- หน้าแรก
- ทำเนียบทองโต้วหลัว ตัวตนราชันเทพของข้าไม่อาจซ่อนเร้นได้อีกต่อไป
- บทที่ 8: โถงชั้นในถูกระเบิดกระจุย!
บทที่ 8: โถงชั้นในถูกระเบิดกระจุย!
บทที่ 8: โถงชั้นในถูกระเบิดกระจุย!
บทที่ 8: โถงชั้นในถูกระเบิดกระจุย!
"ข้าคือหลินเหยียน ส่วนท่านคงจะเป็นเชียนเต้าหลิวสินะ?"
ถ้อยคำที่ไร้ซึ่งความนอบน้อมหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง ช่างเป็นเหมือนกับตัวของหลินเหยียนเองที่ไร้กฎเกณฑ์และรักอิสระ
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา เชียนเต้าหลิวไม่ได้ยินผู้ใดเรียกขานชื่อเต็มของเขามาเนิ่นนานแล้ว
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่เคยมีผู้ใดในสำนักวิญญาณยุทธ์กล้าเรียกชื่อเต็มของเขาเลยต่างหาก
ยามนี้ เมื่อจู่ๆ ได้ยินชื่อเชียนเต้าหลิวของตนเองเป็นครั้งแรก เขาก็รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
"หึ เจ้าช่างกล้าหาญชาญชัยนัก"
โดยทั่วไปแล้ว ทวีปโต่วหลัวเคารพยกย่องผู้ที่แข็งแกร่ง ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจยิ่งนักที่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามอย่างหลินเหยียนจะกล้าเอ่ยปากกับเขาเช่นนี้
เชียนเต้าหลิวหรี่ตาลงเล็กน้อย พลังวิญญาณอันกล้าแกร่งก็เข้าพันธนาการร่างของหลินเหยียนไว้กับที่ในทันที
เดิมทีเชียนเต้าหลิวตั้งใจจะใช้พลังวิญญาณกดดันหลินเหยียนเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งที่แท้จริง ทว่าเขาไม่คาดคิดเลยว่าหลินเหยียนจะหลุดพ้นจากการควบคุมของเขาไปได้อย่างง่ายดายในทันที
"หืม?"
จู่ๆ เรื่องราวก็ดูเหมือนจะน่าสนใจขึ้นมาเสียแล้ว
ทั่วทั้งสำนักวิญญาณยุทธ์ไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถหลุดรอดจากการควบคุมด้วยพลังจิตของเขาไปได้
การปรากฏตัวของหลินเหยียนสร้างความประหลาดใจให้กับเชียนเต้าหลิวเป็นอย่างมาก เขายังคงยืนนิ่งสงบ ทว่าพลังจิตที่กดทับลงบนร่างของหลินเหยียนกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
"ให้ตายเถอะ นี่คือวิธีการที่พี่ชายแสนดีต้อนรับแขกอย่างนั้นหรือ?"
จู่ๆ ก็มากดข่มกันโดยไม่ฟังอีรุ่ยอีรวดตั้งแต่เริ่ม พวกราชทินนามโต้วหลัวเหล่านี้ล้วนชอบใช้พลังวิญญาณมาควบคุมผู้อื่นกันนักหรืออย่างไร?
อย่างไรก็ตาม การดำรงอยู่ของหลินเหยียนนั้นเปรียบเสมือนจุดบกพร่องของทวีปโต่วหลัว เพียงแค่เขาสะบัดมือ พลังจิตของเชียนเต้าหลิวที่กดทับลงมาก็ถูกปัดเป่าให้สลายไปราวกับกลุ่มควันได้อย่างง่ายดาย
"โอ้? เจ้ากล้าเรียกข้าว่าพี่ชายเชียวหรือ?"
เมื่อเห็นว่าการหยั่งเชิงไม่ได้ผล เชียนเต้าหลิวก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเอาจริง
ในฐานะโต้วหลัวขีดสุด เขาไม่จำเป็นต้องใช้วิญญาณยุทธ์เพื่อสั่งสอนปลาซิวปลาสร้อยเลยด้วยซ้ำ
แต่เพื่อเป็นการสั่งสอนหลินเหยียน เชียนเต้าหลิวจึงปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์ของตนออกมา
"ความแข็งแกร่งของข้าเพิ่งจะเพิ่มพูนขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้เอง พอดีเลย ข้าจะได้ใช้เจ้าเป็นเป้าซ้อมมือเสียหน่อย"
เมื่อเห็นเชียนเต้าหลิวทะยานขึ้นสู่กลางอากาศหลังจากปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ หลินเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย้ยหยันออกมา
"แหม เอาจริงหรือเนี่ย? มหาปุโรหิตแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์อันทรงเกียรติถึงกับต้องเรียกใช้วิญญาณยุทธ์เพื่อมาทุบตีคนไร้ชื่อเสียงอย่างข้าเชียวหรือ? ไม่กลัวว่าจะขายหน้าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปหรืออย่างไร?"
"เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว"
แม้ว่าเชียนเต้าหลิวจะใช้วิญญาณยุทธ์ แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ได้ใช้ทักษะวิญญาณใดๆ
ท้ายที่สุดแล้ว เพียงแค่แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาหลังจากปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ ก็เพียงพอที่จะทำให้หลินเหยียนต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจก็คือ แม้เขาจะปลดปล่อยแรงกดดันของพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทว่าหลินเหยียนกลับไม่มีทีท่าว่าจะเรียกวิญญาณยุทธ์ของตนออกมาเลยแม้แต่น้อย
"อะไรกัน นี่คือความแข็งแกร่งทั้งหมดที่ท่านมีแล้วหรือ?"
หากมีเพียงระดับนี้ หลินเหยียนก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องใช้วิญญาณยุทธ์เลย
กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากโถงชั้นในนั้นรุนแรงพอที่จะทำให้ทั่วทั้งวิหารสั่นสะเทือน แต่ในทางกลับกัน หลินเหยียนยังคงยืนหยัดอย่างสงบนิ่ง ซ้ำยังเผยรอยยิ้มเย็นชาเพื่อเยาะเย้ยเชียนเต้าหลิว
แม้แผ่นหินปูพื้นใต้ฝ่าเท้าของเขาจะแตกละเอียดกลายเป็นผุยผงและซากปรักหักพัง แต่ท่วงท่าของเขาก็ยังคงยืนหยัดตรงตระหง่าน
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง ปี่ปี๋ตงซึ่งนั่งอยู่ภายในโถงใหญ่ก็สัมผัสได้อย่างฉับไวถึงความผิดปกติ เมื่อนางเผลอตัวรีบพุ่งมายังโถงชั้นใน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน
และร่างที่คุ้นเคยนั้นก็กำลังนั่งอยู่ตรงใจกลางซากปรักหักพังพอดี เมื่อพายุฝุ่นค่อยๆ จางหายไป นางก็มองเห็นแววตาเหยียดหยามของเขาผ่านม่านหมอก
รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา และเมื่อปี่ปี๋ตงเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นเชียนเต้าหลิวที่ลอยนิ่งไม่ไหวติงอยู่กลางอากาศ
เมื่อสัมผัสได้ถึงการมาเยือนของปี่ปี๋ตง หลินเหยียนก็หันกลับมาอย่างไม่สะทกสะท้าน
"หืม? ลมอะไรหอบเจ้ามาที่นี่ล่ะ? ข้ากับเชียนเต้าหลิวยังตัดสินแพ้ชนะกันไม่ได้เลยนะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเหยียน ปี่ปี๋ตงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
"พวกเจ้า... ต่อสู้กันในสำนักวิญญาณยุทธ์อย่างนั้นหรือ?"
การต่อสู้นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือเหตุใดพวกเขาจึงต้องมาต่อสู้กันในสำนักวิญญาณยุทธ์?
ตอนนี้พอใจแล้วใช่หรือไม่ที่ทำลายโถงชั้นในที่เคยงดงามให้กลายเป็นซากปรักหักพังกลวงโบ๋แบบนี้?
ในใจของปี่ปี๋ตงเต็มไปด้วยคำบ่นว่าสารพัด แต่สีหน้าของนางกลับแสดงออกถึงความจนคำพูดเสียยิ่งกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ปี่ปี๋ตงจะไม่รู้ชัดถึงความแข็งแกร่งของหลินเหยียน แต่นางก็ไม่เคยจินตนาการเลยว่าเขาจะสามารถต่อสู้ได้อย่างสูสีกับเชียนเต้าหลิวซึ่งเป็นถึงโต้วหลัวขีดสุด
บางทีอาจเป็นเพราะเชียนเต้าหลิวล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างปี่ปี๋ตงกับหลินเหยียน เขาจึงไม่ได้ลงมือสังหารอีกฝ่าย
สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นไปตามความตั้งใจของหลินเหยียนเลย ท้ายที่สุดแล้ว จุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ก็เพียงเพื่อจะมาดูงิ้วเท่านั้น
แต่ใครจะไปรู้เล่าว่า แม้เชียนเต้าหลิวจะเก็บตัวปลีกวิเวกไปนานแล้ว แต่อารมณ์ของเขาก็ยังคงดุเดือดไม่เปลี่ยน เขาถูกทดสอบถึงสองครั้งสองครา ด้วยการใช้ทั้งพลังวิญญาณและพลังจิต หลินเหยียนควบคุมพลังวิญญาณของตนเองไม่ทันอยู่ชั่วขณะ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้โถงชั้นในถูกระเบิดจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง
"เอาเถอะ เรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดของข้าเสียหน่อย"
เพียงประโยคเดียว หลินเหยียนก็ปัดความรับผิดชอบทุกอย่างให้พ้นตัวได้อย่างหมดจด
ในเวลานี้ เชียนเต้าหลิวที่รั้งวิญญาณยุทธ์กลับคืนมาแล้ว ก็ค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้นดิน ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนของปี่ปี๋ตง เชียนเต้าหลิวจึงเอ่ยขึ้นอย่างเงียบๆ
"ข้าจะรับผิดชอบซ่อมแซมโถงชั้นในนี้เอง"
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เชียนเต้าหลิวไม่เคยต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้มาก่อนเลย
อย่างไรก็ตาม มันไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว เขาเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน และโถงชั้นในแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ฝึกตนของเขาจริงๆ ต่อให้ปี่ปี๋ตงจะไม่มา เชียนเต้าหลิวก็คงจะต้องเป็นคนรับหน้าที่จัดการซ่อมแซมโถงชั้นในนี้ด้วยตัวเองอยู่ดี
"ถ้าเช่นนั้นก็ดี"
เดิมทีปี่ปี๋ตงก็ไม่ต้องการจะมีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับเชียนเต้าหลิวอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเขาเป็นฝ่ายเสนอตัวรับผิดชอบ นางจึงแอบผ่อนปรนให้อยู่ในใจ
"ไปกันเถอะ หลินเหยียน ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า"
"ได้สิ"
ปี่ปี๋ตงเพียงต้องการจะแยกหลินเหยียนออกมาจากเชียนเต้าหลิว ทว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง หลังจากที่เดินออกจากโถงชั้นในมาแล้ว จู่ๆ หลินเหยียนก็หันกลับไปหาเชียนเต้าหลิว
"ไว้ข้ามีเวลา ข้าจะแวะมาหาท่านใหม่นะ"
...ยังจะมีคราวหน้าอีกอย่างนั้นหรือ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากของปี่ปี๋ตงก็กระตุกยิกๆ แต่เนื่องด้วยสถานะของแต่ละคน นางจึงทำได้เพียงกลืนความโกรธลงคอไปอย่างเงียบๆ
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก ปี่ปี๋ตงก็มีโอกาสได้ซักไซ้ไล่เลียงถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
หลินเหยียนอธิบายทุกอย่างให้ปี่ปี๋ตงฟังโดยไม่ตกหล่นเลยแม้แต่รายละเอียดเดียว เมื่อปี่ปี๋ตงได้ยินว่าแม้แต่เชียนเต้าหลิวที่ใช้วิญญาณยุทธ์ก็ยังไม่อาจทำอันใดเขาได้ นางก็หรี่ตาลงด้วยความสงสัย
"หลินเหยียน เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนะว่าวิญญาณยุทธ์ของเจ้าคืออะไรกันแน่?"
เมื่อคำถามแห่งความสงสัยใคร่รู้จบลง แสงอาทิตย์อัสดงที่ทอดยาวผ่านหน้าต่างก็สาดส่องลงบนใบหน้าที่เย็นชาของปี่ปี๋ตงอย่างช้าๆ
"เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้ในไม่ช้านี้แหละ"
...
แสงเรืองรองของดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดส่องลงบนทำเนียบจัดอันดับที่เจิดจรัส ในขณะที่ความอดทนของเหล่าวินญาจารย์ที่เฝ้ารอคอยการประกาศอันดับก็ลดน้อยถอยลงไปตามกาลเวลา
ทำเนียบวิญญาณยุทธ์สายสัตว์เหลือเพียงสามอันดับแรกที่เป็นที่รอคอยมากที่สุดเท่านั้น ทว่าม้วนคัมภีร์กลับดูเหมือนจงใจที่จะเก็บงำเอาไว้เป็นความลับ และลากยาวมาจนถึงบัดนี้
เหล่าวินญาจารย์ต่างเฝ้ารอคอยด้วยความกระวนกระวายใจมาตลอดทั้งบ่าย และในตอนที่ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้น ทำเนียบจัดอันดับที่หยุดนิ่งมาเนิ่นนานก็เริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้งในที่สุด
【ทำเนียบวิญญาณยุทธ์สายสัตว์ อันดับที่ 3 เทพสมุทร ไม่ประสงค์ออกนาม รางวัล...】
"เทพสมุทร? นี่มันวิญญาณยุทธ์ประเภทไหนกัน?"
"หรือว่าจะเป็นเกาะเทพสมุทรในตำนานกัน?"
"ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก พอไม่ระบุชื่อ เราก็ไม่รู้เลยว่าผู้ครอบครองวิญญาณยุทธ์นั้นเป็นใคร และอย่างที่เจ้าเห็น แม้แต่รางวัลก็ยังคลุมเครือเสียด้วย!"