- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 73 ให้ดูลูกโลกจำลอง
บทที่ 73 ให้ดูลูกโลกจำลอง
บทที่ 73 ให้ดูลูกโลกจำลอง
“พวกเจี้ยนหนูก็เป็นแค่พวกหมาป่ามักใหญ่ใฝ่สูง ฝีมือไม่มีแถมยังมีแต่พวกกระดูกอ่อน นอกจากประจบสอพลอเก่งแล้วก็ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง ความหยิ่งทะนงของต้าหมิงแข็งแกร่งแค่ไหน กระดูกของพวกมันก็อ่อนปวกเปียกแค่นั้นแหละครับ!”
ฉูหยวนโกรธจัดจนสบถด่าออกมาเสียงดัง
อาจารย์เป็นอะไรไป!
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันตกตะลึงไปตามๆ กัน พวกเขามาเข้าเรียนที่นี่ตั้งนาน แต่กลับไม่เคยเห็นอาจารย์ฉูบันดาลโทสะรุนแรงถึงเพียงนี้มาก่อนเลย พานให้รู้สึกว่าหากยามนี้มีพวกเจี้ยนหนูอยู่ที่นี่สักคน เขาคงสับมันจนตายคาที่ไปแล้ว
“อาจารย์ฉู พวกเจี้ยนหนูไปทำสิ่งใดมาหรือ” ฉินสื่อหวงเอ่ยถามด้วยความฉงน
พวกมันไปก่อเรื่องอันใดไว้จึงทำให้อาจารย์ฉูโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้ได้
“ผมขอโทษที” ฉูหยวนฝืนข่มอารมณ์ของตนเองให้สงบลง
ในฐานะอาจารย์ การที่เขาแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดเช่นนี้ช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย หากแต่พอหวนนึกถึงเรื่องบัดซบที่พวกเจี้ยนหนูกระทำลงไป เขาก็อดรนทนไม่ไหวจริงๆ ความรักชาติอันแรงกล้าที่สลักลึกอยู่ในสายเลือดทำให้เขาไม่อาจควบคุมตัวเองได้เลย เขาพรูลมหายใจก่อนจะเอ่ยปากต่อไป
“ตอนนั้นพอพวกเจี้ยนหนูเข้าด่านมาได้ พวกมันก็สั่งให้ชาวจงหยวนทุกคนโกนหัวแล้วไว้ผมเปียที่น่าสะอิดสะเอียนนั่น มีคำกล่าวว่า ไว้หัวไม่ไว้ผม ไว้ผมไม่ไว้หัว ใครไม่ยอมโกนผมก็จะถูกฆ่าทิ้งครับ” ฉูหยวนพูดจบก็กัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น
ผมเปียอย่างนั้นหรือ?
แม้ฉินสื่อหวงจะมิเคยทอดพระเนตรเห็นผมเปียอันใดนั่น แต่พระองค์ก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันจะต้องเป็นประเพณีป่าเถื่อนของชนเผ่าเร่ร่อนอย่างแน่นอน พระองค์เคยทอดพระเนตรเห็นชาวซยงหนูซึ่งมีประเพณีป่าเถื่อนมากมายชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนโดยแท้ ฉินสื่อหวงจึงทรงดำริว่าผมเปียนั้นย่อมต้องน่าสะอิดสะเอียนมากเป็นแน่
ผิดกับฉงเจินที่รู้ดีว่าผมเปียคือสิ่งใด เมื่อสดับฟังจนจบก็บันดาลโทสะขึ้นมาในทันที พระองค์ตบโต๊ะอย่างแรง
“อันใดกัน!”
“ผมเปีย!”
ของที่อัปลักษณ์เหมือนกับหางหนูพรรค์นั้น พวกเจี้ยนหนูถึงกับบังคับให้ชาวจงหยวนทำตามเชียวหรือ พวกเจี้ยนหนูนับเป็นตัวอันใดกัน พวกมันมีสิทธิ์อันใดมาหยามเกียรติชาวจงหยวนถึงเพียงนี้!
ในยุคราชวงศ์หยวน ราษฎรถูกแบ่งออกเป็นสี่ชนชั้น ชนชั้นสูงสุดคือชาวเหมิงกู่ (ชาวมองโกล) ชนชั้นที่สองคือชาวเซ่อมู่ ชนชั้นที่สามคือชาวฮั่น และชนชั้นที่สี่คือชาวใต้
ราชวงศ์หยวนเองก็เป็นชนเผ่าเร่ร่อนเช่นกัน ภายใต้การปกครองอันกดขี่ของพวกมัน ชาวฮั่นต้องเดือดร้อนทุกข์ยากแสนสาหัส จนกระทั่งเกิดการลุกฮือขึ้นทั่วทุกสารทิศ ท้ายที่สุดชาวฮั่นก็สามารถโค่นล้มราชวงศ์หยวนลงได้
กว่าจะก่อตั้งต้าหมิงและฟื้นฟูอารยธรรมชาวฮั่นขึ้นมาใหม่ได้นั้นล้วนแลกมาด้วยความยากลำบาก แต่ยามนี้หลังจากพวกเจี้ยนหนูเข้าด่านมาได้ กลับมาย่ำยีอารยธรรมชาวฮั่นถึงเพียงนี้ ผมเปียนี่มันน่าอัปยศยิ่งกว่ายุคราชวงศ์หยวนเสียอีก!
พวกเจี้ยนหนูชอบของพรรค์นี้ก็แล้วไปเถิด แต่นี่ยังกล้ามาบังคับให้ชาวจงหยวนทำตามอีกอย่างนั้นหรือ
จะต้องฆ่าล้างบางพวกมันให้สิ้นซาก!
ฉูหยวนเองก็เดือดดาลด้วยความคับแค้นใจยิ่งนัก
“ราษฎรจงหยวนของเราจะไปยอมรับของโสมมแบบนี้ได้อย่างไรกันครับ ผู้คนจึงพากันลุกฮือต่อต้านไปทั่ว แต่พวกเจี้ยนหนูมีกองกำลังแข็งแกร่ง ราษฎรจงหยวนของเราสู้ไม่ได้ก็เลยถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม พวกเจี้ยนหนูฆ่าราษฎรจงหยวนของเราไปตั้งหลายสิบล้านคนเลยนะครับ!”
อันใดกัน!
“ปัง!”
ฉินสื่อหวงตบโต๊ะฉาดใหญ่ รุนแรงจนบานประตูถึงกับปริร้าว
พวกเจี้ยนหนูบัดซบอันใดกัน!
ฆ่า สมควรฆ่าทิ้งเสียให้หมด!
ลูกหลานของสวีฝูมาเยือนจงหยวน สังหารผู้คนไปหลายสิบล้านคน นับว่าสมควรตายนัก พวกเจี้ยนหนูอันใดนี่บังอาจสังหารชาวจงหยวนไปหลายสิบล้านคน ย่อมสมควรตายเช่นกัน!
ฝั่งฉงเจินเองก็โกรธเกรี้ยวจนแทบจะทนมิไหว ก่อนหน้านี้พระองค์ถึงกับเคยตรัสไว้ว่า การที่พวกเจี้ยนหนูมาเยือนจงหยวนคือลิขิตสวรรค์ พระองค์ยังหลงคิดไปว่าราชวงศ์หมิงคงหมดสิ้นหนทางแล้ว บางทีพวกเจี้ยนหนูอาจเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมก็เป็นได้
ล้อเล่นอันใดกัน!
พวกเจี้ยนหนูเหล่านี้ มันก็เป็นแค่ทาสชั้นต่ำ! สมควรตายตกไปให้สิ้นซาก!
อ๊าก!
น่าชิงชังนัก!
ฉงเจินแทบจะคลุ้มคลั่งไปแล้ว! ผู้คนหลายสิบล้านคนถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม พวกเจี้ยนหนูเอ๋ย เจิ้นจะต้องถอนรากถอนโคนพวกเจ้า ฆ่าให้เหี้ยนเตียนไม่มีเหลือ!
“หนี้เลือดที่พวกเจี้ยนหนูก่อไว้กับชาวฮั่นในจงหยวน มันมากมายจนจารึกไม่หวาดไม่ไหว เหตุการณ์สิบวันในหยางโจว หรือจะเป็นการสังหารหมู่สามคราที่เจียติ้ง ล้วนแต่น่าสะพรึงกลัวจนขนหัวลุกครับ”
อันใดกัน!
ฉงเจินสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ในฐานะจักรพรรดิ พระองค์ไม่เคยรู้สึกโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
สังหารหมู่ในหยางโจวถึงสิบวันเชียวหรือ
สังหารหมู่ในเจียติ้งถึงสามคราเชียวหรือ
เจี้ยนหนู ไอ้อีทาสชั้นต่ำ! เจิ้นจะต้องฆ่าล้างบางพวกเจ้าให้จงได้!
เหล่าองค์ชายทั้งหมดที่ร่วมฟังอยู่ด้วยก็เดือดดาลจนถึงขีดสุด พวกเขาก็เป็นชาวจงหยวนเช่นกัน จะทนเห็นราษฎรในยุคหลังถูกย่ำยีเหยียดหยามถึงเพียงนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะฉินสื่อหวงที่ทรงถือเอาความเจริญรุ่งเรืองของราษฎรจงหยวนแห่งหัวเซี่ยเป็นภารกิจของตนเองมาโดยตลอด ในเรื่องนี้ พระเนตรของพระองค์จึงมิอาจยินยอมให้มีเม็ดทรายปลิวเข้าตาได้แม้แต่น้อย
พระองค์ทอดพระเนตรมองฉงเจินพลางเอ่ยปาก “รอให้จบคาบเรียนนี้แล้ว ข้าก็จะช่วยเจ้าด้วย”
“ตกลง”
ฉงเจินเองก็เข้าใจดีว่าฉินสื่อหวงคิดจะช่วยพระองค์ในเรื่องใดจึงมิได้เอ่ยปฏิเสธ ยามนี้พระองค์ต้องการหยิบยืมทุกวิถีทางเพื่อไปเข่นฆ่าพวกเจี้ยนหนูให้สิ้นซาก
“ส่วนอู๋ซานกุ้ย” ฉูหยวนเอ่ยปากอธิบายต่อไป “เขาก็คือผู้สมรู้ร่วมคิดที่ช่วยพวกเจี้ยนหนูสังหารหมู่ชาวฮั่นครับ”
“ตอนนั้นชาวฮั่นทางใต้พากันรวมตัวตั้งราชสำนักหนานหมิงขึ้นมาเพื่อต่อต้านพวกเจี้ยนหนู ในพื้นที่ที่พวกเจี้ยนหนูยึดครองเอาไว้ก็มีชาวฮั่นลุกฮือขึ้นต่อต้านนับไม่ถ้วน” ฉูหยวนพูดไปก็กำหมัดแน่นไปด้วยความคับแค้น
อู๋ซานกุ้ยยอมทำทุกอย่างเพื่อประจบเอาใจพวกเจี้ยนหนู ถึงกับเสนอตัวไปปราบปรามชาวฮั่นที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านด้วยตนเอง ย่างกรายไปถึงที่ไหน ก็สังหารล้างเมืองที่นั่น ชาวฮั่นนับไม่ถ้วนต้องตกตายลงด้วยน้ำมือของเขา ทั้งที่คนเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนร่วมชาติของเขาทั้งนั้น!
“อู๋ซานกุ้ย!” ฉงเจินกัดพระทนต์กรอด
หากอู๋ซานกุ้ยยอมเปิดประตูด่านซานไห่กวน ปล่อยให้ทหารชิงเข้าด่านมาเพียงเพราะสตรีและบิดา เช่นนั้นก็ยังพอทำเนา แต่เจ้ากลับสังหารหมู่ชาวฮั่นด้วยกันเอง แล้วหนี้เลือดมากมายเหล่านี้จะให้ว่าอย่างไร
“ไม่เพียงแค่นั้นนะครับ”
ฉูหยวนเอ่ยปากเล่าต่อไป “อู๋ซานกุ้ยต้องการประจบเจ้านายเจี้ยนหนูของเขาเพื่อเป็นสุนัขรับใช้ที่ดี ไม่เพียงแต่เอาชนะหนานหมิงได้ แต่ยังตามล่าจักรพรรดิหย่งลี่แห่งหนานหมิงระรานไปจนถึงคาบสมุทรจงหนานเลยครับ ซ้ำร้ายยังลงมือสังหารจักรพรรดิหย่งลี่ด้วยตัวเองอีกต่างหาก!”
“น่าชิงชังนัก น่าชิงชังนัก!” ฉงเจินโกรธเกรี้ยวจนแทบจะกระอักโลหิตออกมาให้ได้
อู๋ซานกุ้ยผู้นี้!
“สุดท้ายแล้ว” ฉูหยวนกล่าวต่อ “อู๋ซานกุ้ยก็สร้างความดีความชอบครั้งใหญ่จนได้เป็นผิงนานอ๋อง คอยปกครองแดนใต้ แต่พออู๋ซานกุ้ยมีอำนาจล้นมือมากขึ้นก็กลับก่อกบฏต่อพวกเจี้ยนหนูเสียเอง แถมยังตั้งตนเป็นจักรพรรดิ สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้และฆ่าตัวตายไปครับ”
ยามที่ฉูหยวนเอ่ยถึงอู๋ซานกุ้ยก็รู้สึกเดือดดาลพลุ่งพล่านขึ้นมา ทรยศเจ้านายเพื่อลาภยศ สังหารหมู่ชาวฮั่น ซ้ำยังปลิดชีพจักรพรรดิหนานหมิง ช่างน่าละอายโดยแท้ ถึงกระนั้นในคนยุคหลังกลับยังมีพวกที่ไปแก้ต่างให้อู๋ซานกุ้ยอีก โดยบอกว่าอู๋ซานกุ้ยทำไปเพื่อกู้ชาติทางอ้อม ไม่อย่างนั้นในท้ายที่สุดจะก่อกบฏต่อพวกเจี้ยนหนูไปทำไมกัน
เรื่องพรรค์นี้ก็ยังจะมีหน้าไปแก้ต่างให้อีกหรือ
หากอู๋ซานกุ้ยมีใจคิดอยากจะกู้ชาติทางอ้อมจริงๆ เขาจะเข่นฆ่าชาวฮั่นไปทำไม จะสังหารจักรพรรดิหนานหมิงไปเพื่ออะไร มิหนำซ้ำยังตามไประรานเข่นฆ่าไกลถึงคาบสมุทรจงหนานอีก
ท้ายที่สุดการที่เขาก่อกบฏต่อพวกเจี้ยนหนูก็เป็นเพียงการกระทำเพื่อความมักใหญ่ใฝ่สูงของตัวเอง ดูจากการที่เขาตั้งตนเป็นจักรพรรดิก็รู้เจตนาแล้ว อู๋ซานกุ้ยมันก็เป็นแค่สุนัขรับใช้ที่สมควรตาย ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ให้ทั้งสิ้น!
“ตกลง ข้ารู้แล้ว” ฉงเจินพยักพระพักตร์
พระองค์จดจำนามของอู๋ซานกุ้ยสลักลึกไว้ในพระทัยแล้ว สิ่งที่อู๋ซานกุ้ยมักง่ายกระทำลงไป พระองค์จะต้องลากคอมันมาชดใช้อย่างสาสม
ฝั่งฉินสื่อหวงเองก็สัมผัสได้จากพระพักตร์ที่ดูสงบนิ่งของฉงเจิน ว่าแท้จริงแล้วภายในพระทัยนั้นเดือดดาลทะลักทลายมากเพียงใด หากฉงเจินกลับต้าหมิงไปเมื่อใด จะต้องก่อให้เกิดการสังหารหมู่ครั้งใหญ่เป็นแน่
“อาจารย์ฉู” ยามนี้ฉงเจินก็เอ่ยถามขึ้นอีกครา “ท่านช่วยบอกข้าทีเถิด ในยามที่พวกเจี้ยนหนูปกครองนั้น ใต้หล้าเป็นใต้หล้าเช่นไรกัน”
ฉงเจินทรงหวาดหวั่นว่าราษฎรจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากข้นแค้น
“ใต้หล้าอย่างนั้นหรือครับ” ฉูหยวนสดับฟังจบก็ส่ายหน้าแค่นหัวเราะออกมา คนอย่างพวกเจี้ยนหนูจะไปนับว่าเป็นการปกครองอะไรได้
“ผมเคยบอกไปแล้ว ว่าการปกครองของต้าหมิงนั้นหยิ่งทะนงแค่ไหน การปกครองของพวกเขาก็ประจบสอพลอมากแค่นั้นแหละครับ”
หืม?
ผู้คนต่างพาไม่เข้าใจ พวกเจี้ยนหนูมิใช่ตีชาวจงหยวนจนพ่ายแพ้ยับเยินหรอกหรือ ไฉนจึงประจบสอพลอได้เล่า แล้วพวกมันไปประจบสอพลอผู้ใดกัน
ฉูหยวนไม่ได้พูดต่อ แต่เขากลับนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงหันไปมองฉินจื่ออิง
“ฉินอิง ไปที่ห้องฉันหน่อยนะ ในห้องด้านในจะมีตู้ใบหนึ่ง เปิดตู้แล้วหยิบของข้างในมาให้ฉันสักอัน”
ถึงเวลาที่จะให้พวกเขาได้เบิกเนตรดูลูกโลกจำลองกันเสียที