- หน้าแรก
- เจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยระดับเทพ
- ตอนที่ 19 คดีสุดลี้ลับ ฟางหยางช่วยไขคดี!
ตอนที่ 19 คดีสุดลี้ลับ ฟางหยางช่วยไขคดี!
ตอนที่ 19 คดีสุดลี้ลับ ฟางหยางช่วยไขคดี!
ตอนที่ 19 คดีสุดลี้ลับ ฟางหยางช่วยไขคดี!
หัวหน้าทีมฉีถึงกับอึ้งไปเลย
เขาตอบกลับด้วยสีหน้าประหลาดใจ "คุณจะไปด้วยเหรอ? นี่... เราไปทำคดีกันนะ คุณไปด้วยคงไม่เหมาะมั้ง"
ฟางหยางแอบยิ้มขมขื่นในใจ
เขาไม่อยากไปเลยสักนิด
แต่ในฐานะคนที่กุมเบาะแสสำคัญเพียงคนเดียวของคดีนี้...
ถ้าเขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ล่ะก็...
มันคงไม่ยุติธรรมกับผู้ตายเท่าไหร่
แต่ถ้าจะให้บอกเบาะแสกับหัวหน้าทีมฉีตรงๆ...
ก็เป็นไปไม่ได้อีก
และสิ่งที่ทำให้เขาสงสัยที่สุดก็คือ วิธีการเสียชีวิตของผู้ตาย
ระบบระบุไว้ชัดเจนว่า...
ถูกลวดเหล็กรัดคอจนขาดอากาศตาย ขณะกำลังตื่นเต้นถึงขีดสุด
นี่มันหมายความว่ายังไง?
สิบทั้งสิบ น่าจะตายบนเตียง
แต่ปัญหาคือ พ่อค้าขายเนื้อเป็นผู้ชายนะ
และผู้ตายก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน
หรือว่าสองคนนี้จะเป็นพวกเล่นไม้ป่าเดียวกัน?
ความเป็นไปได้นี้ค่อนข้างน้อย
เหตุผลก็ง่ายมาก
ถ้าคนขายเนื้อเป็นคนฆ่า
เขาไม่จำเป็นต้องใช้ลวดเหล็กเลย
ใช้มีดเลาะกระดูกที่เขาถนัด ไม่สะดวกกว่าเหรอ?
คดีนี้อาจจะซับซ้อนกว่าที่คิด
เขาจึงจำเป็นต้องไปดูให้เห็นกับตา
เขาจึงหาข้ออ้างส่งๆ ไปพร้อมกับรอยยิ้ม "หัวหน้าทีมฉี ลองคิดดูสิครับ ถึงผมจะบอกวิธีแยกแยะเนื้อคนกับเนื้อหมูให้คุณฟังแล้ว"
"แต่ถ้าตอนนี้มีเนื้อสองชิ้นวางอยู่ตรงหน้า คุณแน่ใจเหรอว่าจะแยกออก?"
"อย่าลืมสิครับว่าผมเคยเรียนนิติเวชมา ไม่แน่อาจจะช่วยอะไรได้บ้างก็ได้นะครับ"
หัวหน้าทีมฉีได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ตกลง งั้นก็ต้องรบกวนคุณด้วยนะ"
"ได้เลยครับ!" ฟางหยางพยักหน้ายิ้มรับ
และแล้ว กลุ่มของพวกเขาก็ออกเดินทาง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หัวหน้าทีมฉีก็ขับรถมาถึงแผงขายเนื้อนกกระจอกเทศ ตามคำบอกทางของชายชรา
ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสามโมง
แดดเปรี้ยง อากาศร้อนจัด
แผงขายเนื้อเก็บกวาดไปเรียบร้อยแล้ว
แต่โชคดีที่เจ้าของร้านยังไม่ได้ไปไหน
เขากำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ในบ้าน
ทันทีที่หัวหน้าทีมฉีและลูกน้องลงจากรถก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งกรูกันเข้าไปหาทันที
และกดตัวเจ้าของร้านลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
"อย่าขยับ!!"
เจ้าของร้านถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก!
หน้าแนบชิดกับพื้น
มือทั้งสองข้างถูกไพล่หลัง ร่างกายถูกกดทับจนขยับเขยื้อนไม่ได้
ได้แต่กลอกตาไปมา
เมื่อเขาเห็นว่าเป็นตำรวจ...
เขาก็ร้องโวยวายด้วยความหวาดกลัว "คุณตำรวจครับ มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันสิครับ ผมไปทำอะไรผิดมา"
"จับผิดคนหรือเปล่าครับ!"
หัวหน้าทีมฉีเดินไปที่เขียงและเลิกผ้าขาวขึ้น
เนื้อสีแดงสดหลายชิ้นปรากฏแก่สายตา
ฟางหยางเดินเข้าไปดูอย่างรู้หน้าที่
เขามองดูรอบๆ
ก่อนจะส่ายหน้า "ไม่มีครับ มีแต่เนื้อหมู"
หัวหน้าทีมฉีพยักหน้า แล้วส่งสายตาให้ตำรวจอีกสองนาย
"ลองค้นดูในร้านสิ ว่ามีเนื้อซ่อนอยู่อีกไหม"
"ครับ!"
เจ้าของร้านฟังเสียงรื้อค้นข้าวของในร้าน
ความเย่อหยิ่งที่มีก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น
ความกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจ
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "คุณตำรวจครับ พวกคุณกำลังหาอะไรอยู่เหรอครับ ผมก็แค่พ่อค้าขายเนื้อหมูธรรมดาๆ คนหนึ่ง"
"ไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรเลยนะครับ"
แต่ทว่า ทุกคนกลับทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน
ไม่มีใครสนใจเขา เอาแต่ก้มหน้าก้มตาค้นหาต่อไป
เวลาผ่านไปกว่าสิบนาที
ห้องเช่าขนาดสิบกว่าตารางเมตร มีที่ให้ซ่อนของได้ไม่เท่าไหร่หรอก
ค้นจนทั่วก็ไม่เจออะไรเลย
หัวหน้าทีมฉีมองดูสภาพภายในห้อง แล้วก็ขมวดคิ้วแน่น
ก่อนจะโบกมือ
สั่งให้ตำรวจพยุงตัวเจ้าของร้านขึ้นมาสอบปากคำ
"ฉันขอถามแก เนื้อนกกระจอกเทศของแกมาจากไหน?"
เมื่อได้ยินคำว่าเนื้อนกกระจอกเทศ...
เจ้าของร้านก็มีอาการลุกลี้ลุกลน สายตาล่อกแล่กอย่างเห็นได้ชัด
เขาฝืนยิ้มแห้งๆ แล้วตอบ "เนื้อพวกนั้น ผมซื้อมาจากตลาดค้าส่งครับ"
ปัง~~
หัวหน้าทีมฉีตบโต๊ะเสียงดังลั่น
"ยังจะมาโกหกฉันอีก!"
"เนื้อคนแท้ๆ แกกล้าบอกว่าเป็นเนื้อนกกระจอกเทศงั้นเหรอ?"
"หรือว่าตลาดค้าส่งกล้าเอาเนื้อคนมาขายส่งให้แก?"
เสียงตบโต๊ะอันดังกึกก้อง ทำให้เจ้าของร้านสะดุ้งสุดตัว
แต่พอเขาได้ยินคำว่าเนื้อคน...
รูม่านตาก็เบิกกว้าง
ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
เขาละล่ำละลักพูดด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "คุณ.. คุณบอกว่า.. นั่นมัน.. เนื้อคนเหรอครับ???"
วินาทีต่อมา ขาทั้งสองข้างก็อ่อนเปลี้ย
ร่างของเขาร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น
ถ้าไม่ได้ตำรวจช่วยพยุงไว้
เขาคงล้มพับไปนอนกับพื้นแล้ว
หัวหน้าทีมฉีเห็นสภาพของเขา ก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น
"ฉันขอเตือนให้แกสารภาพมาซะดีๆ ว่าเนื้อพวกนั้นมาจากไหน?"
"หรือว่า... แกเป็นคนฆ่าคน แล้วเอาเนื้อคนมาหลอกขายว่าเป็นเนื้อนกกระจอกเทศ?"
เจ้าของร้านที่กำลังสับสนงุนงง...
เมื่อได้ยินคำว่าฆ่าคน...เขาก็สะดุ้งสุดตัว
ร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง "ไม่ใช่ผม ไม่ใช่ผมครับ!"
"ผมไม่ได้ฆ่าคน ไม่ได้ฆ่าใครจริงๆ นะครับ!"
"คุณตำรวจ ผมยอมแล้ว ผมยอมบอก ยอมบอกทุกอย่างเลยครับ"
เจ้าของร้านพยายามสงบสติอารมณ์
เงยหน้าขึ้นพยายามนึกทบทวน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยๆ เล่าให้ฟัง
"เนื้อพวกนั้นไม่ใช่เนื้อนกกระจอกเทศจริงๆ ครับ"
"แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเนื้ออะไร"
"เมื่อประมาณต้นปี ตอนที่ผมเดินผ่านหมู่บ้านแถวๆ นี้..."
"ผมบังเอิญเห็นก้อนเนื้อก้อนใหญ่กองอยู่ในกองขยะ"
"ผมเป็นคนขายเนื้อ ก็เลยค่อนข้างจะไวกับเรื่องพวกนี้"
"ตอนนั้นผมยังแปลกใจอยู่เลยว่า ใครเอาเนื้อมาทิ้งไว้ตรงนี้ หรือว่ามันจะเสียแล้ว"
"แต่พอเข้าไปดูใกล้ๆ ปรากฏว่าเนื้อมันยังสดอยู่เลย ไม่ได้เสีย แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นเนื้ออะไร ดูเหมือนเนื้อหมู แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว"
"ผมคิดว่าทิ้งไว้แบบนี้มันเสียดาย ก็เลยเก็บกลับมา"
"ตอนแรกผมตั้งใจจะเก็บไว้กินเอง หรือไม่ก็เอาไปให้หมากินก็ได้"
"แต่ดันมีคนมาเห็นเนื้อก้อนนั้นเข้า เขาตื๊อจะซื้อให้ได้ บอกว่าเนื้อมันดูดี สดน่ากิน"
"ผมก็คิดว่ามีเงินให้หาทำไมจะไม่เอา ก็เลยขายให้เขาไป"
"แค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เนื้อก้อนใหญ่ๆ นั่นก็ขายหมดเกลี้ยงเลย"
"ผมก็นึกว่าเรื่องมันจะจบแค่นี้"
"แต่พอวันรุ่งขึ้น พวกคนที่ซื้อเนื้อไปต่างก็แห่กันมาหาผม ถามว่านี่มันเนื้ออะไร"
"ตอนแรกผมก็นึกว่าพวกเขาจะมาหาเรื่อง ก็เลยแต่งเรื่องหลอกไปว่าเป็นเนื้อนกกระจอกเทศ"
"ใครจะไปรู้ล่ะว่า พวกเขากลับรบเร้าจะขอซื้ออีก แถมยังเสนอให้ราคาเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ"
"แต่ปัญหาคือ ผมจะไปหาเนื้อแบบนั้นมาจากไหนอีกล่ะ"
"คืนนั้นผมก็เลยลองกลับไปเดินเตร็ดเตร่แถวๆ นั้นดู เผื่อจะฟลุกเจอเนื้อถูกทิ้งอีก"
"แล้วพวกคุณทายสิครับว่าเกิดอะไรขึ้น!"
หัวหน้าทีมฉีทำหน้าดุ และตวาดเสียงแข็ง "อย่ามาโยกโย้ พูดเข้าประเด็นเลย"
เจ้าของร้านสะดุ้งโหยง รีบเล่าต่อทันที "สรุปว่าคืนนั้นผมดันเก็บเนื้อได้จริงๆ ครับ ได้มาตั้งสิบกว่าชั่งเลยนะ"
"พอเช้าวันรุ่งขึ้น ผมเอามาวางขาย แป๊บเดียวก็โดนกว้านซื้อไปจนหมด"
"เนื้อหมูผมขายแค่ชั่งละสิบสองหยวน แต่เนื้อนั่นพวกเขาแย่งกันซื้อในราคาชั่งละสามสิบหยวนเลยนะ"
"นี่มันเท่ากับว่าผมเก็บเงินได้ฟรีๆ ตั้งหลายร้อยหยวนเลยนะ"
"ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เลยไปคุ้ยกองขยะที่หมู่บ้านนั้นทุกคืนเลย"
"เฉลี่ยแล้วประมาณสิบวัน ก็จะเก็บได้สักครั้งนึงแหละครับ"
"คุณตำรวจครับ ผมพูดความจริงทั้งหมดเลยนะ ผมไม่รู้จริงๆ ว่านั่นคือเนื้อคน"
"ถ้าผมรู้ ผมจะกล้าเอามาขายได้ยังไง นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ"
หลังจากฟังเรื่องราวที่เจ้าของร้านเล่าจบ
ฟางหยางก็รีบถามขึ้นมา "เนื้อที่คุณเก็บได้แต่ละครั้ง มันเป็นเนื้อสดใหม่ทุกครั้งเลยเหรอครับ?"
เจ้าของร้านพยักหน้า "ใช่ครับ! สดมาก ไม่งั้นใครจะซื้อล่ะ แถมยังยอมจ่ายแพงกว่าด้วย!"
เมื่อได้ยินประโยคนี้!
ตำรวจทุกนายในที่นั้นก็ถึงกับตกตะลึง!
สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เก็บได้ทุกๆ สิบวันโดยเฉลี่ย
แถมยังเป็นเนื้อสดใหม่ซะด้วย
นี่มันหมายความว่ายังไง
หมายความว่า ทุกๆ สิบวันโดยเฉลี่ย จะต้องมีคนตายหนึ่งคน
ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงตอนนี้
ก็หมายความว่า มีคนตายไปแล้วอย่างน้อยสิบกว่าคน หรืออาจจะถึงยี่สิบคนเลยก็ได้
พอคิดมาถึงตรงนี้ แม้แต่ฟางหยางก็ยังหายใจหอบถี่
สีหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ใครจะไปคิดล่ะว่า การตรวจความปลอดภัยที่สนามบินเพียงครั้งเดียว...
จะนำไปสู่การค้นพบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องครั้งใหญ่เข้าให้!!
หัวหน้าทีมฉียิ่งรู้สึกเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่
ถ้าเป็นเรื่องจริง ที่มีคนตายเยอะขนาดนี้...
ตามหลักแล้ว มันไม่น่าจะเงียบกริบได้ขนาดนี้นะ
กรมตำรวจปักกิ่งน่าจะได้รับแจ้งความคนหายตั้งนานแล้วสิ
แต่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา กลับไม่มีคดีทำนองนี้เลยนะ!
แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?
ชาวเน็ตที่ติดตามการไลฟ์สดอยู่ต่างก็ช็อกตาตั้งไปตามๆ กัน!
[ความนิยม] +1+1+1+1.
[ความนิยม] +1+1+1+1...
...
—— [น่ากลัวมาก! นี่แค่เริ่มต้น ก็รู้แล้วว่ามีคนตายเยอะขนาดนี้! ตกลงฟางหยางไปแหย่รังแตนที่ไหนมาเนี่ย? นี่มันปักกิ่งนะ! มีคดีใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้นได้ยังไง โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องเลย?]
—— [หรือว่าเจ้าของร้านมันจะโกหก? ถ้าฉันเป็นคนถูกจับ ฉันก็ต้องหาทางเอาตัวรอดอยู่แล้วแหละ ไม่แน่ว่ามันนั่นแหละที่เป็นคนฆ่า ส่วนไอ้เรื่องเก็บเนื้อจากกองขยะน่ะ ฟังดูไร้สาระสิ้นดี]
—— [ก็พูดยากนะ ไม่ว่ามันจะเป็นคนฆ่าหรือไม่ก็ตาม แต่เรื่องที่มีเนื้อคนมาวางขายตั้งแต่ต้นปีน่ะเป็นเรื่องจริง ซึ่งก็แปลว่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีคนตายสิบกว่าคนแล้ว นี่มันคดีใหญ่แห่งปีชัดๆ]
—— [ฉันชักจะรู้สึกว่าห้องถ่ายทอดสดนี้มันแปลกๆ ซะแล้วสิ สตรีมเมอร์คนอื่นเขาก็ทำมาหากินปกติไป แต่ฟางหยางเนี่ย วันๆ ไม่จับผิดเรื่องนู้น ก็เรื่องนี้ โชคดีนะที่เขาไม่ได้เป็นตำรวจ ไม่งั้นเขาคงทำงานจนตัวตายแน่ๆ]
...
ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าสิ่งที่เจ้าของร้านพูดเป็นความจริงหรือไม่
แต่ก็เป็นไปอย่างที่ชาวเน็ตว่า
เรื่องที่มีคนตายจำนวนมากนั้น กลายเป็นข้อเท็จจริงไปแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าใครเป็นคนลงมือฆ่า ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ความซับซ้อนและความรุนแรงของคดีนี้ มันเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าทีมฉีไปไกลลิบแล้ว
นี่ไม่ใช่คดีที่ระดับหัวหน้าทีมสืบสวนอย่างเขาจะจัดการได้อีกต่อไป
เขาจึงทำได้เพียงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา...
แล้วรีบโทรรายงานเรื่องนี้ให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที