- หน้าแรก
- เจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยระดับเทพ
- ตอนที่ 20 ผู้กำกับช็อกตาตั้ง ให้ไปสืบคดี ดันไปเจอเรื่องพรรค์นี้เนี่ยนะ?
ตอนที่ 20 ผู้กำกับช็อกตาตั้ง ให้ไปสืบคดี ดันไปเจอเรื่องพรรค์นี้เนี่ยนะ?
ตอนที่ 20 ผู้กำกับช็อกตาตั้ง ให้ไปสืบคดี ดันไปเจอเรื่องพรรค์นี้เนี่ยนะ?
ตอนที่ 20 ผู้กำกับช็อกตาตั้ง ให้ไปสืบคดี ดันไปเจอเรื่องพรรค์นี้เนี่ยนะ?
สถานีตำรวจย่อย ประจำท่าอากาศยานปักกิ่ง
ภายในห้องทำงานของผู้กำกับ
ผู้กำกับเจียงกำลังนั่งอ่านรายงานเอกสารของวันนี้อยู่
จู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมา
พอหยิบขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็นสายจากหัวหน้าทีมฉี
เขาจึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
หมอนี่ไม่ได้ไปทำคดีที่สนามบินหรอกเหรอ?
ทำไมป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
"ฮัลโหล! เหล่าฉี มีอะไรหรือเปล่า?"
จากนั้น ปลายสายก็มีเสียงของหัวหน้าทีมฉีตอบกลับมา
"ผู้กำกับเจียงครับ แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!"
"เรื่องใหญ่? นายไม่ได้อยู่สนามบินเหรอ? เกิดอะไรขึ้น?"
"ที่ด่านตรวจความปลอดภัยสนามบิน เจอเนื้อคนก้อนเบ้อเริ่มเลยครับ แพทย์นิติเวชก็ยืนยันแล้วด้วย ผมสงสัยว่านี่น่าจะเป็นคดีฆาตกรรมครับ!"
เมื่อผู้กำกับเจียงได้ยินดังนั้น ก็ตกใจสุดขีด
"อะไรนะ? เจอเนื้อคนที่สนามบินเนี่ยนะ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ? แล้วจับตัวผู้ต้องสงสัยที่พกเนื้อคนมาได้หรือยัง?"
"จับได้แล้วครับ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย! เขาบอกว่าซื้อมาจากแผงขายเนื้อครับ"
"ถ้างั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ รีบไปจับตัวคนขายเนื้อมาสอบสวนสิ!"
"จับมาแล้วครับ ตอนนี้ผมก็อยู่ที่นี่แหละ... แต่เขาก็ปฏิเสธเสียงแข็งเลยครับ บอกว่าเก็บเนื้อพวกนั้นมาจากกองขยะ และจากการสืบสวนเบื้องต้น ตอนนี้เกือบจะฟันธงได้เลยครับว่า จำนวนผู้ตายน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบคนแน่ๆ!"
ถ้าเมื่อกี้ผู้กำกับเจียงแค่รู้สึกประหลาดใจ...
ตอนนี้เขาต้องบอกว่าช็อกสุดขีดแล้ว!
สิบคน!!
มีคนตายตั้งมากมายใต้จมูกเขาแท้ๆ
แต่เขากลับไม่เคยระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย
นี่มันหมายความว่ายังไง?
ถ้าสิ่งที่หัวหน้าทีมฉีพูดเป็นความจริง...
หากเบื้องบนเอาเรื่องขึ้นมา...
เขาไม่เพียงแต่จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง แต่อาจจะต้องถึงขั้นติดคุกด้วยซ้ำ
และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต่ำกว่าสิบคน!
ประโยคนี้ตีความได้ว่า อย่างน้อยที่สุดก็คือสิบคน
แต่ก็อาจจะเป็นยี่สิบ หรือสามสิบคนเลยก็ได้!
เขาคิดไม่ตกเลยจริงๆ
ทำไม!
ตายกันไปตั้งเยอะแยะ ทำไมถึงไม่มีใครมาแจ้งความเลย!
แจ้งความในพื้นที่ไม่มีก็ว่าไปอย่าง
แต่นี่คนต่างถิ่นก็ไม่เห็นมีใครมาแจ้งความเลย
เพราะถ้ามีคนต่างถิ่นมาแจ้งความคนหาย...
พอสืบสาวราวเรื่องมาถึงปักกิ่ง...
ก็ต้องมีการประสานงานกับตำรวจในพื้นที่อยู่แล้ว
แต่ทว่า... กลับไม่มีเลย
คนพวกนี้เหมือนอันตรธานหายไปจากโลกนี้เลย
จู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยที่ไม่มีใครรู้เห็น
ต้องไม่ลืมนะว่านี่คือปักกิ่ง!
เมืองที่เต็มไปด้วยกล้องวงจรปิดทุกซอกทุกมุม!
ไม่เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ไม่มีกล้องวงจรปิด...
ทำให้บางทีเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง แล้วตามจับตัวคนร้ายได้ยาก
ในยุคที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยขนาดนี้ แต่กลับเกิดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญระดับนี้ขึ้นได้
รับรองว่าต้องเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน
พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ไม่กล้าคิดต่อแล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งขนลุกซู่
ถึงขั้นอยากจะสบถออกมาดังๆ
ผู้กำกับเจียงยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เหล่าฉี เรื่องแบบนี้เอามาล้อเล่นไม่ได้นะ นายก็น่าจะรู้ว่ามันหมายความว่ายังไง"
"ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ วงการตำรวจของเราคงได้สะเทือนเลื่อนลั่นแน่ๆ!"
"ถึงเวลานั้น ทั้งนาย ทั้งฉัน แล้วก็อีกหลายๆ คน อาจจะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้เลยนะ"
ยังไม่ทันขาดคำ...
หัวหน้าทีมฉีก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงขมขื่น "ผู้กำกับเจียงครับ เดี๋ยวผมจะกลับไปรายงานรายละเอียดของคดีให้ฟังอีกทีนะครับ"
"แต่ตอนนี้ รบกวนคุณช่วยสั่งให้ศูนย์ควบคุมกล้องวงจรปิด ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดด่วนเลยครับ"
"ได้! ว่ามาเลย จะให้ตรวจตรงไหน!"
จากการสอบปากคำเจ้าของร้านในที่เกิดเหตุ...
หัวหน้าทีมฉีก็รู้พิกัดของกองขยะที่เขาไปเก็บเนื้อมาทันที
หมู่บ้านเสี่ยวหยาง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านต้าหยาง
หมู่บ้านนี้ค่อนข้างจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เนื่องจากทางรัฐบาลมีโครงการตัดถนนสายใหม่พาดผ่านหมู่บ้านแห่งนี้
ชาวบ้านจึงถูกเวนคืนที่ดินและย้ายออกไปจนหมดตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว
แต่โครงการนี้กลับถูกระงับการก่อสร้างไปอย่างไม่มีกำหนด
บ้านเรือนที่ปลูกสร้างไว้ ก็ยังคงถูกปล่อยทิ้งร้างไว้แบบนั้น
บวกกับมีโรงงานเสื้อผ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ๆ...
ทำให้คนงานหนุ่มสาวที่ทำงานในโรงงานหลายคน พากันย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านร้างพวกนั้น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ด้วยเหตุนี้ หมู่บ้านแห่งนี้จึงไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่เลย
กล้องวงจรปิดที่ใกล้ที่สุด ก็อยู่ตรงทางแยกห่างออกไปพอสมควร
ผู้กำกับเจียงเดินทางไปที่ศูนย์ควบคุมและสั่งการด้วยตัวเอง เพื่อขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้น
ผลปรากฏว่า เป็นไปอย่างที่คนขายเนื้อบอกจริงๆ
เขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านกล้องวงจรปิดเกือบทุกคืน
บางคืนท้ายรถก็มีเนื้อก้อนเบ้อเริ่มมัดติดอยู่
แต่ส่วนใหญ่จะกลับมามือเปล่า
ข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิด ย้อนหลังไปไกลกว่าครึ่งปี!
คนขายเนื้อเก็บเนื้อได้ทั้งหมด 22 ครั้ง
พูดง่ายๆ ก็คือ... อาจจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 22 ศพ!
..
เวลาล่วงเลยมาถึง 5 โมงเย็น
เจ้าของร้านถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวกลับไปสอบปากคำเพิ่มเติมแล้ว
เนื่องจากกล้องวงจรปิดไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดได้ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าเขาคือฆาตกรหรือไม่
และในตอนนี้ หนทางเดียวที่จะไขคดีนี้ได้...
ก็คือการไปสืบหาเบาะแสที่หมู่บ้านเสี่ยวหยาง
ในขณะที่หัวหน้าทีมฉีกำลังมืดแปดด้านอยู่นั้นเอง...
ฟางหยางก็โพล่งขึ้นมา "หัวหน้าทีมฉีครับ แถวๆ นี้มีโรงงานเสื้อผ้าอยู่ไม่ใช่เหรอครับ ตามหลักแล้วคนที่พักอาศัยอยู่แถวนั้น น่าจะเป็นคนงานของโรงงานทั้งนั้น"
"ดูจากภาพวงจรปิด อาจจะมีคนตายถึง 22 คน ลองไปถามหาเบาะแสที่โรงงานเสื้อผ้านั่นดูสิครับ อาจจะได้เรื่องอะไรบ้างก็ได้"
หัวหน้าทีมฉีพยักหน้าเห็นด้วย
ตอบกลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เดี๋ยวผมจะพาคนไปตรวจค้นที่นั่นดู"
ยังไม่ทันขาดคำ...
ฟางหยางก็แทรกขึ้นมาทันที "ทำไมไม่ไปตอนนี้เลยล่ะครับ? ไม่แน่ว่าคืนนี้เราอาจจะโชคดี เจอคนที่เอาเนื้อมาทิ้งก็ได้นะ"
"ไปตอนนี้เลยเหรอ? ก็ดีเหมือนกันนะ!!" หัวหน้าทีมฉีชะงักไปเล็กน้อย
"เดี๋ยวนะ!"
"พวกเราเหรอ?"
"คุณจะไปด้วยเหรอ?"
"นั่นมันคดีฆาตกรรม 20 กว่าศพเลยนะ คุณไม่กลัวหรือไง?"
ฟางหยางยิ้มพลางส่ายหน้า "จะไปกลัวอะไรล่ะครับ ก็มีคุณอยู่ด้วยทั้งคน"
"ถ้าจะไปก็ต้องรีบไปนะครับ ขืนรอให้เขาเลิกงาน เดี๋ยวจะสืบยากเข้านะ"
หัวหน้าทีมฉีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "เอาเถอะๆ คุณเป็นคนหัวไว ไม่แน่อาจจะช่วยงานผมได้เยอะเลยล่ะ"
ตอนนั้นเอง ช่างภาพก็พูดแทรกขึ้นมา
"พี่ ผมต้องปิดกล้องก่อนไหมครับ ขืนคนร้ายเข้ามาดูไลฟ์สดของพวกเรา มันก็กระอักกระอ่วนแย่เลย"
ฟางหยางพยักหน้ารัวๆ "มีเหตุผล รีบปิดกล้องก่อนเลย"
เมื่อได้ยินดังนั้น
ช่องคอมเมนต์ในห้องถ่ายทอดสดก็เดือดเป็นไฟ
—— [ตาช่างภาพนี่มันน่าโดนตบปากจริงๆ จำไว้เลยนะ อย่าให้ฉันเจอตัวนะเว้ย ปากเปราะนัก เดี๋ยวแม่จะเย็บปากให้ดู!]
—— [โอ๊ยยย หงุดหงิดโว้ย กำลังดูเพลินๆ ตื่นเต้นจะตายอยู่แล้ว ดันมาบอกว่าจะปิดไลฟ์ เซ็งเป็ด.]
—— [ฉันเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำนะเว้ย ขืนแกกล้าปิดไลฟ์ ฉันจะฆ่าตัวตายให้ดู!]
...
แต่ไม่ว่าชาวเน็ตจะโวยวายแค่ไหน ฟางหยางก็ไม่ได้ยินหรอก
ช่างภาพก็กดปิดกล้องไลฟ์สดไปเป็นที่เรียบร้อย
แต่ทว่า เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้
กล้องไลฟ์สดถูกปิดไปแค่แป๊บเดียว แล้วก็ถูกเปิดขึ้นมาใหม่
ชาวเน็ตถึงกับอึ้งไปเลย
ทั้งประหลาดใจ ทั้งดีใจ
ที่แท้ บนกล้องแอบถ่ายที่ช่างภาพติดตัวมา มีปุ่มกดอยู่หลายปุ่ม
แล้วเขาก็ดันไปกดปุ่มรีสตาร์ท แทนที่จะเป็นปุ่มปิดกล้อง
เอาล่ะสิทีนี้
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้กล้องกำลังไลฟ์สดอยู่
และแล้ว หัวหน้าทีมฉีก็เป็นคนขับรถตำรวจ นำทางทุกคนไปยังหมู่บ้านเสี่ยวหยาง
พวกเขาเดินทางมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวหยางในเวลาพลบค่ำ
เมื่อมองจากระยะไกล...
จะเห็นได้ว่าบ้านเรือนในหมู่บ้านนี้ ส่วนใหญ่เป็นบ้านปูนที่สร้างต่อเติมขึ้นมาอย่างลวกๆ
ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างไว้ให้อยู่อาศัยหรอก แต่สร้างไว้เพื่อหวังเงินชดเชยตอนโดนเวนคืนต่างหาก
สภาพหมู่บ้านดูทรุดโทรมและรกร้างมาก
ตามท้องถนนเต็มไปด้วยขยะเกลื่อนกลาด
กองขยะหน้าหมู่บ้านก็ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง
ขยะกองพะเนินเทินทึก
คาดว่าคงไม่มีใครมาเก็บกวาดไปทิ้งหลายปีแล้ว
ซึ่งเรื่องนี้ก็พอจะเข้าใจได้
เพราะคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ไม่ใช่คนในพื้นที่
พวกเขาจึงไม่คิดจะดูแลรักษาความสะอาดเหมือนบ้านของตัวเอง
ประกอบกับคนที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกคนหนุ่มสาว...
คนมักง่ายซกมกมันมีเยอะแยะไป
ไม่นานนัก
หัวหน้าทีมฉีก็ขับรถมาถึงโรงงานเสื้อผ้าที่อยู่ข้างๆ หมู่บ้าน
โรงงานมีขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่กว่าสามพันตารางเมตรเลยทีเดียว
แต่สภาพอาคารดูเก่าและทรุดโทรมมาก
น่าจะสร้างมานานหลายปีแล้ว
เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยเห็นรถตำรวจขับมาจอดที่หน้าประตู...
เขาก็รีบเปิดประตูให้อย่างรู้หน้าที่
พวกของฟางหยางเดินตามเขาไปจนถึงห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงงาน
โชคดีจริงๆ
ผู้อำนวยการโรงงานกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้านพอดี
เมื่อเห็นตำรวจเดินเข้ามา เขาก็มีสีหน้าประหลาดใจ รีบส่งยิ้มและทักทายอย่างนอบน้อม "สวัสดีครับคุณตำรวจ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ? ถ้ามีอะไรให้ผมช่วย ผมยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เลยครับ"
เมื่อมองดูชายในชุดสูทผูกไท สวมแว่นตา ที่ยืนอยู่ตรงหน้า...
ความประทับใจแรกที่มีต่อเขา ก็คือความสุภาพเรียบร้อย
ดูเป็นผู้ลากมากดี
หัวหน้าทีมฉีก็ตอบกลับอย่างสุภาพเช่นกัน "คืออย่างนี้นะครับ ผมอยากจะทราบว่า ช่วงนี้มีพนักงานในโรงงานของคุณหายตัวไปบ้างไหมครับ?"
"หายตัวเหรอครับ?"
ผู้อำนวยการโรงงานยิ้มแห้งๆ "พูดตามตรงนะครับ มีหายทุกวันเลยครับ"
"ห๊ะ?" หัวหน้าทีมฉีถึงกับงุนงง "อ้าว แล้วทำไมคุณถึงไม่แจ้งความล่ะครับ?"
"แจ้งความ... คงไม่จำเป็นหรอกมั้งครับ"
"คุณก็น่าจะเห็นแล้ว ว่าโรงงานของเราตั้งอยู่ในที่เปลี่ยว"
"ปกติเวลาจะรับสมัครพนักงาน ก็ต้องอาศัยให้คนรู้จักแนะนำกันมา หรือไม่ก็พึ่งพวกนายหน้าจัดหางาน"
"พูดง่ายๆ ก็คือ พนักงานหลายคนของเราเป็นพวกรับจ้างชั่วคราว พวกเขาจะเซ็นสัญญากับทางนายหน้า"
"เช่น ทำงานครบหนึ่งเดือน จะได้เงินเท่าไหร่ ทำครบสามเดือนจะได้เงินเท่าไหร่ เป็นต้น..."
"แต่ก็มีหลายคนที่ทนทำงานได้แค่ไม่กี่วันก็หนีไปแล้ว"
"แล้วเขาก็ไม่ได้เซ็นสัญญากับผมโดยตรง จู่ๆ จะหนีไปผมก็ทำอะไรไม่ได้ จะให้ผมไปแจ้งความเรื่องนี้ มันก็กะไรอยู่นะครับ"
พอได้ฟังคำอธิบายของผู้อำนวยการโรงงาน
หัวหน้าทีมฉีก็ถึงกับอึ้งไปเลย
เอาล่ะสิ
ถ้าเป็นแบบนี้ ก็แปลว่ามีคนหายตัวไปจากหมู่บ้านนี้ทุกวันเลยน่ะสิ
ปัญหาคือ ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาหายไปไหน
ตัวตนของผู้ตายกลายเป็นปริศนาที่ดำมืด
ทีนี้ เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไมถึงมีคนตายเยอะขนาดนี้ แต่กลับเพิ่งจะมาถูกค้นพบ
ถ้าไม่ใช่เพราะก้อนเนื้อก้อนนั้น...
คดีนี้ก็อาจจะถูกฝังกลบไปอีกเป็นปีๆ หรือสองปีเลยก็ได้
ถึงตอนนั้น จะต้องมีคนตายอีกกี่คนล่ะ?
ไม่อยากจะคิดเลย น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ในขณะที่คดีเริ่มจะดูซับซ้อนและคลุมเครือมากขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเอง...
ฟางหยางก็โพล่งขึ้นมา "เอ่อ... ผู้อำนวยการครับ ช่วงนี้มีใครลาออกไปบ้าง คุณน่าจะพอตรวจสอบได้ใช่ไหมครับ"
ผู้อำนวยการโรงงานพยักหน้ายิ้มๆ "ตรวจสอบได้ครับ พวกหัวหน้างานแล้วก็ผู้ดูแลฝ่ายต่างๆ เขาต้องรายงานเรื่องนี้อยู่แล้วครับ"
"ถ้าพวกคุณต้องการ เดี๋ยวผมจะสั่งให้พวกเขาไปรวบรวมรายชื่อพนักงานที่หนีไปในเดือนนี้มาให้ครับ"
"เยี่ยมเลยครับ!" ฟางหยางพยักหน้ารับทันที "รบกวนด้วยนะครับ!"