27-28
27-28
บทที่ 27 เน้นเข้าร่วม ไม่เน้นเข้ารอบ
หลังจากเลิกงานที่สวนสมุนไพร ฉีหยวนก็เดินทอดน่องมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลักของสำนักสายนอก
ยอดเขาหลักนั้นสูงตระหง่านโดดเด่นกว่ายอดเขาอื่นๆ ในละแวกเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเมื่อถูกรายล้อมด้วยหมู่ยอดเขาบริวาร ยิ่งดูสง่างามราวกับกระเรียนรำแพนปีกกลางฝูงไก่ ความหนาแน่นของพลังปราณฟ้าดินก็มีมากกว่าที่อื่นหลายเท่านัก
"ศิษย์น้องฉี เจ้ามาที่นี่ทำไมหรือ?"
เพิ่งจะเดินมาถึงหน้าตำหนัก ฉีหยวนก็ถูกศิษย์เวรยามสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูขวางทางเอาไว้
จากวีรกรรมหลายวันที่ผ่านมา ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาในหมู่ศิษย์สายนอกจัดว่าโด่งดังไม่เบา ศิษย์สายนอกสองคนนี้ย่อมจำหน้าเขาได้ ดังนั้นน้ำเสียงที่ใช้จึงค่อนข้างสุภาพและไม่ได้มีท่าทีขับไล่ไสส่งแต่อย่างใด
ฉีหยวนประสานมือคารวะทั้งสองคน ก่อนจะแจ้งจุดประสงค์อย่างตรงไปตรงมา
"ศิษย์พี่ทั้งสอง ข้ามาขอเข้าพบผู้อาวุโสโม่ รบกวนพวกท่านช่วยเข้าไปรายงานให้ทีขอรับ"
ศิษย์ยามทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้า แล้วส่งคนหนึ่งเดินเข้าไปรายงานในตำหนัก
เพียงไม่นาน ศิษย์คนนั้นก็เดินกลับออกมาแล้วกล่าวกับฉีหยวนว่า
"ศิษย์น้องฉี ผู้อาวุโสโม่ให้เจ้าเข้าไปได้"
ฉีหยวนเอ่ยขอบคุณ แล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปในโถงตำหนักใหญ่
ในยามนี้ โม่เจิ้งหยางกำลังนั่งตัวตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน ในมือถือพู่กันหยกกำลังตวัดเขียนข้อความบางอย่างลงบนสมุดข่อยสีทองอย่างขะมักเขม้น
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า โม่เจิ้งหยางจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องไปที่ร่างของฉีหยวน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"หลานศิษย์ฉี เจ้ามาหาข้ามีธุระอันใดหรือ?"
สำหรับศิษย์รับใช้เข้าใหม่คนนี้ เขามีความประทับใจที่ดีไม่น้อย ไม่เพียงแต่มีจิตใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แต่ยังมีไหวพริบสติปัญญาเฉียบแหลม น่าเสียดายที่พรสวรรค์อ่อนด้อยไปสักหน่อย ชะตาบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรจึงถูกลิขิตให้ต้องยากลำบาก...
ขณะที่กำลังนึกเสียดายอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็หลุดอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
"นี่เจ้าเลื่อนระดับเป็นขอบเขตฝึกตนขั้นที่สี่แล้วรึ?!"
ต้องรู้ก่อนว่าตอนที่เด็กคนนี้เพิ่งเข้าสำนักมา เขามีพลังแค่ขอบเขตฝึกตนขั้นที่สองเท่านั้น นี่ผ่านไปไม่ถึงสิบวัน กลับทะลวงรวดเดียวสองขั้นรวดจนถึงขั้นที่สี่ ความเร็วในการฝึกปรือระดับนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนชัดๆ!
นี่มันใช่ความเร็วของคนที่มีรากวิญญาณสี่ธาตุบ้าบออะไรกัน!
ฉีหยวนยิ้มรับอย่างถ่อมตน พลางอธิบายว่า
"โอสถรวมปราณระดับสูงห้าสิบเม็ดที่ท่านผู้อาวุโสเมตตามอบให้คราวที่แล้วได้ผลชะงัดนักขอรับ หลังจากข้ากินเข้าไปก็รู้สึกว่าพลังปราณพลุ่งพล่าน สดชื่นกระปรี้กระเปร่า เลยบังเอิญทะลวงระดับได้สองขั้นรวดอย่างฟลุคๆ น่ะขอรับ"
ได้ยินคำตอบนั้น มุมปากของโม่เจิ้งหยางก็กระตุกยิกๆ ลอบคิดในใจว่า ต่อให้เป็นโอสถรวมปราณชั้นยอด ก็ไม่มีปัญญาทำให้ผู้ฝึกตนรากวิญญาณสี่ธาตุเลื่อนระดับรวดเดียวสองขั้นภายในสิบวันได้หรอกเว้ย!
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความกังขา แต่เขาก็คร้านที่จะซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ จึงเปลี่ยนเรื่องถามฉีหยวนว่า
"ที่เจ้ามาหาข้าวันนี้ คงมีธุระอย่างอื่นด้วยใช่หรือไม่?"
ฉีหยวนตอบกลับด้วยท่าทีนอบน้อม
"ผู้น้อยมาวันนี้ มีเรื่องอยากจะขอความกรุณาจริงๆ ขอรับ"
"ว่ามาสิ"
โม่เจิ้งหยางเลิกคิ้ว รอฟังคำขอ
ฉีหยวนพยักหน้า ระบายยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า
"ผู้น้อยได้ยินมาว่า อีกครึ่งเดือนข้างหน้า สำนักจะจัดการประลองศิษย์สายนอกขึ้น ผู้ที่ได้สิบอันดับแรกจะได้รับสิทธิ์เข้าสู่สำนักฝ่ายใน ผู้น้อยรู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก จึงอยากจะขอเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ หวังว่าท่านผู้อาวุโสจะอนุญาตขอรับ"
"เจ้าอยากเข้าร่วมงานประลองศิษย์สายนอก?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โม่เจิ้งหยางก็ประหลาดใจไม่น้อย เขามองฉีหยวนด้วยสายตาลึกซึ้ง "แม้สำนักจะไม่ได้มีกฎห้ามศิษย์รับใช้เข้าร่วมงานประลอง แต่พวกเจ้าเพิ่งจะเข้าสำนักมาได้ไม่นาน การจะลงประลองในปีนี้เลยมันไม่ออกจะฝืนกำลังตัวเองไปหน่อยหรือ?"
คล้ายกลัวว่าฉีหยวนจะไม่เข้าใจสถานการณ์ โม่เจิ้งหยางจึงลูบเคราใต้คางเบาๆ แล้วอธิบายต่อ
"ตามสถิติในปีก่อนๆ ผู้ที่จะเบียดเข้าสู่สิบอันดับแรกได้ อย่างน้อยก็ต้องมีระดับพลังขอบเขตฝึกตนขั้นที่เก้าขึ้นไป ตอนนี้พลังของเจ้าเพิ่งจะอยู่แค่ขั้นที่สี่ หากขืนลงสมัครไปุ่มสี่สุ่มห้า เกรงว่าคงตกรอบตั้งแต่การประลองรอบแรกแล้วกระมัง"
สีหน้าของฉีหยวนไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ผู้น้อยเพียงแค่อยากจะไปเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์ในงานประลองเท่านั้น ส่วนเรื่องจะชนะหรือไม่นั้นไม่สำคัญเลยขอรับ เน้นเข้าร่วม ไม่เน้นเข้ารอบ"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว โม่เจิ้งหยางก็ไม่คิดจะห้ามปรามอีก เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
"เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าดึงดันอยากจะลองดูสักตั้ง ข้าก็จะให้โอกาสเจ้า เดี๋ยวเจ้านำป้ายคำสั่งของข้าไปหาผู้ดูแลหนิวเพื่อลงทะเบียนสมัครก็แล้วกัน"
ฉีหยวนดีใจเป็นล้นพ้น "ขอบพระคุณท่านลุงโม่ที่เมตตาขอรับ"
โม่เจิ้งหยางไม่พูดพร่ำทำเพลง โยนป้ายคำสั่งให้ฉีหยวนแล้วโบกมือไล่
"เจ้ากลับไปเตรียมตัวเถอะ"
.......
หลังจากเดินออกจากยอดเขาหลัก ฉีหยวนก็ลอบผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ
ถึงแม้จะไม่มีภารกิจบ้าๆ บอๆ จากระบบเด้งขึ้นมา เขาก็ต้องหาทางเข้าไปในสำนักฝ่ายในของหุบเขาลั่วอวิ๋นให้เร็วที่สุดอยู่ดี
เพราะเมื่อได้เป็นศิษย์สายในแล้ว เขาก็จะสามารถใช้ข้ออ้างในการออกไปทำภารกิจของสำนัก หรือออกไปท่องโลกกว้าง เพื่อเดินทางออกจากหุบเขาลั่วอวิ๋นได้อย่างเนียนๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อภารกิจขั้นต่อไปของระบบ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
แต่แน่นอนว่า เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ รางวัลพิเศษของภารกิจในครั้งนี้มันล่อตาล่อใจเกินไปจริงๆ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องปฏิเสธเลยสักนิด
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วดึงสติกลับมาจดจ่ออยู่กับหน้าต่างระบบอีกครั้ง
[ติ๊ง! อีกครึ่งเดือน หุบเขาลั่วอวิ๋นจะจัดการประลองศิษย์สายนอกประจำปี ผู้ที่ติดสิบอันดับแรกไม่เพียงแต่จะได้สิทธิ์เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน แต่ยังได้รับรางวัลอันล้ำค่า สำหรับท่านแล้ว นี่คือโอกาสสำคัญในการพลิกชะตา สลัดสถานะศิษย์รับใช้ทิ้งไป!]
[หมายเหตุ: ภารกิจนี้เป็นภารกิจปลายเปิด โฮสต์สามารถเลือกกดยกเลิกได้ด้วยตนเอง]
[เป้าหมายภารกิจ: คว้าสิทธิ์เข้าร่วมการประลองศิษย์สายนอก และทะลวงเข้าสู่สิบอันดับแรกในการประลองให้จงได้]
[เงื่อนไขรางวัลพิเศษ: สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งลานประลอง และคว้าตำแหน่งชนะเลิศอันดับหนึ่งมาครอง]
[รางวัลภารกิจ: แต้มพลิกชะตา 500 แต้ม, โอสถรวมปราณระดับสุดยอด 15 เม็ด, โอสถก่อตั้งรากฐานระดับสุดยอด 1 เม็ด, ศิลาวิญญาณระดับล่าง 1,000 ก้อน]
[รางวัลพิเศษ: ยกระดับพรสวรรค์รากวิญญาณของโฮสต์ให้สูงขึ้นตามความเหมาะสม]
ยกระดับรากวิญญาณอีกแล้ว!
หลังจากได้รับการยกระดับไปเมื่อคราวก่อน ตอนนี้พรสวรรค์รากวิญญาณของฉีหยวนก็อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า โกงทะลุฟ้าทะลุแผ่นดิน ไปแล้ว เขาไม่อยากจะคิดเลยว่า หากได้รับการยกระดับอีกครั้ง ศักยภาพของเขาจะพุ่งทะยานไปถึงขั้นไหน
บางที มันอาจจะไปแตะถึงขอบเขตของ 'รากวิญญาณเซียน' ในตำนานเลยก็เป็นได้!
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่อยากเป็นเซียน ถือว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ใช้ไม่ได้ ฉีหยวนเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ทว่าจากบันทึกโบราณภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน แม้ว่าโลกใบนี้จะเจริญรุ่งเรืองไปด้วยศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียร มียอดฝีมือถือกำเนิดขึ้นมามากมาย แต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถบรรลุเป็นเซียนและโบยบินสู่ดินแดนสวรรค์ได้เลยในช่วงหลายแสนปีที่ผ่านมา
ต่อให้เป็นอัจฉริยะเหนือมนุษย์ที่ก้าวข้ามทัณฑ์สวรรค์นับไม่ถ้วนจนบรรลุถึงขอบเขตมหายานได้สำเร็จ สุดท้ายก็ยังคงถูกจองจำอยู่ในโลกใบนี้ ไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารไปได้อยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ ยอดฝีมือขอบเขตมหายานขั้นสมบูรณ์แบบหลายต่อหลายคน จึงเลือกที่จะตัดขาดจากโลกใบนี้ และเนรเทศตัวเองเข้าสู่ความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด เพื่อค้นหาเศษเสี้ยวแห่งวาสนาในการบรรลุเป็นเซียน
แว่วมาว่า มีข่าวลือด้วยว่า หากไม่ได้ครอบครองรากวิญญาณเซียนมาตั้งแต่เกิด หรือไม่ก็มีวาสนาแห่งเซียนหล่นทับ คนธรรมดาสามัญย่อมไม่มีวันบรรลุเป็นเซียนได้อย่างเด็ดขาด
วาสนาแห่งเซียนนั้นเป็นสิ่งที่เลื่อนลอยเกินกว่าจะจับต้องได้ ส่วนรากวิญญาณเซียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง หมื่นปีจะมีปรากฏให้เห็นสักคน ต่อให้สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้จะมีมากมายดั่งเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา ก็แทบจะไม่มีใครเลยที่สามารถไขว่คว้าตำแหน่งเซียนและมีชีวิตเป็นอมตะได้อย่างแท้จริง
แม้ยอดฝีมือระดับมหายานจะถูกยกย่องว่ามีฤทธิ์เดชเทียมฟ้า อายุขัยยืนยาวนับหมื่นปี ทว่าท้ายที่สุดก็มิอาจต้านทานความผันผวนของกาลเวลาได้ ต่อให้อยู่ยงคงกระพันมานานนับหมื่นปี สุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบคือร่างสลายวิญญาณดับสูญ ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่าราวกับใช้ตะกร้าตักน้ำ
ไม่มีใครปรารถนาที่จะพบกับจุดจบเช่นนั้น
ในเมื่อตอนนี้โอกาสที่จะได้อัปเกรดรากวิญญาณมาประเคนให้ถึงที่ มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยให้หลุดมือไป?
หลังจากหัวใจเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้นอยู่พักใหญ่ ฉีหยวนก็พยายามสงบสติอารมณ์ เดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีมุ่งหน้ากลับที่พัก
ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง
จู่ๆ ภายในป่าทึบเปลี่ยวร้างเบื้องหน้า ก็ปรากฏร่างของพยัคฆ์ยักษ์สีแดงเพลิงกระโจนออกมาขวางทาง พยัคฆ์ตัวนี้มีขนาดมหึมา ลำตัวยาวถึงเจ็ดแปดจั้ง ทั่วร่างแผ่ไอควันสีแดงฉาน กลิ่นอายสังหารรุนแรงน่าสะพรึงกลัว
"โฮก!"
พยัคฆ์ยักษ์แผดเสียงคำรามดังกึกก้องอย่างน่าเกรงขาม อ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคม กางกรงเล็บพุ่งทะยานเข้าใส่ฉีหยวนอย่างดุร้าย...
บทที่ 28 ใครสั่งใครสอนให้แกมาฉี่เรี่ยราดตรงนี้ฮะ
"ไอ้ฉีต้า คราวนี้แกตายแน่!"
เมื่อเห็นฉีหยวนยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ หวังลู่ชวนที่หลบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดก็ลอบยิ้มเหี้ยม แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย พึมพำกับตัวเองเบาๆ "แผนของท่านพี่นี่มันล้ำลึกจริงๆ ครั้งนี้ข้าอยากจะรู้นักว่าแกจะเอาตัวรอดยังไง"
"พยัคฆ์เพลิงชาดกำลังจะทะลวงระดับ มันต้องการอาหารเสริมพลังอย่างเร่งด่วน เพื่อแลกกับโอสถวิญญาณสัตว์อสูรระดับสูงขวดนั้น การฆ่าศิษย์รับใช้ระดับฝึกตนกระโหลกกะลาแค่คนเดียว มันไม่ได้ระคายเคืองอะไรมันเลยสักนิด"
"มันก็แค่สัตว์เดรัจฉานหน้าโง่ตัวหนึ่ง แถมยังมีผู้อาวุโสสวีคอยหนุนหลัง ต่อให้มันอาละวาดฆ่าคนในเขตสายนอก อย่างมากก็แค่ถูกกักขังดัดนิสัยไม่กี่วัน ไม่มีทางได้รับผลกระทบอะไรที่ร้ายแรงหรอก"
"ขอแค่แกตาย ไอ้หลินเจิ้นมันก็ต้องหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่นานมันก็จะต้องตายอย่างไร้ที่กลบฝังตามแกไป..."
ยิ่งคิด หวังลู่ชวนก็ยิ่งได้ใจ แทบจะอดรนทนไม่ไหวอยากจะแหงนหน้าหัวเราะร่าให้ลั่นฟ้า
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง สีหน้าของฉีหยวนกลับราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบหลีก เขากลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ว่า
"ไอ้หน้าโง่ แกอยากตายนักใช่มั้ย?"
เมื่อเห็นฉากนั้น หวังลู่ชวนที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ก็ถึงกับผงะไปชั่วครู่
จะตายหงตายโหงอยู่รอมร่อ หมอนี่กลับยังทำปากดีอวดเก่ง หรือมันคิดว่าตายแบบนี้แล้วจะดูมีศักดิ์ศรีมากกว่ากันนะ?
แต่วินาทีต่อมา สีหน้าของเขาก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นัยน์ตาเบิกกว้างจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเหลือเชื่อ
ทันทีที่เสียงของฉีหยวนดังขึ้น ร่างของพยัคฆ์เพลิงชาดที่เดิมทีแผ่รังสีอำมหิตน่าเกรงขาม กลับสะดุ้งเฮือกจนตัวสั่นเทิ้ม ร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่ กลิ่นอายดุร้ายหดหายไปอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันหมอบคลานลงกับพื้นราวกับลูกแมวเชื่องๆ ตัวหนึ่ง เอ่ยปากอธิบายตะกุกตะกักว่า
"ข้าไม่ได้ทำ... ข้าไม่มีเจตนา... เข้าใจผิดกันแล้วท่าน... นี่มันเรื่องเข้าใจผิดชัดๆ..."
"งั้นรึ?"
ฉีหยวนแค่นเสียงเย็นชา ก้าวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าไปหาพยัคฆ์เพลิงชาด
ยิ่งฉีหยวนเดินเข้าไปใกล้ พยัคฆ์เพลิงชาดก็ยิ่งแสดงท่าทีหวาดกลัวราวกับเห็นภูตผีปีศาจ นัยน์ตาสีแดงฉานที่เคยกระหายเลือด บัดนี้กลับฉายแววหวาดผวาอย่างเห็นได้ชัด มันหมอบตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น แม้แต่หางก็ยังม้วนเก็บเข้าหว่างขาอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
และในที่สุด แอ่งน้ำสีเหลืองส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งก็ไหลซึมออกมาจากใต้ท้องของพยัคฆ์เพลิงชาด กลิ่นฉุนกึกกระจายลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
หา?!
ในเสี้ยววินาทีนั้น หวังลู่ชวนราวกับถูกอสนีบาตฟาดเข้าใส่กลางแสกหน้า สมองรวนจนสติหลุดกระเจิงไปหมด
นี่ข้าตาฝาดไปแล้วใช่ไหม?
พยัคฆ์เพลิงชาดตัวนั้นมันควรจะดุร้ายอำมหิตและบ้าคลั่งไม่ใช่หรือไง ทำไมตอนนี้มันถึงได้หดหัวขี้ขลาดตาขาวขนาดนี้?
ต้องเข้าใจก่อนนะว่า พยัคฆ์เพลิงชาดคือสัตว์อสูรระดับก่อตั้งรากฐานขั้นกลาง หากวัดกันที่พลังรบ มันไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งรากฐานขั้นปลายเลยสักนิด แต่นี่มันกลับฉี่ราดกางเกงเพียงเพราะศิษย์รับใช้ระดับฝึกตนขั้นที่สี่เนี่ยนะ!
ยังไม่ทันที่เขาจะทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ฉีหยวนก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพยัคฆ์เพลิงชาด แล้วยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่หัวอันใหญ่โตและดุร้ายของมันเบาๆ ไปหนึ่งที
"ใครสั่งใครสอนให้แกมาฉี่เรี่ยราดตรงนี้ฮะ ขยะแขยงชะมัด ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!"
"เอ๋ง—"
โดนเตะเข้าไปหนึ่งป้าบ พยัคฆ์เพลิงชาดไม่กล้าแม้แต่จะแยกเขี้ยวขู่ กลับรู้สึกราวกับได้รับความเมตตาละเว้นโทษตาย มันดีดตัวลุกขึ้นพรวดพราด แกว่งหางประจบประแจงฉีหยวนสองสามที ก่อนจะวิ่งหางจุกตูดหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งฉีหยวนเดินลับสายตาไปแล้ว หวังลู่ชวนถึงได้สติกลับคืนมาจากอาการช็อกตาตั้ง แต่ในใจก็ยังรู้สึกถึงความไม่สมจริงอย่างรุนแรง
ทว่าวินาทีต่อมา รังสีอำมหิตอันเย็นเยียบและเข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้ ก็แผ่ปกคลุมลงมา ล็อกเป้าหมายมาที่ตัวเขาอย่างแน่นหนา
ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาล หวังลู่ชวนขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขาค่อยๆ หันหน้าไปมองยังทิศทางที่รังสีอำมหิตแผ่ออกมา และก็ต้องพบกับพยัคฆ์เพลิงชาดที่เพิ่งจะวิ่งหนีหายไปเมื่อครู่ บัดนี้มันกลับมายืนอยู่ด้านหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาและเหี้ยมเกรียมสุดขีด
หวังลู่ชวนกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"พะ... พี่เสือ ท่านจะทำอะไร ข้าคือหลานชายของผู้อาวุโสอินชิงหยวนแห่งขอบเขตแก่นทองคำนะ หากท่านกล้าแตะต้องข้า ผู้อาวุโสอินไม่มีทางปล่อยท่านไว้แน่!"
ทว่าพยัคฆ์เพลิงชาดกลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด นัยน์ตาสีเลือดสาดประกายอำมหิตเดือดพล่าน "เมื่อกี้แกเกือบทำเอาข้าต้องตายโหงตายห่าไปแล้ว คราวนี้ต่อให้ลุงแกจะเป็นใคร ข้าก็ไม่สน ต่อให้ท่านเจ้าสำนักมาเองก็ช่วยชีวิตแกไม่ได้หรอกโว้ย"
"ถ้าแกไม่ตาย คืนนี้ข้านี่แหละที่จะโดนฉีกเป็นชิ้นๆ!"
สิ้นเสียงคำราม พยัคฆ์เพลิงชาดก็กระโจนร่างเข้าใส่ ชูตวัดกรงเล็บอันแหลมคมตะปบเข้าหาเหยื่ออย่างโหดเหี้ยม
"ม่ายยย ไว้ชีวิตข้าด้วย ไว้ชีวิต... อ๊ากกก!!!"
เพียงชั่วพริบตา เลือดสดๆ ก็สาดกระเซ็น เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก็ขาดห้วงไป
หลังจากจัดการหวังลู่ชวนเสร็จสิ้น พยัคฆ์เพลิงชาดก็คาบศพของมันเอาไว้ แล้วพุ่งตัวหายวับไปในความมืดมิดของป่าทึบ...
......
วันต่อมา ข่าวลือเรื่องพยัคฆ์เพลิงชาด สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของผู้อาวุโสสวีแห่งสำนักฝ่ายใน เกิดคลุ้มคลั่งกัดศิษย์รับใช้หวังลู่ชวนจนตาย ก็แพร่สะพัดไปทั่วเขตสายนอก ก่อให้เกิดคลื่นความแตกตื่นครั้งใหญ่
หวังลู่ชวนมีสถานะที่ไม่ธรรมดา ไม่เพียงแต่เป็นศิษย์ใหม่เพียงคนเดียวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่มีพรสวรรค์ระดับรากวิญญาณคู่ แต่ยังเป็นหลานชายของผู้อาวุโสหอเบิกมรรคาอีกด้วย หากเป็นสถานการณ์ปกติ เรื่องพรรค์นี้คงต้องถูกสืบสวนหาความจริงให้กระจ่างแจ้ง และลงโทษสัตว์อสูรที่ก่อเหตุอย่างเด็ดขาด
ทว่าเจ้าของพยัคฆ์เพลิงชาด คือผู้อาวุโสสวีโจว ผู้ดูแลหอคุมกฎ ซึ่งมีอำนาจบารมีและอิทธิพลในหุบเขาลั่วอวิ๋นล้นฟ้า หากนัดกันด้วยสถานะและตำแหน่ง ผู้อาวุโสสวีโจวย่อมสามารถข่มผู้อาวุโสหอเบิกมรรคาอย่างอินชิงหยวนได้อย่างราบคาบ และด้วยเหตุนี้เอง บทสรุปของคดีจึงทำให้หลายคนต้องเบิกตาโพลงด้วยความคาดไม่ถึง
หลังจากหอคุมกฎทำการสืบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็ได้ข้อสรุปว่า ผู้ตายคือหวังลู่ชวน เนื่องจากเพิ่งถูกหอคุมกฎลงโทษไปเมื่อไม่นานมานี้ จึงผูกใจเจ็บและเก็บความแค้นสะสมไว้กับผู้อาวุโสคุมกฎ เมื่อความโกรธแค้นไร้ที่ระบาย จึงพาลไปลงเอากับพยัคฆ์เพลิงชาด สัตว์เลี้ยงสุดที่รักของผู้อาวุโสสวี โดยการกลั่นแกล้งทารุณ และมักจะอดอาหารมันอยู่บ่อยครั้ง
และที่พยัคฆ์เพลิงชาดต้องลุกขึ้นสู้ ก็เป็นเพราะมันหิวโซจนทนไม่ไหว แม้ว่าวิธีการต่อต้านจะรุนแรงไปสักนิด จนเผลอพลั้งปากกัดหวังลู่ชวนตายไปหน่อย แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วก็ถือว่ามีเหตุมีผลและเป็นสิ่งที่น่าเห็นใจ
ดังนั้น บทลงโทษสำหรับสัตว์อสูรที่ก่อคดีอย่างพยัคฆ์เพลิงชาด คือการถูกสั่งกักบริเวณเป็นเวลาสามเดือน และถูกลดปริมาณอาหารลงครึ่งหนึ่ง เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู...
เมื่อฉีหยวนได้อ่านประกาศที่แปะอยู่หน้าโถงตำหนัก เขาก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองยังอ่อนหัดโลกใบนี้อยู่นัก เนื้อหาในประกาศแผ่นนี้ นอกจากชื่อคนตายที่เป็นเรื่องจริงแล้ว นอกนั้นล้วนเป็นเรื่องตอแหลพุพองทั้งสิ้น แต่แปลกตรงที่มันกลับดูสมเหตุสมผลและสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด
และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ศิษย์หุบเขาลั่วอวิ๋นส่วนใหญ่ที่ได้อ่านประกาศแผ่นนี้ ดันเชื่อกันเป็นตุเป็นตะ พากันก่นด่าหวังลู่ชวนว่าจิตใจคับแคบ สันดานเลวทราม ไม่ทำตัวเป็นคนดี ยังไปรังแกสัตว์หน้าขนอีก ช่างอำมหิตผิดมนุษย์มนาจริงๆ...
หากคนตายได้มาเห็นประกาศแผ่นนี้ คงได้โกรธจนฟื้นคืนชีพกลับมาด่ากราดแน่ๆ
ความจริงแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่ฉีหยวนล่วงรู้ว่าหวังลู่ชวนกำลังวางแผนเล่นงานตนเองอีกครั้ง เขาก็ได้พิพากษาประหารชีวิตมันไปเรียบร้อยแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็แค่การยืมมือพยัคฆ์เพลิงชาดมาเป็นเพชฌฆาตก็เท่านั้น
ระดับเต้าจื่อแห่งไท่เสวียนผู้อยู่เหนือผู้คน จะยอมทนให้ตัวตลกลิ่วล้อชั้นต่ำมาคอยกระโดดเหยงๆ ท้าทายซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างไร การบี้ให้ตายคาตีนไปเลยนั่นแหละคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
เขาไม่ใช่พวกผู้บำเพ็ญเพียรประเภทที่ชอบอมพะนำ ปั้นหน้าอมทุกข์ เก็บความแค้นไว้รอชำระทีหลัง หรือชอบปล่อยศัตรูให้มีชีวิตรอดไปสร้างความรำคาญใจต่อ ในเมื่อมีคนริอ่านมารนหาที่ตาย เขาก็ยินดีที่จะสงเคราะห์ส่งมันลงนรกให้สมใจอยาก
"ไอ้สารเลวหวังลู่ชวนตายแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า สวรรค์มีตาจริงๆ!"
หลินเจิ้นที่ยืนอยู่ข้างๆ มองดูประกาศเบื้องหน้าด้วยความตื่นเต้น แววตาแฝงความเคียดแค้น "เสียดายก็แค่ไม่ใช่ข้าที่ลงมือสับมันเป็นชิ้นๆ ปล่อยให้คนระยำอย่างมันตายง่ายเกินไป ช่างโชคดีเสียจริง!"
ฉีหยวนตบไหล่หลินเจิ้นเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย
"การที่มันมีจุดจบเช่นนี้ ล้วนเป็นผลจากการกระทำของตัวมันเองทั้งสิ้น เอาจริงๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ จะได้ไม่ต้องลงมือให้มือเราต้องเปื้อนเลือด"
หลินเจิ้นพยักหน้าเห็นด้วย "วัฏสงสารสวรรค์หมุนเวียน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพียงแต่คิดไม่ถึงเลยว่า สุดท้ายแล้วผู้ที่พรากชีวิตของมันไปกลับกลายเป็นเพียงสัตว์อสูรตัวหนึ่ง โลกมนุษย์ช่างไร้ความแน่นอน ไม่มีสิ่งใดเกินคาดเดาจริงๆ"
ฉีหยวนยิ้มบางๆ เอ่ยรับคำแบบขอไปที
"นี่คงเป็นลิขิตสวรรค์กระมัง"
ขณะที่ปากพูดไปอย่างนั้น แต่ในหัวของเขากลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องอื่น
เพียงไม่กี่วัน ไอ้เด็กหลินเจิ้นคนนี้กลับทะลวงระดับถึงขั้นฝึกตนขั้นที่สามได้อย่างเงียบเชียบ แถมวิชาบำเพ็ญเพียรที่ใช้ก็ยังแปลกประหลาดจนแม้แต่ตัวเขาเองยังมองไม่ออก หนำซ้ำลีลาการพูดจายังเปลี่ยนไป ราวกับท่องกลอนบทกวีได้เป็นฉากๆ หรือว่าในแหวนวงนั้นจะมี 'วิญญาณคุณปู่' ซ่อนอยู่จริงๆ อย่างที่เขาเคยคิดไว้?