เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

25-26

25-26

25-26


บทที่ 25 สังคมมันโหดร้าย

วันรุ่งขึ้น

ฉีหยวนเดินทางมาเข้าเวรที่สวนสมุนไพรตั้งแต่เช้าตรู่ ทำตัวเนียนกริบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์สายนอกอย่าง โม่เจิ้งหยาง มีระดับพลังอยู่แค่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นปลายเท่านั้น ซึ่งยังห่างชั้นจากเขาก้าวหนึ่งเต็มๆ และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้เมื่อคืนเขากล้าลอบเข้าไปในยอดเขาสัตว์อสูรอย่างอุกอาจไร้ความเกรงกลัว

แม้ระหว่างทางจะมีเรื่องชวนกระอักกระอ่วนใจแทรกมาบ้าง แต่ก็นับว่าไม่ได้เสียหายอะไร ท้ายที่สุดเขาก็ทำภารกิจสำเร็จลุล่วงด้วยดี ตอนนี้อารมณ์ของเขาจึงเบิกบานเป็นพิเศษ หลังจากเอ่ยทักทายศิษย์ดูแลสวนสมุนไพรสองสามคนที่เดินสวนกัน เขาก็เดินมาหยุดอยู่ริมแปลงหญ้าใบหยก

เมื่อกวาดสายตามองออกไป หญ้าใบหยกนับแสนต้นในแปลงล้วนเขียวชอุ่มชุ่มชื้น เติบโตอย่างงดงาม นอกจากนี้ก็ไม่มีความผิดปกติใดๆ ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

ฉีหยวนหิ้วถังน้ำ เดินไปตักน้ำจากน้ำพุวิญญาณที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะกลับมารดน้ำแปลงสมุนไพรด้วยท่าทางชำนาญงาน หากเจอต้นไหนที่ดูเหี่ยวเฉาไร้ชีวิตชีวา เขาก็จะจงใจรดน้ำให้มันมากเป็นพิเศษ

เนื่องจากได้รับการแจ้งเตือนจากหลินเจิ้นมาก่อนหน้า เขาจึงแสร้งทำเป็นทำงานแบบขอไปที ทว่าลอบเพ่งสมาธิสำรวจหาต้นหญ้าที่ดูน่าสงสัยในแปลงสมุนไพรอย่างเงียบเชียบ

ทว่าจนกระทั่งเขารดน้ำจนเสร็จทั้งแปลง ก็ยังไม่พบร่องรอยเบาะแสใดๆ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามีเพียงหญ้าใบหยกธรรมดาสามัญทั่วไปเท่านั้น

แม้จะคว้าน้ำเหลว แต่ฉีหยวนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

มีคนกำลังจ้องมองเขาอยู่!

สายตาที่จับจ้องมานั้นเร้นลับซ่อนเร้นอย่างถึงที่สุด หากไม่ใช่เพราะยามนี้เขากำลังจดจ่อสมาธิขั้นสุด ผนวกกับประสาทสัมผัสรับรู้สภาพแวดล้อมที่เฉียบคมเหนือมนุษย์ ก็คงยากที่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันได้

ใครกัน?

หรือว่าจะเป็นยอดฝีมือของหุบเขาลั่วอวิ๋น?

แววตาของฉีหยวนคมปลาบขึ้นมาวูบหนึ่ง ผู้ที่สามารถลอบสังเกตการณ์เขาได้โดยไร้สุ้มเสียงเช่นนี้ย่อมไม่ธรรมดา อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นตัวตนระดับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขึ้นไป!

แม้ในใจจะตื่นตัวระแวดระวังถึงขีดสุด แต่ภายนอกเขากลับเก็บซ่อนอารมณ์ไว้ได้อย่างมิดชิด เขาทำตัวตามปกติ นำถังน้ำไปเก็บที่เดิมหลังรดน้ำเสร็จ แล้วเดินไปนั่งลงใต้ต้นไม้ริมแปลงสมุนไพร ปล่อยให้ร่างกายดูดซับพลังปราณรอบด้านอย่างเชื่องช้า แกล้งทำเป็นนั่งบำเพ็ญเพียร

และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่เขาเดินห่างออกมาจากแปลงสมุนไพร สายตาจับจ้องที่ดูเลือนลางราวกับมีและไม่มีอยู่นั้นก็อันตรธานหายไปในพริบตา ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริง

สิ่งนี้ยิ่งทำให้ฉีหยวนมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนเอง

ผู้ลอบสังเกตการณ์ลึกลับผู้นั้นไม่ได้ตั้งใจพุ่งเป้ามาที่เขา แต่กำลังจับตาดูแปลงสมุนไพรแห่งนี้ต่างหาก!

หากเป็นคนของหุบเขาลั่วอวิ๋นจริง แล้วทำไมตอนที่ศิษย์รับใช้ชื่อเหวินเทาแอบเข้ามาขโมยเด็ดหญ้าใบหยกในแปลง คนผู้นี้ถึงไม่ออกมาขัดขวางล่ะ?

ฉีหยวนลอบขมวดคิ้ว ขบคิดอยู่ค่อนวัน ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจรอดูท่าทีไปก่อน

เมื่อเทียบกับสมุนไพรวิญญาณหมื่นปีที่ดูเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้แล้ว ตอนนี้เขาสนใจมากกว่าว่าตนเองจะยังสามารถซ่อนเร้นสถานะอยู่ในหุบเขาลั่วอวิ๋นต่อไปได้หรือไม่ อย่างน้อยก็ขอให้ซ่อนเนียนๆ จนกว่าจะทำภารกิจในขั้นตอนนี้ของไอ้ระบบเวรนี่เสร็จก็พอ

ในขณะนั้นเอง ร่างระหงอันคุ้นตาของสตรีผู้หนึ่งก็ค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามาจากแดนไกล รูปโฉมงดงามดั่งหยก ดวงตาใสกระจ่างดั่งสายน้ำในฤดูสารท กลิ่นอายสงบเสงี่ยมสง่างาม นางก็คือศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสำนักฝ่ายใน ไป๋ซีโหรว นั่นเอง

"คารวะศิษย์พี่หญิงใหญ่"

เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือใคร ฉีหยวนก็รีบผุดลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะทักทายทันที

"ศิษย์น้องฉี"

ไป๋ซีโหรวหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าฉีหยวน พยักหน้ารับการทักทาย ดวงตางดงามทอประกายห่วงใย "ช่วงนี้เจ้ามาทำงานที่สวนสมุนไพร รู้สึกอย่างไรบ้าง? คุ้นชินหรือยัง?"

น้ำเสียงของนางกังวานใสไพเราะ ราวกับไข่มุกร่วงหล่นลงบนจานหยก ชวนฟังเป็นอย่างยิ่ง

ฉีหยวนรีบปั้นหน้าซาบซึ้งใจราวกับได้รับความกรุณาอย่างล้นพ้น "ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่ห่วงใย ข้าอยู่ที่นี่สุขสบายดีขอรับ"

การปรากฏตัวของไป๋ซีโหรวในยามนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ไม่น้อย ศิษย์ดูแลสวนสมุนไพรหลายคนพากันมองมาทางนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะเหล่าศิษย์ผู้ชายที่มองฉีหยวนด้วยสายตาอิจฉาริษยาแทบลุกเป็นไฟ

"เจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว"

ไป๋ซีโหรวพยักหน้า รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก

จากนั้นสีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง นางทอดสายตามองไปยังแปลงสมุนไพรที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ข้ารู้เรื่องที่เจ้ากับหลินเจิ้นถูกคนใส่ความเมื่อวานแล้ว แม้บทสรุปสุดท้าย ผู้บริสุทธิ์จะสามารถล้างมลทินให้ตัวเองได้ต่อหน้าธารกำนัล ทำให้พวกใจคดเหล่านั้นไม่สมหวัง ทว่าในเมื่อเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้น สำหรับสำนักแล้ว มันก็นับเป็นเรื่องเสื่อมเสียอย่างหนึ่ง"

"ดังนั้น หลังจากหอคุมกฎสืบหาความจริงจนกระจ่าง จึงเลือกที่จะจัดการปัญหาอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว โดยเอาผิดแค่คนไม่กี่คน ไม่ได้สาวความยาวสาวความยืดจนลุกลามใหญ่โต"

ฉีหยวนชะงักไปเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยความสงสัย

"หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?"

ไป๋ซีโหรวถอนหายใจแผ่วเบา กล่าวช้าๆ ว่า

"ศิษย์รับใช้เหวินเทา ลอบเด็ดสมุนไพรวิญญาณในสวนโดยไม่ได้รับอนุญาต รับโทษทำลายวรยุทธ์ทิ้ง และถูกขับไล่ออกจากสำนัก"

"ศิษย์รับใช้เข้าใหม่หลิวอิงอิง จงใจนำหญ้าใบหยกที่ถูกขโมยไปซ่อนไว้ในห้องของหลินเจิ้น จิตใจอำมหิตชั่วร้าย พยายามป้ายสีเพื่อนร่วมสำนัก"

"แต่เนื่องจากนางยังไม่ทันได้เริ่มรวบรวมพลังปราณ จึงไม่อาจนับว่าเป็นผู้ฝึกตนได้ อาศัยตามกฎของสำนัก จึงได้รับการละเว้นโทษทำลายวรยุทธ์ แต่รับโทษลบความทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวกับเคล็ดวิชาของสำนัก และถูกขับไล่ออกจากสำนัก"

"ส่วนศิษย์รับใช้หวังลู่ชวนผู้เป็นตัวการหลัก มีท่าทีสำนึกผิดยอมรับสารภาพแต่โดยดี ผนวกกับมีผู้อาวุโสฝ่ายในหลายท่านออกหน้าขอร้องให้ จึงถูกสั่งลงโทษให้ชดเชยศิลาวิญญาณแก่ผู้เสียหายจำนวนหนึ่งพันก้อน และลงโทษให้ไปทำงานใช้แรงงานที่ยอดเขาสัตว์อสูรเป็นเวลาหนึ่งปี ระหว่างที่ใช้แรงงานจะถูกงดจ่ายเบี้ยหวัดรายเดือน เพื่อรอดูความประพฤติ"

เมื่อได้ฟังจนจบ ตอนแรกฉีหยวนก็อึ้งไปนิดหน่อย ก่อนจะลอบทอดถอนใจอยู่เงียบๆ

ให้มันได้อย่างนี้สิ!

ที่แท้ไม่ว่าที่ไหนก็หนีไม่พ้นเรื่องเส้นสายและคอนเนกชัน ตัวการใหญ่ที่มีเบื้องหลังถูกง้างมือตบเสียตั้งสูงแต่กลับตีลงมาเบาหวิว ส่วนผู้สมรู้ร่วมคิดที่ไร้เส้นสายกลับถูกตีหัวแบะในไม้เดียว ขับไล่ออกจากสำนักแบบไม่เหลือทางรอดให้ สังคมมันช่างโหดร้ายและบัดซบจริงๆ!

หวังลู่ชวนเกิดในตระกูลผู้ฝึกตน ที่บ้านมีศิลาวิญญาณถมเถไป ค่าปรับแค่หนึ่งพันก้อนสำหรับมันก็คงเหมือนแค่มดกัด

ส่วนเรื่องโดนส่งไปใช้แรงงานที่ยอดเขาสัตว์อสูรหนึ่งปีนั่นยิ่งแล้วใหญ่ ไก่อ่อนร่างอ้วนคนนั้นไม่เป็นที่โปรดปรานของผู้อาวุโสสายนอกอย่างโม่เจิ้งหยางอยู่แล้ว เดิมทีก็ถูกเนรเทศให้ไปเป็นศิษย์รับใช้ที่ยอดเขาสัตว์อสูรอยู่ก่อนแล้วไม่ใช่หรือไง...

สรุปปัดเศษไปมา บทลงโทษของไอ้อ้วนหวังก็แทบจะเท่ากับศูนย์!

เมื่อเห็นสีหน้าของฉีหยวนดูพิลึกพิลั่น ไป๋ซีโหรวก็คิดไปว่าเขาคงรู้สึกไม่พอใจกับวิธีการจัดการเช่นนี้ ใบหน้างดงามปรากฏแววรู้สึกผิด เอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"ศิษย์น้องฉี หวังลู่ชวนผู้นั้นมีพรสวรรค์ระดับรากวิญญาณคู่ซึ่งหาได้ยากยิ่ง ผู้อาวุโสฝ่ายในหลายท่านล้วนฝากความหวังไว้ที่เขา หอคุมกฎจึงยอมผ่อนปรน มอบโอกาสให้เขากลับตัวกลับใจ"

"แต่แน่นอน หากมีครั้งหน้า ต่อให้ต้องล่วงเกินผู้อาวุโสเหล่านั้น ข้าก็จะไม่ยอมละเว้นให้เขาอีกแน่"

ฉีหยวนส่ายหน้า "ข้าไม่มีข้อกังขาต่อการตัดสินของสำนักหรอกขอรับ"

หากพูดถึงระดับชั้นของการชิงดีชิงเด่น ขยะเปียกอย่างหวังลู่ชวนไม่เคยอยู่ในสายตาเขาเลยสักนิด ภัยคุกคามน่ะหรือ? เป็นศูนย์เสียด้วยซ้ำ

ที่ปล่อยมันไว้ก็แค่เพื่อให้เป็นหินปูทางให้หลินเจิ้นผู้เป็นบุตรแห่งโชคชะตาได้เหยียบย่ำขึ้นไปเท่านั้น ถ้าไอ้อ้วนหวังมันช่วยกระตุ้นให้ระบบงี่เง่านี้แจกภารกิจย่อยมาให้เขาฟาร์มของรางวัลเพิ่มได้อีกก็จะยิ่งประเสริฐมาก

แน่นอนว่า หากหวังลู่ชวนยังขืนทำตัวเป็นแมลงวันบินโฉบไปโฉบมาให้รำคาญลูกตา ฉีหยวนก็ไม่รังเกียจที่จะตบมันให้ตายคามือ จะได้ไม่ต้องมาทนรำคาญใจ

"อืม เช่นนั้นก็ดีแล้ว"

เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของเขาไม่ได้เสแสร้ง ไป๋ซีโหรวก็คล้ายจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย "ศิษย์น้องฉี เรื่องที่ถ้ำบำเพ็ญเพียรของผู้อาวุโสจิตวิญญาณค่ายกลถูกขโมยของไปนั้น ข้ามั่นใจแล้วว่าไม่ใช่ฝีมือของคนในสำนักเราแน่นอน"

"กุญแจสำหรับเข้าไปยังแกนกลางค่ายกลปกป้องสำนักถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีเยี่ยมในส่วนลึกสุดของหอตำรา ที่นั่นมีค่ายกลป้องกันซ้อนทับกันหลายชั้นซึ่งท่านปรมาจารย์เป็นผู้ลงมือวางเอาไว้ด้วยตนเอง นับพันปีมานี้ไม่เคยมีใครแตะต้องมันได้"

"หากไม่มีกุญแจ การจะเข้าไปยังแกนกลางค่ายกลนั้นนับว่ายากเย็นแสนเข็ญ ไม่เพียงแต่ต้องการระดับพลังบำเพ็ญเพียรที่สูงส่งลิบลิ่ว แต่ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์แห่งค่ายกลระดับพลิกฟ้าทะลวงดิน หากในหุบเขาลั่วอวิ๋นมีบุคคลระดับนี้ซ่อนเร้นอยู่จริง สำนักของเราคงไม่ตกต่ำลงถึงเพียงนี้หรอก"

ฉีหยวนพยักหน้า ในใจเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของไป๋ซีโหรวเป็นอย่างยิ่ง

แม้เขาจะไม่ได้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งค่ายกล แต่ความรู้พื้นฐานทั่วไปเขาก็พอมี การจะลอบเข้าไปในแกนกลางของค่ายกลปกป้องสำนักโดยไม่พังค่ายกลทิ้งเสียก่อนนั้น ผู้ฝึกตนทั่วไปย่อมไม่มีทางทำได้แน่

และปรมาจารย์ค่ายกลที่สามารถทำเรื่องพรรค์นี้ได้ ก็คงไม่ลดตัวลงมาหมายตาเศษขยะสองสามชิ้นของจิตวิญญาณค่ายกลหรอก...

บทที่ 26 ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างเด็ดขาด

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน ไป๋ซีโหรวก็ชี้มือไปยังป่าไผ่เบื้องหน้า พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ

"ข้าจะพาเจ้าไปทำความรู้จักกับศิษย์น้องเจินก็แล้วกัน นางเป็นศิษย์สายในที่คอยพิทักษ์ดูแลสวนสมุนไพรแห่งนี้ หากเจ้าพบเจออุปสรรคใดๆ ระหว่างทำงานที่นี่ ก็สามารถไปขอความช่วยเหลือจากนางได้"

เมื่อมองดูท่าทีเอาใจใส่ดูแลของไป๋ซีโหรว ฉีหยวนกลับยิ่งรู้สึกงุนงงสับสน

สตรีที่เพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์สูงส่งและรูปโฉมงดงามสะคราญอย่างไป๋ซีโหรว เรียกได้ว่าเป็นแม่แบบของสหายบำเพ็ญคู่ที่สมบูรณ์แบบ หากไปอยู่ที่ดินแดนอื่นในโลกผู้บำเพ็ญเพียร คงดึงดูดบุรุษให้มาคอยตามต้อยๆ เป็นสุนัขรับใช้ได้เป็นกองทัพ

แต่ตัวเขานั้น ตอนนี้เป็นเพียงแค่ศิษย์รับใช้ระดับล่างสุด พรสวรรค์ที่แสดงออกไปก็เป็นแค่รากวิญญาณสี่ธาตุขยะๆ ผนวกกับหน้าตาที่ถูกปลอมแปลงจนดูจืดชืดธรรมดาสามัญ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีทางที่จะดึงดูดความสนใจ หรือได้รับความโปรดปรานจากศิษย์พี่หญิงใหญ่ผู้งดงามคนนี้ได้เลย

คิดจนหัวแทบแตกก็หาคำตอบไม่ได้ ท้ายที่สุดเขาก็สรุปเอาเองว่ารสนิยมของอีกฝ่ายคงจะแปลกประหลาดหลุดโลกไปหน่อย

ดูท่าทางผู้ชายสมัยนี้เวลาออกไปข้างนอก ต้องรู้จักป้องกันตัวเองให้ดีซะแล้ว...

ไป๋ซีโหรวย่อมไม่อาจล่วงรู้ถึงจินตนาการอันเตลิดเปิดเปิงของฉีหยวน นางเดินนำเขาผ่านสวนสมุนไพร เข้ามายังป่าไผ่ที่ร่มรื่นเขียวขจี

"หน้าที่หลักของศิษย์น้องเจินคือการป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรจากภูเขาด้านหลังบุกรุกเข้ามาทำลายสวนสมุนไพร ดังนั้นที่พักของนางจึงตั้งอยู่ตรงชายป่ารอยต่อระหว่างสวนสมุนไพรกับภูเขาด้านหลัง ซึ่งอยู่ห่างจากแปลงสมุนไพรพอสมควร"

"และก็เพราะเหตุนี้แหละ เมื่อคืนก่อนเหวินเทาถึงได้มีโอกาสลอบขโมยเด็ดหญ้าใบหยกไปได้"

"อีกอย่าง ศิษย์น้องอวี้เยี่ยนเป็นคนรักความสงบ ปกติไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใครนัก แต่ข้ากับนางรักใคร่กลมเกลียวกันดั่งพี่น้องแท้ๆ ครั้งนี้ข้าพาเจ้ามาพบนางด้วยตัวเอง วันหน้าหากเจ้าไปขอความช่วยเหลือ นางย่อมไม่ปฏิเสธเจ้าแน่"

ลึกเข้าไปในป่าไผ่ ปรากฏเรือนไม้สองชั้นบรรยากาศเงียบสงบดูงามสง่า รอบด้านประดับประดาด้วยบุปผาวิญญาณและผืนหญ้าสีเขียวขจี สภาพแวดล้อมน่าอยู่ยิ่งนัก

เมื่อเดินมาถึงหน้าเรือน ไป๋ซีโหรวก็หยุดฝีเท้า ก่อนจะร้องเรียกคนในเรือน

"ศิษย์น้องอวี้เยี่ยน ข้ามาเยี่ยมเจ้าแล้ว"

ครู่ต่อมา บานประตูเรือนก็เปิดออก เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวสวมกระโปรงสีม่วงก้าวเดินออกมา รูปร่างของนางดูธรรมดาสามัญ หน้าตาก็จัดอยู่ในเกณฑ์แค่พอดูได้ ไม่ได้มีความโดดเด่นสะดุดตาอันใด สิ่งเดียวที่ตราตรึงใจคือดวงตากระจ่างใสดูมีชีวิตชีวาคู่นั้น ที่ทำให้คนมองยากจะลืมเลือน

เมื่อเห็นไป๋ซีโหรว หญิงสาวก็เผยรอยยิ้มบาง เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสนิทสนม

"ศิษย์พี่หญิงใหญ่ วันนี้ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ได้หรือเจ้าคะ?"

ไป๋ซีโหรวเดินเข้าไปกุมมือนางไว้ พลางกลั้วหัวเราะเบาๆ

"ข้าพาศิษย์ใหม่มาให้เจ้าทำความรู้จักน่ะสิ ต่อไปเขาจะมาทำงานที่สวนสมุนไพรแห่งนี้ คงต้องรบกวนศิษย์น้องช่วยดูแลเขาด้วยนะ"

หญิงสาวปรายตามองฉีหยวนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะพยักหน้ารับ

"ในเมื่อเป็นคนที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่พามา ข้าก็ย่อมต้องดูแลให้อยู่แล้ว"

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมา ฉีหยวนก็รีบก้าวออกไปข้างหน้า ประสานมือคารวะ

"คารวะศิษย์พี่หญิงเจิน"

ฉีหยวนรู้ข้อมูลมาว่าผู้ฝึกตนหญิงเบื้องหน้ามีนามว่า เจินอวี้เยี่ยน มีระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นกลาง นางประจำการอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว ปกติมักจะเก็บตัวเงียบกริบ แทบไม่เคยโผล่หน้าไปให้ใครเห็น นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้เจอตัวจริงของนาง

แม้เจินอวี้เยี่ยนผู้นี้จะดูธรรมดาๆ ไม่มีจุดเด่นหรือสิ่งใดพิเศษ แต่ไม่รู้ทำไม ฉีหยวนถึงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง แต่จะให้ระบุว่าผิดปกติตรงไหน เขากลับพูดไม่ออก

"เข้ามาคุยกันข้างในเถอะเจ้าค่ะ"

เจินอวี้เยี่ยนพยักหน้ายิ้มๆ เตรียมจะหมุนตัวนำทั้งสองคนเข้าไปในเรือน

"ไม่เป็นไรหรอก นอกเหนือจากพามาแนะนำตัวศิษย์น้องใหม่แล้ว เป้าหมายหลักที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อมาเยี่ยมเจ้านั่นแหละ"

ไป๋ซีโหรวส่ายหน้า ปั้นหน้าจริงจังก่อนจะเอ่ยความในใจ

"ศิษย์น้องเจิน เพื่อปกป้องสวนสมุนไพร เจ้าต้องมาทนอุดอู้อยู่ในสถานที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้นานถึงสามปี นับว่าเหนื่อยยากลำบากนัก อีกสองวันข้าตั้งใจจะไปขอร้องผู้อาวุโสสวี ให้ทำเรื่องย้ายเจ้ากลับไปประจำที่สำนักฝ่ายใน เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?"

"ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ!"

พอได้ยินไป๋ซีโหรวพูดถึงเรื่องนี้ เจินอวี้เยี่ยนก็ดูมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาทันที นางรีบปฏิเสธเสียงหลงอย่างไม่ลังเล

"ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ขอบอกท่านไว้ตรงนี้เลยว่าห้ามไปพูดเรื่องนี้กับผู้อาวุโสสวีเด็ดขาด ท่านก็รู้นี่นาว่าข้าไม่ชอบออกไปพบปะผู้คน ที่นี่แหละเหมาะกับข้าที่สุด ได้หลีกหนีจากความวุ่นวาย มีสมาธิบำเพ็ญเพียร ต่อให้อยู่ต่อไปอีกนานแค่ไหนข้าก็เต็มใจ"

เมื่อเห็นเจินอวี้เยี่ยนยืนกรานกระต่ายขาเดียว ไป๋ซีโหรวก็ลอบถอนหายใจ ไม่คิดบีบคั้นอีก

"เฮ้อ... เอาเถอะ ข้าตามใจเจ้าก็แล้วกัน แต่หากวันใดเจ้าเปลี่ยนใจอยากย้ายออกไป มาหาข้าได้ตลอดเวลาเลยนะ..."

เมื่อเห็นฉากตรงหน้า ความคลางแคลงใจในอกฉีหยวนก็ยิ่งทวีคูณ

มันไม่เหมือนกับศิษย์รับใช้อย่างพวกเขา สำหรับศิษย์สายในแล้ว การมาเฝ้าสวนสมุนไพรไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลยสักนิด ไม่เพียงแต่ต้องทนอุดอู้อยู่ที่นี่ทั้งวันทั้งคืน แต่ยังต้องคอยรับมือกับการจู่โจมของสัตว์อสูรจากภูเขาด้านหลังตลอดเวลา

โอกาสย้ายกลับไปสุขสบายอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่แม่นางเจินอวี้เยี่ยนคนนี้กลับแสดงท่าทีต่อต้านอย่างรุนแรง มันช่างพิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว

เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง ฉีหยวนก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายหางตาชำเลืองมองเจินอวี้เยี่ยนที่กำลังพูดคุยสัพเพเหระกับไป๋ซีโหรว สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาหลายส่วน

ผู้หญิงคนนี้... ไม่ธรรมดาอย่างเด็ดขาด!

......

ในเวลาเดียวกัน

ณ สำนักฝ่ายใน

ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรแห่งหนึ่งซึ่งโอบล้อมด้วยภูมิทัศน์อันงดงามและอุดมไปด้วยพลังปราณอันหนาแน่น

"ท่านพี่ ครั้งนี้ท่านต้องช่วยข้านะ! ไอ้สารเลวหลินเจิ้นกับฉีต้า สองคนนั้นไม่เพียงแต่หยามเกียรติข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คราวนี้ยังแว้งกัดจนข้าต้องเสียหน้าป่นปี้ แม้แต่ผู้หญิงข้างกายข้าก็ยังปกป้องไว้ไม่ได้"

"พวกมันก็รู้เต็มอกว่าท่านคือลูกพี่ลูกน้องของข้า แต่กลับกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ชัดเจนว่าไม่เห็นท่านอยู่ในสายตาเลยสักนิด!"

"แล้วก็ไอ้เฒ่าบัดซบโม่เจิ้งหยางนั่นอีก! เพราะเรื่องของท่านลุง มันถึงได้จงเกลียดจงชังข้านักหนา ลำเอียงเข้าข้างไอ้สวะสองคนนั้นสุดลิ่มทิ่มประตู ถ้าข้าไม่ได้แก้แค้นล้างอาย ข้าจะกลืนความแค้นนี้ลงไปได้อย่างไร?"

หวังลู่ชวนยืนอยู่ข้างโต๊ะ ใบหน้าอ้วนกลมบิดเบี้ยวไปด้วยความเคียดแค้น พ่นคำฟ้องร้องระบายความอัดอั้นตันใจออกมายืดยาวให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ฟัง

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานสวมชุดคลุมหรูหรา สวมกวานหยกบนศีรษะ เค้าโครงหน้าหล่อเหลาเอาการ เขาผู้นี้คือ อินหง ศิษย์สายในผู้มีระดับพลังติดท็อปทรีของหุบเขาลั่วอวิ๋น

"กะอีแค่การจัดฉากป้ายสีง่ายๆ ยังทำพลาดจนเกิดช่องโหว่เต็มไปหมด ขายขี้หน้าชะมัด แกนี่มันขยะจริงๆ!"

อินหงปรายตามองหวังลู่ชวนด้วยสายตาเหยียดหยาม แสยะยิ้มเย็นชา "คราวนี้ถ้าไม่ใช่เพราะท่านพ่อของข้าออกหน้าช่วยรับประกันให้แก แกคงถูกทำลายวรยุทธ์แล้วเตะโด่งออกจากสำนักไปตั้งนานแล้ว จะมีปัญญามายืนพล่ามอยู่ตรงนี้ได้ยังไง"

หวังลู่ชวนก้มหน้างุด ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอาย

"ท่านพี่สั่งสอนได้ถูกต้อง เป็นเพราะข้าโง่เขลาชั่วขณะ ใครจะไปคิดล่ะว่าไอ้ฉีต้ามันจะเจ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนั้น..."

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ อินหงก็พูดแทรกขึ้นมาเสียงแข็ง

"หุบปาก! แกมันโง่เอง ก็อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะโง่ดักดานเหมือนแกสิ!"

หวังลู่ชวนสะดุ้งโหยง ตัวสั่นงันงก รีบหุบปากฉับ ไม่กล้าเอ่ยปากแก้ตัวอีก

ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมาได้ ประกายตาดำมืดพาดผ่านดวงตาของอินหงวูบหนึ่ง เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

"ข้าได้ยินมาว่า ไป๋ซีโหรวให้ความสนใจในตัวไอ้ฉีต้าอะไรนั่นเป็นพิเศษ ถึงขั้นถ่อไปหามันที่เขตสายนอกตั้งหลายครั้ง เรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่?"

เมื่อได้ยินดังนั้น หวังลู่ชวนก็หน้าบานขึ้นมาทันที รีบใส่ไฟเพิ่มอย่างรวดเร็ว

"เรื่องนี้ข้าก็รู้มาเหมือนกัน! ศิษย์พี่หญิงใหญ่ไปหาไอ้ฉีต้าตั้งแต่สองวันแรกที่มันเพิ่งเข้าสำนักมาเลย แถมทั้งสองคนยังออกไปจากเขตสายนอกด้วยกัน หายหัวไปตั้งนานกว่าจะกลับมา ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกมันแอบไปทำอะไรกันบ้าง"

"แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วัน ไอ้ฉีต้าก็ถูกผู้อาวุโสโม่จัดการส่งตัวไปทำงานที่สวนสมุนไพร แถมยังได้รางวัลใหญ่ไปอีก ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับศิษย์พี่หญิงใหญ่แน่ๆ!"

เขารู้ดีว่า อินหง ลูกพี่ลูกน้องของเขานั้นหมายปองไป๋ซีโหรวมานานแล้ว หมายมั่นปั้นมือจะให้นางมาเป็นสหายบำเพ็ญคู่ในอนาคต ไม่มีทางทนให้ชายอื่นมาแตะต้องนางได้เด็ดขาด พอได้ยินเรื่องพรรค์นี้ มีหรือที่จะทนไหว

และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่ได้ฟังคำยุยง อินหงก็หน้าเขียวปัด รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกจากดวงตา

ยังไม่ทันที่หวังลู่ชวนจะได้สาดน้ำมันเข้ากองไฟต่อ จู่ๆ อินหงก็ลุกพรวดขึ้นยืน แสยะยิ้มอำมหิตก่อนจะกล่าวเสียงเย็น

"หุบเขาลั่วอวิ๋นของเราไม่ใช่สำนักมารนอกรีต การเข่นฆ่าสังหารศิษย์ร่วมสำนักถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงที่สุด ต่อให้เป็นข้าก็ไม่อาจลงมือฆ่าไอ้เด็กนั่นโต้งๆ ได้"

"แต่แกน่ะต่างออกไป แกมีหน้าที่รับผิดชอบให้อาหารสัตว์อสูรอยู่ที่ยอดเขาสัตว์อสูร สัตว์พวกนั้นล้วนมีสัญชาตญาณดิบเถื่อนดุร้าย หากวันดีคืนดีพวกมันจะเกิดคลุ้มคลั่งทำร้ายคนขึ้นมา... ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้นี่นา"

พูดจบ เขาก็ล้วงขวดยกใบเล็กออกมาจากถุงเก็บของข้างเอว แล้วยัดใส่มือหวังลู่ชวน

"อาศัยจังหวะที่แกพาสัตว์อสูรออกไปเดินเล่น จงจูงไอ้พยัคฆ์เพลิงชาดระดับก่อตั้งรากฐานตัวนั้นไปดักรอตรงทางผ่านที่ไอ้ฉีต้าต้องใช้เดินกลับที่พัก จากนั้นก็เอายานี่..."

น้ำเสียงของเขายิ่งมายิ่งแผ่วเบา จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นเสียงกระซิบกระซาบ ส่วนหวังลู่ชวนนั้นนัยน์ตาทอประกายวาวโรจน์ พยักหน้ารับคำสั่งรัวๆ ...

จบบทที่ 25-26

คัดลอกลิงก์แล้ว