เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

33-34

33-34

33-34


บทที่ 33 งานประลองศิษย์สายนอก

"งานประลองศิษย์สายนอกครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!"

สิ้นเสียงประกาศ หยางซิวเต๋อ ผู้อาวุโสหอภารกิจภายในก็สะบัดมือวูบ ศิษย์หอภารกิจภายในกลุ่มใหญ่กรูกันเข้าไปในสนาม แจกจ่ายยันต์เคลื่อนย้ายและป้ายหยกเนื้อใสกระจ่างให้แก่ผู้เข้าแข่งขันทุกคน

หลังจากผ่านการคัดกรองด่านแรก ตอนนี้เหลือศิษย์ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบคน เมื่อตรวจสอบยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น พวกเขาก็ถูกต้อนให้ไปรวมตัวกันที่เบื้องหน้าเรือเหาะลำมหึมา

"ศิษย์ทุกคนจงฟัง ป้ายหยกที่พวกเจ้าได้รับคือสัญลักษณ์ยืนยันสิทธิ์ในการประลองครั้งนี้ มันมีไว้สำหรับบันทึกคะแนน ห้ามทำหายหรือทำให้เสียหายเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกปรับตกรอบทันที"

"งานประลองครั้งนี้จัดขึ้นที่ภูเขาด้านหลังของสำนัก กำหนดเวลาสามวัน การสังหารสัตว์อสูรหรือรวบรวมของวิเศษในเขตประลอง จะได้รับคะแนนสะสมซึ่งจะแสดงผลบนป้ายหยก เมื่อสิ้นสุดการประลอง ผู้ที่มีคะแนนสูงสุดสิบอันดับแรก จะได้เป็นสิบยอดฝีมือของการประลองครั้งนี้"

"ระหว่างการประลอง อนุญาตให้ศิษย์เข้าห้ำหั่นต่อสู้กันได้ ไม่ห้ามการขัดขวาง ไม่ห้ามการแย่งชิง"

"หากสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้และชิงป้ายหยกของอีกฝ่ายมาได้ คะแนนบนป้ายหยกของผู้แพ้จะตกเป็นของผู้ชนะทั้งหมด แต่จำไว้ว่าให้ยั้งมือไว้ไมตรี ห้ามเข่นฆ่าสังหารกันตามอำเภอใจเด็ดขาด มิฉะนั้นนอกจากจะถูกริบคะแนนแล้ว ยังต้องรับโทษตามกฎสำนักอย่างเด็ดขาด!"

ไม่ห้ามการแย่งชิง!

พอได้ยินประโยคนี้ หลายคนก็ตาวาว หันขวับไปมองฉีหยวนด้วยสายตามาดร้าย แทบอยากจะพุ่งเข้าไปประเคนบาทาใส่หน้าเขาเสียเดี๋ยวนี้

แต่ฉีหยวนกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เมินเฉยต่อสายตาอาฆาตแค้นเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง เขากำลังสนใจป้ายหยกในมือ โยนมันสลับไปมาเบาๆ ตอนนี้บนป้ายหยกยังว่างเปล่า มีเพียงแสงเรืองรองจางๆ แผ่ออกมา ดูท่าทางจะใช้สำหรับบันทึกคะแนนจริงๆ

หยางซิวเต๋อประกาศต่อ

"หากพบเจอกับอันตรายที่ไม่อาจรับมือได้ หรือต้องการถอนตัวกลางคัน ก็เพียงแค่กระตุ้นยันต์เคลื่อนย้าย มันจะส่งพวกเจ้าออกมาจากเขตประลองทันที แน่นอนว่าผู้ที่ถอนตัวกลางคันจะถูกตัดสิทธิ์และยกเลิกคะแนนทั้งหมด"

"นอกจากนี้ ระหว่างการประลอง ห้ามใช้ยันต์วิเศษระดับสูง หรือโอสถที่ช่วยกระตุ้นพลังรบชั่วคราว อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะของวิเศษประจำกายและโอสถฟื้นฟูพลังที่พกติดตัวมาเท่านั้น ขอให้ทุกคนจดจำไว้ให้ดี"

กล่าวจบ หยางซิวเต๋อก็ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"หากไม่มีข้อสงสัยใดแล้ว ก็ออกเดินทางได้ เรือเหาะลำนี้จะพุ่งไปส่งพวกเจ้ายังเขตประลอง"

"ศิษย์น้อมรับคำสั่ง"

เหล่าศิษย์ผู้เข้าร่วมประลองขานรับพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะทยอยก้าวขึ้นเรือเหาะตามการชี้นำของศิษย์หอภารกิจภายใน

เมื่อทุกคนขึ้นไปบนเรือเหาะจนครบ หยางซิวเต๋อก็พยักหน้าให้ผู้ดูแลเรือเหาะ ผู้ดูแลรับทราบคำสั่ง ชูธงอาญาสิทธิ์ในมือขึ้นโบกสะบัด ทันใดนั้น รอบตัวเรือเหาะก็สาดแสงสีขาวสว่างวาบ ก่อนจะพุ่งทะยานแหวกอากาศหายลับไปราวกับดาวตก...

ในเวลาเดียวกัน ที่ลานกว้าง กระจกศิลาบานมหึมาก็ค่อยๆ ลอยตัวสูงขึ้น ภายในกระจกปรากฏภาพคมชัดแจ๋วราวกับตาเห็น ถ่ายทอดทุกรายละเอียดไม่ให้ตกหล่น

ภาพในกระจกคือผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลรัศมีนับร้อยลี้ ซึ่งก็คือพื้นที่สำหรับงานประลองศิษย์สายนอกนั่นเอง

พอเห็นกระจกยักษ์โผล่มา เหล่าศิษย์หุบเขาลั่วอวิ๋นที่มามุงดูต่างก็คึกคักตื่นเต้น รีบจับจองพื้นที่รอบลานกว้างเพื่อหาทำเลทองในการรับชม บางคนถึงกับชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์ภาพในกระจกอย่างออกรสออกชาติ

"หลายปีมานี้ งานประลองศิษย์สายนอกจัดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ ครั้งนี้เล่นทุ่มทุนสร้างขนาดนี้ ดูท่าสำนักคงตั้งใจจะปั้นศิษย์รุ่นใหม่จริงๆ"

ศิษย์รุ่นพี่คนหนึ่งถอนหายใจยาว น้ำเสียงแฝงความอิจฉาตาร้อน

"ปีนี้คนแข่งเยอะกว่าปีที่แล้วเกือบเท่าตัว การแข่งขันต้องดุเดือดเลือดพล่านแน่ๆ คนที่คว้าแชมป์ได้ต้องเป็นยอดคนเหนือคน พอได้เข้าสำนักฝ่ายในก็คงได้รับความสำคัญ อนาคตรุ่งโรจน์ชัวร์"

ศิษย์สายนอกอีกคนแทรกขึ้นมา

"ข้าว่านะ ศิษย์พี่เซี่ยอวี่ซิงเก่งกาจสุดยอด อีกแค่ก้าวเดียวก็จะทะลวงถึงขอบเขตก่อตั้งรากฐานแล้ว งานนี้ยังไงก็แบเบอร์ นอนมาเห็นๆ"

คนข้างๆ รีบส่ายหน้าเถียงคอเป็นเอ็น "ข้าเชียร์ศิษย์พี่หานจ้ายหย่วนเว้ย! หลังจากสะดุดล้มไม่เป็นท่าเมื่อคราวก่อน ศิษย์พี่หานก็เก็บตัวซุ่มซ้อมอย่างหนักมาเป็นปี เพื่อรอวันผงาดคว้าแชมป์ในงานนี้โดยเฉพาะ ข้าเทกระเป๋าลงพนันฝั่งศิษย์พี่หานไปตั้งร้อยศิลาวิญญาณ!"

พอมีคนเปิดประเด็นเรื่องแทงพนัน ทุกคนก็หูผึ่ง บรรยากาศรอบข้างพลันครึกครื้นขึ้นมาทันตาเห็น

"เหอะๆ เตรียมตัวหมดตูดได้เลย ศิษย์พี่หญิงเนี่ยชุ่ยหลานจากหอคุมกฎต่างหากที่มีของดีซ่อนอยู่ วิชาสายไม้ของนางไร้เทียมทานในเขตสายนอก งานนี้นางต้องเป็นผู้ชนะคนสุดท้ายแน่นอน ข้ากดไปสามร้อยศิลาวิญญาณ!"

"ศิษย์พี่หลูขวางต่างหากที่เป็นของจริง โหดเหี้ยมดุดัน แชมป์ปีนี้ไม่หนีไปไหนพ้น ข้าอัดไปห้าร้อยศิลาวิญญาณ!"

......

ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของการเก็งกำไร หลินเจิ้นได้แทรกตัวมาหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้ามือที่เปิดโต๊ะรับแทงพนันอยู่ริมลานกว้าง เขาล้วงถุงเก็บของออกมาจากอกเสื้อ แล้ววางกระแทกลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าขึงขัง

"ข้าขอแทงหนึ่งพันศิลาวิญญาณ เดิมพันว่าฉีต้าจะได้แชมป์งานประลองครั้งนี้"

"ฉีต้าคือใครวะ?"

เจ้ามือถึงกับงงเต็ก หันไปมองกระดานรายชื่อผู้ลงแข่งและอัตราต่อรองด้านหลัง ก่อนจะหันกลับมาถามด้วยความสับสน "ทำไมในกระดานถึงไม่มีชื่อคนที่เจ้าพูดถึงเลยล่ะ?"

พี่ฉีไม่มีแม้แต่อัตราต่อรองงั้นรึ?

หลินเจิ้นทำหน้าพิลึก แต่ก็พยายามอธิบายอย่างใจเย็น

"ฉีต้าคือศิษย์รับใช้ที่ลงแข่งในครั้งนี้ ระดับพลังฝึกตนขั้นที่ห้า ข้าจะซื้อข้างเขา"

พอคำพูดนี้หลุดออกจากปาก สายตาทุกคู่รอบข้างก็หันขวับมามองเขาราวกับมองคนบ้า

สมองกลับหรือเปล่าวะเนี่ย เอาเงินตั้งเยอะไปแทงพนันศิษย์รับใช้ระดับฝึกตนขั้นที่ห้า?

"เจ้าแน่ใจนะ?"

เจ้ามือขมวดคิ้วคิ้วชนกัน ถามย้ำเพื่อความชัวร์

"แน่ใจสิ!"

หลินเจิ้นพยักหน้าหนักแน่น

"เอาล่ะๆ ตามใจ"

ในเมื่อมีหมูมาให้เชือดถึงที่ มีหรือเจ้ามือจะปฏิเสธ เขาปัดความสงสัยทิ้งไป คว้าถุงเก็บของมาเปิดเช็กยอดเงิน ก่อนจะเขียนตั๋วพนันยื่นให้หลินเจิ้น

"คนที่เจ้าแทงไม่มีชื่อในกระดาน ข้าเลยตีราคาให้ตามอัตราต่อรองสูงสุดตอนนี้ คือ แทงหนึ่งจ่ายสิบ จบการประลองค่อยเอาตั๋วมาขึ้นเงิน รับเงินตามตั๋วไม่สนหน้าคน"

แทงหนึ่งจ่ายสิบ!

รับตั๋วมาปุ๊บ หลินเจิ้นก็อดไม่ได้ที่จะตาลุกวาว ลอบคิดในใจ

ถ้าพี่ฉีชนะขึ้นมาจริงๆ เงินหนึ่งพันศิลาวิญญาณนี่ก็งอกเงยกลายเป็นหนึ่งหมื่นเลยสิ!

หลังจากยืนนิ่งไปชั่วครู่ เขาก็ลอบลูบคลำแหวนบนนิ้วเบาๆ แล้วท่องบ่นในใจ

"ผู้อาวุโสสือ ข้าทำตามที่ท่านสั่ง ทุ่มเงินทั้งหมดแทงข้างพี่ฉีหมดแล้วนะขอรับ"

พริบตาต่อมา เสียงแหบพร่าและเก่าแก่ก็ดังก้องขึ้นในหัวของเขา

"ไอ้หนูหลิน เอ็งเตรียมตัวรับทรัพย์ก้อนโตได้เลย ไอ้หนุ่มฉีต้าคนนั้นมันไม่ธรรมดา ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เอ็งห้ามไปล่วงเกินมันเด็ดขาดนะโว้ย..."

.......

อีกด้านหนึ่ง

เรือเหาะค่อยๆ ลดระดับความสูงลง จนกระทั่งห่างจากพื้นดินราวสิบกว่าจั้ง ประตูกระทงก็เปิดออก ผู้ดูแลจากหอภารกิจภายในที่ยืนอยู่ข้างประตู กวาดสายตามองผู้โดยสารด้วยใบหน้าเรียบตึง เอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"เข้าแถวให้เรียบร้อย แล้วทยอยกระโดดลงไปทีละคน ทิ้งช่วงห่างกันสิบอึดใจ พอเท้าแตะพื้นแล้วก็ไปจับกลุ่มกันเอาเอง"

กระโดดลงไป?

ผู้คนในเรือเหาะต่างสะดุ้งเฮือก

โดยปกติแล้ว มีเพียงผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งรากฐานขึ้นไปเท่านั้น ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้โดยไม่ต้องพึ่งพาของวิเศษ

ความสูงสิบกว่าจั้ง จะว่าสูงก็ไม่สูง จะว่าต่ำก็ไม่ต่ำ หากคนธรรมดากระโดดลงไปรับรองว่าร่างแหลกเหลวเป็นโจ๊ก ส่วนผู้ฝึกตนระดับฝึกตน แม้จะสามารถใช้พลังปราณชะลอความเร็วในการตกได้ แต่หากกะจังหวะลงพื้นพลาดก็มีสิทธิ์เจ็บตัวได้เหมือนกัน นี่ยังไม่นับว่าเรือเหาะกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงอยู่นะ

ดังนั้น พอได้ยินคำสั่งให้โดดร่ม ศิษย์หลายคนก็เริ่มลังเล บางคนที่กลัวความสูงเป็นทุนเดิมถึงกับหน้าซีดเผือด...

"อย่ามัวแต่ชักช้าลีลาเยอะ!"

ผู้ดูแลเห็นอาการอิดออดก็แค่นเสียงฮึดฮัด ตวาดลั่น

"รีบๆ โดดลงไป ไม่งั้นข้าจะจับพวกเจ้าโยนลงไปเอง"

"ข้าเปิดก่อนเลยแล้วกัน"

ท่ามกลางสายตาระแวดระวังของคนรอบข้าง ฉีหยวนเดินอาดๆ ไปที่ประตูเรือเหาะ ก่อนจะกระโจนร่างทิ้งตัวลงไป ทิ้งไว้เพียงคำพูดสุดกวนบาทา

"เมื่อกี้ใครปากดีบอกว่าจะสั่งสอนข้า ข้ารออยู่นะเว้ย"

"ไอ้เด็กเวรนี่มันห้าวเป้งจริงๆ!"

"ไม่ไหวแล้วโว้ย ข้าจะลงไปกระทืบมันเดี๋ยวนี้แหละ!"

พอโดนยั่วโมโห คนในเรือเหาะก็เหมือนโดนฉีดสารกระตุ้น พากันโดดร่มตามลงไปอย่างไม่คิดชีวิต

......

ที่ลานกว้าง

ไป๋ฉิงอู่ เจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋น จ้องมองภาพในกระจกศิลาพลางพยักหน้าหงึกๆ เอ่ยชมเชยด้วยความพอใจ

"ศิษย์รุ่นนี้ใจเด็ดใช้ได้เลยนะเนี่ย พาเหรดกันกระโดดลงไปเองโดยไม่ต้องให้ใครมาคอยถีบส่งเลย"

ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย ลอบตั้งตารอคอยความมันส์ของการประลองครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ

บทที่ 34 ไอ้เด็กนี่มันมีอะไรแปลกๆ!

หุบเขาลั่วอวิ๋น

ภูเขาด้านหลัง

ตึง!

พร้อมกับเสียงกระแทกพื้นหนักแน่น ฉีหยวนร่อนลงมาจากฟากฟ้า เหยียบลงบนพื้นดินร่วนซุยอย่างนุ่มนวล

เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ สิ่งที่เห็นมีเพียงป่าทึบเขียวครึ้ม บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง มีเพียงเสียงคำรามของสัตว์อสูรแว่วมาจากที่ไกลๆ เป็นระยะ

เขามองซ้ายมองขวา ไม่พบวี่แววของคนอื่นเลยแม้แต่เงา

เนื่องจากตอนที่กระโดดลงมา เรือเหาะกำลังบินด้วยความเร็วสูง ผนวกกับกฎที่บังคับให้เว้นช่วงกระโดดห่างกันสิบอึดใจ ผู้เข้าแข่งขันจึงถูกโปรยกระจายไปยังจุดต่างๆ ไม่ซ้ำกัน

แน่นอนว่านี่เป็นความจงใจของหอภารกิจภายใน เพื่อป้องกันไม่ให้ศิษย์เปิดฉากฆ่าฟันกันตั้งแต่เท้ายังไม่ทันแตะพื้น

นอกเหนือจากการตั้งกฎกติกาคร่าวๆ แล้ว หอภารกิจภายในก็ไม่ได้สนใจเลยว่าการประลองครั้งนี้จะดำเนินไปในทิศทางใด

มีเพียงผู้ที่สามารถเอาชีวิตรอดและโดดเด่นท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดนี้ได้เท่านั้น จึงจะคู่ควรกับการก้าวเข้าสู่สำนักฝ่ายใน

ฉีหยวนก้มมองป้ายหยกบันทึกคะแนนที่เอว ลอบทอดถอนใจอยู่เงียบๆ

เรื่องอื่นไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ หุบเขาลั่วอวิ๋นก็ยังมีรากฐานที่ดีเยี่ยม อย่างน้อยพวกเขาก็เอาจริงเอาจังกับการคัดเลือกบุคลากร การจำลองสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรให้สมจริงที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถร่อนหาเพชรแท้ในหมู่ผู้ฝึกตนได้

ขณะที่ความคิดกำลังโลดแล่น เขาก็พลิ้วกายหายวับเข้าไปในดงไม้ทึบ

......

ในเวลาเดียวกัน

เซี่ยอวี่ซิง กำลังถือดาบยาวสีดำทะมึน ย่างก้าวอย่างระมัดระวังไปตามพงหญ้าในป่าลึก

ฟุ่บ!

จู่ๆ เงาสีเทาสายหนึ่งก็พุ่งพรวดพราดฝ่าดงไม้หมายจะตะปบเข้าที่ด้านหลังของเขา ความเร็วนั้นดุจสายฟ้าแลบ แฝงมาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง

"ตัวบ้าอะไรวะ?!" เซี่ยอวี่ซิงตกใจสุดขีด แต่ด้วยความระแวดระวังตัวที่มีอยู่ก่อนแล้ว เขาไม่ต้องเสียเวลาหันไปมอง ตวัดดาบยาวในมือฟันสับไปด้านหลังอย่างเต็มแรง

ฉัวะ—

คมดาบอันเฉียบขาดฟันทะลุร่างเป้าหมายอย่างง่ายดายไร้แรงต้าน เลือดสดๆ สาดกระเซ็นเป็นสาย

หมาป่าหลังเทา ระดับฝึกตนขั้นที่เจ็ด ร้องโหยหวนได้เพียงคำเดียว ร่างของมันก็ถูกผ่าออกเป็นสองซีกอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนจะล้มตึงลงกับพื้น

พริบตาต่อมา ป้ายหยกที่เอวของเซี่ยอวี่ซิงก็สว่างวาบ ปรากฏตัวเลข [2] ขึ้นมา

"สองคะแนนแล้วเว้ย"

เมื่อเห็นดังนั้น เซี่ยอวี่ซิงก็หน้าบานเป็นกระด้ง แม้เขาจะมีระดับพลังฝึกตนขั้นสูงสุดและเป็นหนึ่งในตัวเต็งแชมป์ของการประลองครั้งนี้ แต่ดูเหมือนดวงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตั้งแต่ลงมาก็เดินเตะฝุ่นไม่ได้แต้มเลย นี่เพิ่งจะเจอสัตว์อสูรเป็นตัวแรก

ก่อนการประลองจะเริ่มขึ้น หอภารกิจภายในได้ส่งคนมากวาดล้างพื้นที่อย่างละเอียด สัตว์อสูรระดับก่อตั้งรากฐานถูกไล่ต้อนไปอยู่อีกโซนหนึ่ง เหลือทิ้งไว้เพียงสัตว์อสูรระดับฝึกตนเท่านั้น

เนื่องจากสัตว์อสูรมักจะมีพลังรบสูงกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกัน กฎจึงกำหนดไว้ว่า การสังหารสัตว์อสูรระดับฝึกตนขั้นที่หกลงไป จะได้หนึ่งคะแนน ส่วนการสังหารสัตว์อสูรระดับฝึกตนขั้นที่เจ็ดขึ้นไป จะได้สองคะแนน

การฟันหมาป่าปีศาจระดับฝึกตนขั้นที่เจ็ดขาดกระจุยอย่างง่ายดาย รับไปเหนาะๆ สองคะแนน ถือเป็นโชคหล่นทับทีเดียว

ยังไม่ทันจะได้พักหายใจ พงหญ้าเบื้องหน้าก็มีเสียงสวบสาบดังขึ้นอีก

เซี่ยอวี่ซิงกระชับดาบในมือแน่น จ้องเขม็งไปยังทิศทางที่มาของเสียง เสียงสวบสาบนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พุ่มไม้สั่นไหวอย่างรุนแรง พุ่งตรงมาหาเขาอย่างรวดเร็ว

"มาอีกตัวแล้วรึ?" เขานัยน์ตาหรี่แคบ ตวัดดาบฟันขวางออกไป คลื่นดาบอันคมกริบที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่เป้าหมายอย่างดุดัน

ฉัวะ!

คลื่นดาบกวาดทำลายล้าง ต้นไม้ใบหญ้าโดนตัดขาดกระจุยกระจาย เผยให้เห็นลานโล่งขนาดย่อม

จังหวะที่เขากำลังจะง้างดาบฟันซ้ำ ร่างสองร่างก็กระโจนพรวดพราดออกมาจากพุ่มไม้ พร้อมกับตะโกนลั่น

"ศิษย์พี่เซี่ย ยั้งมือก่อน พวกเราเอง!"

พอเห็นหน้าค่าตากันชัดๆ เซี่ยอวี่ซิงก็ผ่อนลมหายใจ แต่ยังคงจับดาบไว้แน่นไม่ยอมเก็บเข้าฝัก ถามด้วยความหวาดระแวง

"ศิษย์น้องหลิว ศิษย์น้องเหลียง พวกเจ้ามาทำลับๆ ล่อๆ อะไรแถวนี้?"

หนึ่งในนั้น ชายหนุ่มร่างสูงตุ้ยนุ้ยรีบปั้นหน้าประจบสอพลอ อธิบายด้วยน้ำเสียงลุกลี้ลุกลน

"คือว่าพวกเราสองคนเพิ่งจะบังเอิญมาเจอกัน พอดีเห็นว่าศิษย์พี่ร่อนลงมาแถวนี้พอดี ก็เลยตั้งใจมาหาท่านโดยเฉพาะเลยขอรับ"

"มาหาข้าทำไม?"

เซี่ยอวี่ซิงขมวดคิ้ว มองพวกเขาสลับไปมาด้วยความงุนงง

ชายร่างอ้วนยิ้มแฉ่ง ประจบประแจงด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ศิษย์พี่เซี่ยทั้งองอาจห้าวหาญ ฝีมือก็ล้ำเลิศ งานประลองครั้งนี้ตำแหน่งแชมป์ต้องตกเป็นของท่านแน่นอน"

"แต่โบราณว่าไว้ หัวเดียวลีบตาย หลายหัวรอดตาย การฉายเดี่ยวบางทีก็อาจจะเสียเปรียบ สู้พวกเรารวมหัวกันตั้งตี้ โดยมีท่านเป็นหัวหน้าตี้ ส่วนพวกเราสองคนขอแค่เดินตามก้นคอยซดน้ำแกงก็พอใจแล้วขอรับ"

ศิษย์อีกคนรีบพยักหน้าผสมโรง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเหี้ยมเกรียม

"สำหรับข้าแล้ว เรื่องจะติดท็อปเท็นหรือเปล่านั้นช่างหัวมันเถอะ ข้าขอแค่หาตัวไอ้เวรฉีต้าให้เจอ กระทืบมันให้จมดิน แล้วปล้นป้ายหยกมันมา แค่นี้ก็สะใจแล้ว"

"ใช่ๆ! ถ้าเจอตัวมันเมื่อไหร่ ห้ามปล่อยให้มันรอดไปได้เด็ดขาด ถ้าพวกเรารวมหัวกันสามคน อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจะไม่ปล่อยให้มันหนีรอดไปได้"

พอได้ยินแบบนี้ ทั้งสามคนก็เหมือนเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ความสัมพันธ์พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด

เซี่ยอวี่ซิงทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าสองคนก็มาตามข้าแล้วกัน แต่ขอบอกไว้ก่อนนะว่า คะแนนที่หามาได้ ข้าขอหักหัวคิวเจ็ดส่วน ส่วนอีกสามส่วนที่เหลือ พวกเจ้าไปแบ่งกันเอง"

ศิษย์น้องสองคนนี้ คนหนึ่งระดับฝึกตนขั้นที่เจ็ด อีกคนขั้นที่แปด มัดรวมกันมาก็ยังไม่ใช่คู่มือของเขา ไม่ต้องกลัวว่าพวกมันจะกล้าเล่นตุกติก การเอามาเป็นเบ๊คอยช่วยซัพพอร์ตถือว่าเหมาะเจาะพอดี

"ขอบพระคุณศิษย์พี่เซี่ยที่เมตตาขอรับ"

ทั้งสองคนดีอกดีใจรีบก้มหัวปะหลับปะเหลือก แกล้งทำเป็นซาบซึ้งน้ำตาแทบไหล

ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นชื่นมื่น เสียงอันคุ้นหูก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาดื้อๆ

"เห็นบ่นอยากจะกระทืบข้าใจจะขาด ตอนนี้ข้ามายืนอยู่ตรงนี้แล้ว ว่าไงล่ะ?"

สิ้นเสียง ทั้งสามคนก็สะดุ้งเฮือก หน้าถอดสี รีบหันขวับไปมองตามเสียง

ห่างออกไปราวสิบจั้ง มีร่างที่คุ้นตายืนโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ กำลังมองมาที่พวกเขาทั้งสามด้วยรอยยิ้มยียวนกวนประสาท

"ฉีต้า! เป็นแกนี่เอง!"

พอเห็นหน้าชัดๆ ทั้งสามคนก็ชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนจะโกรธจนควันออกหู กัดฟันกรอดๆ ตะคอกใส่

"ดีล่ะ! ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหา แกดันรนหาที่ตายเสนอหน้ามาเอง"

"คราวนี้แกไม่รอดแน่!"

สิ้นคำราม ทั้งสามคนก็งัดของวิเศษออกมา แล้ววิ่งกรูกันเข้าไปหาฉีหยวนอย่างบ้าคลั่ง

"แน่จริงก็ไล่จับข้าให้ทันสิ"

ฉีหยวนยิ้มกริ่ม ก่อนจะหันหลังกลับ ใส่เกียร์หมาสับตีนแตกวิ่งหนีสุดชีวิต

"หนอย! คิดจะหนีเรอะ? ฝันไปเถอะ!"

เห็นมันวิ่งหนี มีหรือที่ทั้งสามคนจะยอมปล่อยให้ลอยนวล พวกเขารีบวิ่งตามก้นไปติดๆ แบบกัดไม่ปล่อย

.......

ไม่รู้ว่าวิ่งไล่กวดกันมานานแค่ไหน จนทั้งสามคนเริ่มหอบแฮ่กๆ แต่ก็ยังคลาดสายตากับฉีหยวนจนได้

"เวรเอ๊ย! ไอ้หมอนี่มันกินม้าเข้าไปหรือไงวะ วิ่งไวยังกับพายุ"

ชายร่างอ้วนปาดเหงื่อบนหน้าผาก สบถด่าอย่างหัวเสีย "เจอตัวคราวหน้าพ่อจะหักขามันทิ้งซะ"

เซี่ยอวี่ซิงมองซ้ายมองขวา กะทิศทางคร่าวๆ แล้วชี้มือไปทางหนึ่ง

"ดูจากรอยเท้า มันน่าจะหนีไปทางทิศตะวันออก เราไล่ตามไปทางนี้เรื่อยๆ เดี๋ยวก็ต้องเจอตัวมันเข้าสักวัน"

"บรู๊ววววว—"

ทันใดนั้น เสียงหมาป่าหอนก็ดังก้องกังวานมาจากรอบทิศทาง วินาทีต่อมา หมาป่าหลังเทากว่ายี่สิบตัวก็กระโจนพรวดพราดออกมาจากป่าทึบ จัดกระบวนทัพล้อมกรอบพวกเขาทั้งสามคนไว้มิดชิด

ฝูงหมาป่าพวกนี้แต่ละตัวล่ำสันบึกบึน ขนสีเทาเป็นประกายเงางาม จ่าฝูงนั้นยิ่งดูน่าเกรงขามเพราะมีพลังถึงระดับฝึกตนขั้นที่เก้า มันจ้องเขม็งมาที่เหยื่ออันโอชะเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชา

"หวานหมูแล้วเว้ย!"

แทนที่จะกลัว ทั้งสามคนกลับตาลุกวาวด้วยความดีใจ

นี่มันขุมทรัพย์คะแนนเดินได้ชัดๆ!

หมาป่าหลังเทาจัดว่าเป็นมอนสเตอร์ระดับกากที่สุดในภูเขาด้านหลังแล้ว นอกเหนือจากข้อดีที่มีจำนวนเยอะ มันก็แทบไม่มีข้อดีอะไรอีกเลย แม้แต่วิชาอาคมประจำเผ่าพันธุ์ก็ไม่มี เกิดมาเพื่อเป็นตู้เอทีเอ็มปั๊มคะแนนให้คนอื่นแท้ๆ

"พี่น้อง ลุย! เชือดพวกเดรัจฉานพวกนี้ให้เหี้ยน"

เซี่ยอวี่ซิงตวัดดาบนำร่อง พุ่งทะยานเข้าใส่ฝูงหมาป่าเป็นคนแรก

อีกสองคนก็ไม่น้อยหน้า ทำตัวประหนึ่งพยัคฆ์ลงเขา กระโจนเข้าใส่ฝูงหมาป่า สับแหลกฟันดะ ราวกับจะระบายความหงุดหงิดที่สะสมมาทั้งหมดลงกับพวกมัน

เพียงชั่วอึดใจ ซากหมาป่าก็เกลื่อนกลาด เลือดสาดกระจายย้อมผืนป่าจนแดงฉาน

หนึ่งก้านธูปผ่านไป

"หึๆ แจ่มไปเลย งานนี้ฟันคะแนนมาได้ตั้งห้าสิบแต้มเน้นๆ"

เซี่ยอวี่ซิงปาดเลือดอุ่นๆ ออกจากหน้าผาก ยิ้มหน้าบาน ลูกหาบอีกสองคนก็หน้าชื่นตาบานไม่แพ้กัน

แต่ยังไม่ทันจะได้ดื่มด่ำกับชัยชนะ หมาป่าหลังเทาอีกฝูงใหญ่ก็โผล่พรวดเข้ามาในครรลองสายตาอีกแล้ว

หลังจากการต่อสู้เลือดสาดผ่านไป พวกเขาก็กวาดล้างฝูงหมาป่าได้อีกครั้ง แต่คราวนี้สภาพแต่ละคนดูไม่จืด เหนื่อยหอบจนแขนขาอ่อนเปลี้ยเพลียแรง แทบจะไม่มีแรงขยับปากพูด ต่างคนต่างล้วงโอสถฟื้นฟูพลังจากถุงเก็บของโยนเข้าปาก แล้วทิ้งตัวลงนั่งสมาธิปรับลมปราณกันตรงนั้นเลย

เวลาผ่านไปไม่นาน พลังปราณในร่างของเซี่ยอวี่ซิงก็ฟื้นฟูกลับมาได้เจ็ดแปดส่วน เขาก้มมองคะแนนบนป้ายหยกที่ทะลุหลักร้อยไปแล้วด้วยความภาคภูมิใจ

"ฟู่— ถึงจะเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ก็คุ้มค่าว่ะ"

"ปั๊มแต้มรัวๆ แบบนี้ แชมป์ปีนี้คงไม่หนีไปไหนพ้นมือข้าแล้วล่ะมั้ง..."

แต่ทว่า...

"โฮก!"

หมีอัสนีบาตตัวเท่าบ้านสองตัว ที่ทั่วร่างมีกระแสไฟฟ้าสถิตเปรี๊ยะๆ ก็วิ่งควบตะบึงพุ่งเข้าใส่ พวกเขาทั้งสามจำใจต้องลากสังขารลุกขึ้นมารับมืออีกระลอก

หลังจากสู้ยิบตาจนปราบหมีอัสนีบาตลงได้ ฝูงลิงพ่นไฟก็ดาหน้าเข้ามา ตามด้วยซาลาแมนเดอร์เขายักษ์ กิ้งก่ายักษ์ฟันเลื่อย เสือดาวจันทราสีเงิน...

มอนสเตอร์สารพัดชนิดแห่กันมาเป็นขบวนพาเหรดประหนึ่งผุดขึ้นมาจากนรก ทยอยโผล่มาเป็นเวฟๆ แบบไม่ให้พักหายใจหายคอ ทำเอาทั้งสามคนต้องสู้รบตบมือจนหืดขึ้นคอ วิ่งรอกสู้จนกว่าพระอาทิตย์จะตกดินโน่นแหละถึงจะได้หยุดพัก

"แฮ่ก... แฮ่ก... เหนื่อยชิบเป๋ง!"

เมื่อเช็กให้ชัวร์แล้วว่าไม่มีสัตว์อสูรโผล่มาอีก ทั้งสามคนก็ล้มแผ่หลาลงกับพื้น เหงื่อโชกเต็มตัว นอนหอบหายใจรวยรินราวกับปลาขาดน้ำ

"ตอนนี้... ได้กี่คะแนนแล้ว?"

"น่าจะห้าร้อยกว่าๆ แล้วมั้ง"

"ซี๊ด... บ้าไปแล้ว ทำไมมันเยอะขนาดนี้วะ?"

"ก็เล่นกวาดล้างสัตว์อสูรในรัศมีสิบลี้ไปซะเหี้ยนขนาดนี้ จะไม่ให้แต้มพุ่งได้ไงเล่า"

จู่ๆ เซี่ยอวี่ซิงก็นึกอะไรขึ้นได้ เขารีบปลดถุงเก็บของ หยิบขวดหยกออกมา พอเปิดจุกดูก็พบว่าข้างในมันกลวงโบ๋ สะอาดหมดจดชนิดที่ว่ามองทะลุเห็นก้นขวดได้เลย

"เวรแล้วไง! โอสถฟื้นฟูพลังของข้าหมดเกลี้ยงแล้ว พวกเจ้ายังพอมีเหลือบ้างไหม?"

อีกสองคนรีบควานหาในถุงเก็บของตัวเองบ้าง ก่อนจะหน้าซีดเป็นไก่ต้ม

"ของข้าก็เกลี้ยงแล้วเหมือนกัน"

"ข้าก็ไม่เหลือแล้ว"

ทั้งสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าอมทุกข์สุดขีด

งานประลองมันจัดตั้งสามวันนะโว้ย! นี่เพิ่งจะวันแรก ยาฟื้นฟูก็ดันมาหมดซะแล้ว สภาพทุลักทุเลแบบนี้ วันต่อๆ ไปจะเอาชีวิตรอดยังไงวะเนี่ย

ในเสี้ยววินาทีแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง

ตึบ!

จู่ๆ ก็มีเสียงของหล่นกระทบพื้นดังขึ้นตรงหน้า ทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว มองไปเห็นถุงเก็บของสีมอๆ ใบหนึ่ง ร่วงหล่นมาจากฟ้า ตกแหมะอยู่ห่างจากปลายเท้าไปไม่ถึงคืบ

"ใครน่ะ?!"

เจอไอเทมดรอปแบบผีหลอกตอนกลางวันแสกๆ ทั้งสามคนก็เสียวสันหลังวาบ รีบตื่นตัวสอดส่องมองหาตัวการรอบทิศ แต่ก็ไร้ซึ่งความผิดปกติใดๆ

หลังจากลองเอาไม้เขี่ยๆ ดูจนแน่ใจว่าไม่ได้อาบยาพิษ เซี่ยอวี่ซิงก็เอื้อมมือไปหยิบถุงเก็บของใบนั้นขึ้นมาเปิดดู แล้วเขาก็แทบช็อก เมื่อพบว่าข้างในมีขวดยาโอสถคืนวสันต์อัดแน่นอยู่ถึงสามขวดเต็มๆ!

"????"

"หรือว่า... ผู้คุมสอบจากหอภารกิจภายในเห็นว่าข้าโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นเข้าตา ก็เลยจัดแอร์ดรอปเสบียงมาให้เป็นรางวัลพิเศษวะเนี่ย?"

เซี่ยอวี่ซิงหยิบโอสถคืนวสันต์สีสันสดใส กลิ่นหอมหวนชวนดม ขึ้นมาเม็ดหนึ่ง แล้วนั่งทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก...

.......

ที่ลานกว้าง

ในขณะนี้ เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของหุบเขาลั่วอวิ๋นกำลังมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าตอนมองดูภาพในกระจกศิลามันช่างพิลึกพิลั่นเกินจะบรรยาย

หลังจากเงียบกริบกันไปพักใหญ่ หยางซิวเต๋อ ผู้อาวุโสหอภารกิจภายในก็ทนไม่ไหว ต้องสบถออกมาประโยคหนึ่ง

"ไอ้เด็กนี่มันมีอะไรแปลกๆ แน่!"

ไป๋ซีโหรวเม้มริมฝีปากบาง พึมพำกับตัวเองเบาๆ

"ศิษย์น้องฉี นี่เจ้ากำลังเล่นตลกอะไรอยู่เนี่ย?"

จบบทที่ 33-34

คัดลอกลิงก์แล้ว