- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 97 สตรีต้าฉินช่างต่ำต้อยยิ่งนัก!
บทที่ 97 สตรีต้าฉินช่างต่ำต้อยยิ่งนัก!
บทที่ 97 สตรีต้าฉินช่างต่ำต้อยยิ่งนัก!
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
เหล่าองค์ชายได้ยินพลันหัวเราะร่วน หากจับกุมโถวม่านได้ย่อมต้องสังหารทิ้งโดยตรงเป็นแน่ ไม่มีทางปล่อยให้เขามีโอกาสลุกขึ้นต่อต้านได้อีก ถึงกระนั้นวาจาของฉินสื่อหวงกลับช่างน่าสนใจยิ่งนักที่คิดจะให้โถวม่านไปตอกหินสร้างกำแพงเมือง พวกเขาถึงกับอยากเอ่ยโน้มน้าวฉินสื่อหวงเสียจริงว่า ให้โถวม่านตอกหินสร้างกำแพงเมืองสักสองวันก่อนแล้วค่อยสังหารทิ้ง
ฉงเจินเองก็อิจฉาเป็นอย่างยิ่งที่ฉินสื่อหวงมีขุนพลอย่างหานซิ่น เหมิงเถียน หวังเปิน และจางหานให้คอยเรียกใช้งาน ศึกครานี้ย่อมต้องราบรื่นเป็นแน่ ทั้งยังสามารถโอบล้อมชาวซยงหนูไว้ใต้กำแพงเมืองได้ทั้งหมด
ต่อให้ไม่อาจสังหารศัตรูได้จนสิ้นซาก แต่ก็สามารถทำลายกองกำลังหลักส่วนใหญ่ของพวกมันลงได้
ฉงเจินเกิดความคาดหวังขึ้นมาในใจว่า หากถึงเดือนสิบ เขาเองก็คงสามารถนำแผนการนี้ไปปรับใช้เพื่อโอบล้อมสังหารหวงไท่จี๋และตัวเอ่อร์กุ่นไว้ใต้กำแพงนครหลวงได้เช่นเดียวกัน
"ฆ่า!"
เบื้องล่างกำแพงเมือง ทัพใหญ่ซยงหนูยังคงบุกโจมตีอย่างบ้าคลั่ง พวกมันต่อสู้อย่างดุเดือด ทั้งยังตะเกียกตะกายปีนขึ้นกำแพงเมืองได้หลายครา
"ไม่เลว!"
โถวม่านมีสีหน้าลำพองใจ มันควบม้าตวัดแส้พลางเอ่ยกับผู้ใต้บังคับบัญชาข้างกาย
"เห็นหรือไม่ ทัพใหญ่ของพวกเราปีนขึ้นกำแพงเมืองได้หลายคราแล้ว อีกไม่นานก็สามารถตีป้อมปราการของทัพฉินให้แตกพ่ายได้แล้ว!"
"ถ่ายทอดคำสั่งลงไป คืนนี้พวกเราจะกินมื้อค่ำกันบนกำแพงเมือง เปิ่นฉานอวี๋จะลิ้มรสข้าวฟ่างของทัพต้าฉินเสียหน่อย"
ผู้นำระดับสูงผู้หนึ่งหัวเราะร่วน "ท่านฉานอวี๋ย่อมขาดสิ่งสำคัญไปมิได้ ต้องมีสตรีงามแห่งต้าฉินมาคอยปรนนิบัติสักหลายนางกระมัง"
"นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
เหล่าผู้นำระดับสูงของซยงหนูต่างพากันหัวเราะลั่น ในสายตาของพวกมัน การกวาดล้างทัพฉินถือเป็นเรื่องที่อยู่ในกำมือแล้วอย่างแท้จริง
"รายงาน!"
ขณะนั้นเอง พลสอดแนมซยงหนูผู้หนึ่งกลับควบม้าทะยานเข้ามาอย่างเร่งร้อน
"รายงานต้าฉานอวี๋ ทางทิศเหนือของกองทัพเรา มีทหารราบทัพฉินหนึ่งแสนนายกำลังควบตะบึงมุ่งหน้ามา อยู่ห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้แล้วขอรับ"
"ทหารราบทัพฉินหนึ่งแสนนายอย่างนั้นหรือ"
โถวม่านขมวดคิ้วแน่น เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ทหารราบเรือนแสนอ้อมมาอยู่เบื้องหลังมันตั้งแต่เมื่อใดกัน ยามที่เริ่มบุกโจมตีก็ได้ส่งพลสอดแนมนับไม่ถ้วนออกไปลาดตระเวนแล้ว ทหารราบมากมายถึงเพียงนี้ กลับไม่มีผู้ใดพบเห็นร่องรอยเลยเชียวหรือ
ถึงกระนั้นมันก็มิได้ร้อนใจอันใด เป็นเพียงทหารราบหนึ่งแสนนายเท่านั้น ในขณะที่ในมือของมันมีทหารม้าถึงสองแสนนาย หากเป็นพื้นที่ภูเขา ทหารราบอาจหดหัวตั้งค่ายกลสี่เหลี่ยม จากนั้นใช้ทวนยาว โล่ และเกาทัณฑ์ป้องกัน ซึ่งทหารม้าย่อมไม่มีความได้เปรียบมากนัก
ผิดกับที่นี่ซึ่งเป็นที่ราบโล่งกว้าง เพียงบุกทะลวงเข้าไปไม่กี่ระลอก ทหารราบย่อมต้านทานไม่อยู่เป็นแน่ โถวม่านจึงเตรียมออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชารวบรวมกองกำลังหลายหมื่นนายไปกวาดล้างทหารราบทัพฉินให้สิ้นซาก
"รายงานต้าฉานอวี๋!"
หากแต่ผ่านไปไม่นาน พลสอดแนมซยงหนูสามนายก็ควบม้าทะยานมาจากสามทิศทาง
"ต้าฉานอวี๋ ทางทิศตะวันออกของกองทัพเราก็ปรากฏทหารราบหนึ่งแสนนาย ห่างออกไปเพียงสิบแปดลี้แล้วขอรับ"
"ต้าฉานอวี๋ ทางทิศตะวันตกของกองทัพเราก็ปรากฏทหารราบหนึ่งแสนนาย ห่างออกไปเพียงสิบห้าลี้แล้วขอรับ"
"ต้าฉานอวี๋ บนทุ่งหญ้ายังมีทหารม้าต้าฉินอีกกว่าห้าหมื่นนาย พวกมันเชื่อมทหารราบทัพฉินทั้งสามสายเข้าด้วยกันและทำการโอบล้อมพวกเราไว้แล้วขอรับ"
"อีกทั้งยังลอบโจมตีหน่วยลาดตระเวนของกองทัพเรา พลสอดแนมที่ส่งออกไปล้วนถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง ยามนี้พวกเราไม่ทราบสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของทัพฉินแล้วขอรับ"
"อันใดนะ! นี่ ต้าฉานอวี๋ จะทำเช่นไรดี!"
เมื่อได้ยินคำรายงานของพลสอดแนม ผู้นำระดับสูงของซยงหนูที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างพาตื่นตระหนกลนลาน พวกมันล้วนตกตะลึงจนทำอันใดไม่ถูก ทำศึกกับต้าฉินมาเนิ่นนานหลายปี เคยถูกโอบล้อมอย่างแน่นหนาเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
เบื้องหน้ามีทัพฉินกว่าสามหมื่นนายคอยตั้งรับ ทั้งยังมีปราการกำแพงเมืองสูงตระหง่าน ส่วนเบื้องหลังคือทัพใหญ่สามแสนห้าหมื่นนายที่กำลังบุกทะลวงมาอย่างดุดัน การกระทำเช่นนี้คือความตั้งใจที่จะโอบล้อมสังหารพวกมันให้สิ้นซากไว้ใต้กำแพงเมืองชัดๆ
"มิใช่กล่าวว่าต้าฉินเกิดโรคระบาดจนมีกบฏลุกฮือไปทั่ว ทัพฉินล้วนถูกส่งไปจัดการกบฏหมดแล้วมิใช่หรือ เหตุใดจึงมากระจุกตัวปรากฏอยู่เบื้องหลังพวกเราได้เล่า!"
"น่าชังนัก!"
ยามนี้ โถวม่านกลับคิดตกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วว่าเหตุใดเหมิงเถียนที่ทำศึกกับตนจึงพ่ายแพ้อย่างง่ายดายปานนั้น และเหตุใดทหารรักษาการณ์กำแพงเมืองจึงมีเพียงไม่กี่หมื่นคน ที่แท้กองกำลังหลักอันแข็งแกร่งของทัพฉินล้วนซุ่มซ่อนอยู่ด้านนอกเพื่อรอคอยโอกาสตลบหลังโอบล้อมพวกมันนี่เอง
"ชาวจงหยวนช่างเจ้าเล่ห์นัก!"
โถวม่านโกรธเกรี้ยวจนแทบระเบิด มันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น โรคระบาดอันใด กบฏอันใด ล้วนเป็นเพียงกลลวงทั้งสิ้น จุดประสงค์ที่แท้จริงก็เพื่อแสร้งแสดงความอ่อนแอให้โถวม่านรู้สึกว่ากำแพงเมืองมีทหารรักษาการณ์ไม่มาก จะได้ย่ามใจบุกโจมตีอย่างไม่ทันระวังตัว
แท้จริงแล้วทัพใหญ่ได้ลอบเคลื่อนพลออกไป อ้อมไปไกลลิบเพื่อเตรียมตลบหลังโอบล้อมพวกมัน มิน่าเล่าตอนที่โถวม่านส่งพลสอดแนมออกไปค้นหาถึงกลับไม่พบร่องรอยของทัพฉินในบริเวณใกล้เคียงเลยแม้แต่น้อย ที่แท้ทัพฉินก็ยอมอ้อมไปไกลถึงเพียงนี้ วางหมากกระดานใหญ่ล่อลวงพวกมันถึงเพียงนี้!
สถานการณ์ยามนี้โถวม่านสมควรพิจารณาถึงทางรอดของกองทัพซยงหนูเป็นอันดับแรก ทหารราบทัพฉินสามแสนนาย ซ้ำยังมีทหารม้าอีกห้าหมื่นนาย ต่อให้ชาวซยงหนูจะเก่งกาจเหี้ยมหาญเพียงใด แต่เมื่อได้ยินว่ามีทหารฉินชั้นยอดมากมายล้อมรอบอยู่เช่นนี้ก็ยังต้องหวาดกลัวจนตัวสั่น
เหล่าผู้นำระดับสูงใต้บังคับบัญชาต่างเริ่มเอ่ยโน้มน้าว
"ต้าฉานอวี๋ พวกเราตีฝ่าวงล้อมเถิด หากไม่ทำตอนนี้คงไม่ทันการแล้ว"
"ทัพฉินสามแสนห้าหมื่นนาย แม้จะพอสู้รบได้ แต่พวกเราเกรงว่าจะย่อยยับกันทั้งสองฝ่าย"
"ครานี้พวกเราเสียทีหลงกลแล้ว ถอยทัพกลับไปตั้งหลักก่อนแล้วคราวหน้าค่อยบุกมาใหม่เถิด!"
พวกมันล้วนเกิดความคิดอยากถอยทัพ เพราะกำลังพลทัพฉินสามแสนห้าหมื่นนายนั้นน่าหวาดหวั่นเกินไปจริงๆ
"ไม่ได้!"
โถวม่านกลับตวาดลั่นเพื่อหยุดยั้งเสียงของเหล่าผู้นำระดับสูง มันไม่คิดจะถอยทัพกลับไปมือเปล่าเพราะมีความคิดแผนการอยู่ในใจแล้ว โถวม่านเดินก้าวขึ้นไปบนที่สูงก่อนจะเริ่มตะโกนก้องปลุกระดมเหล่าทหารใต้บังคับบัญชา
"เหล่านักรบผู้กล้าแห่งทุ่งหญ้า ยามนี้เปิ่นฉานอวี๋มีข่าวหนึ่งจะแจ้งให้พวกเจ้าทราบ!"
ข่าวอย่างนั้นหรือ?
ทหารซยงหนูทั้งหมดต่างเงยหน้าขึ้นมองไปยังฉานอวี๋ด้วยความสงสัย ข่าวสำคัญอันใดกันที่ทำให้ฉานอวี๋ต้องเอ่ยปากประกาศด้วยตนเอง
"ยามนี้มีทัพฉินสามแสนห้าหมื่นนายกำลังโอบล้อมเข้ามาจากเบื้องหลังของพวกเรา"
โถวม่านประกาศแจ้งข่าวร้ายที่มันเพิ่งรับรู้โดยตรง
อันใดนะ!
สามแสนห้าหมื่นนาย!
ทหารม้าซยงหนูที่ปักหลักอยู่ที่นี่มีเพียงสองแสนนาย ทั้งยังบาดเจ็บล้มตายจากการบุกโจมตีกำแพงเมืองไปกว่าหมื่นนาย ยามนี้กำลังพลที่ยังพอสู้รบได้มีเพียงแสนแปดหมื่นกว่านายเท่านั้น
ในขณะที่ทัพฉินกลับมีกำลังพลหนุนถึงสามแสนห้าหมื่นนาย เมื่อนำไปรวมกับทหารอีกสามหมื่นกว่านายที่ประจำการอยู่บนกำแพงเมือง กำลังพลของทัพฉินก็นับเป็นสองเท่าของพวกมันเชียว
กำลังพลต่างกันลิบลับเช่นนี้จะเอาชนะได้อย่างไร
เหล่าทหารซยงหนูต่างพากันตื่นตระหนกลนลาน หรือพวกมันสมควรถอยทัพดี
"พวกเจ้าอยากถอยทัพอย่างนั้นหรือ"
ทหารซยงหนูต่างก้มหน้าลงงุด พวกมันอยากถอยทัพกลับทุ่งหญ้าแล้วจริงๆ โถวม่านกลับแค่นเสียงเย็นชา จากนั้นจึงตะโกนก้องต่อไป
"หากยามนี้พวกเจ้าถอยทัพไป จะยินยอมพร้อมใจกลับไปมือเปล่าจริงหรือ!"
"พวกเจ้าแย่งชิงเสบียงมาได้หรือไม่ แย่งชิงสตรีมาได้หรือไม่ ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวอีกแล้ว ฤดูหนาวปีนี้พวกเจ้าจะประทังชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้อย่างไร!"
สิ้นคำกระตุ้นของโถวม่าน ทหารไม่น้อยต่างตกอยู่ในความเงียบงัน หากพวกมันต้องถอยทัพกลับไปมือเปล่าก็ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่รอดได้อย่างไรจริงๆ ฤดูหนาวบนทุ่งหญ้าซยงหนูนั้นหนาวเหน็บเข้ากระดูกจนยากจะทนทานไหว โถวม่านจึงเอ่ยโน้มน้าวต่อไป
"พวกเจ้าลองก้มดูเสบียงแห้งบนตัวพวกเจ้าสิ หากยามนี้พวกเจ้าถอยทัพ เสบียงที่ติดตัวอยู่จะพอประทังชีวิตไปจนถึงทุ่งหญ้าหรือ"
ทหารซยงหนูต่างตื่นตะลึง เดิมทีพวกมันก็พกเสบียงติดตัวมาไม่มากอยู่แล้ว ก่อนกรีธาทัพมาต้าฉินก็ทะนงตัวคิดว่าจะสามารถบุกทะลวงเข้าสู่จงหยวนได้อย่างง่ายดายและกอบโกยเสบียงมากมายกลับไป ดังนั้นจึงพกเสบียงมาน้อยยิ่งกว่าปกติ
ทว่าสถานการณ์จริงกลับตาลปัตร ทำศึกติดต่อกันมาหลายวันยังไม่อาจตีป้อมปราการกำแพงเมืองให้แตกได้ เสบียงที่นำติดตัวมาก็ร่อยหรอลงไปทุกที หากยามนี้ดึงดันถอยทัพกลับไป เกรงว่าคงต้องทนหิวโหยและหนาวเหน็บตายอยู่กลางทาง
"ดังนั้นเหล่านักรบผู้กล้า!"
น้ำเสียงของโถวม่านดังก้องกังวานขึ้นอีกหลายส่วน
"พวกเรากลับไปก็มีแต่ตายเท่านั้น!"
"แต่พวกเรายังมีหนทางรอดเพียงทางเดียว นั่นคือต้องตีป้อมปราการกำแพงเมืองแห่งนี้ให้แตกพ่ายให้จงได้ จากนั้นจึงบุกโจมตีจงหยวน!"
"กองทัพต้าฉินล้วนกระจุกตัวอยู่ภายนอกกำแพงเมือง ถึงยามนั้นก็พลิกสถานการณ์เปลี่ยนให้พวกเราเป็นฝ่ายรักษากำแพงเมือง ปิดกั้นไม่ให้พวกมันล่วงล้ำเข้ามาได้"
"หากเป็นเช่นนั้น ภายในกำแพงเมืองก็ปล่อยให้พวกเราควบม้าทะยานกอบโกยได้ตามใจชอบ เสบียงอาหารมีให้กินอิ่มหนำตามสบาย สตรีมีให้หลับนอนได้ตามใจปรารถนา!"