29-30
29-30
บทที่ 29 ต่างคนต่างได้ประโยชน์
ค่ำคืนนั้น
ณ ถ้ำบำเพ็ญเพียรตกแต่งแบบโบราณแห่งหนึ่งในเขตสำนักฝ่ายใน
อินชิงหยวนทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงเมฆาด้วยสีหน้าดำทะมึน ภายในดวงตาทั้งสองข้างลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ
ไม่ไกลจากเบื้องหน้าเขา อินหงกำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงก ก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"ที่แกพูดมาเมื่อกี้ เป็นความจริงทั้งหมดงั้นรึ?"
อินชิงหยวนปรายตามองลูกชายที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อได้ยินดังนั้น อินหงก็รีบพยักหน้ารัวๆ ตอบกลับอย่างนอบน้อมว่า "ท่านพ่อ คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นความจริงแท้แน่นอนขอรับ เป็นลูกเองที่ยุยงให้ลูกพี่ลูกน้องยืมมือพยัคฆ์เพลิงชาดไปกำจัดไอ้ฉีต้า เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า..."
เพียะ!
ยังพูดไม่ทันจบ เสียงตบหน้าฉาดใหญ่ก็ดังก้องขึ้น แก้มของอินหงบวมเป่งแดงเถือกในพริบตา เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปาก
จากนั้น อินชิงหยวนก็แค่นเสียงเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงยะเยือก
"แกรู้ตัวไหมว่าครั้งนี้แกทำพลาดตรงไหน?"
โดนตบไปหนึ่งฉาด อินหงไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก ตอบกลับอย่างระมัดระวังว่า
"ลูกไม่ควรยุยงให้ลูกพี่ลูกน้องไปลอบทำร้ายคนในสำนักเดียวกันขอรับ"
ปัง!
สิ้นคำตอบ เขาก็โดนเตะอัดเข้าเต็มรักจนร่างลอยกระเด็นไปกระแทกกับเก้าอี้ไม้ด้านหลัง เก้าอี้ไม้เนื้อแข็งที่ดูทนทานแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ทันที
หลังจากกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น อินหงก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา กัดฟันข่มความเจ็บปวดที่หัวไหล่ แล้วกลับมาคุกเข่าในท่าเดิมอย่างรวดเร็ว
"ไอ้โง่! เทียบกับแผนการใหญ่ที่เรากำลังจะทำ การฆ่าคนในสำนักมันนับเป็นตัวบ้าอะไรได้!" อินชิงหยวนมองลูกชายด้วยสายตาขยะแขยง น้ำเสียงดุดัน "แกอยากจะออกหน้าแทนหวังลู่ชวนผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องนั่นมันก็ไม่ผิดหรอก ยังไงซะก็เป็นญาติพี่น้องกัน"
"แต่ที่แกพลาดอย่างมหันต์ คือแกไม่ควรเอาไอ้เดรัจฉานพยัคฆ์เพลิงชาดนั่นเข้ามาเอี่ยวในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้! ลำพังพยัคฆ์เพลิงชาดน่ะมันไม่ได้มีค่าอะไรนักหนาหรอก แต่สวีโจว ผู้อาวุโสหอคุมกฎที่หนุนหลังมันอยู่ ไม่ใช่คนที่จะไปแหยมด้วยได้ง่ายๆ"
"การตายของหวังลู่ชวน ทายาทสายตรงของตระกูลหวังในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของไอ้ฉีต้านั่น หรือเป็นเพราะไอ้เสือบ้ามันพลิกลิ้นฆ่าคนชิงยาไปเอง สุดท้ายมันก็จะทำให้ข้าต้องไปงัดกับไอ้เฒ่าสวีโจวก่อนเวลาอันควร เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูตัวฉกาจเพิ่มขึ้นมาโดยใช่เหตุ"
"หลายปีมานี้ ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างฐานอำนาจและรวบรวมพรรคพวกในหุบเขามาตั้งมากมาย แต่แกกลับมาแทงข้างหลัง สร้างเรื่องงามหน้าให้ข้าซะได้ แกนี่มันโง่บัดซบจริงๆ!"
เมื่อได้ยินคำด่าทอเหล่านั้น สีหน้าของอินหงก็ซีดเผือดลงในพริบตา รีบโขกศีรษะขอรับผิดเป็นพัลวัน
"ท่านพ่อโปรดระงับโทสะ ลูกรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว ต่อไปลูกจะไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามพลการอีกแล้วขอรับ!"
"หึ! แกรู้ซึ้งถึงความร้ายแรงก็ดีแล้ว!"
เมื่อเห็นว่าลูกชายหวาดกลัวจับใจ อินชิงหยวนจึงค่อยๆ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"นับร้อยปีมานี้ ข้าทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อหุบเขาลั่วอวิ๋นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถึงจะไม่มีความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ แต่ก็ถือว่าเหนื่อยยากมาไม่น้อย คิดไม่ถึงเลยว่าจะถูกหอคุมกฎหยามเกียรติเหยียบย่ำ ไม่ไว้หน้ากันแม้แต่นิดเดียว"
"ดูท่าทางแล้ว ทางเลือกก่อนหน้านี้ของข้าคงจะถูกต้องที่สุด มีเพียงการสวามิภักดิ์ต่อ 'สำนักศักดิ์สิทธิ์' เท่านั้น ถึงจะช่วยให้ตระกูลอินของเราผงาดขึ้นไปอีกขั้น ไม่ต้องมาคอยดูสีหน้าผู้อื่น และทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้อีก"
ยิ่งพูด แววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นของอินชิงหยวนก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาด
"ลูกพี่ลูกน้องของแกมีพรสวรรค์ระดับรากวิญญาณคู่ อนาคตบนเส้นทางสายบำเพ็ญเพียรย่อมสว่างไสว ได้รับความสำคัญอย่างมากในตระกูลหวัง แถมยังเป็นแก้วตาดวงใจของท่านอาของแกอีกต่างหาก บัดนี้กลับต้องมาตายอนาถในหุบเขาลั่วอวิ๋นอย่างมีเงื่อนงำ หากข้าไม่ทวงคืนความยุติธรรมให้ ในวันข้างหน้าข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเวลาไปเจอคนของตระกูลหวังที่เมืองผู่โจว?"
"ไอ้ฉีต้า พยัคฆ์เพลิงชาด โม่เจิ้งหยาง รวมไปถึงไอ้แก่สวีโจวที่เอาแต่ปกป้องคนของตัวเอง พวกมันทุกคนสมควรตาย ในเมื่อเรื่องราวมันบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็สู้ทำลายล้างพวกมันให้สิ้นซาก กวาดล้างพวกขวางหูขวางตาให้หมดไปเลยดีกว่า"
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น หัวใจของอินหงก็กระตุกวูบด้วยความตกใจ รีบเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า
"ความหมายของท่านพ่อคือ?"
อินชิงหยวนหรี่ตาลง ประกายแสงเย็นเยียบวาบผ่านดวงตา
"ข้ายอมเสี่ยงเอาความอยู่รอดของตระกูลเป็นเดิมพันเพื่อทำงานให้สำนักศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้เมื่อข้าตกอยู่ในที่นั่งลำบาก สำนักศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมไม่อาจนิ่งดูดายได้"
"สำนักศักดิ์สิทธิ์ต้องการใช้ข้าเป็นหุ่นเชิดเพื่อควบคุมหุบเขาลั่วอวิ๋นอย่างลับๆ หวังจะตอกลิ่มฝังเข็มลงในดินแดนของฝ่ายธรรมะ ส่วนข้าก็ต้องการอาศัยพลังของพวกมันเพื่อกำจัดเสี้ยนหนาม และก้าวขึ้นเป็นเจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋น นี่มันก็แค่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ต่างฝ่ายต่างวิน-วินกันทั้งคู่"
"ในเมื่อเป็นการแลกเปลี่ยน อีกฝ่ายก็ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนให้คุ้มค่า ศิษย์สืบทอดสายตรงของสำนักศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นกบดานอยู่ในสวนสมุนไพรมานานพอแล้ว ถึงเวลาที่นางจะต้องแสดงความจริงใจในการร่วมมือครั้งนี้เสียที"
หากไม่นับรวมเจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว เมื่อมองดูทั่วทั้งใต้หล้า สำนักที่มีความกล้าหาญชาญชัยถึงขั้นตั้งตนเองเป็น 'สำนักศักดิ์สิทธิ์' นั้น มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ... สำนักอินซา
สำนักอินซา คือพรรคที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสี่ขั้วอำนาจฝ่ายอธรรม หรือที่ผู้คนในยุทธภพขนานนามว่า 'สำนักมาร'!
เมื่อได้ยินคำว่า "ศิษย์สืบทอดสำนักศักดิ์สิทธิ์" อินหงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็แทบจะหยุดหายใจ แววตาปรากฏประกายแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าขึ้นมาวูบหนึ่ง
แม้ว่าเขาจะหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวไป๋ซีโหรว แต่ก็ต้องยอมรับว่า รูปโฉมและเสน่ห์อันเย้ายวนของศิษย์สืบทอดสำนักมารผู้นั้น มากพอที่จะทำให้ผู้ฝึกตนชายทุกคนบนโลกต้องคลุ้มคลั่ง
แต่แน่นอนว่า พอหวนนึกถึงข่าวลืออันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ นานาของสำนักอินซา อินหงก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน รีบสลัดความคิดเพ้อเจ้อไร้สาระทิ้งไปจากหัวทันที
ศิษย์สืบทอดสำนักอินซา ไม่ใช่เป้าหมายที่ตัวประกอบกิ๊กก๊อกอย่างเขาจะอาจเอื้อมไปแตะต้องได้...
อีกด้านหนึ่ง
ณ เขตสำนักสายนอก
บริเวณสวนสมุนไพร
ยามนี้ดวงตะวันคล้อยต่ำใกล้ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว แต่ฉีหยวนก็ยังไม่รีบร้อนกลับที่พัก เขากลับตักน้ำจากน้ำพุวิญญาณมาอีกถัง แล้วเดินไปหยุดอยู่หน้าแปลงหญ้าใบหยกที่เรียงรายกันเป็นแถว
เนื่องจากเขารู้ตัวว่ากำลังถูกจับตามองอย่างลับๆ เขาจึงไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติใดๆ ทำตัวเหมือนพนักงานที่ต้องทำโอทีรดน้ำต้นไม้ตามคันนาอย่างขยันขันแข็ง ทว่าในขณะเดียวกันก็ลอบเพ่งสมาธิเงี่ยหูฟัง ไม่ยอมพลาดเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่น้อย
เมื่อครู่นี้ เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นจังหวะประหลาดที่ดังมาเป็นระลอกๆ
คลื่นเสียงนั้นถูกส่งมาจากใต้ดิน คล้ายกับเสียงร้องเรียกหาใครบางคน ทว่ามันแผ่วเบามากจนแทบจะจับใจความไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะฉีหยวนมีประสาทสัมผัสรับรู้ที่เฉียบคมเหนือมนุษย์ ก็คงจะมองข้ามมันไปอย่างง่ายดาย
งานประลองศิษย์สายนอกใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว เดิมทีฉีหยวนตั้งใจไว้ว่าจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง สร้างปัญหาให้ตัวเองก่อนที่จะบรรลุเป้าหมาย แต่ทว่าฟ้ามักไม่เป็นใจ ปัญหามักจะวิ่งเข้ามาหาเขาเองเสมอ
จากสถานการณ์ในตอนนี้ ไม่เพียงแต่ในแปลงสมุนไพรจะมีจิตวิญญาณพฤกษาระดับหมื่นปีที่ลึกลับซ่อนตัวอยู่ แต่ยังมีผู้เฝ้ามองที่แฝงไปด้วยเจตนาร้ายคอยจับตาดูอยู่อีก และในเมื่อหน้าที่หลักของฉีหยวนคือการ "ดูแล" แปลงสมุนไพรแห่งนี้ การจะแกล้งโง่แล้วทำตัวไม่รู้ไม่ชี้เพื่อหลีกหนีปัญหา ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย
หากไม่สืบสาวราวเรื่องให้กระจ่าง เขาจะวางใจทำภารกิจในหุบเขาลั่วอวิ๋นต่อไปได้อย่างไร ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีอาจจะไปสะดุดยอดหญ้าตายน้ำตื้นเอาได้ง่ายๆ แบบนั้นมันไม่ใช่แกล้งโง่แล้ว แต่มันคือโง่จริงๆ
เพราะหลักการของการ 'แกล้งโง่' คือทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ในกำมือและควบคุมได้ แต่ตอนนี้เขากำลังอยู่ในสภาวะมืดแปดด้าน แล้วจะให้แกล้งโง่หาพระแสงอะไรล่ะ
อย่างไรก็ตาม แม้จะคิดเช่นนั้น เขาก็ยังไม่อยากผลีผลามแหวกหญ้าให้งูตื่น ขอหยั่งเชิงดูความลึกของน้ำก่อนก็แล้วกัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงร้องเรียกอันคุ้นเคยก็ดังแว่วเข้าหูอีกครั้ง แม้จะยังคงขาดๆ หายๆ แต่ก็ชัดเจนกว่าครั้งก่อนมาก
"พี่ชาย... ได้โปรด... ช่วย... ช่วยด้วย..."
น้ำเสียงนั้นใสกระจ่างทว่าแฝงความไร้เดียงสา ราวกับเสียงของเด็กน้อยที่อายุยังไม่ประสีประสา
สีหน้าของฉีหยวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตามสัญชาตญาณเขาเกือบจะหันไปค้นหาต้นตอของเสียง แต่ทันทีที่เขากำลังจะขยับตัว เสียงประหลาดนั้นก็หยุดชะงักลงกะทันหัน ราวกับว่ามันไม่เคยดังขึ้นมาก่อน
และในวินาทีต่อมา เสียงคุ้นหูของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
"ศิษย์น้องฉี ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังไม่กลับไปพักผ่อนอีก?"
บทที่ 30 จี้ฉานเอ๋อร์
เจินอวี้เยี่ยน?
เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือใคร ดวงตาของฉีหยวนก็หรี่แคบลง สัญชาตญาณระวังภัยพุ่งทะยานถึงขีดสุด ทว่าปากกลับเอ่ยออกไปอย่างนอบน้อม
"เรียนศิษย์พี่หญิงเจิน สองวันมานี้หญ้าใบหยกดูเติบโตไม่ค่อยดีนัก ข้าก็เลยคิดว่าจะรดน้ำเพิ่มให้พวกมันสักหน่อย จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตในภายภาคหน้าขอรับ"
"อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง"
เจินอวี้เยี่ยนพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า "สมแล้วที่เป็นคนที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่หมายตาไว้ ทำงานได้ละเอียดรอบคอบดีจริงๆ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉีหยวนก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ชี้ให้เห็นถังน้ำที่ว่างเปล่าในมือ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้พิรุธ
"ศิษย์พี่หญิงเจินชมเกินไปแล้ว ผู้น้อยมิกล้ารับคำชมหรอกขอรับ ตอนนี้ข้ารดน้ำแปลงสมุนไพรเสร็จพอดี กำลังเตรียมตัวกลับไปบำเพ็ญเพียรแล้วขอรับ"
"ที่แท้ข้าก็มารบกวนเวลาของศิษย์น้องนี่เอง"
เจินอวี้เยี่ยนยิ้มละมุน ทว่าแววตาของนางกลับเริ่มเหม่อลอยและเยิ้มหยาด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานนุ่มนวลชวนฝัน "เมื่อครู่นี้... เจ้าไม่ได้ยินเสียงประหลาดอะไรบ้างเลยหรือ?"
น้ำเสียงของนางราวกับแฝงเวทมนตร์อันน่าพิศวง ดุจสายน้ำไหลเอื่อยและท่วงทำนองเพลงที่ซึมลึกเข้าสู่ขั้วหัวใจ ภายในดวงตาของนางมีประกายแสงสีม่วงหมุนวน แผ่กลิ่นอายเสน่ห์เย้ายวนอันลี้ลับและชั่วร้ายออกมาอย่างเหลือเชื่อ
ฉีหยวนแสร้งทำเป็นถูกมนต์สะกด ร่างกายยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ สีหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยไร้สติ พึมพำออกมาอย่างเหม่อลอยว่า
"เสียง... เสียงอะไรหรือขอรับ? ข้า... ข้าไม่เห็นได้ยิน... เสียงอะไรเลย..."
"อ้อ สงสัยข้าคงจะหูฝาดไปเอง"
เจินอวี้เยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย โบกมือไล่เขาเบาๆ "เจ้ากลับไปพักผ่อนให้สบายเถอะ เมื่อเจ้าตื่นขึ้นมา เจ้าจะลืมเรื่องที่พบข้าในคืนนี้ไปจนหมดสิ้น"
"ขอรับ... ข้าทราบแล้ว..."
ฉีหยวนพยักหน้ารับด้วยสีหน้าทื่อมะลื่อราวกับท่อนไม้ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง ทว่าจังหวะการก้าวเดินยังคงดูแข็งทื่อและเชื่องช้า
จนกระทั่งเดินออกห่างจากสวนสมุนไพรมาไกลลิบ เขาถึงได้พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด แววตาที่เคยเหม่อลอยกลับมากระจ่างใสคมปลาบในพริบตา ไร้ซึ่งวี่แววของการถูกสะกดจิตโดยสิ้นเชิง
ในตอนนี้ หัวใจของเขายังคงเต้นระรัวไม่เป็นจ่ำหวะ เหงื่อเย็นผุดซึมขึ้นมาตามไรผม
"วิชาสะกดวิญญาณช่างร้ายกาจนัก หากข้าไม่มีของวิเศษประจำกายคอยปกป้องจิตวิญญาณเอาไว้ คงได้ตกหลุมพรางนางเข้าให้แล้วจริงๆ"
ฉีหยวนคิดในใจด้วยความหวาดเสียว สีหน้าฉายแววเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด
สำนักมาร!
ในฐานะเต้าจื่อแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน ฉีหยวนย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศัตรูตัวฉกาจที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องเผชิญเป็นอย่างดี และสำนักอินซาที่แผ่ขยายอิทธิพลมารอย่างเหิมเกริม ก็คือเป้าหมายเฝ้าระวังอันดับหนึ่ง
สำนักอินซาเป็นผู้นำแห่งขั้วอำนาจฝ่ายอธรรม ขึ้นชื่อเรื่องกฎระเบียบที่เข้มงวดและความโหดเหี้ยมอำมหิต เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมารในสำนักนี้ล้วนเชี่ยวชาญวิชามารอันเร้นลับและชั่วร้ายสารพัดรูปแบบ ยากที่ใครจะป้องกันตัวได้ทัน ส่งผลให้พลังรบของพวกมันมักจะเหนือชั้นกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันอยู่เสมอ
เพื่อสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับเคล็ดวิชาของสำนักอินซา เจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องสูญเสียสายลับที่แฝงตัวเข้าไปไปแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
ดังนั้น เพียงแค่ปรายตามอง เขาก็จำได้ทันทีว่าวิชาที่เจินอวี้เยี่ยนใช้เมื่อครู่ คือคัมภีร์ระดับตำนานประจำสำนักอินซาที่มีชื่อว่า 'เคล็ดวิชาลวงตากลืนหยินเซินหลัว'
ภายในสำนักอินซา ศิษย์ที่มีสิทธิ์ฝึกฝนสุดยอดวิชานี้ได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นศิษย์แกนกลางหรือศิษย์สืบทอดสายตรงเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ ฉีหยวนไม่เคยคาดคิดเลยว่า หุบเขาลั่วอวิ๋นที่ดูภายนอกแสนจะธรรมดาและกิ๊กก๊อก จะมีศิษย์สืบทอดสำนักมารระดับวิญญาณแรกกำเนิดมาซ่อนตัวอยู่ด้วย
สถานการณ์เมื่อครู่นี้นับว่าอันตรายแบบเส้นยาแดงผ่าแปด หากไม่ใช่เพราะเขางัดสกิลการแสดงระดับออสการ์ออกมาใช้ คงได้เกิดเรื่องใหญ่แน่
หากตัวตนในฐานะคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนถูกเปิดโปงต่อหน้าศิษย์สืบทอดสำนักมาร ผลลัพธ์ที่จะตามมาคงไม่ต้องเดาก็รู้
แม้ฉีหยวนจะมั่นใจว่าสามารถหลบหนีจากเงื้อมมือของนางได้ แต่หากมีการลงไม้ลงมือกัน ย่อมต้องสะเทือนไปถึงผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ในหุบเขาลั่วอวิ๋นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ภารกิจจากระบบในขั้นตอนต่อไปจะต้องพังทลายลงอย่างย่อยยับ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้เด็ดขาด!
"ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ผู้ฝึกตนหญิงจากสำนักมารคนนี้คงไม่ได้มีเป้าหมายที่ตัวข้าแน่ๆ การที่นางยอมเปลี่ยนชื่อแซ่มาแฝงตัวอยู่ในหุบเขาลั่วอวิ๋น ยอมทนลำบากมาเฝ้าสวนสมุนไพร เป้าหมายของนางน่าจะเป็นสมุนไพรวิญญาณระดับหมื่นปีต้นนั้นต่างหาก"
ฉีหยวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข่มความตื่นตระหนกในใจลง "ในเมื่อตอนนี้รู้ตัวคนร้ายที่คอยจับตาดูแปลงสมุนไพรแล้ว ขอแค่ข้าระมัดระวังตัวให้มากขึ้น ก็ไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะจู่โจมแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง..."
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็สลัดความกังวลทิ้งไป แล้วก้าวเดินมุ่งหน้ากลับที่พักต่อไป
ทันทีที่กลับมาถึงห้องพัก และเพิ่งจะเตรียมตัวนั่งสมาธิ หน้าต่างระบบก็เด้งพรวดขึ้นมาตรงหน้าอีกครั้ง
[ติ๊ง! โฮสต์บรรลุเงื่อนไขลับ ทำการปลดล็อกภารกิจย่อยใหม่]
[ภายในสวนสมุนไพรแห่งหุบเขาลั่วอวิ๋น มีหญ้าดารามายาที่กำลังจะกลายสภาพเป็นสมุนไพรวิญญาณหมื่นปีถูกจองจำอยู่ภายใต้ค่ายกล โปรดค้นหาตำแหน่งที่หญ้าดารามายาถูกกักขัง และทำลายผนึกเพื่อช่วยเหลือหญ้าดารามายาให้สำเร็จภายในระยะเวลาสามเดือน]
[หมายเหตุ: ภารกิจนี้เป็นภารกิจย่อย โฮสต์สามารถเลือกกดยกเลิกได้]
[ระดับความยากของภารกิจ: 5 ดาว (ยากระดับนรกแตก)]
[รางวัลภารกิจ: เมื่อทำภารกิจสำเร็จ ท่านสามารถเลือกรับรางวัลได้จากสองเส้นทาง ดังนี้]
[เส้นทางที่หนึ่ง: หักหลังอย่างไร้ปรานี ลงมือบดขยี้หญ้าดารามายาหมื่นปีให้กลายเป็นผุยผงเพื่อใช้เป็นยา หลังจากกลืนกิน โฮสต์จะได้รับโอกาสในการชำระล้างร่างกายด้วยพลังวิญญาณ ระดับพลังจะพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดด]
[เส้นทางที่สอง: ปล่อยเป็นอิสระด้วยความสมัครใจ เมื่อสำเร็จ โฮสต์จะได้รับความซาบซึ้งใจและการยอมรับจากหญ้าดารามายาหมื่นปี พร้อมรับ 'ปราณวิถีสวรรค์' หนึ่งสาย ซึ่งโฮสต์สามารถใช้ปราณวิถีสวรรค์นี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการบรรลุ 'ก่อตั้งรากฐานวิถีสวรรค์' ได้]
[คำเตือน: การทำภารกิจนี้จะทำให้ท่านไปล่วงเกิน จี้ฉานเอ๋อร์ ผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด หากถูกนางจับได้ ท่านจะต้องตายอย่างไร้ที่ฝัง ระบบขอแนะนำอย่างยิ่งให้โฮสต์ล้มเลิกภารกิจนี้เสีย!]
เมื่อฉีหยวนได้อ่านรายละเอียด เขาก็ตาโตด้วยความตื่นเต้น สมองแล่นฉิวเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทะลุปรุโปร่ง
ดูท่าทางเสียงร้องขอความช่วยเหลือเมื่อตอนเย็น คงมาจากหญ้าดารามายาหมื่นปีต้นนี้นี่เอง ที่มันกล้าเสี่ยงส่งกระแสจิตมาหาเขา ก็คงเป็นเพราะพรสวรรค์ [เป็นมิตรกับหมื่นสรรพสิ่ง] ที่เขาครอบครองอยู่ออกฤทธิ์แน่นอน
ช่วงนี้เขาขลุกอยู่แต่กับการรดน้ำในแปลงสมุนไพรทุกวี่ทุกวัน ผนวกกับพรสวรรค์ที่ช่วยเพิ่มค่าความประทับใจให้กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ เมื่อเวลาผ่านไป หญ้าดารามายาย่อมต้องรู้สึกสนิทสนมและไว้วางใจเขาเป็นธรรมดา
สำหรับทางเลือกที่หนึ่งนั้น เขาไม่ชายตามองเลยสักนิด
ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน มีของวิเศษล้ำค่ามากมายก่ายกองที่สามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนเพิ่มระดับพลังได้อย่างรวดเร็ว ทว่าผลข้างเคียงของการใช้ทางลัดเหล่านั้น คือพลังปราณในร่างจะปนเปื้อนและไม่บริสุทธิ์ หากไม่เสียเวลาสกัดกลั่นให้บริสุทธิ์อีกครั้ง อนาคตในการเลื่อนระดับขั้นก็จะยิ่งยากลำบากแสนเข็ญ
ด้วยระดับพรสวรรค์อันสูงส่งของเขา เอาเวลาที่จะต้องมานั่งสกัดกลั่นพลังปราณ ไปนั่งบำเพ็ญเพียรตามปกติ เผลอๆ จะเลื่อนระดับได้ไวกว่าเสียอีก...
สิ่งที่ทำให้ฉีหยวนตาลุกวาวและใจสั่นรัว คือรางวัลในตัวเลือกที่สอง 'ปราณวิถีสวรรค์' ต่างหาก!
เขาเคยได้ยินท่านอาจารย์ เหิงเจินเต้าเหริน พูดถึงคุณภาพความแตกต่างของแก่นทองคำและวิญญาณแรกกำเนิดอยู่บ่อยครั้ง และเขาก็ยังจำเรื่องราวของ 'วิญญาณแรกกำเนิดวิถีสวรรค์' อันเป็นตำนานได้อย่างแม่นยำ
ในเมื่อระบบเอ่ยถึง 'ก่อตั้งรากฐานวิถีสวรรค์' ซึ่งมีคำว่า [วิถีสวรรค์] เหมือนกัน มันก็ต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน
จริงอยู่ที่เขาทะลวงผ่านขอบเขตก่อตั้งรากฐานมาตั้งนานนมแล้ว แต่ถ้าหากปราณวิถีสวรรค์หนึ่งสาย สามารถช่วยให้คนบรรลุถึงการก่อตั้งรากฐานวิถีสวรรค์ได้ล่ะก็... มันก็ย่อมมีความเป็นไปได้ว่า ปราณวิถีสวรรค์สายนั้น จะสามารถช่วยให้เขาบรรลุ 'วิญญาณแรกกำเนิดวิถีสวรรค์' ได้ด้วยเช่นกันไม่ใช่หรือ?
วิญญาณแรกกำเนิดวิถีสวรรค์ แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกถึงความอลังการงานสร้าง หล่อเท่บาดใจ เหมาะสมกับราศีความเทพของเขาแบบสุดๆ ไปเลย!
โอกาสทองหล่นทับขนาดนี้ มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยให้หลุดมือไป
แม้ว่าศิษย์สืบทอดสำนักมารที่ใช้ชื่อปลอมว่า เจินอวี้เยี่ยน จะดูตึงมือไปบ้าง แต่ประเมินจากระดับของเคล็ดวิชาที่นางแสดงออกมาให้เห็น นางน่าจะมีพลังอยู่แค่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นต้นเท่านั้น ในขณะที่ตัวเขามีของวิเศษระดับสูงคอยคุ้มกันอยู่ ผนวกกับการซุ่มโจมตีในที่ลับโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว การจะเปิดศึกต่อกรกับนางก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
ส่วนเรื่องคำเตือนและคำแนะนำจากระบบน่ะเหรอ... โคตรจะไร้สาระ! ในสายตาของระบบปัญญาอ่อนนี่ เขาคงเป็นแค่ไก่อ่อนระดับฝึกตนกากๆ การไปงัดกับยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกกำเนิดอย่าง จี้ฉานเอ๋อร์ ย่อมมีแต่ตายกับตายสิบส่วนไร้ทางรอดอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉีหยวนที่กำลังจะเตรียมตัวทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดในเร็วๆ นี้ ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด กดรับภารกิจนี้โดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เขาคงต้องไปเคลียร์ภารกิจหลักในงานประลองศิษย์สายนอกให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จะได้ไม่ต้องมีเรื่องวุ่นวายมาแทรกแซงในช่วงเวลาสำคัญ...