เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

35-36

35-36

35-36


บทที่ 35 แทนที่จะบั่นทอนตัวเอง สู้ไปสูบเลือดสูบเนื้อคนอื่นดีกว่า

เมื่อมองดูกลุ่มของเซี่ยอวี่ซิงที่รับโอสถคืนวสันต์ของแจกฟรีไปด้วยความเบิกบานใจ ฉีหยวนก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ รู้สึกว่าตนเองได้ปลุกปั่นไฟในการทำงานของเหล่าพนักงานตัวน้อยได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง

เมื่อมีโอสถฟื้นฟูพลังเหล่านี้แล้ว ขบวนการลูกจ้างตาดำๆ กลุ่มนี้ถึงจะมีเรี่ยวแรงไปปั่นแต้มคะแนนให้เขาได้มากขึ้น โบราณกล่าวไว้ก็นับว่าถูกเผง หากไม่รู้จักหว่านเมล็ดพันธุ์ แล้วจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างไรเล่า?

อันที่จริงด้วยระดับพลังของเขา การจะกวาดล้างสัตว์อสูรทั้งหมดในรัศมีรอบด้านให้เหี้ยนเตียนภายในชั่วพริบตาเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ แต่หากทำเช่นนั้น ระดับพลังที่แท้จริงก็คงความแตก และดึงดูดความสนใจจนเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาเป็นพรวนแน่ๆ

ดังสุภาษิตที่ว่า แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยสายตัวแทบขาด สู้ไปสูบเลือดสูบเนื้อใช้งานคนอื่นไม่ดีกว่าหรือ? การรับสมัครแรงงานทาสมาช่วยกวาดคะแนนให้ตัวเองอย่างสบายใจ ย่อมเป็นเรื่องประเสริฐกว่าเห็นๆ!

แน่นอนว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการกดขี่ขูดรีดจนเกินงามจนพนักงานดีเด่นกลุ่มนี้ร่างแหลกสลายไปเสียก่อน ฉีหยวนจึงตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะต้องไปเดินสายรับสมัครพนักงานหน้าใหม่เพิ่มอีกสักสองสามกลุ่ม

ทุกคนจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันปั่นแต้มอย่างเบิกบาน ถือโอกาสให้เหล่าชนพื้นเมืองในโลกเซียนสยาแห่งนี้ได้ลิ้มรสชาติพรประเสริฐของการทำงานแบบสูบวิญญาณหามรุ่งหามค่ำดูเสียบ้าง...

เจ้าสามคนนั้นนั่งอู้งานพักผ่อนมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาลุกขึ้นมาขยับแข้งขยับขาทำงานกันได้แล้ว

เมื่อคิดได้ดังนั้น มุมปากของฉีหยวนก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย เขารูดเอาขวดหยกวิจิตรบรรจงใบหนึ่งออกมาจากสาบเสื้ออย่างเชื่องช้า ทันทีที่เปิดฝาขวด กลิ่นหอมประหลาดของโอสถก็ลอยฟุ้งกระจายออกมาจากปากขวด อบอวลไปทั่วทั้งมวลอากาศ

โอสถบำรุงวิญญาณขั้นสุดยอดเม็ดนี้ คือรางวัลที่ได้รับจากการทำภารกิจของระบบในครั้งก่อน โอสถบำรุงวิญญาณหรืออีกชื่อหนึ่งคือโอสถวิญญาณสัตว์อสูร เป็นยาวิเศษที่สามารถยกระดับพลังตบะของสัตว์อสูรได้อย่างรวดเร็ว สำหรับพวกสัตว์อสูรแล้ว มันคือสิ่งยั่วยวนที่ไม่อาจต้านทานได้

ยิ่งเป็นโอสถขั้นสุดยอด ยิ่งเป็นของล้ำค่าที่ไม่อาจหาได้ทั่วไป โอสถเม็ดนี้สามารถแผ่กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่รุนแรงมาก และมีเพียงสัตว์อสูรเท่านั้นที่จะสัมผัสถึงกลิ่นนี้ได้

หากปล่อยให้กลิ่นหอมนี้ลอยละล่องออกไป ไม่นานนัก สัตว์อสูรในรัศมีหลายลี้ก็จะต้องแห่กันตามกลิ่นมาอย่างบ้าคลั่ง เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดของวิเศษในการล่อสัตว์อสูรมาให้รุมสังหารเลยทีเดียว

ของที่ผลิตจากระบบ ย่อมต้องเป็นของชั้นเลิศ!

เพียงไม่นานนัก ราชสีห์มาสทิฟฟ์ขนทองระดับกลั่นปราณฝูงใหญ่ก็พากันวิ่งควบตะบึงพุ่งพรวดเข้ามาทางนี้อย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงกรีดร้องตะโกนด่าทอของเซี่ยอวี่ซิงและพรรคพวกที่ดังแว่วมาจากไม่ไกล

"บัดซบ! นี่มันจะจบจะสิ้นเมื่อไหร่วะเนี่ย ทำไมถึงมีสัตว์อสูรโผล่มาอีกแล้ว?! บิดาเพิ่งจะฟันพวกมันตายห่าไปชุดเดียวนะโว้ย!"

"มารดามันเถอะ! ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราได้เหนื่อยตายกันพอดี ตกลงว่าสัตว์อสูรพวกนี้มันโผล่มาจากไหนกันนักหนา?!"

"แกมาถามข้า แล้วข้าจะไปตรัสรู้ได้ยังไงวะ ฟันๆ ไปเถอะโว้ย ยังไงมันก็คือแต้มคะแนนทั้งนั้น..."

หลังจากยืนยันด้วยสายตาจนแน่ใจแล้วว่าเหล่าพนักงานตัวน้อยของเขายังมีแรงเหลือเฟือที่จะฟาดฟันกับสัตว์อสูรฝูงนี้ได้ ฉีหยวนก็จัดการปิดฝาขวดหยกกลับเข้าที่เดิม ร่างกายพลิ้วไหววูบเดียว ก็อันตรธานหายตัวไปจากจุดนั้นอย่างไร้ร่องรอย

.......

วันรุ่งขึ้น

ณ เขตพื้นที่จัดการประลอง

ศิษย์ห้าคนกำลังเดินย่ำเท้าไปตามป่าทึบด้วยท่าทีเบื่อหน่ายขั้นสุด สีหน้าของแต่ละคนดูอมทุกข์และหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

ฟวับ!

ศิษย์ที่เป็นผู้นำกลุ่มชักกระบี่สั้นออกมา ฟันเถาวัลย์ที่ขวางทางขาดสะบั้นด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะกัดฟันกรอดและสบถออกมา

"การประลองศิษย์สายนอกครั้งนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย?! ผ่านมาตั้งหนึ่งวันเต็มๆ แล้ว ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัวของสัตว์อสูรสักตัว นอกจากต้นไม้ก็มีแต่ต้นไม้ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปจะให้แข่งหาหอกอะไรล่ะ บิดาจะสติแตกตายอยู่แล้วนะเว้ย!"

ศิษย์อีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าอมทุกข์ไม่แพ้กัน

"ข้าลงแข่งงานประลองมาสามครั้งแล้ว นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เจอเรื่องบัดซบแบบนี้ เจ้าว่าสัตว์อสูรพวกนั้นมันหายหัวไปไหนกันหมด หรือว่าหอระเบียบการจะลืมปล่อยสัตว์อสูรเข้ามาวะ?"

ในตอนนั้นเอง ศิษย์หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

"ผู้อาวุโสหยางเคยบอกว่า การเก็บรวบรวมของวิเศษจากฟ้าดินก็สามารถนำมาคิดเป็นแต้มได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าพวกเราแยกย้ายกันไปลองหาดูดีไหม?"

พอสิ้นประโยคนี้ เพื่อนร่วมกลุ่มก็สวนกลับทันควัน

"ผู้อาวุโสหยางก็แค่พูดเป็นพิธีไปอย่างนั้นแหละ! ของวิเศษจากฟ้าดินมันจะไปหาเจอง่ายๆ ได้ยังไง ในการประลองปีก่อนๆ ศิษย์ที่หาของวิเศษเจอมีแทบจะนับหัวได้ ถ้าพวกเรามีบุญวาสนาขนาดนั้น ก็คงไม่ดวงกุดเดินเตะฝุ่นโดยไม่เจอสัตว์อสูรเลยสักตัวหรอก!"

ในจังหวะที่กำลังบ่นกันอยู่นั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงการต่อสู้แว่วมาจากที่ไกลๆ แม้จะอยู่ห่างออกไปจนฟังไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รับรู้ได้ชัดเจนว่านั่นคือเสียงการปะทะกันระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรและสัตว์อสูร

"พวกเจ้าฟังซิวะ! มีความเคลื่อนไหวแล้ว!"

"พวกเรารีบไปดูเถอะ ถึงจะแย่งฆ่าสัตว์อสูรไม่ทัน แต่อย่างน้อยไปดักปล้นป้ายหยกคะแนนมาสักสองสามป้ายก็ยังดี!"

ดวงตาของทุกคนเบิกโพลงเป็นประกาย พากันส่งซิกทางสายตา ก่อนจะเร่งเร้าพลังปราณและพุ่งทะยานร่างมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียงต่อสู้อย่างกระหายเลือด

แต่เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ ทุกคนกลับต้องยืนชะงักงัน เบิกตาโพลงอ้าปากค้าง มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ในหัวมีแต่คำด่าทอสารพัดสัตว์เลื้อยคลานผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

ภาพที่เห็นคือลานกว้างด้านหน้า มีซากศพของสัตว์อสูรกองพะเนินเทินทึกราวกับภูเขาขนาดย่อม กะด้วยสายตาคร่าวๆ คงไม่ต่ำกว่าสองถึงสามร้อยตัว ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งกำลังลงมือสังหารฝูงหมูป่าเกราะเงินกลุ่มสุดท้ายด้วยสีหน้าปวดกระดองใจขั้นสุด

หลังจากจัดการเสร็จสิ้น ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มนั้นก็แสดงสีหน้าชาชินไร้ความรู้สึก ราวกับคนปลงตกจากโลกหล้า แม้แต่คราบเลือดบนอาวุธก็ยังขี้เกียจจะเช็ดทำความสะอาด แถมยังเมินเฉยต่อการมาเยือนของกลุ่มศิษย์หน้าใหม่ พวกเขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นและเริ่มเดินลมปราณฟื้นฟูพลังทันที

เมื่อเห็นสภาพเช่นนั้น กลุ่มศิษย์ที่เพิ่งมาถึงต่างก็หน้าแข็งค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปตามๆ กัน

มารดามันเถอะ!

นี่มันคนแห้งแล้งก็อดตาย คนน้ำท่วมก็จุกตายชัดๆ! ฝั่งพวกเขาเดินขาลากมาทั้งวันไม่เจอสัตว์อสูรแม้แต่ขนเส้นเดียว แต่ไอ้พวกเวรนี่กลับฆ่าสัตว์อสูรจนแทบจะอ้วกแตกอยู่แล้ว...

แม้จะอิจฉาจนตาร้อนผ่าว แต่พอสังเกตเห็นว่าใครคือผู้นำของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรตรงหน้า ความคิดที่จะฉวยโอกาสปล้นป้ายหยกก็มอดดับลงทันที พวกเขาทำได้เพียงยืนเจี๋ยมเจี้ยมอยู่กับที่

เพราะพวกเขาจำได้ดีว่า ผู้นำของคนกลุ่มนี้ก็คือ หลูควง ตัวเต็งอันดับต้นๆ ที่มีโอกาสคว้าแชมป์ในการประลองศิษย์สายนอกครั้งนี้!

บทที่ 36 หัวสมองหมุนเร็วจริงๆ นะพวกแกเนี่ย

หลังจากลังเลอยู่นาน ศิษย์ผู้นำกลุ่มก็รวบรวมความกล้า เดินเข้าไปหาหลูควงด้วยท่าทีระมัดระวัง แล้วเอ่ยถามข้อสงสัยในใจออกไป

"ศิษย์พี่หลู วันนี้พวกเราไม่เจอสัตว์อสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว ทำไมฝั่งท่านถึงมีสัตว์อสูรมาให้เชือดเยอะขนาดนี้ล่ะขอรับ?"

ผิดคาด หลูควงไม่ได้เอ่ยปากไล่ตะเพิดพวกเขา แต่กลับตวัดสายตามองกองซากสัตว์อสูรรอบกายด้วยแววตาสุดแสนจะซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงล่องลอย

"เจ้ามาถามข้าว่าทำไมงั้นหรือ... ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น! ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่งก็จะมีฝูงสัตว์อสูรโผล่มา ไอ้สัตว์อสูรพวกนี้มันทำเหมือนนัดคิวกันมาล่วงหน้า พอพวกข้าฟื้นฟูพลังจนเกือบจะเต็มหลอดปุ๊บ พวกมันก็จะแห่กันมาบุกปั๊บ!"

"ไม่ว่าจะหนีหัวซุกหัวซุนไปที่ไหน ก็หนีไม่พ้นการถูกพวกมันล้อมกรอบ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยจับพวกเราผลักไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา"

"ที่หลอนไปกว่านั้นคือ ทุกครั้งที่โอสถฟื้นฟูของพวกข้าหมดเกลี้ยง จู่ๆ ก็จะมีเสบียงตกลงมาจากฟ้า หล่นแหมะใส่มือพวกข้าหน้าตาเฉย"

"ตอนนี้ข้าปั่นแต้มไปได้ตั้งพันกว่าคะแนนแล้ว... ข้าเริ่มมีความรู้สึกว่า หรือพวกข้ากำลังถูกใครบางคนเชิดเป็นหุ่นกระบอก บังคับให้เป็นเครื่องจักรปั่นแต้มแบบไร้ความรู้สึก..."

นี่สินะที่เขาว่า ความสุขและความทุกข์ของมนุษย์เรานั้นไม่อาจเชื่อมโยงกันได้...

คำระบายความในใจของหลูควง ทำเอากลุ่มศิษย์ที่เพิ่งมาใหม่ถึงกับมองหน้ากันเลิ่กลั่ก อึ้งจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่

ถ้าเป็นพวกเขาได้โอกาสปั่นแต้มกระจุยกระจายขนาดนี้ คงจะนอนละเมอหัวเราะด้วยความฟินไปแล้ว แต่นี่ไอ้หมอนี่กลับมาทำหน้าเบื่อโลกซะงั้น!

ตามสถิติของปีก่อนๆ การกวาดแต้มได้ถึงหนึ่งพันคะแนน ก็การันตีตำแหน่งผู้ชนะเลิศในการประลองได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว!

แต่พอคิดดูให้ดี สภาพจิตใจของหลูควงในตอนนี้ก็พอจะเข้าใจได้

การประลองฝีมือกับศิษย์ร่วมสำนักและการออกล่าสัตว์อสูร เดิมทีควรจะเป็นเรื่องที่ท้าทายและสร้างความรู้สึกสะใจ แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นวัฏจักรการฟาร์มนรกแบบซ้ำซากจำเจ แถมทุกการเคลื่อนไหวยังถูกจัดฉากไว้หมดแล้ว ไม่แปลกเลยที่เขาจะรู้สึกอึดอัดและคับแค้นใจจนแทบกระอักเลือด

ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาของศิษย์ผู้มาใหม่ทั้งห้าคนก็ทอประกายวาววับ พวกเขาขยับเข้าไปสุมหัวกระซิบกระซาบกันครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีความกล้าพอที่จะปล้นป้ายหยกของอีกฝ่าย แต่ถ้าเสนอตัวเป็นพันธมิตรล่ะก็ ไม่มีปัญหาแน่นอน!

หลังจากการปรึกษาหารือ ศิษย์ที่เป็นผู้นำก็รีบโค้งตัวประสานมือ ค้อมศีรษะประจบประแจงหลูควงทันที

"ในเมื่อศิษย์พี่หลูเหนื่อยล้าถึงเพียงนี้ มิสู้ท่านพักผ่อนรวบรวมลมปราณให้เต็มที่เถิดขอรับ ยังไงซะเวลาการประลองก็ยังเหลืออีกยาวไกล หลังจากนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของพวกเราศิษย์น้องคอยจัดการสัตว์อสูรให้เองขอรับ"

พูดไปยังไม่ทันจบประโยค พอเห็นสีหน้าของหลูควงเริ่มทะมึนทึง เขาก็รีบพูดเสริมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

"แน่นอนขอรับ! แต้มที่ได้พวกเราจะขอแบ่งเพียงห้าส่วนเท่านั้น ส่วนอีกห้าส่วนที่เหลือขอยกให้ศิษย์พี่เป็นผู้จัดการทั้งหมด ไม่ทราบว่าศิษย์พี่เห็นสมควรหรือไม่ขอรับ?"

พอได้ยินข้อเสนอนี้ สหายทั้งสามคนของหลูควงก็หูผึ่ง พวกเขาผ่านการต่อสู้แบบนรกแตกมาจนร่างกายอ่อนล้าเต็มที ถึงจะมีโอสถคืนวสันต์คอยฟื้นฟูพลังปราณ แต่ความเหนื่อยล้าทางจิตใจมันสะสมจนแทบจะทนไม่ไหว การที่มีคนอาสามาเป็นตัวแทนช่วยแบ่งเบาภาระให้ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลูควงก็พยักหน้าตกลง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน

"ตกลง พวกเจ้าตามพวกข้ามาก็แล้วกัน แต่ถ้ากล้าเล่นตุกติกอะไรล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไร้ปรานีก็แล้วกัน!"

.......

ในขณะเดียวกัน

ณ ลานกว้างหุบเขาลั่วอวิ๋น

สายตาของเกือบทุกคนต่างจับจ้องไปที่คนเพียงคนเดียว เบื้องล่างกระจกวารีเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่

"พวกเจ้าดูสิ! เจ้านั่นมันลากฝูงกิ้งก่าเขาเดียวไปทางศิษย์พี่ถังอีกแล้ว... พวกเจ้าว่าฉีต้ามันคิดจะทำอะไรของมันกันแน่?"

"แปลกประหลาดจริงๆ ตั้งแต่เริ่มการประลองมา มันยังไม่ได้ลงมือสังหารสัตว์อสูรเลยสักตัวเดียว จนถึงตอนนี้แต้มของมันก็ยังเป็นศูนย์ การที่มันยอมเหนื่อยลากสัตว์อสูรไปให้กลุ่มคนพวกนั้น แถมยังประเคนโอสถให้อีก หรือมันตั้งใจจะปั้นให้พวกนั้นได้แต้มเยอะๆ งั้นเรอะ?"

ในตอนนั้นเอง ใครบางคนก็เหมือนจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยแน่ใจนัก

"ข้าได้ยินมาว่า ก่อนงานประลองจะเริ่ม มันไปล่วงเกินศิษย์สายนอกเอาไว้เยอะมาก ถ้ามันไม่หาทางชดเชยล่ะก็ อนาคตในสำนักของมันคงจบสิ้นแน่ๆ บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีประจบสอพลอเหล่าศิษย์พี่เพื่อขอความคุ้มครองก็ได้นะ..."

พอพูดจบ ประเด็นนี้ก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่เผ็ดร้อนขึ้นมาทันที

"จริงด้วย! ไม่ว่าจะเป็นศิษย์พี่เซี่ย ศิษย์พี่ถัง หรือศิษย์พี่หลู พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์ในการประลองครั้งนี้ทั้งนั้น เจ้าฉีต้าคงรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่มีปัญญาชนะ เลยอาศัยจังหวะนี้ไปเลียแข้งเลียขาพวกดาวรุ่งที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน เพื่อที่ในอนาคตจะได้มีที่พึ่งพิงสินะ!"

"ในเมื่อตั้งใจจะทำดีเอาหน้า แล้วทำไมมันไม่ทำแบบเปิดเผยล่ะ จะมาแอบทำลับๆ ล่อๆ ทำไมกัน?" ศิษย์คนหนึ่งตั้งข้อสงสัย

เพื่อนที่อยู่ข้างๆ แค่นเสียงหัวเราะเยาะ ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

"เรื่องแค่นี้คิดไม่ออกหรือไง ตอนนี้ไอ้เจ้านั่นมันเป็นที่เกลียดชังของศิษย์สายนอกทุกคนที่ลงแข่ง ถ้าขืนมันโผล่หัวออกไปโต้งๆ มีหวังโดนรุมกระทืบจมดินสิวะ"

"สู้แอบซุ่มทำแบบนี้ แล้วค่อยไปทวงความดีความชอบหลังจบการประลองจะดีกว่า ถึงตอนนั้นศิษย์พี่เซี่ยกับคนอื่นๆ ก็คงได้เป็นศิษย์สายในสมใจอยากแล้ว พออารมณ์ดี พวกเขาก็อาจจะมองเจ้านี่ที่มีความดีความชอบด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปก็ได้"

เมื่อได้ยินบทวิเคราะห์นี้ ทุกคนก็ถึงบางอ้อ พากันพยักหน้าเห็นด้วย

"สมแล้วที่เจ้านั่นเคยได้ประเมินสภาพจิตใจสมบูรณ์แบบตอนสอบเข้าสำนัก หัวสมองมันพลิกแพลงเร็วจริงๆ"

ที่ด้านหน้าของลานกว้าง หยางซิวเต๋อ ผู้อาวุโสแห่งหอระเบียบการ มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม

"ผู้อาวุโสคัง ท่านพอดูออกหรือไม่ ว่าของวิเศษในขวดหยกที่ฉีต้าใช้ล่อสัตว์อสูรนั่นคือสิ่งใด?"

"มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นโอสถวิญญาณสัตว์อสูร!"

คังว่านเหนียน ผู้อาวุโสแห่งหอโอสถลูบเคราของตน แววตาครุ่นคิด "โอสถวิญญาณสัตว์อสูรคุณภาพสูงจะแผ่กลิ่นหอมเฉพาะตัวออกมา กลิ่นนี้สามารถดึงดูดสัตว์อสูรระดับต่ำที่ยังไม่เปิดสติปัญญาให้เข้ามาแย่งชิงได้อย่างบ้าคลั่ง"

จากนั้นเขาก็ส่ายหน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความฉงน

"แต่ทว่า โอสถวิญญาณสัตว์อสูรนั้นถือเป็นโอสถระดับสอง ยิ่งเป็นของระดับสูง อย่างน้อยก็ต้องมีราคาห้าถึงหกร้อยหินวิญญาณ ศิษย์รับใช้ปลายแถวอย่างมันจะไปเอาปัญญาที่ไหนมาซื้อโอสถล้ำค่าขนาดนั้นได้ ไหนจะของวิเศษระดับกลางที่มันใช้พรางกายอยู่นั่นอีก..."

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ โม่เจิ้งหยางที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เอ่ยปากอธิบายขึ้นเสียก่อน

"ผู้อาวุโสคังอาจจะยังไม่ทราบความจริง เจ้าหนูฉีต้านั่นเคยสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่เอาไว้ ทางสำนักจึงตกรางวัลให้เป็นหินวิญญาณสามพันก้อน และหนึ่งในของรางวัลนั้นก็มีของวิเศษระดับกลาง ครอบส่องความว่างเปล่า รวมอยู่ด้วย"

"ด้วยพลังของครอบส่องความว่างเปล่านั้น ตราบใดที่มันไม่เปิดเผยตัวตนออกมาก่อน พวกสัตว์อสูรหรือผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในขอบเขตกลั่นปราณย่อมไม่มีทางสัมผัสถึงร่องรอยของมันได้อย่างแน่นอน"

"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"

เมื่อได้รับฟังคำอธิบาย เหล่าผู้อาวุโสเบื้องบนของสำนักต่างก็พยักหน้าเข้าใจ แต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากซักไซ้ถึงรายละเอียดเบื้องลึกเบื้องหลังแต่อย่างใด

ในเมื่อโม่เจิ้งหยางเอ่ยถึงแค่รางวัล แต่ไม่ยอมเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัลว่าฉีต้าไปทำความดีความชอบอะไรมา นั่นย่อมพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนี้เป็นความลับที่ไม่สมควรป่าวประกาศ

ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงนี้ล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ ย่อมไม่มีใครอยากแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปสะกิดเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง

ท่ามกลางฝูงชน ไป๋ซีโหรวขมวดคิ้วเรียวสวยแน่น ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

เมื่อเห็นสีหน้าของบุตรสาวดูผิดปกติ ไป๋ฉิงอู่ เจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋น ก็อดไม่ได้ที่จะส่งกระแสจิตไปสอบถาม "ซีโหรว เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่งั้นหรือ?"

ไป๋ซีโหรวรวบรวมสติ ก่อนจะส่งกระแสจิตตอบกลับ

"ท่านพ่อ ข้ามีความรู้สึกตะหงิดใจว่าสิ่งที่ศิษย์น้องฉีทำอยู่นี้ไม่ได้ทำไปแบบไร้จุดหมาย การที่เขาช่วยให้ศิษย์พวกนั้นกอบโกยแต้มคะแนนได้อย่างรวดเร็ว บางทีเขาอาจจะเตรียมแผนการ..."

ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ ไป๋ฉิงอู่ก็เข้าใจถึงสิ่งที่นางต้องการจะสื่อ เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและหัวเราะออกมาเบาๆ

"เป็นไปไม่ได้หรอกลูกรัก การประลองศิษย์สายนอกท้ายที่สุดแล้วก็ต้องวัดกันที่ความแข็งแกร่ง ต่อให้ไอ้หนูนี่มันจะเจ้าเล่ห์เพทุบายแค่ไหน มันก็เป็นเพียงศิษย์หน้าใหม่ระดับกลั่นปราณขั้นที่ห้าเท่านั้น มันจะไปเอาความกล้าหาญชาญชัยจากไหนไปงัดกระดูกกับพวกตัวเต็งระดับกลั่นปราณขั้นสมบูรณ์ได้?"

"การคิดจะสวมรอยชุบมือเปิบฮุบผลประโยชน์ตอนท้าย ยิ่งเป็นเรื่องเพ้อฝันเข้าไปใหญ่ ศิษย์กลุ่มนั้นขอเพียงมีสมองสักนิด ย่อมไม่มีทางเปิดช่องโหว่ให้คนอื่นเข้ามาฉวยโอกาสได้หรอก"

"สาเหตุที่มันทำเรื่องพรรค์นี้ ก็คงหนีไม่พ้นการผูกมิตรกับว่าที่ศิษย์สายใน เพื่อปูทางให้ตัวเองได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกในวันข้างหน้า การที่มันมองการณ์ไกลได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าไม่ธรรมดามากแล้ว"

เมื่อได้รับฟังการวิเคราะห์ของบิดา ไป๋ซีโหรวก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย นางเลือกที่จะเชื่อมั่นในดุลยพินิจของบิดาตนเอง

จบบทที่ 35-36

คัดลอกลิงก์แล้ว