เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

23-24

23-24

23-24


บทที่ 23 มีปัญหา!

หลังจากถูกแก้มัด หลินเจิ้นก็เมินเฉยต่อหวังลู่ชวนและหลิวอิงอิงที่ยืนทำหน้าสิ้นหวังอยู่ไม่ไกล เขาเดินตรงดิ่งมาหาฉีหยวน น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจเอ่อคลอเบ้า

"พี่ฉี นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ท่านยื่นมือเข้าช่วยข้า บุญคุณอันใหญ่หลวงครานี้ ผู้น้อยซาบซึ้งใจจนหาที่เปรียบมิได้!"

ฉีหยวนโบกมือด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน "เจ้ากับข้าเป็นดั่งพี่น้องกัน จะมัวขอบคุณให้มากความไปไย"

หลินเจิ้นพยักหน้าหงึกหงัก จากนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

"พี่ฉี ท่านมีพระคุณต่อผู้น้อยดั่งขุนเขา มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกท่านให้ได้"

"โอ้?"

เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น สีหน้าของฉีหยวนก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจังตาม เขากดเสียงต่ำลง

"ที่นี่คนพลุกพล่าน หูตาฝูงชนมากมายก่ายกอง เอาไว้ไปคุยกันที่ห้องข้าดีกว่า"

หากเป็นคนอื่น ฉีหยวนคงไม่เชื่อหรอกว่าจะมีข้อมูลอะไรที่ทำให้เต้าจื่อแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนอย่างเขาสนใจได้ แต่สำหรับหลินเจิ้นนั้นต่างออกไป ใครจะไปรู้ล่ะว่าบุตรแห่งโชคชะตาผู้นี้ไปค้นพบความลับสะท้านฟ้าอะไรมาอีก

ต่อให้ตอนนี้หลินเจิ้นบอกว่าอีกสองวันเขาจะเหาะเหินเดินอากาศบรรลุเป็นเซียน ฉีหยวนก็คงเลือกที่จะเชื่อไว้ก่อนครึ่งหนึ่ง...

ไม่นานนัก ทั้งสองก็เดินมาถึงกระท่อมไม้ของฉีหยวน

เมื่อเข้ามาด้านใน ทั้งคู่ก็นั่งลงประจำที่ ฉีหยวนโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ทำท่าทางตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ แล้วเอ่ยถาม

"น้องหลิน มีอะไรก็ว่ามาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"

หลินเจิ้นพยักหน้า ราวกับตัดสินใจแน่วแน่ เขาหันไปมองหน้าประตูอย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟัง จึงกระซิบเสียงแผ่ว

"พี่ฉี แปลงสมุนไพรหญ้าใบหยกที่ท่านดูแลอยู่น่ะ... มีปัญหา!"

"ปัญหาอะไร?"

ฉีหยวนฟังแล้วก็อึ้งไปนิด เขาไปทำงานนั่งอู้อยู่ตรงนั้นตั้งห้าหกวันแล้ว ไม่เห็นจะรู้สึกถึงความผิดปกติอะไรเลยสักนิด

ถ้าแปลงสมุนไพรนั่นมีปัญหาจริงๆ แล้วเขาที่อยู่ระดับแก่นทองคำกลับมองไม่ออก นั่นก็พิสูจน์ได้เลยว่า... เรื่องนี้มันต้องเป็นความลับระดับสุดยอดแน่ๆ!

หลินเจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วอธิบายต่อ

"ผู้น้อยเคยอ่านเจอในตำราโบราณเล่มหนึ่ง สถานที่ใดที่มีจิตวิญญาณพฤกษาปรากฏตัว สถานที่นั้นย่อมต้องก่อเกิดปราณไม้หยี่ก่อกำเนิด วันนี้ข้าสัมผัสได้ถึงปราณไม้หยี่สายบางๆ ที่แฝงอยู่ในหญ้าใบหยกสิบกว่าต้นพวกนั้น"

"นั่นหมายความว่า ในแปลงสมุนไพรแห่งนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีจิตวิญญาณพฤกษาที่บำเพ็ญตบะจนแกร่งกล้าซุกซ่อนอยู่ อย่างน้อยก็ต้องมีอายุเจ็ดถึงแปดพันปี หรืออาจจะถึง... หมื่นปี!"

เมื่อพูดจบ หลินเจิ้นก็จ้องมองฉีหยวนตาไม่กะพริบ เห็นได้ชัดว่ากำลังสังเกตปฏิกิริยาของเขา

จิตวิญญาณพฤกษาหมื่นปี?

ฉีหยวนแสร้งทำสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย สููดลมหายใจดังซี๊ด

เขาก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า ในแปลงสมุนไพรที่ดูบ้านๆ ธรรมดาๆ ของหุบเขาลั่วอวิ๋น จะมีของวิเศษระดับเทพซ่อนตัวอยู่!

หากเรื่องนี้เป็นความจริงล่ะก็ เกรงว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตมหายาน ก็คงยอมทิ้งหน้าตาตัวเองแล้วแห่กันมาแย่งชิงของสิ่งนี้แน่ๆ

สมุนไพรหมื่นปี ต่อให้เป็นแค่หญ้าใบหยกอายุหมื่นปี หากกลืนกินเข้าไป ก็เพียงพอที่จะช่วยชำระล้างร่างกายและกระดูก ทำให้ระดับพลังก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาที่ฉีหยวนมองหลินเจิ้นก็เปลี่ยนไปทันที

สมแล้วที่เป็นบุตรแห่งโชคชะตา แค่เขายื่นมือเข้าไปช่วยนิดๆ หน่อยๆ กลับได้ผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้

แน่นอนว่า สำหรับเหตุผลข้ออ้างที่หลินเจิ้นปั้นแต่งขึ้นมานั้น ฉีหยวนไม่เชื่อเลยสักตัวอักษรเดียว

หลินเจิ้นเป็นแค่เด็กหนุ่มจากโลกโลกีย์ เพิ่งจะชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายได้ไม่นาน จะไปมีความไวต่อปราณไม้หยี่ก่อกำเนิดขนาดนั้นได้ยังไง อาศัยแค่มองหญ้าใบหยกสิบกว่าต้นที่ถูกเด็ดมา ก็จินตนาการเชื่อมโยงไปไกลถึงนู่นได้เลยรึ?

เดาว่าบุตรแห่งโชคชะตาผู้นี้คงปลุกความสามารถพิเศษหรือสูตรโกงบางอย่างขึ้นมาได้ แต่ไม่อยากบอกใครตรงๆ ก็เลยหาข้ออ้างส่งเดชมาตบตาเขาก็เท่านั้น

สำหรับเรื่องนี้ ฉีหยวนเข้าใจเป็นอย่างดี และไม่มีทางโง่พอที่จะไปจี้จุดฉีกหน้าอีกฝ่ายแน่

ต้องยอมรับเลยว่า ไอ้หนุ่มนี่กล้าเสี่ยงเอาความลับระดับนี้มาบอกเขา ทั้งๆ ที่เสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยความสามารถ ถือว่าใจป้ำและได้ใจสุดๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่พวกเนรคุณเลี้ยงไม่เชื่องล่ะนะ

ระหว่างที่ความคิดในหัวแล่นปรู๊ดปร๊าด ฉีหยวนก็ยิ้มแย้มตบไหล่หลินเจิ้นเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"ขอบใจน้องหลินมากที่มาเตือน ข้าจะหาทางสืบเรื่องนี้ดู ถ้าในแปลงสมุนไพรมีสมุนไพรวิญญาณหมื่นปีซ่อนอยู่จริงๆ รับรองว่าต้องมีส่วนแบ่งให้น้องหลินแน่นอน"

"พี่ฉี ท่านเข้าใจเจตนาของข้าผิดแล้ว" หลินเจิ้นสีหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยเตือนเสียงเครียด "หากเรื่องนี้เป็นจริง ท่านห้ามไปล่วงเกินท่านผู้อาวุโสพฤกษาตนนั้นเด็ดขาดเลยนะ"

"แม้จิตวิญญาณพฤกษาส่วนใหญ่จะขี้ขลาดและมีพลังต่อสู้ต่ำ ไม่ค่อยริเริ่มทำร้ายคนก่อน แต่มันก็ไม่ใช่ตัวตนที่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตฝึกตนอย่างพวกเราจะไปตอแยได้"

"ตอนที่ท่านอยู่ในสวนสมุนไพรต้องระมัดระวังตัวให้จงหนัก ห้ามทำอะไรวู่วามเด็ดขาดเลยนะขอรับ!"

เมื่อได้ฟังคำเตือนอันหนักแน่นของหลินเจิ้น ฉีหยวนก็เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะเบาๆ

"อืม ข้าจะระวังตัวให้ดี"

หลังจากส่งหลินเจิ้นกลับไปแล้ว ฉีหยวนก็กลับมานั่งลงบนเก้าอี้ จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด

บางที เขาอาจจะต้องเอายันต์บันทึกเงาไปแปะไว้รอบๆ แปลงสมุนไพรจริงๆ ซะแล้วมั้ง...

แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เขาต้องเคลียร์ภารกิจบรรลัยของระบบให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

พอคิดถึงภารกิจ ฉีหยวนก็รู้สึกไฟแห่งความโกรธพวยพุ่งขึ้นมา

ไหนบอกว่าภารกิจจะกลับมาเป็นปกติไงวะ ทำไมมันถึงยิ่งบิดเบี้ยวออกทะเลไปไกลกว่าเดิมล่ะเนี่ย?

ตกดึก

ฉีหยวนสวมชุดพรางตัวสีดำด้วยสีหน้าปวดขมับสุดขีด เอาผ้าดำโพกปิดบังใบหน้าจนมิดชิดมิดคอ แล้วกลายร่างเป็นเงาดำพุ่งทะยานหายไปในความมืดมิดยามวิกาล...

บทที่ 24 เลิกตีได้แล้ว ข้ายอมรับว่าเป็นพยัคฆ์เพลิงชาดก็ได้

หุบเขาลั่วอวิ๋น

สำนักฝ่ายนอก

รัตติกาลมืดมิดดุจน้ำหมึก แสงดาวริบหรี่

บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่ลาดชันเล็กน้อย มีคอกสัตว์เลี้ยงหรูหรากว้างขวางตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ

คอกสัตว์อสูรเหล่านี้แต่ละคอกล้วนมีค่ายกลป้องกันแน่นหนาเป็นเอกเทศ ซ้ำยังมีค่ายกลรวบรวมปราณตั้งอยู่โดยเฉพาะ สภาพแวดล้อมงดงามร่มรื่น พลังปราณอัดแน่นหนาทึบ สภาพความเป็นอยู่ดีกว่ากระท่อมซอมซ่อของพวกศิษย์รับใช้อย่างเทียบไม่ติด

ภายในคอกเหล่านี้เป็นที่พักอาศัยของสัตว์อสูรวิญญาณสิบกว่าตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัตว์เลี้ยงสุดโปรดของเหล่าผู้อาวุโสและผู้คุมกฎ

ตามกฎของหุบเขาลั่วอวิ๋น สัตว์อสูรเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไปในสำนักฝ่ายใน จึงต้องมีการจัดสรรพื้นที่ในสำนักฝ่ายนอกเพื่อเลี้ยงดูพวกมันโดยเฉพาะ

สำหรับบรรดาศิษย์รับใช้ การต้องมาคอยปรนนิบัติพัดวีสัตว์เลี้ยงสูงศักดิ์พวกนี้ ถือเป็นงานนรกที่ทุกคนต่างพากันวิ่งหนี

ไม่เพียงแต่จะต้องรับผิดชอบเรื่องให้อาหาร แต่ยังต้องคอยเก็บกวาดมูลสัตว์ หากเผลอทำพลาดแค่นิดเดียวก็อาจโดนพวกมันทำร้ายเอาได้ง่ายๆ การได้แผลกลับบ้านถือเป็นเรื่องปกติ

สัตว์อสูรเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นลูกรักของเบื้องบนในสำนัก เมื่อมีแบคอัพดีคอยหนุนหลัง แต่ละตัวจึงยิ่งผยองจองหอง อารมณ์ฉุนเฉียวดุร้าย และไม่เคยเห็นศิษย์ธรรมดาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

ในขณะนี้ ภายในคอกสัตว์อสูรคอกหนึ่ง มีเสือลายพาดกลอนขนาดมหึมา ลำตัวยาวหลายจั้ง ลวดลายบนตัวเป็นสีดำทึบกำลังนอนกรนเสียงดังสนั่น ลมหายใจร้อนระอุพ่นออกมาจากจมูกเป็นจังหวะ

ทันใดนั้น ค่ายกลที่ล้อมรอบคอกสัตว์ก็เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหวเบาๆ ก่อนจะฉีกขาดออกเป็นช่องว่างอย่างเงียบเชียบ ร่างในชุดดำปิดหน้าปิดตาพุ่งทะลุเข้ามาจากด้านนอก

เจอเป้าหมายภารกิจแล้ว!

เมื่อเห็นเสือยักษ์ตรงหน้า นัยน์ตาที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้าของชายชุดดำก็เปล่งประกายวาววับ มุมปากยกยิ้มอย่างตื่นเต้น

ราวกับนายพรานที่ได้พบเหยื่ออันโอชะ เขาก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปหาอย่างอดใจไม่ไหว

"โฮก—"

ความเคลื่อนไหวกะทันหันนั้นทำให้เสือยักษ์ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที มันจ้องมองชายชุดดำด้วยความเกรี้ยวกราด "ไอ้สวะตาขาวที่ไหนกล้ามาขัดจังหวะการนอนของปู่เสือ รอนหาที่ตายรึไง!"

พยัคฆ์ทมิฬขอบเขตก่อตั้งรากฐานตัวนี้เปิดสติปัญญาแล้ว จึงสามารถเอื้อนเอ่ยภาษามนุษย์ได้

"ไสหัวไปซะ! ไม่อย่างนั้นปู่เสือจะจับแกกลืนลงท้องทั้งเป็น!"

มันนึกว่าเป็นศิษย์รับใช้โง่ๆ สักคนที่เข้ามาทำเสียงดังรบกวนการนอน จึงขี้เกียจแม้แต่จะเหลือบตามอง น้ำเสียงเย่อหยิ่งจองหองสุดขีด

"แกก็คือพยัคฆ์เพลิงชาด สัตว์เลี้ยงของผู้อาวุโสสวีแห่งสำนักฝ่ายในสินะ?"

ชายชุดดำดูไม่สะทกสะท้านและไม่รีบร้อนจะลงมือ เขาเดินนวดมือกรอบแกรบเข้าไปหาเสือยักษ์อย่างใจเย็น

"ไม่ถูก! แกไม่รู้จักแม้กระทั่งปู่เสือ แกไม่ใช่ศิษย์รับใช้ของที่นี่แน่!"

เมื่อเห็นดังนั้น เสือยักษ์ก็ตื่นตัวทันที ร่างมหึมาผุดลุกขึ้นยืน ขนทุกเส้นบนตัวชี้ชัน แยกเขี้ยวรำมะนาดจ้องมองอีกฝ่ายอย่างดุร้าย

"กล้าดีบุกรุกถิ่นของปู่เสือ วันนี้ปู่เสือจะไม่ปรานีแกแน่!"

พูดจบ รอบกายของเสือยักษ์ก็ปะทุหมอกควันสีดำทะมึน มันกางกรงเล็บแหลมคม พุ่งทะยานเข้าใส่ชายชุดดำอย่างดุดัน

พริบตาต่อมา

ปัง!

ยังไม่ทันจะได้กางกรงเล็บตะปบ หมัดลุ่นๆ ที่ไร้ซึ่งลวดลายวิชาใดๆ ก็กระแทกเปรี้ยงเข้าที่กลางแสกหน้าอันใหญ่โตของมัน พยัคฆ์ทมิฬรู้สึกโลกหมุนติ้ว หน้ามืดตาลาย แข้งขาอ่อนแรง ทรุดฮวบก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นทันที

จากนั้น ชายชุดดำก็กระโจนขึ้นคร่อม แล้วรัวหมัดประเคนใส่ไม่ยั้ง...

ผ่านไปไม่กี่อึดใจ

"โฮๆๆๆ! เลิกตีเถอะ! ข้ายอมแพ้แล้ว! ข้าผิดไปแล้ว! ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย..."

เสือยักษ์เอาสองขาหน้ากุมหัว ร้องไห้สะอึกสะอื้นคร่ำครวญขอความเมตตา

"ข้าไม่ใช่พยัคฆ์เพลิงชาด ข้าชื่อพยัคฆ์ทมิฬ เป็นสัตว์เลี้ยงของผู้อาวุโสหยางแห่งสำนักฝ่ายในต่างหาก!"

ชายชุดดำฟังแล้วก็ชะงักไปนิด ก่อนจะแสยะยิ้มเย็นชา

"ไอ้เดรัจฉานขนยุ่ง นี่ยังกล้าหลอกข้าอีกเรอะ ดูท่าข้าจะยังตบแกไม่สลบสินะ!"

พูดจบ ก็ประเคนหมัดเท้าเข่าศอกใส่พยัคฆ์ทมิฬอีกชุดใหญ่

"ข้าไม่ได้หลอกท่าน ข้าคือพยัคฆ์ทมิฬจริงๆ นะ!"

"หึ! ยังจะปากแข็งอีก!"

ชายชุดดำไม่เชื่อเด็ดขาด

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!

"ยะ... อย่าตีแล้ว! ข้ายอมแล้ว ยอมจริงๆ ข้ายอมรับว่าเป็นพยัคฆ์เพลิงชาดก็ได้ พอใจหรือยัง..."

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ฉีหยวนในคราบชายชุดดำถึงได้ยอมหยุดมือ เขาถอนหายใจฟู่ ลอบคิดในใจ

ดูท่าพยัคฆ์เพลิงชาดตัวนี้จะถูกเขากำราบจนเชื่องแล้ว ภารกิจน่าจะเสร็จสิ้นแล้วสินะ?

พอคิดได้ดังนั้น เขาก็เรียกหน้าต่างภารกิจขึ้นมาดู

[เพราะไร้ที่พึ่งพิงในสำนัก เจ้าจึงถูกจัดสรรให้ไปเป็นศิษย์รับใช้ที่ยอดเขาสัตว์อสูรซึ่งลำบากและเหน็ดเหนื่อยที่สุด รับหน้าที่ให้อาหารพยัคฆ์เพลิงชาด สัตว์เลี้ยงของผู้อาวุโสสวีแห่งสำนักฝ่ายใน]

[พยัคฆ์เพลิงชาดเป็นสัตว์อสูรขอบเขตก่อตั้งรากฐาน นิสัยดุร้ายก้าวร้าว ทำร้ายผู้คนมาหลายครั้ง มันมักจะกลั่นแกล้งและข่มขู่เจ้าสารพัด เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตศิษย์รับใช้อย่างเจ้ายิ่งนัก]

[เป้าหมายภารกิจ: โปรดใช้ความพยายามของตนเองอบรมสั่งสอนพยัคฆ์เพลิงชาด ทำให้มันเชื่องและยอมสยบต่อเจ้า]

[ระดับความยาก: สี่ดาว (ยาก)]

[รางวัลภารกิจ: แต้มพลิกชะตาสี่ร้อยแต้ม, โอสถบำรุงวิญญาณระดับยอดเยี่ยมหนึ่งเม็ด, หินวิญญาณระดับต่ำห้าร้อยก้อน, ได้รับพรสวรรค์ 【เป็นมิตรกับหมื่นชีวิต】 (สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งหมดจะมีความรู้สึกดีต่อโฮสต์เพิ่มขึ้น)]

เมื่อมองดูเสือดำที่หดตัวสั่นงันงกอยู่ตรงมุมคอก ถูกทุบตีจนสิ้นฤทธิ์เดช มุมปากของฉีหยวนก็กระตุกยิกๆ

บางทีอาจจะเป็นเพราะเส้นทางบำเพ็ญเพียรของเขาเบี่ยงเบนไป เขาเลยไม่ได้ถูกส่งไปเป็นเบ๊ที่ยอดเขาสัตว์อสูร แต่ดันได้ไปอยู่สวนสมุนไพรแทน

ในเมื่อไม่มีสถานะศิษย์รับใช้ยอดเขาสัตว์อสูร การจะมา 'อบรมสั่งสอน' สัตว์อสูรที่นี่ ก็มีแต่ต้องลักลอบแอบเข้ามาจัดการเงียบๆ ในยามวิกาลแบบนี้เท่านั้น...

แน่นอนว่า วิธีการกำราบสัตว์อสูรมันก็มีหลายรูปแบบ นอกจากการใช้ความรักและความอดทนเข้าลูบคลำแล้ว การใช้ 'ฝ่ามืออรหันต์' ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เห็นผลทันตาแถมยังรวดเร็วทันใจกว่าเยอะ

ฉีหยวนคิดในใจอย่างเข้าข้างตัวเอง

ทว่ารออยู่นานสองนาน เสียงแจ้งเตือนภารกิจสำเร็จก็ยังไม่ดังขึ้นเสียที

เขาขมวดคิ้ว ปรายตามองเสือดำที่ขดตัวอยู่มุมห้อง "นี่แกยังไม่ยอมสยบอีกเรอะ?"

พยัคฆ์ทมิฬได้ยินก็สะดุ้งโหยง ส่ายหัวปะหลับปะเหลือกเป็นระวิง

"ลูกพี่ ข้า... เอ้ย ผู้น้อยยอมแล้ว ยอมสยบจากใจจริงเลยขอรับ!"

เมื่อเห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้แสร้งทำ ฉีหยวนก็หนังตาตุก ลางสังหรณ์ใจคอไม่ดีพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในหัว เขารีบถามทันที

"เมื่อกี้แกบอกว่าแกชื่ออะไรนะ?"

ได้ยินคำถามนั้น พยัคฆ์ทมิฬก็แทบจะร้องไห้เป็นสายเลือด คร่ำครวญด้วยความหวาดผวา

"อย่าตีข้าเลย ข้าผิดไปแล้วจริงๆ ลูกพี่อยากให้ข้าชื่ออะไรข้าก็จะเป็นชื่อนั้นแหละ จะให้ข้าชื่อไอ้ด่าง ไอ้ตูบ ก็ได้ทั้งนั้น..."

สีหน้าของฉีหยวนคล้ำลง น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย

"แค่แกตอบมาตามความจริง ข้าจะไม่ตีแก"

พยัคฆ์ทมิฬทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก แต่ก็จำใจรวบรวมความกล้าตอบไป

"ขะ... ข้าชื่อ... พยัคฆ์ทมิฬ เป็นสัตว์เลี้ยงของผู้อาวุโสหยางแห่งสำนักฝ่ายใน ส่วนพยัคฆ์เพลิงชาด... มันพักอยู่คอกข้างๆ นี่เอง..."

บัดซบ!!!

มาผิดคอกจริงๆ ด้วย

พวกผู้อาวุโสหุบเขาลั่วอวิ๋นนี่มันว่างจัดหรือไงวะ วันๆ ถึงได้ขยันเลี้ยงเสือกันเต็มไปหมด!

ฉีหยวนชะงักค้างไป แทบอยากจะตบกบาลไอ้เสือเวรนี่อีกสักฉาด "แล้วเมื่อกี้ทำไมแกไม่รีบบอกหา!?"

พยัคฆ์ทมิฬ: "????"

.......

หลังจากข่มขู่พยัคฆ์ทมิฬอีกยกใหญ่ บังคับห้ามไม่ให้มันเอาเรื่องนี้ไปปากสว่างที่ไหน ฉีหยวนก็พุ่งตัวแวบเดียว มุดเข้าไปในคอกสัตว์ข้างๆ ทันที

ไม่นานหลังจากนั้น...

[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี โฮสต์ทำภารกิจอบรมสั่งสอนพยัคฆ์เพลิงชาดสำเร็จ รางวัลที่ได้รับ: แต้มพลิกชะตาสี่ร้อยแต้ม, โอสถบำรุงวิญญาณระดับยอดเยี่ยมหนึ่งเม็ด, หินวิญญาณระดับต่ำห้าร้อยก้อน, ได้รับพรสวรรค์ 【เป็นมิตรกับหมื่นชีวิต】]

จบบทที่ 23-24

คัดลอกลิงก์แล้ว