เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

39-40

39-40

39-40


ที่ 39 "การประลองสิ้นสุดลงแล้ว!"

เมื่อวันสุดท้ายของการประลองมาถึง เหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมการแข่งขันต่างก็ทวีความระมัดระวังตัวกันมากขึ้น

ในเวลานี้ สัตว์อสูรและของวิเศษจากฟ้าดินในพื้นที่ประลองแทบจะถูกกวาดล้างไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว สำหรับหลายๆ คน หากต้องการหาแต้มคะแนนเพิ่ม การปล้นชิงป้ายหยกจากผู้ร่วมทดสอบคนอื่นจึงกลายเป็นทางเลือกที่สมจริงและรวดเร็วที่สุด

ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้ห้ำหั่นระหว่างศิษย์ร่วมสำนักจึงเกิดขึ้นถี่ยิบ บรรยากาศรอบด้านอบอวลไปด้วยรังสีอำมหิตและกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่า

ปัง!

หลูควงหน้าดำคร่ำเครียด เขากระแทกฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปพร้อมกัน ปราณแท้สีเหลืองหม่นอันหนักหน่วงสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้น กระแทกคู่ต่อสู้ระดับกลั่นปราณขั้นที่เก้าจนกระเด็นถอยหลังไป

จากนั้น เขาก็กระทืบเท้าขวาลงบนพื้นอย่างแรง อาศัยแรงส่งดีดร่างพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ฝ่าวงล้อมของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรทั้งแปดคนออกมาได้อย่างหวุดหวิด

"เร็วเข้า! อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้! ในตัวมันมีแต้มคะแนนตั้งสามพันกว่าแต้ม ขอแค่แย่งป้ายหยกมันมาได้ ก็มากพอที่จะทำให้พวกเราทุกคนติดสิบอันดับแรกแล้ว!"

เมื่อได้ยินคำปลุกใจ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่รุมล้อมอยู่ก็หูตาสว่างวาบ พากันแหกปากตะโกนและพุ่งทะยานไล่ตามไปอย่างบ้าคลั่ง

หลูควงสับฝีเท้าวิ่งหนีสุดชีวิต ในใจลอบสบถด้วยความร้อนรน

เขาคิดไม่ถึงเลยว่าไอ้พวกนี้มันจะโลภมากจนหน้ามืดตามัว กล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาเพื่อแย่งชิงแต้มคะแนน!

กลุ่มคนที่ไล่ตามหลังมาติดๆ พวกนี้ เดิมทีคืออดีตสหายร่วมรบที่ตกลงจับมือเป็นพันธมิตรช่วยกันล่าสัตว์อสูร แต่จู่ๆ พวกมันก็พลิกลิ้นหักหลังกลางคัน และกลายสภาพมาเป็นฝูงหมาบ้าที่ตามล่าเขาเสียอย่างนั้น!

หากเขาไม่ไหวตัวทันล่วงหน้า ไม่แน่ว่าคงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงด้วยน้ำมือไอ้พวกสวะนี่ไปแล้ว

ตอนนี้ทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลจากการต่อสู้ แม้จะเป็นเพียงรอยขีดข่วนภายนอก แต่หากปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป พลังปราณในร่างของเขาคงทนรับไม่ไหวแน่

ต้องรีบสลัดหลุดจากพวกบ้าบิ่นนี่ แล้วหาที่ซ่อนตัวปลอดภัยๆ เพื่อรอจนกว่าการประลองจะจบลง!

เมื่อคิดได้ดังนั้น หลูควงก็ปิ๊งไอเดีย เขาสับเท้าเร่งความเร็วในการหลบหนีไปพร้อมๆ กับขยับนิ้วร่ายม่ายมนตร์ แล้วตวาดเสียงต่ำ

"วิชาระเบิดพสุธา!"

พริบตาต่อมา พื้นดินด้านหลังก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ราวกับมีหินก้อนยักษ์ทิ้งดิ่งลงบนผิวน้ำที่สงบนิ่ง ฝุ่นโคลนและเศษหินสาดกระเซ็นขึ้นบดบังวิสัยทัศน์

กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่วิ่งไล่กวดมาอย่างไม่ทันระวังตัว โดนเศษหินเศษดินสาดซัดเข้าใส่เต็มหน้าเต็มตาจนต้องพากันชะลอความเร็วลง

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง พื้นดินเบื้องหน้าของหลูควงก็ปริแยกออกเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ เขาทิ้งตัวกระโดดลงไปในนั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย และกลืนหายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา

......

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มใหญ่กำลังเดินเท้าค้นหาไปทั่วผืนป่าทึบด้วยท่าทีคุกคาม ปากก็ตะโกนด่าทอไม่หยุดหย่อน

"ไอ้ฉีต้า มุดหัวอยู่ไหน รีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้นะโว้ย!"

"ไหนตอนแรกปากดีบอกว่าจะคว้าแชมป์การประลองไม่ใช่รึไงวะ แล้วตอนนี้มาทำตัวเป็นเต่าหดหัวทำซากอะไร?!"

"หึ! วันนี้ต่อให้ไม่ได้แต้มคะแนน บิดาก็จะต้องขอกระทืบเจ้าให้จมดิน ดูสิว่าวันหน้ายังจะกล้าอวดดีอยู่อีกไหม!"

......

ทว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนาน แม้จะมีคนแห่มาสมทบในขบวนการค้นหามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีใครพบแม้แต่เงาผมของฉีหยวน

"มารดามันเถอะ! ไอ้เด็กเวรนี่มันต้องมุดหัวซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ!"

"ช่างมันประไร! เดี๋ยวพอจบการประลองมันก็ต้องโผล่หัวออกมาเองนั่นแหละ ครั้งนี้ถือว่ามันดวงแข็งรอดไปได้ แต่หนีได้แต่พระ หนีวัดไม่พ้นหรอกโว้ย กลับไปถึงศิษย์สายนอกเมื่อไหร่ เจอหน้ามันที่ไหนข้าจะกระทืบมันที่นั่น!"

......

ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเสียจนแทบจะพ่นไฟได้ จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากไม่ไกลนัก วินาทีต่อมา ชายหนุ่มในชุดศิษย์รับใช้ปลายแถวก็เดินทอดน่องออกมาจากส่วนลึกของป่าทึบ

ทุกคนหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ร่างนั้นคือฉีหยวนคนที่พวกเขากำลังตามหาพลิกแผ่นดินอยู่นั่นเอง

"ไอ้หนู ในที่สุดเจ้าก็ยอมโผล่หัวออกมาสินะ"

"ฮ่าๆๆ บิดาตามหาตัวเจ้าเจอจนได้!"

"พี่น้องทั้งหลาย วันนี้พวกเราต้องสั่งสอนไอ้ขยะนี่ให้หลาบจำ!"

กลุ่มคนพากันแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ขยับไม้ขยับมือเตรียมตัวรุมสกรัม พร้อมกับตีวงล้อมกรอบฉีหยวนเอาไว้แน่นหนา

เมื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่กำลังจะโดนรุมกระทืบหมู่ ฉีหยวนกลับไม่กะพริบตาเลยแม้แต่น้อย เขากลับเบ้ปากด้วยความเหยียดหยาม แล้วแค่นเสียงเยาะเย้ย

"ไอ้พวกสวะ มีน้ำยาก็เข้ามาสิวะ!"

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังกล้าท้าทายหน้าตาย กลุ่มคนก็เดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า พากันงัดของวิเศษขึ้นมาเตรียมพุ่งเข้าขย้ำให้แหลกคาตีน

ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงตวาดอันทรงอำนาจก็ดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ

"พอได้แล้ว! หยุดมือกันให้หมด!"

สิ้นเสียงตวาด ร่างของหยางซิวเต๋อ ผู้อาวุโสแห่งหอระเบียบการ ก็ร่อนถลาลงมาจากฟากฟ้า สายตาคมกริบกวาดมองฝูงชนเบื้องหน้าด้วยความเกรงขาม

เมื่อได้ยินเสียงและเห็นผู้มาเยือน ทุกคนก็รีบเก็บซ่อนรังสีอำมหิต รีบประสานมือโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

"ศิษย์คารวะผู้อาวุโสหยางขอรับ"

หยางซิวเต๋อแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะประกาศกร้าว

"การประลองสิ้นสุดลงแล้ว! นับจากนี้ห้ามมิให้ผู้ใดต่อสู้แย่งชิงกันอีก พวกเจ้าจงนำป้ายหยกของแต่ละคนมาส่งมอบเสีย โดยข้าจะให้ฉีต้าเป็นผู้รับผิดชอบนับคะแนนของพวกเจ้าทุกคน"

"และหลังจากที่ส่งป้ายหยกแล้ว พวกเจ้าจงแยกย้ายกันไปตามหาคนอื่นๆ แล้วบอกให้พวกเขามาขึ้นเงิน... เอ้ย มาสรุปคะแนนที่นี่ บอกพวกมันด้วยว่า หากภายในหนึ่งชั่วยามยังมาไม่ถึง จะถูกตัดสิทธิ์และยกเลิกผลคะแนนทั้งหมด!"

"รับทราบขอรับ พวกเราจะรีบไปตามคนมาเดี๋ยวนี้"

เมื่อได้รับคำสั่ง ทุกคนก็ก้มหน้ารับคำอย่างว่าง่าย จากนั้นก็พากันล้วงเอาป้ายหยกของตัวเองออกมาส่งมอบใส่มือฉีหยวนอย่างเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้...

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

ณ ลานกว้างหน้าหุบเขาลั่วอวิ๋น

หยางซิวเต๋อ ผู้อาวุโสหอระเบียบการตัวจริงเสียงจริง กำลังเบิกตาโพลงจ้องมองภาพในกระจกวารีด้วยความตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง สมองของเขาอื้ออึงไปหมด แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

ภาพที่เห็นคือเหล่าศิษย์ที่พอเจอหน้าฉีหยวนปุ๊บ ก็ทำตัวเหมือนโดนผีเข้า ปรี่เข้าไปโค้งคำนับอย่างนอบน้อม แล้วก็พากันต่อแถวส่งป้ายหยกคะแนนของตัวเองให้ฉีหยวนทีละคนๆ ทำตัวเป็นเด็กดีเชื่อฟังจนน่าขนลุก!

ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่บรรยากาศบนลานกว้างเวลานี้แทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ทุกคนเบิกตาค้าง รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนฝันกลางวัน

"วิชาภาพมายา!"

ไป๋ฉิงอู่ เจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋น เป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา เขาโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ

"สัตว์เลี้ยงของมันจู่ๆ ก็ทะลวงระดับเข้าสู่ขอบเขตก่อตั้งรากฐานได้! พลังของวิชาภาพมายาจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล ไอ้พวกศิษย์สายนอกระดับกลั่นปราณพวกนั้นไม่มีทางต้านทานได้เลย พวกมันถึงได้โดนลวงตาจนหัวปั่นแบบนั้นไง!"

คังว่านเหนียน ผู้อาวุโสหอโอสถ ก็ได้สติจากความตื่นตะลึงเช่นกัน เขารำพึงด้วยความทึ่ง

"เป็นเช่นนั้นจริงๆ... โอสถที่มันให้จิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรกินเข้าไป ต้องเป็นโอสถบำรุงวิญญาณขั้นสุดยอดแน่ๆ จิ้งจอกปีศาจถึงได้บรรลุระดับก่อตั้งรากฐานได้ภายในชั่วข้ามคืน!"

"เมื่อเทียบกับระดับกลั่นปราณแล้ว จิ้งจอกวิญญาณสี่เนตรระดับก่อตั้งรากฐานเรียกได้ว่าเป็นการเกิดใหม่เลยทีเดียว เมื่อมีมันคอยช่วยเหลือ ฉีต้าก็สามารถเดินกร่างขวางโลกในการประลองครั้งนี้ได้สบายๆ!"

"นี่มัน... เหลือเชื่อเกินไปแล้ว"

ผู้อาวุโสศิษย์สายในอีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็อ้าปากค้าง "อย่าบอกนะว่า... ที่ก่อนหน้านี้มันยอมเหนื่อยช่วยให้คนอื่นฟาร์มแต้มคะแนนเยอะๆ ก็เพื่อที่จะมารวบยอดปล้นป้ายหยกเอาในวินาทีสุดท้ายนี้... ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ไอ้เด็กนี่มันปีศาจชัดๆ!"

พอได้ยินคำวิเคราะห์นี้ บรรดาผู้บริหารระดับสูงของหุบเขาลั่วอวิ๋นต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความหนาวเหน็บ ลานกว้างตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ

ผ่านไปพักใหญ่ อินชิงหยวน ผู้อาวุโสหอเข้ามรรคา จึงค่อยๆ ตั้งสติได้ เขาขมวดคิ้วแน่นและเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

"ผู้อาวุโสหยาง สิ่งที่เจ้าเด็กนี่ทำมันคือการโกงชัดๆ! ข้าเห็นควรว่าพวกเราต้องรีบเข้าไปยุติปาหี่ครั้งนี้ทันที และตัดสิทธิ์มันออกจากการแข่งขัน พร้อมทั้งลงโทษตามกฎของสำนักอย่างหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง!"

"ไม่เหมาะกระมัง!"

หยางซิวเต๋อส่ายหน้าพลางครุ่นคิด

"ตามกฎกติกาแล้ว ก่อนที่การประลองศิษย์สายนอกจะสิ้นสุดลง ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปแทรกแซงกระบวนการแข่งขันเด็ดขาด และตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งกว่าหนึ่งชั่วยามกว่าการประลองจะจบ ก่อนจะถึงเวลานั้น ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งก้าวก่ายเป็นอันขาด"

"อีกอย่าง ทางสำนักก็ไม่ได้มีกฎห้ามใช้สัตว์เลี้ยงอสูรในการประลองเสียหน่อย สิ่งที่เขาทำถือว่าถูกต้องตามกฎทุกประการ"

ทางด้านไป๋ฉิงอู่ก็พยักหน้าเห็นด้วย "ผู้อาวุโสหยางกล่าวได้มีเหตุผล ในเมื่อฉีต้าไม่ได้ละเมิดกฎเกณฑ์ใดๆ พวกเราก็คอยดูสถานการณ์ต่อไปเถอะ"

เมื่อแม้แต่เจ้าสำนักยังออกปากสนับสนุน อินชิงหยวนก็จำต้องหุบปากฉับด้วยความแค้นเคือง สีหน้าของเขาดำคล้ำจนดูไม่ได้

บทที่ 40 พรรคมารต้องการบุคลากรเช่นนี้!

การประลองจบลงแล้วงั้นหรือ?!

เมื่อได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากข้างนอก หลูควงที่หลบซ่อนตัวอยู่ในรอยแยกใต้ดินก็หูผึ่ง ความตึงเครียดที่กดทับมาตลอดพลันผ่อนคลายลงเป็นปลิดทิ้ง

ที่เขายอมมุดดินมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ก็เพื่อรักษาเนื้อรักษาตัวให้รอดพ้นไปจนจบการประลองนั่นแหละ

เพราะเขามั่นใจเกินร้อยแล้วว่า ด้วยยอดคะแนนสามพันห้าร้อยกว่าแต้มที่ตุนเอาไว้ ตำแหน่งแชมป์การประลองศิษย์สายนอกครั้งนี้ต้องตกเป็นของเขาอย่างม้วนเดียวจบแน่นอน!

ในสถานการณ์แบบนี้ การประคองตัวไม่ให้ตกม้าตายตอนจบถือเป็นภารกิจระดับชาติ!

ด้วยความรอบคอบ เขาไม่ได้โผล่หัวออกไปในทันที แต่เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอกอยู่นานสองนาน จนกระทั่งแน่ใจว่ารอบบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่แล้วจริงๆ เขาจึงค่อยๆ มุดโผล่ขึ้นมาจากหลุมหลบภัยใต้ดินอย่างไร้สุ้มเสียง

เมื่อขึ้นมาถึงบนพื้นดิน หลูควงก็ปัดฝุ่นปัดเศษดินตามตัว แล้วพุ่งทะยานร่างมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว

เมื่อครู่นี้เขาแอบได้ยินมาว่า ต้องนำป้ายหยกไปส่งมอบภายในหนึ่งชั่วยาม ตอนนี้เวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งแล้ว ขืนไม่รีบไปเดี๋ยวจะตกขบวนเอาได้

"จบแล้วจริงๆ ด้วย"

เมื่อมาถึงจุดรวมพล หลูควงก็เหลือบไปเห็นหยางซิวเต๋อ ผู้อาวุโสหอระเบียบการยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางฝูงชน ความหวาดระแวงเฮือกสุดท้ายในใจมลายหายไปจนสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความปีติยินดีที่พุ่งทะลุปรอท

ตามธรรมเนียมปฏิบัติของปีก่อนๆ ผู้ที่คว้าอันดับหนึ่งในการประลองศิษย์สายนอก ไม่เพียงแต่จะได้รับรางวัลอันล้ำค่า แต่เมื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในแล้ว ก็จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าอนาคตสดใสรออยู่แค่เอื้อม!

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลูควงก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้าง เริ่มมโนภาพเส้นทางเซียนอันโรยด้วยกลีบกุหลาบของตัวเอง

ทว่าจู่ๆ ก็มีน้ำเสียงเย้าแหย่ดังขึ้นขัดจังหวะการฝันหวานของเขา

"หลูควง ทำไมเจ้าถึงมาชักช้านักล่ะ หรือว่าผลประกอบการขาดทุนย่อยยับ เลยอับอายไม่กล้าเอาคะแนนมาโชว์ชาวบ้านเขาฮึ?"

หลูควงแค่นเสียงเฮอะ หันขวับไปสวนกลับทันควัน

"หานจ้ายหย่วน ข้าล่ะหวังใจเหลือเกินว่าโชคชะตาของเจ้าในครั้งนี้จะไม่บัดซบเหมือนที่ผ่านๆ มานะ ไม่งั้นล่ะก็ คะแนนเจ้าอาจจะไม่ได้ถึงหนึ่งในสิบของข้าด้วยซ้ำ!"

หานจ้ายหย่วนก็เป็นศิษย์ยอดฝีมือระดับหัวกะทิของศิษย์สายนอกพอๆ กับหลูควง แม้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไม่ถึงกับเลวร้ายขั้นแตกหัก แต่ปกติก็มักจะแอบชิงดีชิงเด่นกันอยู่เสมอ ต่างฝ่ายต่างมองอีกคนเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ

แต่ที่ผิดคาดคือ หานจ้ายหย่วนผู้มีนิสัยใจร้อนเป็นทุนเดิม พอโดนจี้จุดเข้าให้ กลับไม่ยักกะปรี๊ดแตกเหมือนทุกที ซ้ำยังทำหน้าตาสบายอกสบายใจ ราวกับไม่สะทกสะท้านต่อคำถากถางนั้นเลยสักนิด

"โอ้? งั้นข้าก็ตั้งตารอดูเลยล่ะ เดี๋ยวพวกเราจะได้รู้กันว่าเจ้าจะงัดคะแนนที่ดูเป็นผู้เป็นคนออกมาโชว์ได้ไหม"

หานจ้ายหย่วนกระตุกยิ้มมุมปาก ปรายตามองป้ายหยกที่เอวของหลูควงด้วยแววตาท้าทาย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "ถ้าเจ้าแพ้ล่ะก็ จำเอาไว้เลยนะว่าวันหน้าตอนเข้าเรียนศิษย์สายใน เจ้าต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่ด้วยล่ะ"

พอได้ยินแบบนั้น หลูควงก็เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่น

"ได้! งั้นพวกเรามาวัดกันที่คะแนนให้รู้ดำรู้แดงไปเลย!"

ในตอนนั้นเอง เซี่ยอวี่ซิงที่ยืนกอดอกดูลาดเลาอยู่เงียบๆ ไม่ไกล ก็เดินก้าวเข้ามาสมทบ พร้อมกับเอ่ยขึ้น

"ใครๆ ต่างก็ยกย่องพวกเราสามคนว่าเป็นสามยอดฝีมือแห่งศิษย์สายนอก ในเมื่อจะประลองกันทั้งที จะขาดข้าไปได้อย่างไร มิสู้ถือโอกาสนี้มาพิสูจน์กันให้ชัดเจนไปเลย ว่าในบรรดาพวกเราสามคน ใครกันแน่ที่จะเป็นดาวรุ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในหุบเขาแห่งนี้!"

คำประกาศกร้าวนี้ดึงดูดสายตาของทุกคนในบริเวณนั้นให้หันมามองเป็นตาเดียว

เดี๋ยวได้มีมหรสพให้ดูแล้วโว้ย!

ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นระดับหัวกะทิของศิษย์สายนอก หากวัดกันที่ฝีมือก็สูสีคู่คี่ กินกันไม่ลง

ดูจากท่าทางที่พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม และบรรยากาศที่พร้อมจะปะทะกันทุกเมื่อแบบนี้ ชัดเจนว่าตั้งใจจะเอาแต้มคะแนนมาขิงใส่กันให้ตายไปข้าง

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ฉากต่อไปจะต้องมันส์หยดติ๋งอย่างแน่นอน!

"พวกเจ้าสามคนมัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ รีบๆ เอาป้ายหยกมาส่งได้แล้ว อย่ามัวแต่ถ่วงเวลาคนอื่น!"

เมื่อเห็นว่าทั้งสามกำลังจะตั้งวงเปิดศึกน้ำลาย 'ผู้อาวุโสหยางซิวเต๋อ' ก็ตีหน้าขรึม เอ่ยเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงดุดัน

"ศิษย์รับทราบขอรับ!"

เมื่อสิ้นเสียง หลูควง หานจ้ายหย่วน และเซี่ยอวี่ซิง ก็มองหน้ากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะโยนป้ายหยกของแต่ละคนใส่มือฉีหยวนที่ 'รับหน้าที่จดคะแนน' พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แล้วประสานเสียงเร่งยิกๆ

"เจ้ารีบประกาศมาเดี๋ยวนี้เลย ว่าพวกเราสามคน ใครได้คะแนนสูงที่สุด?!"

เสร็จข้าล่ะ!

ฉีหยวนยิ้มกริ่มจนตาหยี รับป้ายหยกมาจากพนักงานดีเด่นทั้งสาม เขากวาดสายตามองตัวเลขคะแนนบนนั้น ก่อนจะเปล่งเสียงประกาศ

"หานจ้ายหย่วน... สามพันหนึ่งร้อยยี่สิบสองคะแนน อืมม์... ไม่เลวๆ"

ซี้ดดด—

เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ ศิษย์หลายคนที่ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง

นี่มันต้องล้างบางสัตว์อสูรไปกี่ร้อยตัววะเนี่ย! มิน่าล่ะ พวกเราถึงเดินเตะฝุ่นไม่ได้สักแต้ม ที่แท้คะแนนมันไปกองอยู่ที่หมอนี่หมดเลยนี่เอง!

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนรอบข้าง หานจ้ายหย่วนก็ยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง เขาเหลือบมองคู่แข่งอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ กะจะอวดเบ่งข่มเต็มที่ แต่รอยยิ้มกลับแข็งค้างอยู่บนใบหน้าซะอย่างนั้น

เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า แม้ไอ้สองคนนั้นจะมีสีหน้าประหลาดใจวูบหนึ่ง แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็กลับมาราบเรียบเหมือนเดิม ไม่มีวี่แววของความผิดหวังหรือหดหู่เลยสักนิด

เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย?!

ในวินาทีนั้นเอง หานจ้ายหย่วนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นทะแม่งๆ!

เขาขมวดคิ้วเป็นปม หันขวับไปมองฉีหยวนโดยอัตโนมัติ

"หลูควง... สามพันห้าร้อยแปดสิบเอ็ดคะแนน อยู่อันดับที่สอง วันหลังก็พยายามปั่นงานให้มากกว่านี้นะ"

สามพันห้าร้อยแปดสิบเอ็ดคะแนน?!

ทุกคนเบิกตาโพลงเท่าไข่ห่าน แทบจะแคะขี้หูตัวเองเพราะนึกว่าหูฝาด

ที่หลุดโลกไปกว่านั้นคือ... คะแนนตั้งสามพันห้าร้อยแปดสิบเอ็ดแต้ม กลับได้แค่อันดับสองเนี่ยนะ...

แม้แต่ตัวหลูควงเองก็ยังยืนอ้าปากหวอ สมองรวนไปหมด!

เขาจ้องมองฉีหยวนราวกับเห็นผี ก่อนจะละล่ำละลักถาม "ยะ... ยังมีคนคะแนนสูงกว่าข้าอีกเรอะ?! เปะ... เป็นไปได้อย่างไรกัน?"

ฉีหยวนยักไหล่ชิลๆ แล้วประกาศต่อหน้าตาเฉย

"เซี่ยอวี่ซิง... สี่พันยี่สิบเจ็ดคะแนน ดูเหมือนว่าการปั่นโอทีจะเห็นผลทันตาสินะ!"

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจประโยคหลังว่ามันแปลว่าอะไร แต่เมื่อได้ยินคำว่า 'ได้อันดับหนึ่ง' เซี่ยอวี่ซิงก็หน้าแดงก่ำด้วยความปีติยินดีสุดขีด เขาหันไปทำหน้าบานแฉ่งใส่คู่แข่งทั้งสองที่กำลังยืนช็อกวิญญาณหลุดออกจากร่าง แล้วกล่าวอย่างผู้ชนะ

"ศิษย์น้องทั้งสอง ต้องขออภัยด้วยนะ ดูเหมือนศิษย์พี่อย่างข้าจะเหนือกว่าอยู่นิดหน่อย ขอยอมรับตำแหน่งนี้ไว้ก็แล้วกัน ฮ่าๆๆ!"

ในจังหวะที่เซี่ยอวี่ซิงกำลังหลงระเริงอยู่นั้น 'ผู้อาวุโสหยางซิวเต๋อ' ก็กระแอมไอเบาๆ ขัดจังหวะเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้าน "เอาล่ะ ในเมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้นแล้ว พวกเจ้าจงกระตุ้นยันต์เคลื่อนย้ายในมือ แล้วออกไปจากพื้นที่ประลองเสียที"

......

ณ ลานกว้างหุบเขาลั่วอวิ๋น

เมื่อเห็นศิษย์ทยอยวาร์ปกลับมาจากภูเขาด้านหลังทีละคนๆ บรรดาผู้บริหารและศิษย์หุบเขาลั่วอวิ๋นที่เกาะจอดูถ่ายทอดสดผ่านกระจกวารี ต่างก็มีสภาพจิตใจหลุดลอย สายตาเลื่อนลอย ตกตะลึงจนลืมวิธีพูดไปชั่วขณะ ในหัวของทุกคนมีเพียงประโยคเดียวที่ดังก้องกังวานซ้ำไปซ้ำมา...

เชี่ยเอ๊ยยยยยยยย!!!

ในมุมมองของคนนอกที่นั่งดูอยู่ ภาพที่เห็นคือกลุ่มศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองราวกับถูกใครบางคนสะกดจิต ก่อนที่การแข่งขันจะจบลง พวกเขาไปยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง เอาป้ายหยกคะแนนไปประเคนใส่มือฉีหยวนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บางคนส่งป้ายเสร็จยังมีหน้าไปกล่าวคำ 'ขอบคุณ' อีกต่างหาก!

พอมอบป้ายหยกเสร็จ พวกเขาก็หน้าชื่นตาบานกระตุ้นยันต์เคลื่อนย้ายส่งตัวเองออกมาหน้าตาเฉย ราวกับลืมกฎเหล็กไปเสียสนิทว่า การกดออกจากการแข่งขันก่อนหมดเวลา จะส่งผลให้ถูกปรับตกและยกเลิกคะแนนทั้งหมด!

ภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้มันหลอนและเหนือจริงเกินไปแล้ว!

หลังจากความเงียบงันอันยาวนาน ในที่สุดก็มีใครบางคนเค้นเสียงอันสั่นเครือออกมา

"มะ... เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น... ขะ... ข้าตาฝาดไปเองใช่ไหม?"

"ทำไมถึงเกิดเรื่องวิปริตผิดมนุษย์มนาแบบนี้ขึ้นได้..."

ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีคนร้องอุทานลั่น

"ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ! พวกเจ้ารู้ไหมว่าเรื่องนี้มันหมายความว่ายังไง?!"

"ตามกฎกติกาแล้ว นอกจากเจ้าศิษย์รับใช้นั่น ศิษย์คนอื่นๆ ที่เข้าร่วมการประลองครั้งนี้ถูกปรับตกรอบไปหมดแล้ว! ไม่มีการจัดอันดับบ้าบออะไรทั้งนั้น มีเพียงผู้ชนะสิบทิศเพียงคนเดียวเท่านั้น และคนคนนั้นก็คือ ฉีต้า!"

"สวรรค์โปรด! ไอ้หมอนี่มันทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกันวะ?!"

ประโยคนี้ราวกับอุกกาบาตลูกยักษ์ที่พุ่งชนผิวน้ำอันเงียบสงบ ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกขนาดมหึมาในพริบตา

ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความอึ้งทึ่งเสียวที่ดังกึกก้อง จี้ฉานเอ๋อร์ที่แฝงตัวเนียนๆ อยู่ในกลุ่มศิษย์สายใน ก็หลุดพ้นจากภวังค์ความตกตะลึงเช่นกัน นัยน์ตาของนางทอประกายเจิดจ้าแปลกประหลาด

ความคิดแหวกแนวหลุดกรอบ ลงมือเด็ดขาดไร้ความปรานี

เชี่ยวชาญการซุ่มซ่อนอำพราง วางแผนแยบยลรัดกุม

โจมตีทีเดียวดับดิ้น ไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูพลิกตัว...

พรรคมารกำลังต้องการบุคลากรทรงคุณค่าเช่นนี้อย่างยิ่งยวด!

เนื่องจากช่วงนี้มีการจัดการประลองศิษย์สายนอก พื้นที่ภูเขาด้านหลังจึงถูกสั่งปิดทั้งหมด นางจึงรอดตัวไม่ต้องไปยืนเฝ้ายามที่สวนสมุนไพร เพื่อไม่ให้ใครสงสัย นางจึงตัดสินใจออกมาโชว์หน้าในที่สาธารณะสักหน่อย ใครจะไปคิดล่ะว่า การออกมาเดินเล่นครั้งนี้ จะทำให้นางค้นพบเพชรเม็ดงามโดยบังเอิญ...

จบบทที่ 39-40

คัดลอกลิงก์แล้ว