เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

41-42

41-42

41-42


บทที่ 41 จิ้งจอกแก้แค้น สิบปีก็ยังไม่สาย

ฟวับ!

สิ้นแสงสีขาวสว่างวาบ ร่างของเซี่ยอวี่ซิงก็ถูกเคลื่อนย้ายมาปรากฏตัวอยู่บนลานกว้างหน้ากระจกวารี เวลานี้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและฮึกเหิมถึงขีดสุด เตรียมพร้อมยืดอกรับคำอวยพรและเสียงโห่ร้องยินดีจากฝูงชน

ก่อนที่จะกระตุ้นยันต์เคลื่อนย้ายเมื่อครู่นี้ เขาถึงขั้นเตรียมสุนทรพจน์สำหรับผู้ชนะเลิศเอาไว้ในหัวเสร็จสรรพ รอเพียงจังหวะก้าวขึ้นเวทีรับรางวัล แล้วจะได้กล่าวถ้อยคำอันหล่อเท่ให้กึกก้อง เพื่อทิ้งตำนานอันงดงามไว้ในการประลองศิษย์สายนอกครั้งนี้...

ทว่า สิ่งที่รอเขาอยู่กลับผิดคาดไปถนัดใจ

เงียบกริบ

บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณชะงักงัน เงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกกระทบพื้น

สายตาของทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เหล่าศิษย์ที่เพิ่งตกรอบจากการประลองไปก่อนหน้านี้ ต่างจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาพิลึกพิลั่น ซ้ำยังแฝงไปด้วยความเวทนาสงสารอย่างเบาบาง...

เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?!

หรือว่าคะแนนสี่พันแต้มของเขาจะอลังการงานสร้างเกินไป จนทำเอาทุกคนช็อกหน้าตั้งกันไปหมดแล้ว?

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์อันพิลึกกึกกือเช่นนี้ เซี่ยอวี่ซิงก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตก ความสงสัยผุดขึ้นมาในหัวเป็นดอกเห็ด

จู่ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นหยางซิวเต๋อ ผู้อาวุโสหอระเบียบการ ยืนอยู่ไม่ไกลนัก จึงชะงักงันไปชั่วครู่

ผู้อาวุโสหยางไม่ได้กำลังเคลียร์พื้นที่อยู่บนภูเขาด้านหลังหรอกหรือ ทำไมถึงมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้ล่ะ?

"อะแฮ่ม—"

ในขณะที่เขากำลังคิดหัวแทบแตกก็หาคำตอบไม่ได้อยู่นั้น หยางซิวเต๋อก็กระแอมไอเคลียร์คอ ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง

"ศิษย์หลานเซี่ย เจ้าจงใจใช้ยันต์เคลื่อนย้ายถอนตัวออกจากการแข่งขันก่อนที่การประลองจะสิ้นสุดลง ตามกฎกติกาแล้ว ผลคะแนนในครั้งนี้ของเจ้าถือเป็นโมฆะ!"

"ข้าหวังว่าเจ้าจะนำบทเรียนในครั้งนี้ไปทบทวนให้ดี แล้วปีหน้าค่อยพยายามใหม่อีกครั้งก็แล้วกันนะ!"

อะไรนะ?!

คะแนนเป็นโมฆะ?!

พอได้ยินคำประกาศประหารชีวิตของหยางซิวเต๋อ เซี่ยอวี่ซิงก็เหมือนโดนอสนีบาตฟาดเปรี้ยงกลางแสกหน้า ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินไปในทันที

เมื่อดึงสติกลับมาได้ เขาก็พุ่งถลาเข้าไปหาหยางซิวเต๋อด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

"ผู้อาวุโสหยาง! เมื่อครู่นี้ท่านเพิ่งจะประกาศจบการประลอง แล้วยังสั่งให้พวกเราส่งป้ายหยกก่อนจะใช้ยันต์เคลื่อนย้ายออกมาเองไม่ใช่หรือขอรับ แล้วไหงตอนนี้ถึงมาบอกว่าคะแนนข้าเป็นโมฆะล่ะขอรับ?!"

แม้ท่าทีของเซี่ยอวี่ซิงในเวลานี้จะดูก้าวร้าวล่วงเกินไปบ้าง แต่หยางซิวเต๋อกลับไม่ได้ถือสาหาความ เขาเพียงส่ายหน้าช้าๆ แล้วอธิบายด้วยความอดทน

"เฮ้อ ศิษย์หลานเซี่ยเอ๋ย สิ่งที่เจ้าเห็นเมื่อครู่นี้หาใช่ตัวข้าไม่ แต่เป็นเพียงภาพมายาหลอกตาเท่านั้น"

"เจ้าโชคร้ายถูกจิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรระดับก่อตั้งรากฐานลวงตาเข้าให้แล้ว อันที่จริงการประลองยังไม่ได้สิ้นสุดลงเลยแม้แต่น้อย การที่เจ้าชิงเคลื่อนย้ายออกมาก่อนเวลา ย่อมต้องถูกริบคะแนนตามระเบียบ"

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนอ้าปากค้างวิญญาณหลุด หยางซิวเต๋อก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว "ต่อให้เจ้าไม่เคลื่อนย้ายออกมาก่อนเวลา แต่ในเมื่อเจ้าเอาป้ายหยกไปประเคนให้คนอื่นเสียแล้ว ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกันหรอก ยังไงคะแนนของเจ้าก็ถูกล้างบางอยู่ดี"

ภาพมายางั้นเรอะ?!

เซี่ยอวี่ซิงตาค้าง เขาเงยหน้าขึ้นมองกระจกวารีที่ลอยอยู่กลางอากาศ ภาพที่ปรากฏคือในเขตประลองเวลานี้ไร้ซึ่งเงาของศิษย์คนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงคนเพียงคนเดียว ยืนคู่กับจิ้งจอกสีขาวปลอดตัวหนึ่ง...

"ฉีต้า?! นะ... นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?!"

ในวินาทีนั้นเอง เขาก็บรรลุสัจธรรม หยั่งรู้ซึ้งถึงแก่นแท้ว่า ความเหนื่อยยากลากเลือดที่เขาอดหลับอดนอนปั่นแต้มมาตลอดหลายวัน สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงความว่างเปล่า เป็นการลงแรงทำนาบนหลังคน เพื่อเอาผลผลิตไปประเคนให้ไอ้เวรนั่นเสวยสุข!

พอคิดมาถึงจุดนี้ เขาก็แทบจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา อยากจะกระอักเลือดออกมาสักสามลิตรให้รู้แล้วรู้รอด เขาแผดเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้น

"ไอ้สารเลวฉีต้านี่มันบัดซบเกินมนุษย์มนาแล้ว!!!"

เมื่อเห็นสภาพจิตใจที่แหลกสลายไม่มีชิ้นดีของเซี่ยอวี่ซิง เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเบอร์ใหญ่อย่างหานจ้ายหย่วนและหลูควงที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็พลันรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจขึ้นมาอย่างประหลาด

พอเห็นไอ้หมอนี่ที่เคยทำปากดีขิงใส่พวกเขาต้องมาตกสวรรค์หน้ากระแทกพื้นแรงกว่า สมดุลในจิตใจของพวกเขาก็ถูกเติมเต็มทันที

ผ่านไปครู่หนึ่ง ไป๋ฉิงอู่ เจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋น ก็เก็บงำความตกตะลึงเอาไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน

"ผู้อาวุโสหยาง หมดเวลาแล้ว ข้าจะไปรับเจ้าเด็กนั่นออกมาพร้อมกับท่านก็แล้วกัน"

"ท่านจะไปรับด้วยตัวเองเลยหรือขอรับ?!"

หยางซิวเต๋อชะงักไปชั่วครู่ เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดอย่างเจ้าสำนักจะลดตัวลงไปรับศิษย์ชั้นผู้น้อยระดับกลั่นปราณด้วยตัวเอง เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีประวัติศาสตร์จารึกไว้ในการประลองครั้งไหนมาก่อนเลย

แม้ในใจจะกังขา แต่เขาย่อมไม่มีทางขัดขืนการตัดสินใจของเจ้าสำนัก หลังจากพยักหน้ารับคำ ทั้งสองก็ทะยานร่างแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสง พุ่งตรงไปยังเขตพื้นที่ประลองทันที

.......

ภูเขาด้านหลัง

ฉีหยวนสะบัดมือเบาๆ กวาดเอาป้ายหยกที่กองพะเนินเทินทึกราวกับภูเขาขนาดย่อมตรงหน้าเข้าไปในถุงเก็บของจนเกลี้ยง จากนั้นก็ปรายตามองจิ้งจอกปีศาจที่ยังคงยืนแสร้งสวมบทบาทเป็น 'ผู้อาวุโสหอระเบียบการ' อย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วเอ่ยสั่งการ

"เอาล่ะ เลิกกางอาณาเขตภาพมายาได้แล้ว ผลงานครั้งนี้ของเจ้าทำได้ไม่เลวเลย"

พอได้ยินคำชม จิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรรีบสลายพลังเวทอย่างว่าง่าย ก่อนจะวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหาฉีหยวนเพื่อเสนอหน้าทวงความดีความชอบ มันแกว่งพวงหางฟูฟ่องด้านหลังไปมาอย่างบ้าคลั่งราวกับใบพัด

"เจ้านายๆ ท่านว่าการแสดงของข้าเมื่อกี้เนียนตาดีไหมเจ้าคะ?"

น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นหวานใสไร้เดียงสา ราวกับเด็กสาวเผ่ามนุษย์อายุสักสิบสามสิบสี่ปีไม่มีผิดเพี้ยน

หลังจากทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อตั้งรากฐาน สัตว์อสูรบางประเภทที่มีสติปัญญาสูงล้ำมาแต่กำเนิด จะสามารถสลายกระดูกขวางลำคอและเปล่งเสียงพูดภาษามนุษย์ได้ ซึ่งจิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรก็จัดอยู่ในข่ายนั้นเช่นกัน

ฉีหยวนเก็บถุงเก็บของเข้าที่พลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงขอไปที "ก็บอกไปแล้วไงว่าทำได้ไม่เลว"

"งั้น... งั้นเจ้านายจะเมตตา ปล่อยข้าเป็นอิสระได้หรือยังเจ้าคะ?"

นัยน์ตาสีอำพันของจิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรกลอกกลิ้งไปมา มันช้อนตามองฉีหยวนด้วยประกายแห่งความหวังอันเปี่ยมล้น "เจ้านายเคยสัญญานี่นา ว่าขอแค่ข้าทำงานถวายหัว อีกไม่นานข้าก็จะได้อิสรภาพคืนมา..."

"ฝันไปเถอะ" ฉีหยวนกลอกตาใส่ ทำหน้าตายไร้ความรู้สึก "เห็นแก่ที่เจ้าสร้างผลงาน ข้าจะยอมหลับตาข้างหนึ่ง ยกโทษให้เรื่องที่เจ้าบังอาจจู่โจมศิษย์ร่วมสำนักของข้าก่อนหน้านี้ก็แล้วกัน"

"แต่เจ้าอย่าลืมสิ ว่าเจ้ายังติดหนี้ค่าโอสถบำรุงวิญญาณขั้นสุดยอดข้าอยู่อีกหนึ่งเม็ดตึงๆ ตราบใดที่ยังใช้หนี้ไม่หมด เจ้าก็ต้องก้มหน้าก้มตาเป็นทาสรับใช้ข้าต่อไป"

"หา?!"

จิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรทำหน้ามุ่ยคิ้วขมวด เอ่ยถามเสียงอ่อย "เจ้านาย โอสถบำรุงวิญญาณขั้นสุดยอดของท่านเม็ดนั้น ตีเป็นราคาประมาณกี่หินวิญญาณหรือเจ้าคะ?"

ฉีหยวนยิ้มมุมปากเบาๆ "ไม่แพงหรอก ตีราคาแบบมิตรภาพก็แค่ห้าร้อยหินวิญญาณเท่านั้นแหละ"

ห้าร้อยหินวิญญาณ?!

พอได้ยินตัวเลขนี้ ดวงตาของจิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรก็เบิกโพลงเป็นประกาย มันรีบร้อนพูดขึ้น "ตอนที่ยังไม่ได้เลื่อนขั้น ข้าพอจะมีเงินเก็บซุกซ่อนอยู่บ้าง ในถ้ำของข้ามีของวิเศษจากฟ้าดินตุนไว้เพียบ รับรองว่าเอามาขายทอดตลาดแล้ว จ่ายหนี้ห้าร้อยหินวิญญาณนั่นได้สบายๆ เลยเจ้าค่ะ!"

"งั้นเรอะ?"

ฉีหยวนหรี่ตาประเมินมันตั้งแต่หัวจรดหาง ก่อนจะพยักหน้า "ได้ ขอเพียงเจ้าหอบเอาหินวิญญาณระดับสุดยอดมาจ่ายข้าให้ครบห้าร้อยก้อน ข้าจะยกเลิกพันธสัญญาปล่อยตัวเจ้าเดี๋ยวนี้เลย"

หินวิญญาณระดับสุดยอด?!

จิ้งจอกปีศาจถึงกับอ้าปากค้าง "ที่ท่านพูดถึงเมื่อกี้... ไม่ใช่หินวิญญาณระดับล่างหรอกหรือเจ้าคะ?!"

ฉีหยวนแค่นเสียงขึ้นจมูก "ของที่ข้าประเคนให้เจ้ากินคือโอสถระดับสุดยอด หน่วยเงินที่ใช้คำนวณมันก็ต้องเป็นหินวิญญาณระดับสุดยอดสิวะถึงจะสมน้ำสมเนื้อ!"

"หัดแหกตาดูสารรูปตัวเองบ้าง ด้วยพรสวรรค์กากเดนอย่างเจ้า ถ้าไม่ได้ยาผีบอกระดับสุดยอดของข้าช่วยเปิดทาง มีหรือที่เจ้าจะบรรลุระดับก่อตั้งรากฐานได้ในชั่วข้ามคืน แถมยังปลุกสายเลือดจิ้งจอกสวรรค์ขึ้นมาได้อีก"

คำพูดของเขาไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย ของวิเศษที่ผลิตจากระบบนั้นการันตีคุณภาพระดับพรีเมียม สรรพคุณทะลุหลอด หากไม่ใช่เพราะยานี้ ก็ไม่อาจการันตีได้เลยว่าจิ้งจอกตัวนี้จะเลื่อนขั้นได้คาที่แบบนี้

พอเจอความจริงกระแทกหน้า จิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรก็คอตกหูห้อย ห่อเหี่ยวไปในพริบตา

หินวิญญาณระดับสุดยอดเนี่ยนะ... อย่าว่าแต่เคยเห็นเลย ชั่วชีวิตนี้มันยังไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อด้วยซ้ำ!

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น ฉีหยวนก็ขมวดคิ้ว น้ำเสียงเริ่มเจือไปด้วยรังสีอำมหิต "ทำไม หรือว่าเจ้าคิดจะเบี้ยวหนี้?"

จิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรสะดุ้งโหยง รีบฉีกยิ้มประจบประแจงสุดชีวิต

"แหะๆๆ... มะ... มิกล้าเจ้าค่ะ ข้าน้อยมิกล้า..."

แต่ในใจกลับก่นด่าสาปแช่งอย่างเกรี้ยวกราด

ถุย! เจ้านายหน้าเลือดจอมขูดรีด! ถ้าไม่ใช่เพราะท่านฉวยโอกาสตอนข้าเผลอ ลอบกัดด้วยตาข่ายดักสัตว์ล่ะก็ มีหรือที่ท่านจะปราบข้าลงได้!

ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ท่านยังกล้าขู่จะถลกหนังข้าไปทำผ้าพันคออีก...

รอให้สัญญาทาสทุเรศๆ นี่หมดอายุเมื่อไหร่ ข้าจะทำให้ท่านรู้ซึ้งถึงคำว่า 'จิ้งจอกแก้แค้น สิบปีก็ยังไม่สาย!'

เมื่อคำนวณเวลาดูแล้วเห็นว่าใกล้จะหมดเวลาประลอง ฉีหยวนก็หันไปสั่งการจิ้งจอกปีศาจ "เจ้าซ่อนตัวบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาด้านหลังนี่แหละ ถ้ามีงานด่วนเดี๋ยวข้าจะส่งกระแสจิตไปเรียกเอง"

"อ้อ แล้วก็ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อของเจ้าคือ เสี่ยวไป๋ ก็แล้วกัน"

เสี่ยวไป๋?! (ขาวน้อย)

นี่ท่านเห็นข้าเป็นแมวหง่าวหรือยังไง?!

จิ้งจอกน้อยทำหน้าขยะแขยงสุดขีด ส่ายหน้าพรืดพร้อมกับโบกอุ้งเท้าปฏิเสธพัลวัน

เมื่อเห็นว่ามันรับไม่ได้จริงๆ ฉีหยวนก็ทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ในเมื่อไม่อยากชื่อเสี่ยวไป๋ งั้นเปลี่ยนเป็น เหมาฉิว (ก้อนขน) ก็แล้วกัน"

ก้อนขน...

พอได้ยินชื่อใหม่ จิ้งจอกปีศาจก็ตาเหลือก ลนลานร้องห้าม "ม่ายๆๆ! ได้โปรดหยุดตั้งชื่อเถอะเจ้าค่ะ ข้ายอมชื่อเสี่ยวไป๋ก็ได้!"

ขืนปล่อยให้ไอ้เจ้านายเฮงซวยนี่ตั้งชื่อต่อไป มีหวังได้ชื่ออัปมงคลกว่านี้แหงๆ

พอคิดว่าชีวิตนับจากนี้ต้องแบกรับชื่อเห่ยๆ อย่าง 'เสี่ยวไป๋' ไปตลอดกาล จิ้งจอกปีศาจก็รู้สึกว่าชีวิตการเป็นจิ้งจอกของมันช่างบัดซบและรันทดเหลือเกิน

ฉีหยวนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ดีมาก จำไว้ว่าให้ทำตัวกลมกลืนเข้าไว้ อย่าเผลอไปทำตัวกร่างจนโดนใครเขาฆ่าตายซะล่ะ"

ปากก็พูดไปอย่างนั้นแหละ แต่ความเป็นจริงคือ ในตอนที่เลื่อนขั้น เจ้าจิ้งจอกตัวนี้ได้ปลุกสายเลือดจิ้งจอกสวรรค์ขึ้นมาบางส่วนแล้ว ด้วยระดับพลังก่อตั้งรากฐานของมันตอนนี้ สามารถเดินกร่างเป็นนักเลงคุมซอยในหมู่สัตว์อสูรบนภูเขาด้านหลังหุบเขาลั่วอวิ๋นได้สบายๆ เรื่องความปลอดภัยนั้นหายห่วง

"ทราบแล้วเจ้าค่ะ"

จิ้งจอกปีศาจพลิ้วร่างหายวับ ทะยานกลับเข้าสู่ความมืดมิดของป่าทึบไปอย่างรวดเร็ว

......

เวลาผ่านไปเพียงอึดใจ ลำแสงสองสายก็พุ่งแหวกอากาศมาจากสุดขอบฟ้า ร่อนลงจอดเบื้องหน้าฉีหยวนอย่างนุ่มนวล

"ศิษย์คารวะท่านเจ้าสำนัก คารวะผู้อาวุโสหยางขอรับ"

เมื่อเห็นผู้มาเยือน ฉีหยวนก็รีบปรี่เข้าไปประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม

"ไม่ต้องมากพิธี"

ไป๋ฉิงอู่ เจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋น กวาดสายตามองเขาอย่างลึกซึ้ง "การประลองศิษย์สายนอกครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว และในเวลานี้ เจ้าคือผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่ผ่านการทดสอบ หลังจากกวาดล้างคู่แข่งทั้งหมดออกไปจนเหี้ยนเตียน"

"นับตั้งแต่ก่อตั้งหุบเขาลั่วอวิ๋นมา ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว คลื่นลูกใหม่ช่างน่าเกรงขามเสียจริง"

ฉีหยวนทำทีเป็นยกมือขึ้นเกาจมูกด้วยความขวยเขิน "ที่ศิษย์รอดมาได้ เป็นเพราะโชคช่วยล้วนๆ เลยขอรับ"

แต่ในใจกลับแสยะยิ้มกริ่ม

ถึงขั้นเจ้าสำนักต้องลงมาจัดการด้วยตัวเองแบบนี้ ภารกิจครั้งนี้ก็น่าจะง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือแล้วสินะ?

บทที่ 42 นี่สิถึงจะเรียกว่าความเหี้ยมโหดของแท้!

เมื่อฉีหยวนถูกหิ้วปีกกลับมาถึงลานกว้าง สายตานับพันคู่ก็สาดส่องมารวมศูนย์อยู่ที่เขาจุดเดียว ภายในดวงตาเหล่านั้นอัดแน่นไปด้วยความตกตะลึง ความอิจฉาริษยา ความชื่นชม และความหวาดกลัว...

ในเวลาเดียวกัน ผู้อาวุโสหอระเบียบการที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พยายามสูดลมหายใจระงับความตื่นเต้น ก่อนจะปั้นหน้าขรึมและประกาศเสียงดังกังวาน

"ศิษย์รับใช้ฉีต้า ในการประลองศิษย์สายนอกครั้งนี้ ทำคะแนนรวมไปได้ทั้งสิ้น หมื่นเจ็ดพันสองร้อยสามสิบหกคะแนน คว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งแห่งการประลองศิษย์สายนอกไปครอง!"

แม้ทุกคนจะเดาผลลัพธ์ล่วงหน้าได้อยู่แล้ว แต่พอได้ยินตัวเลขคะแนนสุดหลุดโลกนี้เต็มสองหู บรรยากาศทั่วทั้งหุบเขาลั่วอวิ๋นก็เดือดพล่านราวกับน้ำร้อนราดรังมด

ศิษย์รับใช้กากๆ ระดับกลั่นปราณขั้นที่ห้า ที่ตลอดสามวันไม่ได้ลงมือฆ่าสัตว์อสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว กลับพลิกแพลงกติกาใช้ช่องโหว่ระดับพระกาฬ คว้าแชมป์มาครองได้ นี่มันคือปาฏิหาริย์ที่สวรรค์ยังต้องร้องขอชีวิต!

แค่ออกแรงนิดหน่อย ก็เขี่ยคู่แข่งระดับหัวกะทิร่วงระนาวหมดกระดาน ซ้ำร้ายก่อนจะรวบยอดฮุบผลประโยชน์ ยังมีหน้าไปหลอกใช้แรงงานทาสให้พวกนั้นปั่นแต้มให้ฟรีๆ ถึงสามวันเต็ม พฤติกรรมแบบนี้มันช่างสิ้นไร้มนุษยธรรมและอำมหิตผิดมนุษย์มนาจริงๆ!

ใครว่าสัตว์อสูรดุร้าย นี่สิถึงจะเรียกว่าความเหี้ยมโหดของแท้!

ที่น่าขนลุกที่สุดคือ ทุกการกระทำอันชั่วร้ายของหมอนี่ ล้วนอยู่ในกรอบกติกาของการประลองทุกประการ ต่อให้เอาแว่นขยายมาส่อง ก็หาข้อหามาเอาผิดไม่ได้เลยสักนิด

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังบังเอิญไปทำความดีความชอบด้วยการช่วยชีวิตศิษย์ร่วมสำนักไว้ถึงสามคน ถ้าจะให้ชำระความกันจริงๆ หมอนี่มีแต่ความดีความชอบ ไม่มีข้อบกพร่องให้ลงดาบได้เลย

เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินระดับนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในชีวิต

ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งลานกว้าง ไม่เว้นแม้แต่ผู้อาวุโสระดับสูง ต่างก็ตกอยู่ในสภาวะช็อกตาตั้ง สมองประมวลผลไม่ทัน

โดยเฉพาะพวกศิษย์ที่โดนปั่นหัวหลอกใช้เป็นเครื่องจักรฟาร์มแต้ม สายตาที่พวกเขามองฉีหยวนนั้นเต็มไปด้วยความหวาดผวา ราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาดจากนรกส่งมาเกิด!

เมื่อสังเกตเห็นว่าเหล่าศิษย์สายนอกที่เข้าร่วมการประลองต่างพากันหน้าดำคร่ำเครียด ลมปราณปั่นป่วน สภาพจิตใจบอบช้ำราวกับโดนทำลายเต๋าในใจ ไป๋ฉิงอู่ เจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋น ก็ตระหนักถึงวิกฤตศรัทธา จึงรีบทิ้งตัวลงมาเบื้องหน้าฝูงชน แล้วประกาศก้องด้วยเสียงอันทรงพลัง

"ศิษย์ทุกคนจงฟัง! เนื่องจากสถานการณ์อันคาดไม่ถึงที่เกิดขึ้นในการประลองครั้งนี้ ทางสำนักจึงมีมติให้เพิ่มโควตาการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน โดยผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดยี่สิบอันดับแรก จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในทันที!"

"ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์ทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้อาวุโสหยางให้เข้าร่วมการประลองในปีนี้ จะได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และได้รับสิทธิ์เข้าไปเลือกคัมภีร์วิชาในหอหมื่นตำราได้หนึ่งเล่ม!"

สิ้นเสียงประกาศอันเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา เหล่าศิษย์สายนอกที่เคยห่อเหี่ยวก็พลันหูตาสว่าง ใบหน้ากลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง หลายคนที่รู้ตัวดีว่าไม่มีปัญญาติดสิบอันดับแรกต่างก็ยิ้มแก้มปริ ดีใจจนเนื้อเต้น

แม้การประลองในครั้งนี้จะถูกไอ้หน้าหนาบางคนทำพังป่นปี้ไม่มีชิ้นดี แต่อย่างน้อยก็ยังมีรางวัลปลอบใจแจกจ่ายให้แบบถ้วนหน้า ไม่ว่าจะมองมุมไหน งานนี้ก็มีแต่คุ้มกับคุ้ม

เมื่อบรรยากาศเริ่มกลับมาคึกคักครึกครื้น ไป๋ฉิงอู่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเคร่งขรึมจริงจัง

"และนับจากนี้เป็นต้นไป กฎของการประลองศิษย์สายนอกจะเพิ่มข้อบังคับอีกหนึ่งข้อ นั่นคือ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้สัตว์เลี้ยงอสูรช่วยเหลือในระหว่างการประลอง หากฝ่าฝืนจะถูกปรับตกรอบทันที!"

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นระฆังเตือนภัยให้พวกเจ้าตระหนักว่า หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นเต็มไปด้วยภยันตราย โลกภายนอกนั้นโหดร้ายและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกง หากพวกเจ้ายังมัวแต่ประมาทเลินเล่อ ขาดความระแวดระวังเช่นนี้ วันข้างหน้าพวกเจ้าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เจ็บปวดกว่าวันนี้เป็นพันเป็นหมื่นเท่า! ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะจดจำบทเรียนในครั้งนี้ สลักไว้ในใจ และนำไปปรับปรุงแก้ไข!"

"ศิษย์ขอน้อมรับคำสั่งสอนของท่านเจ้าสำนัก!"

บรรดาศิษย์พากันประสานมือรับคำสั่งสอนด้วยสีหน้าขึงขัง สำนึกในความผิดพลาด

ทางด้านฉีหยวนที่ยืนฟังอยู่ก็ลอบพยักหน้าเห็นด้วย

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ท่านเจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋นผู้นี้ไม่ใช่ตะเกียงไร้น้ำมันจริงๆ

เพียงใช้วาทศิลป์ไม่กี่ประโยค ก็สามารถพลิกฟื้นความมั่นใจของเหล่าศิษย์ที่พ่ายแพ้หมดรูปให้กลับคืนมาได้ ซ้ำยังซื้อใจ ซื้อความภักดีต่อสำนักได้อีกต่างหาก ช่างเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์และชั้นเชิงการปกครองที่ยอดเยี่ยมเสียจริง

ในขณะที่ฉีหยวนกำลังแอบชื่นชมอยู่นั้น สายตาของไป๋ฉิงอู่ก็จับจ้องมาที่เขา แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและยกย่อง ก่อนจะฉีกยิ้มและประกาศรางวัล

"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ศิษย์รับใช้ฉีต้า จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน! ทางสำนักขอมอบหินวิญญาณห้าพันก้อน, โอสถรวมปราณระดับสูงหนึ่งร้อยเม็ด, โอสถก่อตั้งรากฐานหนึ่งเม็ด, ของวิเศษระดับกลางสามชิ้น และมอบสิทธิ์ให้เข้าไปเลือกสรรคัมภีร์เคล็ดวิชาใดก็ได้ในชั้นที่สองของหอหมื่นตำรา!"

"ศิษย์ฉีต้า ขอบพระคุณในความเมตตาของทางสำนักขอรับ"

เมื่อสิ้นคำประกาศ ฉีหยวนก็รีบก้มหน้าประสานมือรับคำอย่างนอบน้อม จากนั้นก็เดินขึ้นหน้าไปรับถุงเก็บของที่อัดแน่นไปด้วยของรางวัลท่ามกลางสายตานับพันคู่ด้วยท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ

วินาทีต่อมา เสียงสังเคราะห์อันแข็งทื่อและเย็นชาของระบบก็ดังก้องขึ้นในหัวของเขา

[ติ๊ง! โฮสต์บรรลุเป้าหมายภารกิจ: ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการประลองศิษย์สายนอก และคว้าตำแหน่งสิบอันดับแรกในการประลอง รางวัลที่ได้รับ: แต้มพลิกโชคชะตา 500 แต้ม, โอสถรวมปราณระดับสุดยอด 15 เม็ด, โอสถก่อตั้งรากฐานระดับสุดยอด 1 เม็ด, หินวิญญาณระดับล่าง 1,000 ก้อน]

[ติ๊ง! โฮสต์บรรลุภารกิจเสริม: สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งงานประลอง และคว้าอันดับหนึ่งมาครอง รางวัลที่ได้รับ: โอกาสยกระดับพรสวรรค์รากวิญญาณ 1 ครั้ง]

ทันทีที่เสียงของระบบสิ้นสุดลง ฉีหยวนก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในร่างกาย กระแสพลังงานอันอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูเนื้อ

จากนั้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าของเขาก็เริ่มบิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยน สรรพสิ่งรอบตัวถูกแยกส่วนออกเป็นเส้นสายอันซับซ้อนและลึกลับ ทุกเส้นสายล้วนแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งมรรคาอันยากจะหยั่งถึง

ในขณะเดียวกัน ความหยั่งรู้และความเข้าใจในวิถีแห่งเต๋าที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ก็หลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาในจิตวิญญาณ สร้างความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายจนแทบจะเปล่งเสียงครางออกมาด้วยความเคลิบเคลิ้ม

ทว่า ฉีหยวนรู้ตัวดีว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสายตาประชาชี เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเผลอหลุดอาการเคลิบเคลิ้มจนเสียภาพพจน์ เขาจึงรีบผนึกจิตสมาธิ บังคับตัวเองให้หลุดพ้นจากสภาวะหยั่งรู้ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่า หลังจากได้รับการยกระดับพรสวรรค์ในครั้งนี้ เขาจะสามารถเข้าสู่สภาวะหยั่งรู้สุดวิเศษนี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยให้ความเร็วในการทำความเข้าใจสรรพสิ่งและการบำเพ็ญเพียรพุ่งทะยานขึ้นแบบก้าวกระโดด

ไม่เพียงแค่นั้น เขายังค้นพบความเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งอีกอย่างหนึ่ง

เพียงแค่เขากำหนดจิต โดยไม่ต้องเสียเวลาโคจรเคล็ดวิชาใดๆ พลังปราณฟ้าดินรอบตัวก็จะถูกดูดกลืนเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง ซ้ำยังถูกบีบอัดและสกัดกลั่นจนบริสุทธิ์ผุดผ่องโดยอัตโนมัติ พร้อมสำหรับการดูดซับอย่างง่ายดาย

'นี่คือขอบเขตที่อยู่เหนือกว่ารากวิญญาณสวรรค์สินะ?'

ฉีหยวนลอบอุทานในใจด้วยความตื่นตะลึง ความปีติยินดีเอ่อล้นจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่

การแจกของของระบบในครั้งนี้มันช่างทรงพลังเกินคาดจริงๆ คุ้มค่ากับความเหนื่อยยาก และการที่เขาต้องทนหน้าหนา โยนทิ้งศีลธรรมจรรยาไปจนหมดสิ้นเพื่อทำภารกิจบ้าๆ นี่ให้สำเร็จเสียจริง...

จบบทที่ 41-42

คัดลอกลิงก์แล้ว