะขอเน้นไปที่ 'สารพิษตีบตัน' ก็แล้วกัน"

"ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เคยเกิดโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายหลายครั้ง"

"อย่างเช่น กาฬโรค , ไข้หวัดสเปน, ไวรัสอีโบลา และไข้ทรพิษในประเทศจีน"

"แต่ในบรรดาไวรัสเหล่านี้ มีไวรัสชนิดหนึ่งที่ร้ายกาจกว่ามาก"

"และถูกขนานนามว่าเป็นเชื้อกลายพันธุ์ของไข้ทรพิษ นั่นก็คือ ไวรัสโรคคอตีบ"

"ไวรัสชนิดนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกประมาณปี 1700"

"เริ่มแพร่ระบาดในยุโรปเป็นที่แรก ก่อนจะลุกลามไปยังอเมริกาเหนือ"

"มีความสามารถในการแพร่เชื้อ และมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก"

"ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โรคคอตีบได้ระบาดอย่างรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วน"

"แค่ช่วงก่อนปี 1980 ก็มีผู้ป่วยโรคคอตีบมากถึงเกือบ 1 ล้านรายต่อปี"

"มีผู้เสียชีวิตเป็นล้านๆ คน!"

เมื่อได้ยินตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัวนี้

ทุกคนก็รู้สึกเสียวสันหลัง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

หลอดทดลองเล็กๆ ที่ดูไม่น่าจะมีพิษมีภัย กลับบรรจุไวรัสที่น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

หลายคนถึงกับกลัวว่าตัวเองจะติดเชื้อ

รีบถอยห่างออกไปหลายก้าว

จากนั้น ฟางหยางก็พูดต่อ

"โรคคอตีบเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากแบคทีเรียคอตีบ เมื่อติดเชื้อแล้ว..."

"ผู้ป่วยจะมีอาการไอ มีไข้ และเสียงแหบ ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และปลายประสาทอักเสบได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดแผ่นฝ้าสีเทาขาวบริเวณคอหอยและทอนซิล"

"ในอดีต หากใครป่วยเป็นโรคนี้ อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50% เลยทีเดียว"

"แน่นอนว่า ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน โรคนี้อาจจะไม่ได้น่ากลัวเท่าเมื่อก่อนแล้ว"

"แต่พวกคุณอย่าลืมนะว่า..."

"ไม่ว่าจะเป็นโรคไอกรน หรือโรคคอตีบ ล้วนแต่เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจทั้งสิ้น"

"ซึ่งอาการของมัน ก็คล้ายคลึงกับโรคปอดอักเสบที่เพิ่งระบาดหนักในประเทศเราเมื่อไม่นานมานี้มาก"

"พวกคุณลองจินตนาการดูสิ ถ้าไวรัสสองชนิดนี้ระบาดในประเทศของเรา ผู้คนจะคิดยังไง?"

"ร้อยทั้งร้อย ก็คงคิดว่าเป็นโรคปอดอักเสบเหมือนที่เคยระบาดนั่นแหละ และก็คงจะรักษาไปตามอาการของโรคปอดอักเสบ"

"แล้วจะมีสักกี่คนที่ต้องอาการทรุดหนัก และเสียชีวิตในที่สุด?"

ซี้ด~

หลังจากได้ฟังคำอธิบายของฟางหยาง...

ทุกคนต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึก

แม้แต่ผู้โดยสารที่ลักลอบนำของพวกนี้เข้ามาเอง...

ตอนนี้ก็ถึงกับช็อกไปเลย

ความร้ายแรงของเรื่องนี้ ดูเหมือนจะเกินกว่าที่เขาจะคาดคิดไว้มาก

เขารีบร้องไห้คร่ำครวญและอธิบายว่า "ผมไม่รู้จริงๆ นะครับว่านี่มันคือไวรัส"

"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะสร้างผลกระทบร้ายแรงขนาดนี้"

"ก็แค่ตอนที่ผมอยู่สนามบินที่อเมริกา มีคนมาฝากให้ผมช่วยถือมาให้ แถมยังให้ทิปผมก้อนโตด้วย"

"ผมไม่ได้คิดอะไรมาก ก็เลยรับฝากมา"

"ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ นะครับ!"

ทว่า ข้อแก้ตัวของผู้โดยสารคนนั้น...

กลับไม่ได้รับความเห็นใจจากใครเลยแม้แต่น้อย

คนที่ลักลอบขนของเถื่อน ส่วนใหญ่ก็ทำไปเพื่อเงินทั้งนั้นแหละ

แต่การกระทำของคุณ มันคือการฆาตกรรมชัดๆ!

ผู้จัดการทั่วไปครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย "แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับสงครามชีวภาพล่ะ? ที่คุณพูดถึงสายลับเมื่อกี้ หมายถึงเขาเหรอ?"

ฟางหยางยิ้มแล้วก็ส่ายหน้า "ไม่ใช่เขาหรอกครับ อย่างมากเขาก็เป็นแค่คนส่งของเท่านั้นแหละ"

"คนที่มารับของจากเขานั่นแหละ คือสายลับตัวจริง!"

"ความจริงแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาก็พยายามลักลอบนำไวรัสเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศเราอยู่บ่อยๆ"

"ไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ ที่ศุลกากรและด่านตรวจความปลอดภัยสกัดจับได้นั้น มีจำนวนมากมายมหาศาลจนพวกเราคาดไม่ถึงเลยล่ะ"

"จากสถิติ เฉพาะปีที่แล้วปีเดียว ศุลกากรสามารถสกัดจับสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายได้มากถึง 5.9 แสนครั้ง"

"และในจำนวนนั้น ก็มีสิ่งมีชีวิตที่เป็นพาหะนำโรคที่ต้องถูกกักกัน มากถึง 65,000 ครั้ง"

"ซึ่งมีแหล่งที่มาจากกว่า 34 ประเทศและดินแดน"

"เชื้อโรคเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตของเรา แต่ยังทำลายระบบนิเวศของเราอีกด้วย"

"ก็เหมือนกับข่าวลือหนาหูเมื่อหลายปีก่อน ที่บอกว่าโรคปอดอักเสบเกิดจากสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ"

"พวกเขาพยายามศึกษาสภาพร่างกายของคนจีนมาโดยตลอด เพื่อหาทางสร้างไวรัสที่สามารถทำลายล้างชาติพันธุ์ของเราให้ได้"

"ไม่อย่างนั้น ทำไมพวกเขาถึงต้องไปเปิดห้องปฏิบัติการทางชีวภาพทางการทหารทั่วโลกตั้งมากมายล่ะ?"

"ในเมื่อไม่สามารถทำสงครามทางการทหารอย่างเปิดเผยได้ สงครามเศรษฐกิจก็คือการต่อสู้ในที่สว่าง ส่วนสงครามชีวภาพ ก็คือการทำสงครามในเงามืด"

"ลองคิดดูสิ แค่สิ่งที่เราสกัดจับได้ก็มีมากมายมหาศาลขนาดนี้แล้ว"

"แล้วสิ่งที่เราสกัดจับไม่ได้ล่ะ มีมากแค่ไหน?"

"ไวรัสอีกกี่ชนิดที่หลุดรอดเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศของเราแล้ว"

"ไวรัสที่ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยเหล่านี้ หากสะสมในร่างกายในปริมาณมากๆ มันก็คือมะเร็งร้ายดีๆ นี่เอง!!"

ณ วินาทีนี้!

ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบสงัด

ทุกคนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา!

จิตใจหดหู่!

สีหน้าเคร่งเครียด!

วันนี้ ฟางหยางได้มอบบทเรียนที่แสนจะล้ำค่าให้กับพวกเขาอีกครั้ง

ที่แท้ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยปกป้องพวกเราจากการถูกรุกรานมาโดยตลอด

เพียงแต่ว่า พวกเขาก็เหมือนกับตำรวจปราบปรามยาเสพติดนั่นแหละ

ยืนหยัดปกป้องพวกเราอยู่ในมุมมืด ที่เรามองไม่เห็น

และคนกลุ่มนั้น ก็คือ...

เจ้าหน้าที่ศุลกากร!!

สิ่งที่พวกเขาทำ มักจะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้คนมากนัก

พวกเขาไม่ได้ตรวจจับแค่พวกหนีภาษี หรือลักลอบขนของเถื่อนเท่านั้น

แต่ภารกิจที่แท้จริงของพวกเขา คือการปกป้องประตูของชาติ!

พวกเขาไม่ได้ถือปืนยืนเฝ้าพรมแดน

แต่พวกเขาคอยปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนของเราด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป

เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งเลวร้ายเหล่านั้น เล็ดลอดเข้ามาทำร้ายพวกเราได้

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้

ชาวเน็ตในห้องถ่ายทอดสดต่างก็รู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาทันที

—— [เมื่อก่อน ฉันไม่เคยสนใจพวกคดีลักลอบขนของเถื่อนเลย เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ฉันไม่มีปัญญาแม้แต่จะนั่งเครื่องบินด้วยซ้ำ จะเอาอะไรไปลักลอบขนของเถื่อนล่ะ แต่วันนี้ฉันเพิ่งจะเข้าใจ ว่าความจริงแล้ว มีคนคอยปกป้องพวกเรามาตลอด และฉันก็ตระหนักถึงความสำคัญของเจ้าหน้าที่ศุลกากรแล้วด้วย การที่บอกว่าพวกเขาคือด่านสุดท้ายในการป้องกันการรุกรานจากไวรัสชีวภาพนั้น ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงเลยสักนิด]

—— [หลังจากได้ดูไลฟ์สดของฟางหยาง ฉันก็เพิ่งรู้ตัวว่า ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในโลกสวยมาโดยตลอด ความสงบสุขที่ฉันคิดว่ามันมีอยู่จริง ก็เป็นแค่ภาพลวงตา ไม่เคยคิดเลยว่าสงครามมันยังดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการสู้รบในที่แจ้ง มาเป็นการทำสงครามในมุมมืดแทน ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องเข้มงวดเรื่องยาเสพติดและการตรวจคนเข้าเมืองขนาดนี้]

—— [ขอปรบมือรัวๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ และขอปรบมือให้ฟางหยางด้วย เขาเป็นคนที่เปิดโลกให้ฉันได้รู้จักกับสงครามชีวภาพ และทำให้ฉันเข้าใจความยากลำบากของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ขอฝากถึงทุกคนด้วยนะ ถ้ามีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศ ก็ช่วยให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรด้วย การสนับสนุนพวกเขา ก็เท่ากับสนับสนุนประเทศชาตินั่นแหละ]

—— [มีนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่จะนำพามนุษยชาติไปสู่จุดจบ คงไม่ใช่อุกกาบาตพุ่งชนโลกหรอก แต่จะเป็นไวรัสต่างหาก ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ยาปฏิชีวนะมากมายถูกฉีดเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ทำให้ไวรัสก็พัฒนากลายพันธุ์ให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนสักวันหนึ่ง ก็จะเกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่มียาชนิดใดรักษาได้ ถึงตอนนั้นแหละ... มนุษยชาติก็จะสูญพันธุ์]

อาจกล่าวได้ว่า แม้ในวันนี้เราจะสกัดกั้นไวรัสได้เพียงเศษเสี้ยว

แต่ข้อคิดเตือนใจที่แฝงอยู่เบื้องหลังนั้น ช่างหนักอึ้งเหลือเกิน

มันเป็นสัญญาณเตือนภัย ให้กับทุกคนที่ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวมาก่อน

เพราะผลกระทบของมัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

แต่มันส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศและคนทั้งชาติ

และด้วยคำพูดของฟางหยางนี่เองที่ทำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเจ้าหน้าที่ศุลกากร

เพียงชั่วพริบตา ชาวเน็ตนับไม่ถ้วนก็พากันเข้าไปคอมเมนต์ในเพจทางการของกรมศุลกากรแห่งชาติ

เช่นเดียวกับที่เคยเข้าไปคอมเมนต์ให้กำลังใจตำรวจปราบปรามยาเสพติด

ทุกคอมเมนต์ล้วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

"ขอบคุณพวกคุณมาก พวกคุณทำงานหนักแล้ว!"

ในที่เกิดเหตุ

เวลาผ่านไปหลายสิบวินาที

ทุกคนถึงจะเริ่มตั้งสติได้

ทันใดนั้น!

คุณตาก็พุ่งเข้าไปหาผู้โดยสารคนนั้นอย่างเกรี้ยวกราด

กระชากคอเสื้อเขาไว้อย่างแรง

เพียะ~~

ตบหน้าเขาฉาดใหญ่

"ไอ้คนขายชาติ!"

"ฉันจะฆ่าแกให้ตาย ไอ้คนขายชาติ!"

"เพียะ~~"

"ได้เสวยสุขอยู่ในประเทศที่บรรพบุรุษสร้างมาให้แท้ๆ แต่กลับไปทำเรื่องชั่วช้าเลวทราม"

"เพียะ~~"

"ต่อให้วันนี้พระอินทร์เสด็จลงมา ข้าก็จะขอซัดแกให้ตายคามือ!"

ในเวลาเพียงชั่วพริบตา

คุณตาก็รัวตบหน้าผู้โดยสารคนนั้นไปหลายฉาด

ตบจนหน้าหันเลยทีเดียว

ถึงขั้นลืมขัดขืนไปเลย

เมื่อมองดูรอยนิ้วมือแดงเถือกบนใบหน้าและได้ยินเสียงตบดังสนั่น

ฟางหยางและคนอื่นๆ ก็ถึงกับหดคอหนีด้วยความหวาดเสียว

ดุดันจริงๆ!

นี่แหละหนา วีรบุรุษในตำนานตัวจริง!

โชคดีที่ผู้จัดการทั่วไปดึงสติกลับมาได้เร็ว

รีบเข้าไปห้ามปรามทันที "คุณตาครับ ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ คุณตาก็อายุมากแล้ว อย่าไปโมโหให้เสียสุขภาพกับคนพรรค์นี้เลยครับ ไม่คุ้มกันหรอก"

เมื่อเห็นคนหลายคนเข้ามาช่วยห้าม

คุณตาจึงไม่สามารถลงไม้ลงมือต่อได้

เลยจำใจต้องปล่อยมือจากคอเสื้อผู้โดยสารคนนั้น พร้อมกับหอบหายใจแฮกๆ

เห็นได้ชัดว่าคุณตายังไม่หายโกรธ

เพียงแต่สังขารไม่อำนวยแล้ว

ฟางหยางมองภาพนั้นด้วยความทึ่ง ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้คุณตา

"คุณตาครับ สุดยอดไปเลย!!"

คุณตาพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แล้วพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า "สมัยก่อนนะ ไอ้พวกคนขายชาติแบบนี้ ข้าฆ่าทิ้งมาเป็นสิบแล้ว!"

อาจจะเพราะอารมณ์ดีขึ้น

เสียงพูดของคุณตาก็เลยฟังดูชัดเจนขึ้นมาก

ผู้โดยสารคนที่โดนตบ ก็ถึงกับหน้าถอดสี

ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากเถียง

ขืนไปทำให้คุณตาโกรธ แล้วแกเกิดบันดาลโทสะตบเขาจนตายขึ้นมาล่ะก็...

เขาคงไม่มีหน้าไปเรียกร้องขอความเป็นธรรมกับใครหรอก

ก็คุณตาเล่นแก่จนไม้ใกล้ฝั่งขนาดนี้แล้ว

แถมยังมีดีกรีเป็นถึงวีรบุรุษสงคราม ถ้าเกิดพลั้งมือฆ่าคนขายชาติขึ้นมาจริงๆ

เชื่อเถอะว่าคนทั้งประเทศต้องลุกขึ้นมาปกป้องคุณตาแน่นอน

ชาวเน็ตในห้องถ่ายทอดสดเห็นฉากนี้ก็สะใจสุดๆ

—— [ตบได้สะใจมาก! สุดยอดไปเลย! พูดตรงๆ นะ ถ้าเป็นฉัน ถึงจะโกรธแค่ไหน ก็คงไม่กล้าลงไม้ลงมือหรอก กลัวว่าถ้ามีปัญหาขึ้นมาจะต้องเสียเงินชดเชยให้มัน แต่คุณตาเป็นถึงทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี จะตบคนขายชาติสักทีสองทีจะเป็นไรไป? แกมีปัญหาเหรอฮะ?]

—— [ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมในประเทศเราถึงมีพวกขายชาติเยอะขนาดนี้ ใช้ชีวิตในประเทศจีนมันไม่ดีตรงไหน? บรรพบุรุษและรากเหง้าของเราก็อยู่ที่นี่ ต่อให้ชีวิตนายจะตกระกำลำบากแค่ไหน ก็ไม่ควรจะมาทรยศหักหลังประเทศชาติตัวเองสิ]

—— [เรื่องสันดานคนนี่พูดยากนะ ดูอย่างคดีลักลอบขนของเถื่อนที่ฟางหยางจับได้ช่วงนี้สิ นายคิดออกเหรอว่าพวกมันจะใช้วิธีไหน? คิดไม่ออกหรอก คนพวกนี้จิตใจมันวิปริตไปแล้ว จะไปนั่งเถียงหาเหตุผลกับพวกมันก็เปล่าประโยชน์ เหมือนสีซอให้ควายฟังนั่นแหละ]

—— [ขอแสดงความนับถือคุณตาอีกครั้งนะคะ ขอก้มกราบเลยค่ะ คุณตาช่างเป็นชายชาติทหารที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ ไม่ยอมทนเห็นพวกขายชาติลอยนวลจริงๆ พอได้เห็นเรื่องราวบนโลกใบนี้...]

—— [(ข้อความขาดหาย)]

ตอนนี้ สถานการณ์ก็คลี่คลายแล้ว

แต่ก็มีปัญหาใหม่ตามมาอีก

นั่นก็คือ การจับสายลับ!

ตำรวจพาผู้โดยสารคนนั้นไปสอบปากคำเบื้องต้นที่ป้อมยามใกล้ๆ

เขายืนยันว่าไม่รู้เรื่องที่ตัวเองกำลังทำตัวเป็นคนขายชาติและไม่เคยตระหนักถึงอันตรายของไวรัสเหล่านี้เลย

ดังนั้น การสอบสวนจึงผ่านไปอย่างราบรื่น

เขาสารภาพข้อมูลทั้งหมดออกมาจนหมดเปลือก

คนที่จ้างวานเขา ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจะให้เอาของไปส่งให้ใคร

แค่บอกให้เขาเอาของไปที่ป้ายรถเมล์ใกล้ๆ สนามบิน

แล้วก็ทิ้งลงถังขยะไปเลย

เพื่อที่จะลากตัวสายลับที่อยู่เบื้องหลังออกมา

ตำรวจจึงต้องขอให้ผู้โดยสารคนนี้ร่วมมือในการแสดงละครตบตา

โดยแกล้งทำเป็นปล่อยตัวเขาไป และให้เขาเอาของไปทิ้งลงถังขยะตามแผนเดิม

และก็เป็นไปตามคาด!

หลังจากดักซุ่มรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มีชาวต่างชาติคนหนึ่ง เดินลับๆ ล่อๆ เข้ามาที่ถังขยะ แล้วล้วงเอาพาวเวอร์แบงก์นั้นออกไป

ฟางหยางพร้อมด้วยตำรวจนอกเครื่องแบบหลายนาย ก็สะกดรอยตามไปติดๆ

จนกระทั่งพวกเขาเดินเข้าไปในร้านขายสัตว์เลี้ยงแห่งหนึ่ง!!

ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของทุกคนไปมาก

ตามปกติแล้ว ของแบบนี้น่าจะถูกส่งไปที่ห้องปฏิบัติการทางชีวภาพ หรือสถานที่ที่คล้ายๆ กันสิ

ทำไมถึงมาโผล่ที่ร้านขายสัตว์เลี้ยงได้ล่ะ

แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามามัวคิดแล้ว

เมื่อได้รับสัญญาณสั่งลุย

ตำรวจนอกเครื่องแบบก็พุ่งกรูกันเข้าไปในร้านทันที

จังหวะที่ชาวต่างชาติคนนั้นกำลังเปิดประตูห้องใต้ดิน และก้าวเท้าเดินลงไป...

เขาก็ถูกรวบตัว และสวมกุญแจมือทันที

ต่อให้เขาจะโวยวายอะไรก็ไม่มีใครสนใจฟัง

ฟางหยางเดินตามช่างภาพลงไปในห้องใต้ดิน

พอเขาได้เห็นภาพตรงหน้า...

เขาก็ถึงกับอึ้งไปเลย!

ข้างล่างนี้ ไม่ใช่ห้องปฏิบัติการอย่างที่คิดไว้

ไม่ใช่สถานที่สำหรับการวิจัยทางชีววิทยาและยิ่งไม่ใช่ฐานทัพลับที่น่าสะพรึงกลัวอะไรเลย

สภาพห้องใต้ดินดูทรุดโทรมมาก

มีสุนัขและแมวจรจัด ถูกขังอยู่รวมกันอย่างแออัดยัดเยียด

บางตัวก็มีแผลเหวอะหวะไปทั้งตัว

บางตัวก็มีใบหน้าที่ดูน่ากลัว

บางตัวถึงกับตาถลนออกมานอกเบ้า

ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าที่ชวนคลื่นไส้

บนพื้น มีหลอดทดลองแบบเดียวกับที่เจอที่สนามบินวางเกลื่อนกลาด

และมีอาหารสัตว์วางอยู่ข้างๆ

ทันทีที่สัตว์เหล่านี้เห็นมนุษย์เดินเข้ามา

พวกมันก็พากันเห่าหอน และแยกเขี้ยวขู่คำรามอย่างบ้าคลั่ง

ไม่ต้องเดาเลย!

พวกมันแทบทุกตัว ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า!

และที่อีกฟากหนึ่งของห้องใต้ดิน

ก็มีช่องทางเดินลับที่ปิดสนิท

เชื่อมต่อขึ้นไปบนพื้นดิน

ซึ่งช่องทางนั้น มีขนาดพอดีให้สัตว์เหล่านี้มุดรอดออกไปได้

ภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน...

แต่มันยังช่วยไขข้อสงสัยที่ว่า พวกเขาจะแพร่กระจายไวรัสเหล่านี้ได้อย่างไร

คำตอบก็คือ ใช้สัตว์จรจัดเป็นพาหะ!

ให้ตายเถอะ ใครจะไปคิดหาวิธีแบบนี้ได้ล่ะ?

สัตว์พวกนี้ ถึงยังไงก็อยู่ได้อีกไม่นานอยู่แล้ว

แต่ถ้าปล่อยพวกมันออกไปล่ะก็...

พวกมันอาจจะไปไล่กัดคนเอาได้

และเมื่อถึงตอนนั้น... มันคงไม่ใช่แค่การติดเชื้อพิษสุนัขบ้าธรรมดาๆ แล้วล่ะ

แต่มันจะเป็นการแพร่กระจายไวรัสหลากหลายสายพันธุ์เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ในคราวเดียว

ประกอบกับไวรัสโรคคอตีบและโรคไอกรน ที่มีความสามารถในการแพร่เชื้อสูงมาก...

มันก็ไม่ต่างอะไรกับการทิ้งระเบิดโรคระบาดลงกลางฝูงชนเลย!!

วิธีการลอบวางยาพิษที่โหดเหี้ยมและไร้มนุษยธรรมเช่นนี้...

ได้ทำลายสามัญสำนึกของทุกคนไปจนหมดสิ้น

และชะตากรรมของสัตว์พวกนี้...

ก็คงหนีไม่พ้นการถูกการุณยฆาต

ส่วนเจ้าของร้านขายสัตว์เลี้ยงคนนี้...ก็คงจะต้องถูกคุมตัวกลับไปสอบปากคำอย่างหนักแน่นอน

จากภาพที่เห็นตรงหน้า ก็คงไม่ต้องเสียเวลาสอบสวนอะไรมากแล้ว

มันคือหลักฐานชั้นดีที่มัดตัวเขาได้อย่างแน่นหนา

ในฐานะสายลับ เขาต้องรู้เบาะแสเกี่ยวกับสายลับคนอื่นๆ อย่างแน่นอน

ต่อให้ไม่ยอมปริปากบอกอะไร...

ก็ยังสามารถใช้เขาเป็นข้อต่อรอง แลกเปลี่ยนกับสายลับจีนที่ถูกสหรัฐฯ จับตัวไปได้

ช่วงเที่ยง หลังจากที่ร่ำลาเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว

ฟางหยางก็พาช่างภาพไปหาข้าวกลางวันกินที่ร้านอาหารใกล้ๆ แถวนั้น

แต่พอเปิดประตูเดินเข้าไป เขาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อได้เจอกับคนคุ้นเคย

"นายนี่เอง!"

"นายมาอยู่นี่ได้ไง!"

"เหล่าหวง!"

"เหล่าหยาง!"

เถ้าแก่ร้านที่กำลังจะเดินเข้ามารับออร์เดอร์...

ก็ถึงกับทำหน้างง เมื่อเห็นทั้งสี่คนทักทายกัน

เมื่อฟางหยางเห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือ ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 เขาก็ดีใจมาก

นานๆ ทีจะได้เจอคนอาชีพเดียวกัน

แถมยังเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้แล้วด้วย

ความรู้สึกมันเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าในต่างแดนยังไงยังงั้น

เขาเลยชวนทันที "ไม่รังเกียจที่จะร่วมโต๊ะด้วยกันใช่ไหมครับ?"

เมื่อผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 87 ตั้งสติได้ เขาก็ยิ้มกว้าง

"ยินดีเลยครับ มาๆๆ ผมสั่งอาหารไว้แล้ว เดี๋ยวคุณมากินด้วยกันเลยนะ"

จบบทที่ ตอนที่ 41 ความน่ากลัวของสงครามชีวภาพ อาศัยสัตว์เป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัส!

คัดลอกลิงก์แล้ว