เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

31-32

31-32

31-32


บทที่ 31 ทำลายแผนการใหญ่ของสำนักศักดิ์สิทธิ์?

ในเวลาเดียวกัน

ลึกเข้าไปในป่าไผ่

ภายในเรือนไม้ที่ถูกจัดวางโครงสร้างค่ายกลไว้อย่างวิจิตรบรรจง จี้ฉานเอ๋อร์กำลังนั่งขัดสมาธิลอยตัวอยู่กลางอากาศเบาหวิว รอบกายมีสายลมเย็นยะเยือกพัดวน เงามืดกระเพื่อมไหว แผ่กลิ่นอายอัปมงคลอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเป็นระลอก ทำให้ร่างของนางดูเลือนลางราวกับภูตผีปีศาจ

เนื่องจากกำลังอยู่ในระหว่างการบำเพ็ญเพียร จี้ฉานเอ๋อร์จึงปลดเปลื้องรูปโฉมจอมปลอมออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงอันงดงามหยาดเยิ้มสะกดสายตา

ยามนี้นางสวมเพียงชุดกระโปรงยาวสีม่วงอ่อน อวดทรวดทรงองค์เอวอรชรอันเย้ายวนที่โผล่วับๆ แวมๆ ภายใต้เนื้อผ้าบางเบา ผิวพรรณขาวผ่องดุจหยกสลัก เรือนร่างของนางดูราวกับดอกแมนดราโกร่าสีม่วงที่กำลังเบ่งบานเต็มที่ อาบชโลมไปด้วยเสน่ห์อันตรายที่พร้อมจะปลิดชีพผู้หลงใหล

หากนำไปเทียบกับ 'เจินอวี้เยี่ยน' หญิงสาวหน้าตาจืดชืดในยามปกติแล้ว ช่างแตกต่างกันราวกับฟ้าดิน

ทันใดนั้น นางก็เบิกตาโพล่ง นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำทอประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง ราวกับรัตติกาลอันมืดมิดไร้ขอบเขต

มีคนมา!

นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ห้วงอากาศเบื้องหน้าพลันกระเพื่อมไหวราวกับผิวน้ำ ปรากฏเป็นภาพเงาสะท้อนทิวทัศน์ภายนอกเรือนไม้

เมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้มาเยือนคือใคร สีหน้าของจี้ฉานเอ๋อร์ก็ผ่อนคลายลง นางโบกมือปลดค่ายกลป้องกันด้านนอกออก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชา

"เข้ามาสิ"

แอ๊ด—

บานประตูถูกผลักออกเบาๆ ร่างหนึ่งซึ่งสวมผ้าคลุมสีดำสนิทปกปิดมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากความมืดมิดภายนอก

"ผู้น้อยคารวะศิษย์สืบทอดจี้"

เมื่อเห็นจี้ฉานเอ๋อร์อยู่ภายในห้อง ร่างนั้นก็รีบปลดผ้าคลุมศีรษะลง แล้วคุกเข่าโขกศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม

ผู้มาเยือนมีรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาภูมิฐาน เขาผู้นี้ก็คือ อินชิงหยวน ผู้อาวุโสหอเบิกมรรคาแห่งหุบเขาลั่วอวิ๋นนั่นเอง

"เจ้ามาทำไม ข้าสั่งให้เจ้ากบดานเงียบๆ ถ้าไม่มีธุระสำคัญห้ามมาหาข้าไม่ใช่หรือ?"

จี้ฉานเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา แฝงความรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง

แม้สตรีเบื้องหน้าจะงดงามหยาดฟ้ามาดินและดูยั่วยวนเพียงใด แต่อินชิงหยวนก็ไม่กล้าแสดงท่าทีล่วงเกินเลยแม้แต่น้อย เขาก้มหน้าไม่กล้าสบตา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

"เรียนศิษย์สืบทอดจี้ ผู้น้อยได้ทำตามคำสั่งของท่าน คอยแทรกซึมสร้างฐานอำนาจและรวบรวมข่าวสารในหุบเขาลั่วอวิ๋น ซึ่งตอนนี้ก็พอจะมีความคืบหน้าอยู่บ้างแล้วขอรับ"

"แต่ทว่าช่วงนี้ ผู้น้อยมักจะถูกพวกศัตรูคู่อริในสำนักคอยขัดแข้งขัดขา กลั่นแกล้งสารพัด ทำให้การงานติดขัดไปเสียทุกเรื่อง บารมีก็ตกต่ำลงมาก"

"ผู้น้อยต้องกลืนเลือดรับความอยุติธรรมนี้เอาไว้เองก็ไม่เป็นไรหรอกขอรับ แต่หากเรื่องนี้ลุกลามจนไปทำลายแผนการใหญ่ของสำนักศักดิ์สิทธิ์เข้า ผู้น้อยคงมีโทษตายหมื่นครั้งก็ยังไม่พอชดใช้..."

เมื่อได้ฟังจนจบ จี้ฉานเอ๋อร์ก็มองทะลุปรุโปร่งถึงเจตนาแอบแฝงของอีกฝ่ายทันที ลอบแค่นหัวเราะหยันในใจ

ทำลายแผนการใหญ่ของสำนักศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ?

น้ำหน้าอย่างเจ้านี่นะ มีปัญญาทำลายแผนการใหญ่ด้วย?

หากสำนักอินซาผู้ยิ่งใหญ่ต้องมาฝากความหวังไว้กับไอ้เฒ่าทรยศอย่างเจ้า สู้ยุบสำนักทิ้งไปเลยยังจะดีเสียกว่า!

"สรุปก็คือ เจ้าอยากจะให้ข้าออกหน้าจัดการปัญหาให้เจ้างั้นสิ?"

จี้ฉานเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้น จ้องมองอินชิงหยวนด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง

อินชิงหยวนสะดุ้งเฮือก รีบตอบเสียงหลง

"เดิมทีผู้น้อยก็มิกล้ารบกวนให้ศิษย์สืบทอดจี้ต้องลงมือหรอกขอรับ เพียงแต่ตอนนี้ผู้น้อยหัวเดียวกระเทียมลีบในหุบเขาลั่วอวิ๋น ไร้คนหนุนหลัง จึงได้แต่หวังพึ่งบารมีของท่านช่วยชี้แนะ"

"เอาเถอะ" จี้ฉานเอ๋อร์ลอบซ่อนแววตาเหยียดหยามไว้มิดชิด นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวช้าๆ "ข้าจะช่วยจัดการพวกตัวเกะกะเหล่านั้นให้เจ้าเอง แต่ทว่าตอนนี้ข้ากำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดของสำนักศักดิ์สิทธิ์จนมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว จำเป็นต้องใช้เวลาอีกสามเดือนถึงจะสำเร็จบริบูรณ์"

"ในระหว่างนี้ เจ้าจงทำตัวให้เงียบกริบที่สุด อย่าได้สร้างเรื่องปวดหัวมาให้ข้าอีก เมื่อครบกำหนดสามเดือน ข้าจะลงมือปัดกวาดเสี้ยนหนามให้เจ้าด้วยตัวเอง และจะหาจังหวะสังหารไป๋ฉิงอู่ เพื่อดันเจ้าขึ้นแท่นเป็นเจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋นให้จงได้"

เมื่อได้ยินคำสัญญา อินชิงหยวนก็หน้าบานเป็นกระด้ง แววตาเต็มไปด้วยความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง เหตุผลที่เขายอมทรยศมาเข้าพวกกับสำนักอินซาก็เพื่อแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักอยู่แล้ว บัดนี้เมื่อความฝันใกล้จะเป็นจริง มีหรือที่เขาจะไม่เนื้อเต้น!

ด้วยความตื่นเต้นสุดขีด อินชิงหยวนรีบโขกศีรษะขอบคุณปะหลับปะเหลือก

"ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ! ศิษย์สืบทอดจี้โปรดวางใจ ผู้น้อยจะขอถวายหัวรับใช้สำนักศักดิ์สิทธิ์อย่างสุดความสามารถ ตายก็ไม่เสียดายชีวิต!"

จี้ฉานเอ๋อร์โบกมือไล่เบาๆ

"เจ้ากลับไปได้แล้ว เมื่อข้าเตรียมตัวพร้อมเมื่อไหร่ จะส่งข่าวไปหาเจ้าเอง"

"ขอรับๆ ผู้น้อยขอตัวลา"

หลังจากพร่ำขอบคุณอีกชุดใหญ่ อินชิงหยวนจึงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น แล้วเดินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ

เมื่อคล้อยหลังอินชิงหยวน จี้ฉานเอ๋อร์ก็หรี่ดวงตางดงามลง มุมปากที่เย้ายวนใจแสยะยิ้มเย็นชาชวนขนลุก พึมพำกับตัวเองเบาๆ

"ท่านอาจารย์พูดไว้ไม่มีผิด พวกฝ่ายธรรมะจอมปลอมนี่มันมีแต่พวกโง่เง่าโลภมากจริงๆ หลอกใช้ได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน"

"แกไม่หัดแหกตาดูบ้างเลยหรือไง ว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่จะไปชายตามองสำนักกระจอกงอกง่อยอย่างหุบเขาลั่วอวิ๋นได้อย่างไร จะต้องเหนื่อยยากผลักดันให้แกขึ้นไปเป็นเจ้าสำนักส้นตีนอะไรนั่นเพื่ออะไรกัน"

พูดจบ นางก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ ก่อนจะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเรือนไม้

"อีกเพียงสามเดือนเท่านั้น หญ้าดารามายาต้นนั้นก็จะเติบโตเต็มที่ กลายเป็นสมุนไพรวิญญาณระดับหมื่นปีอย่างสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็จะใช้มันเป็นวัตถุดิบหลัก ในการหลอมโอสถมายาเทวะเก้าสกัด"

"เมื่อข้ากลืนกินโอสถเม็ดนั้น กายามารฟ้าพันมายาของข้าก็จะบรรลุขั้นสูงสุด ตำแหน่งสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักมารก็จะเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว คุ้มค่ากับความยากลำบากที่ต้องมาทนอุดอู้อยู่ที่นี่ถึงสามปี"

"พอถึงตอนนั้น ข้าจะใจดีสงเคราะห์ส่งแกกับไอ้ลูกชายโง่ๆ ของแกไปทัวร์นรกพร้อมกัน ถือเสียว่าทำความดีกวาดล้างขยะให้หุบเขาลั่วอวิ๋นก็แล้วกัน"

เมื่อคิดถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ จี้ฉานเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มพริ้มพรายเปี่ยมเสน่ห์ ก่อนจะหลับตาลง และเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง

......

วันเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เผลอแวบเดียวก็ผ่านไปอีกครึ่งเดือน

ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง ยามเช้าตรู่ของเขตสำนักสายนอกก็คึกคักจอแจไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยดังก้องไปทั่วบริเวณ

วันนี้คือวันจัดงานประลองศิษย์สายนอกประจำปี ไม่เพียงแต่จะมีศิษย์สายนอกจำนวนมากที่กำลังยืดเส้นยืดสายเตรียมตัวลงประลองเพื่อชิงอันดับดีๆ แต่ยังมีศิษย์พี่ศิษย์น้องจากสำนักฝ่ายในอีกหลายคนที่ตั้งใจมาดูการประลองเพื่อความบันเทิง และแวะมาสอดส่องดูดาวรุ่งดวงใหม่ของสำนักไปในตัว

แม้หุบเขาลั่วอวิ๋นจะตกต่ำลงจนกลายเป็นแค่สำนักขนาดกลาง แต่ก็ยังมีศิษย์ในสังกัดถึงสองพันคน หากหักลบศิษย์รับใช้สามร้อยกว่าคนออกไป ก็ยังมีศิษย์สายนอกอีกพันกว่าชีวิต ศิษย์เหล่านี้นัดหมายมารวมตัวกันที่ลานกว้างขนาดใหญ่ มองไปทางไหนก็เห็นแต่คลื่นมนุษย์เบียดเสียดยัดเยียดกันจนแทบไม่มีที่ยืน

ตรงกลางลานกว้างนั้น คือกลุ่มของศิษย์ที่ลงชื่อเข้าร่วมการประลอง ซึ่งมีจำนวนราวๆ สองถึงสามร้อยคน

คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิษย์สายนอกที่มีฝีมือ ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็ยังมีระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตฝึกตนขั้นที่เจ็ด ท่ามกลางยอดฝีมือเหล่านี้ การปรากฏตัวของคนสวมชุดศิษย์รับใช้เพียงไม่กี่คน จึงกลายเป็นจุดเด่นที่เตะตาผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"เฮ้ย ดูนั่นดิ ไอ้หมอนั่นมันศิษย์ใหม่ที่ได้รับการประเมิน'สภาวะจิตใจสมบูรณ์แบบ' ในการทดสอบเข้าสำนักปีนี้นี่หว่า ชื่อนามสกุลอะไรฉีๆ สักอย่างนี่แหละ..."

"เหอะ จะได้ประเมินดีแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นแค่ขยะรากวิญญาณสี่ธาตุอยู่ดี สภาวะจิตใจดีแล้วมันช่วยให้เหาะได้หรือไง เป็นแค่ศิษย์รับใช้ก็หัดไปกวาดพื้นล้างห้องน้ำสิวะ เสือกเสนอหน้ามาลงประลองศิษย์สายนอก สงสัยสมองจะกลับไปแล้วมั้ง?"

"ดูสิ ข้างๆ มันยังมีศิษย์รับใช้อีกคนด้วยว่ะ เดี๋ยวคอยดูนะ ไอ้กระจอกสองตัวนี้คงจะโดนเตะตกรอบตั้งแต่การคัดเลือกด่านแรกแน่ๆ เตรียมตัวขายขี้หน้าประชาปชีได้เลย... ฮ่าๆๆ..."

"สงสัยแค่อยากมาเดินโชว์ตัวเป็นไม้ประดับล่ะมั้ง ไม่หัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเลย ว่ามีปัญญาแค่ไหน"

เมื่อต้องเผชิญกับคำถากถางและเสียงหัวเราะเยาะหยันจากรอบทิศทาง สีหน้าของฉีหยวนก็ยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ ไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

ตรงกันข้ามกับหลินเจิ้นที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งตอนนี้หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ สองมือกำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ

"ปล่อยให้ข้าจัดการพวกขยะปากหมาพวกนี้เอง"

จู่ๆ ฉีหยวนก็หันไปส่งยิ้มบางๆ ให้หลินเจิ้น ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงดิ่งเข้าไปหากลุ่มคนที่กำลังหัวเราะเยาะเสียงดังที่สุด

"ไอ้ลูกหมา แกด่าใครว่าเป็นขยะฮะ?"

ยังไม่ทันที่ฉีหยวนจะเดินเข้าไปใกล้ ชายหนุ่มหน้าตาเหี้ยมเกรียมคนหนึ่งในกลุ่มก็กระโดดออกมาชี้หน้าด่าด้วยความเกรี้ยวกราด

ฉีหยวนปรายตามองมันด้วยหางตา ส่ายหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้าไม่ได้เจาะจงด่าแค่เจ้าคนเดียวหรอกนะ... ข้าหมายถึงว่า... ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ ล้วนเป็นขยะต่างหากล่ะ!"

ทันทีที่สิ้นประโยค บรรยากาศโดยรอบก็พลันเย็นยะเยือกและหนักอึ้งขึ้นมากะทันหัน เสียงจอแจเมื่อครู่เงียบกริบลงราวกับป่าช้า ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่ฉีหยวนด้วยความโกรธแค้นแทบลุกเป็นไฟ

บทที่ 32 ข้าขอถอนตัวตอนนี้ยังทันไหม?

หลังจากเงียบงันไปชั่วอึดใจ ลานกว้างก็ระเบิดเสียงฮือฮาดังสนั่นหวั่นไหว

"ไอ้เวรเอ๊ย! แกกร่างผิดที่แล้ว รู้ตัวไหมว่ากำลังเห่าใส่ใครอยู่?!"

"แม่มเอ๊ย! ไอ้หมอนี่มันรนหาที่ตายชัดๆ มันห้าวเป้งแบบนี้มาตั้งแต่เกิดเลยรึไงวะ?"

"กล้าดีหยามหน้าพวกเราทุกคนพร้อมกัน ไอ้เด็กเวรนี่มันอหังการเกินไปแล้ว!"

เพียงชั่วพริบตา ศิษย์สายนอกที่เตรียมตัวลงประลองทุกคนก็เดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า พากันถลึงตาจ้องมองฉีหยวนอย่างกินเลือดกินเนื้อ บางคนที่อารมณ์ร้อนหน่อยถึงกับถลกแขนเสื้อเตรียมจะพุ่งเข้ามาแจกหมัดให้รู้แล้วรู้รอด

"วันนี้ข้าจะกระทืบแกให้จมดินเลยคอยดู!"

ไอ้หน้าเหี้ยมคนเมื่อครู่ตั้งสติได้จากความตกตะลึง ก็ถลึงตาถมึงทึงใส่ฉีหยวนกับหลินเจิ้น ง้างหมัดเตรียมจะเปิดฉากตะลุมบอน

"พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน?! ก่อนการประลองจะเริ่ม ห้ามลงไม้ลงมือกันเด็ดขาด ใครฝ่าฝืนกฎ ข้าจะตัดสิทธิ์มันเดี๋ยวนี้!"

ในจังหวะนรกนั้นเอง กลุ่มศิษย์จากหอภารกิจภายในที่รับหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยก็พุ่งพรวดเข้ามาขวางหน้า ระงับเหตุวิวาทที่กำลังจะบานปลายได้อย่างหวุดหวิด

เมื่อเห็นว่าหมดโอกาสสั่งสอนไอ้เด็กปากดี ฝูงชนจึงได้แต่ข่มความโกรธเอาไว้ชั่วคราว แต่ก็ไม่วายส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายใส่ฉีหยวนและหลินเจิ้น พร้อมกับตะโกนข่มขู่ฝากไว้ก่อน

"แกสวดมนต์ขอพรไว้เลยนะ ว่าอย่าจับสลากมาเจอข้าบนเวที ไม่งั้นล่ะก็... หึ แกเละแน่"

"ใช่ ขอกูแจมด้วย! ถ้าไม่ได้กระทืบไอ้สวะสองตัวนี้ให้ตกรอบเป็นพวกแรก ศักดิ์ศรีของศิษย์สายนอกอย่างพวกเราจะเอาไปทิ้งไว้ไหนวะ?"

"รวมข้าไปด้วยอีกคน! ถ้าข้าอัดแกจนกว่าแกจะคุกเข่ากราบตีนข้าไม่ได้ ข้าจะยอมเขียนชื่อ 'หลี่ต้าลี่' ของข้ากลับหัวเลยเอ้า!"

"เดี๋ยวๆ สหาย... ชื่อเจ้าต่อให้เขียนกลับหัว มันก็ยังอ่านว่าหลี่ต้าลี่อยู่นะเว้ย"

"ปัดโธ่เว้ย! อย่ามาจับผิดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สิวะ เอาเป็นว่าข้าชื่อหลี่ต้าลี่ มีปัญหาอะไรไหม?!"

.......

เมื่อได้ยินเสียงก่นด่าและคำขู่สารพัดสารพันที่สาดกระหน่ำเข้ามา ฉีหยวนกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย เขากระตุกยิ้มมุมปากเย้ยหยัน เชิดหน้าขึ้นแล้วประกาศกร้าวด้วยความจองหอง

"อยากจะรุมกระทืบข้าก็พยายามเข้าหน่อยล่ะ จะบอกให้เอาบุญนะ ตำแหน่งชนะเลิศงานประลองศิษย์สายนอกวันนี้ ข้าจองแล้ว! ต่อให้ปรมาจารย์เต๋าเสด็จมาเองก็หยุดข้าไม่ได้ ข้าขอประกาศไว้ตรงนี้เลย!"

สิ้นประโยคสุดอหังการ คลื่นความโกรธเกรี้ยวของมหาชนก็พุ่งทะลุปรอทอีกครั้ง ศิษย์สายนอกแทบทุกคนที่เข้าร่วมการประลองโดนยั่วโมโหจนเส้นเลือดบนขมับปูดโปน กัดฟันกรอดๆ ราวกับถูกสาดน้ำมันเข้ากองเพลิงแห่งจิตวิญญาณการต่อสู้

"ไอ้เด็กนี่มันชักจะโอหังเกินไปแล้ว คอยดูเถอะ ขึ้นเวทีเมื่อไหร่ ข้าจะสั่งสอนให้มันรู้จักที่ต่ำที่สูงเอง"

"บัดซบเอ๊ย ข้าทนไม่ไหวแล้วโว้ย! ต่อให้งานนี้ข้าจะชวดรางวัล ข้าก็จะลากคอมันให้ตกรอบเป็นคนแรกให้จงได้!"

"พูดได้ดี! ถึงเวลาพวกเราต้องร่วมมือกัน สหบาทากระทืบไอ้เด็กจองหองนี่ให้จมคาเวที ดูสิว่ามันยังจะกล้าปากดีอยู่อีกไหม!"

.......

เมื่อเห็นว่าลากมอนสเตอร์มาลงแขกได้สำเร็จตามเป้า ฉีหยวนก็ลอบยิ้มมุมปาก ก่อนจะรีบคว้าคอเสื้อหลินเจิ้นแล้วเผ่นแน่บออกจากวงล้อมอย่างรวดเร็ว

บรรยากาศตรงนั้นมันเดือดพล่านเกินไป หากขืนยืนแช่อยู่นานกว่านี้ เกรงว่าแม้แต่คนของหอภารกิจภายในก็คงเอาไม่อยู่แน่

"น้องหลิน ทำไมหน้าเจ้าถึงซีดเป็นไก่ต้มขนาดนั้นล่ะ?"

เมื่อวิ่งหนีออกมาจนพ้นรัศมีอันตราย ฉีหยวนก็เพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติของหลินเจิ้น จึงเอ่ยถามด้วยความงุนงง

หลินเจิ้นทำหน้าเหมือนคนอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา "พี่ฉี... ข้าขอถอนตัวตอนนี้ยังทันไหม?"

เขาหวาดกลัวจับใจแล้วจริงๆ ตอนนี้พลังของเขาก็มีแค่ขอบเขตฝึกตนขั้นที่สี่ ที่บากหน้ามาลงสมัครก็แค่อยากจะมาเปิดโลกกว้างดูลาดเลาเฉยๆ

แต่ตอนนี้น่ะสิ งานประลองยังไม่ทันจะเริ่ม ก็ดันไปประกาศตัวเป็นศัตรูกับผู้เข้าแข่งขันทุกคนซะแล้ว แบบนี้จะเอาชีวิตรอดบนเวทีได้ยังไงวะ?

ด้วยสภาพการณ์แบบนี้ พอเสียงระฆังเริ่มการประลองดังขึ้นเมื่อไหร่ รับรองว่าได้โดนฝูงชนรุมประชาทัณฑ์แน่ๆ โอกาสรอดแทบจะเป็นศูนย์...

"จะลุกลี้ลุกลนไปทำไม" ฉีหยวนตบไหล่หลินเจิ้น ปั้นหน้ามั่นใจเกินร้อย "ถึงเวลาเจ้าก็แค่เดินตามหลังข้ามาก็พอ รับรองว่าไม่มีใครกล้าแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายก้อย"

หลินเจิ้นฝืนฉีกยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไปว่า

"ข้าว่าข้าขอบายดีกว่า ขืนลงไปมีหวังโดนเตะตกรอบตั้งแต่ด่านแรกแหงๆ"

ฉีหยวนไม่ได้เซ้าซี้ต่อ สาเหตุที่เขาต้องจงใจพูดจายั่วยุเพื่อสร้างศัตรูกับคนทั้งงาน ก็เพื่อเพิ่มความยากให้กับตัวเอง เพื่อให้ผลลัพธ์ของการประลองบรรลุเป้าหมาย 'สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งลาน' ตามที่ระบบเรียกร้องนั่นเอง

ก็แหม เงื่อนไขของรางวัลพิเศษมันระบุไว้ชัดเจนว่า [สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งลาน และคว้าตำแหน่งชนะเลิศ]

ด้วยสันดานมาตรฐานคู่ของไอ้ระบบกากที่มักจะหละหลวมกับตัวเองแต่เข้มงวดกับคนอื่นแล้ว ไอ้คำว่า "สร้างความตกตะลึง" ในเงื่อนไขภารกิจ มันคงไม่ใช่แค่คำคุณศัพท์ลอยๆ แน่ แต่มันคือ 'กฎเหล็ก' ที่ต้องทำให้ได้!

แม้การที่ศิษย์รับใช้ปลายแถวจะสามารถคว้าแชมป์มาครองด้วยระดับพลังเพียงแค่ 'ฝึกตนขั้นที่ห้า' มันก็น่าตกใจพออยู่แล้ว แต่ไอ้คำว่า 'ตกตะลึง' เนี่ย มันวัดค่าความตกใจกันที่ระดับไหนก็ไม่รู้

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้เขาเคยโชว์เทพด้วยการใช้แค่หมัดลุ่นๆ ตบศิษย์สายนอกระดับฝึกตนขั้นที่เจ็ดกระเด็นไปต่อหน้าธารกำนัล แถมยังได้ประทับตรา 'สภาวะจิตใจสมบูรณ์แบบ' มาเป็นเครื่องการันตีอีก ทำให้มีคนไม่น้อยที่แอบประเมินฝีมือของเขาไว้ค่อนข้างสูง

หากคนพวกนี้เห็นเขายืนหยัดเป็นที่หนึ่งได้แล้วไม่รู้สึก 'ตกตะลึง' ถึงขั้นอ้าปากค้างล่ะก็ แผนการอัปเกรดของเขาก็พังพินาศหมดน่ะสิ!

เรื่องนี้มันส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับพรสวรรค์รากวิญญาณเชียวนะโว้ย เขาไม่มีทางยอมรับความเสี่ยงที่ภารกิจจะล้มเหลวแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว!

สรุปก็คือ หากต้องการให้คนดูช็อกตาตั้ง มันก็ต้องใช้วิธีการคว้าแชมป์ที่บ้าบิ่นและเหนือความคาดหมายที่สุด...

ในขณะที่สมองของฉีหยวนกำลังแล่นจี๋วางแผนการชั่วร้าย จู่ๆ เสียงอื้ออึงก็ดังกระหึ่มขึ้นจากลานประลอง

"เฮ้ย ดูนั่น! ท่านเจ้าสำนักเสด็จมาแล้ว!"

เมื่อมีคนตะโกนขึ้น เสียงจอแจรอบลานประลองก็เงียบสงบลงในพริบตา ทุกคนต่างแหงนหน้าขึ้นมองไปยังเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น

เพียงอึดใจเดียว แสงกระบี่นับสิบสายก็พุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็วสูง และร่อนลงจอดบนลานหินอ่อนเบื้องหน้าอย่างสง่างาม ผู้ที่ปรากฏกายขึ้นคือบรรดาผู้อาวุโสระดับสูงของหุบเขาลั่วอวิ๋นนั่นเอง

ผู้นำขบวนคือบุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมหรูหรา ท่าทางภูมิฐาน ทว่าสีหน้ากลับดูเคร่งขรึมและแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า กลิ่นอายรอบกายแข็งแกร่งดุดัน เขาผู้นี้คือ ไป๋ฉิงอู่ เจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋น

แต่ทว่าระหว่างคิ้วของผู้เป็นเจ้าสำนักกลับมีกลิ่นอายแห่งความเสื่อมถอยแผ่ซ่านออกมาจางๆ เห็นได้ชัดว่าความพยายามในการทะลวงผ่านขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสูงสุดของเขาเพิ่งจะล้มเหลวไม่เป็นท่า

"ผู้อาวุโสหยาง เริ่มการทดสอบได้"

ไป๋ฉิงอู่กวาดสายตามองฝูงชนหนึ่งรอบ ก่อนจะพยักหน้าให้ผู้อาวุโสหอภารกิจภายในที่ยืนอยู่ด้านหลัง

"รับทราบขอรับ"

หยางซิวเต๋อ ผู้อาวุโสหอภารกิจภายในผู้รับผิดชอบดูแลงานประลองศิษย์สายนอกรับคำสั่ง ก่อนจะก้าวออกมายืนด้านหน้า แล้วประกาศด้วยเสียงอันดังกังวาน

"งานประลองศิษย์สายนอกประจำปี บัดนี้... ขอเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ!"

พริบตาต่อมา ร่างของเขาก็ลอยขึ้นไปบนกากอากาศ พลังกดดันอันมหาศาลระดับขอบเขตแก่นทองคำพลันระเบิดออกมากดทับลงเบื้องล่างอย่างฉับพลัน

ตู้ม!

ทันใดนั้น ศิษย์ทุกคนที่ลงสมัครแข่งขันก็รู้สึกราวกับมีภูเขาลูกยักษ์หล่นทับบ่า หายใจติดขัด หอบแฮ่กๆ ต่างพากันรีดเร้นพลังปราณในร่างออกมาต่อต้านแรงกดดันนั้นอย่างสุดกำลัง

ฉีหยวนแกล้งทำเป็นเบ่งพลังจนมีเหงื่อผุดขึ้นมาสองหยดตรงหน้าผากอย่างขอไปที จากนั้นก็ยืนนิ่งสงบเป็นรูปปั้น รอด่านคัดกรองด่านแรกจบลง

ส่วนหลินเจิ้นที่ยืนอยู่ข้างๆ จู่ๆ ก็ทำหน้าโล่งอก ก่อนจะล้มตึงลงไปกองกับพื้นเสียงดังป้าบ แล้วส่งยิ้มแหยๆ ให้ฉีหยวน

"พี่ฉี โทษทีนะพี่ ขะ... ข้าฝืนทนแรงกดดันไม่ไหวแล้วจริงๆ"

ฉีหยวนมองปราดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายยังเหลือแรงอีกบานเบอะ การมาล้มพับเอาดื้อๆ แบบนี้ชัดเจนว่าจงใจปล่อยจอย

แน่นอนว่า ด้วยนิสัยของบุตรแห่งโชคชะตาคนนี้ คงไม่ใช่เพราะขี้ขลาดตาขาวหรอก แต่เป็นเพราะกลัวว่าตัวเองจะเข้าไปเป็นตัวถ่วงของสหายรักในสนามประลองมากกว่า

ฉีหยวนไม่ได้ถือสาหาความอะไร เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วกระซิบสั่ง

"เจ้าถอยไปพักผ่อนเถอะ อ้อ... เดี๋ยวอย่าลืมไปแทงพนันฝั่งข้าว่าข้าจะชนะเลิศด้วยล่ะ เอาให้หมดหน้าตักเลยนะ"

หลินเจิ้น: "......"

ตุบ!

ตุบ!

ตุบ!

......

เวลาผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มมีคนทนรับแรงกดดันไม่ไหว เข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นทีละคนสองคน บางคนที่ฝืนมากไปถึงกับตาเหลือกสลบเหมือดคาที่

ในที่สุด หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป หยางซิวเต๋อก็รั้งพลังกดดันกลับคืนมา กวาดสายตามองศิษย์ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แล้วประกาศเสียงขรึม

"ผู้ที่ล้มลงไปกองกับพื้นเมื่อครู่ ถือว่าตกรอบทั้งหมด มีเพียงผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่การประลองศิษย์สายนอกในรอบต่อไป!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลายคนถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหวาดเสียว นั่นหมายความว่ามีคนเกินครึ่งที่ต้องกระเด็นตกรอบไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เหยียบขึ้นเวทีประลองเลยด้วยซ้ำ!

จบบทที่ 31-32

คัดลอกลิงก์แล้ว