- หน้าแรก
- หลังจากที่ระบบผูกมัดผิดคนไว้กับข้า เส้นทางสู่ความเป็นอมตะของข้าก็เบี่ยงเบนไป
- บทที่ 14 วันหลังไม่ต้องมาอีกแล้วนะ
บทที่ 14 วันหลังไม่ต้องมาอีกแล้วนะ
บทที่ 14 วันหลังไม่ต้องมาอีกแล้วนะ
บทที่ 14 วันหลังไม่ต้องมาอีกแล้วนะ
นอกค่ายกลมายา
"มีลูกเล่นแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?"
"ตาเฒ่านั่นยืนยังแทบจะไม่ไหว ครึ่งตัวจะลงโลงอยู่แล้ว ไอ้เด็กนั่นยังหน้าหนาให้เขาแบกขึ้นเขาอีก มนุษย์มนาเขาทำเรื่องแบบนี้กันเหรอ?"
"เชี่ยเอ๊ย! จะถึงขั้นที่ห้าสิบแล้วเว้ย ดูเหมือนจะได้ผลจริงๆ ด้วย!"
"หน้าไม่อายเกินไปแล้ว แบบนี้ถือว่าผิดกฎหรือเปล่าเนี่ย?"
.....
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรแห่งหุบเขาลั่วอวิ๋นต่างมองดูภาพของฉีหยวนในด่านมายาที่สามด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง กรามแทบจะร่วงหล่นลงพื้น
ภาพที่ปรากฏบนเขาเคาะมรรคาคือ ชายชราที่กำลังใช้ไม้เท้าค้ำยันร่างอันสั่นเทา บนหลังของเขาแบกชายหนุ่มร่างกำยำเอาไว้ เดินหอบแฮ่กๆ ปีนขึ้นไปยังยอดเขาอย่างยากลำบาก ทุกครั้งที่ก้าวขึ้นบันไดแต่ละขั้นดูเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนเอือมระอามากที่สุดก็คือ ในขณะที่ชายชรากำลังเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว ไอ้หนุ่มนั่นกลับแทะผลไม้วิญญาณอย่างสบายอารมณ์ พลางออกคำสั่งให้ชายชราปีนขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจิตสำนึกของการเคารพผู้อาวุโสเลยแม้แต่น้อย
"ท่านตา ท่านต้องออกแรงอีกนิดนะ นี่ก็ผ่านมาเกือบจะครึ่งชั่วยามแล้ว เพิ่งจะมาได้ครึ่งทางเอง ขืนยังอืดอาดยืดยาดแบบนี้ ข้าคงต้องขอหักค่าหินวิญญาณของท่านแล้วล่ะ"
"ท่านต้องคิดแบบนี้นะ ภูเขาลูกนี้มีบันไดแค่ร้อยขั้น ก้าวขึ้นไปขั้นนึงก็ได้หินวิญญาณก้อนนึงแล้ว เป็นไงล่ะ ไฟในการทำงานลุกโชนขึ้นมาเลยใช่ไหม?"
เดิมทีชายชราเหนื่อยจนแทบจะพูดไม่ออกอยู่แล้ว แต่พอได้ยินคำว่า "บันไดหนึ่งขั้นเท่ากับหินวิญญาณหนึ่งก้อน" เขาก็หูผึ่งเรี่ยวแรงกลับมาทันที ร่างกายหยุดสั่น ขาที่เคยก้าวไม่ออกก็กลับมามีพลัง ความเร็วในการปีนเขาพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นว่าฉีหยวนใกล้จะถึงยอดเขาแล้ว ศิษย์หุบเขาลั่วอวิ๋นหลายคนเพิ่งจะดึงสติกลับมาจากความตกตะลึงได้ และเริ่มหันไปมองทางอินชิงหยวนอย่างมีความหมายแอบแฝง
ก็แน่ล่ะ ผู้อาวุโสแห่งหอรับศิษย์ผู้นี้เพิ่งจะยืนยันนั่งยันไปหยกๆ ว่าด่านที่สามนี้ไม่มีช่องโหว่ ไม่มีทางใช้เล่ห์เหลี่ยมใดๆ ได้เลยนี่นา...
เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของคนรอบข้างที่จ้องมองมา กล้ามเนื้อบนใบหน้าของอินชิงหยวนก็กระตุกยิกๆ สีหน้าดูไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม เขากล่าวด้วยน้ำเสียงกดต่ำว่า
"ตัวละครทั้งหมดในด่านค่ายกลมายาล้วนเกิดจากพลังของท่านผู้อาวุโสจิตวิญญาณค่ายกล ซึ่งเป็นแก่นกลางที่สำคัญที่สุดของค่ายกล ดังนั้น ข้อห้ามบนเขาเคาะมรรคาจึงไม่มีผลกับชายชราผู้นั้น"
"และฉีต้าก็ใช้ประโยชน์จากจุดนี้ ให้ตัวละครในค่ายกลแบกเขาขึ้นเขา เพื่อใช้เล่ห์ตบตาหลบเลี่ยงแรงกดดันจากค่ายกล และปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้ในสถานการณ์ที่ข้อห้ามไม่ทำงาน"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั่วทั้งบริเวณก็มีเสียงสูดลมหายใจดังซี๊ดด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ตอนนี้ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งเลย"
"สวรรค์ เขาไปพบช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่ลึกขนาดนั้นได้อย่างไรกัน?"
แต่กลับเห็นอินชิงหยวนแค่นเสียงเย็นชา "เดิมทีข้าคิดว่าฉีต้าผู้นี้แม้พรสวรรค์จะต่ำต้อย แต่ก็ทดแทนด้วยสภาพจิตใจที่ไม่เลว พอจะฝืนปั้นขึ้นมาได้บ้าง นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นพวกเจ้าเล่ห์เพทุบาย ชอบลักไก่แบบนี้"
ในตอนนั้นเอง ไป๋ซีโหรวที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ขมวดคิ้วเรียวสวย ส่ายหน้าพลางเอ่ยขึ้น
"ซีโหรวคิดว่า สติปัญญาก็ถือเป็นความแข็งแกร่งรูปแบบหนึ่งเช่นกัน แม้ว่าฉีต้าจะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นแห่งเต๋าในด่านที่สาม แต่การที่เขาสามารถค้นพบช่องโหว่ของค่ายกลได้อย่างรวดเร็ว ก็ยังคู่ควรแก่การชื่นชมอยู่ดี"
"อีกอย่าง ค่ายกลมายานี้เป็นสมบัติของหุบเขาลั่วอวิ๋น การที่ถูกคนอื่นพบช่องโหว่ก็เป็นปัญหาของพวกเราเอง จะไปโทษคนอื่นได้อย่างไร"
"ตามกฎแล้ว ขอเพียงปีนขึ้นไปเกินสามสิบขั้นก็ถือว่าผ่านการทดสอบด่านสุดท้าย ตอนนี้ฉีต้าก็ทำผลงานได้ทะลุมาตรฐานนั้นไปไกลแล้ว ย่อมมีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นศิษย์ของหุบเขาลั่วอวิ๋น"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรหุบเขาลั่วอวิ๋นก็ถึงกับใบ้กิน หาคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้
เห็นได้ชัดว่า หากยึดตามกฎที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ฉีต้าถือว่าสอบผ่านเข้าสำนักได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ต่อให้เจ้าสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋นมาเอง ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ มิเช่นนั้นหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ไม่เพียงแต่จะถูกคนเขาสะเยาะเย้ย แต่ยังจะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกกลับกลอก ใจแคบ และคงไม่มีหน้าไปทำมาหากินในโลกผู้บำเพ็ญเพียรได้อีก
การรับศิษย์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขนาดนี้เข้าหุบเขา ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคดีหรือเคราะห์ร้ายกันแน่...
ไป๋ซีโหรวลอบคิดในใจ
......
ค่ายกลมายา
บนยอดเขาเคาะมรรคา
"ส... สหายหนุ่ม ต... ตาเฒ่าอย่างข้า... แบก... แบกเจ้าขึ้นมาถึงแล้ว... ห... หินวิญญาณ... อยู่ไหน?"
ชายชราหอบหายใจแฮ่กๆ วางฉีหยวนลงบนพื้น สภาพของเขาเหนื่อยหอบจนแทบจะขาดใจ แม้แต่จะพูดให้จบประโยคยังทำไม่ได้
ฉีหยวนปัดฝุ่นที่เกาะตามเสื้อผ้า ยิ้มแฉ่งแล้วเอ่ยว่า
"ท่านตา ลำบากท่านแล้ว ท่านนี่สุขภาพแข็งแรงดีจริงๆ แก่แต่ยังมีไฟ ข้าน้อยขอคารวะจากใจจริง!"
ชายชราสูดหายใจเข้าลึกๆ กัดฟันกรอด
"เลิกพล่ามได้แล้ว เอาหินวิญญาณมา"
ฉีหยวนทำหน้างงงวย "หินวิญญาณ? หินวิญญาณอะไร?"
เมื่อเห็นดังนั้น ชายชราก็สังหรณ์ใจไม่ดี ตะคอกเสียงกร้าว
"ก็ที่เจ้าบอกว่าถ้าแบกเจ้าขึ้นเขาจะได้ค่าตอบแทนเป็นหินวิญญาณร้อยก้อนไงล่ะ นี่เจ้าคิดจะเบี้ยวเหรอ?"
ฉีหยวนทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"อ๋อ ที่แท้ท่านก็หมายถึงเรื่องนี้นี่เอง โทษทีนะ เมื่อกี้ข้าหลอกท่านเล่นน่ะ!"
"อะไรนะ?!"
ใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชรามืดครึ้มลงทันที ริมฝีปากสั่นระริก "ไอ้โจรชั่ว จ... เจ้ากล้าล้อเล่นกับข้าเชียวรึ!!"
ฉีหยวนแบมือสองข้างออกอย่างกวนๆ
"ข้าเป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา แยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน ทนไม่ได้ที่สุดคือการถูกคนอื่นหลอกลวง เมื่อกี้ท่านหลอกข้าไปรอบนึง ข้าก็ต้องหลอกท่านกลับรอบนึงสิถึงจะถือว่าเจ๊ากัน ไม่งั้นยิ่งคิดทีหลังก็ยิ่งแค้นใจ ขาดทุนย่อยยับสิแบบนั้น?"
ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะกระอักเลือด
"ไอ้โจรชั่ว ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!"
พูดจบ เขาก็เงื้อไม้เท้าขึ้น เตรียมจะพุ่งเข้าไปแลกชีวิตกับฉีหยวน
ทว่าในตอนนั้นเอง ชายชราดูเหมือนจะหายใจไม่ทัน สองขาเหยียดเกร็งก่อนจะล้มพับลงไปกองกับพื้น แล้วกลายสภาพเป็นกลุ่มควันสีเขียวจางหายไป
พริบตาต่อมา เหนือน่านฟ้าเขาเคาะมรรคาก็เกิดระลอกคลื่นสั่นไหว ร่างเงาโปร่งแสงในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า ร่อนลงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉีหยวนด้วยความเกรี้ยวกราด ปากก็ด่าทอไม่หยุด
"ไอ้เด็กเปรต! ข้าเฝ้าค่ายกลมาสามพันกว่าปี ไม่เคยพบเคยเห็นใครที่ไร้ซึ่งคุณธรรมเซียนแบบเจ้ามาก่อน ร่างแยกของข้าอุตส่าห์แบกเจ้าขึ้นเขากระหืดกระหอบแทบตาย แค่หินวิญญาณร้อยก้อนเจ้าก็ยังไม่ยอมจ่าย"
"ถ้าไม่ใช่เพราะกฎไม่อนุญาตล่ะก็ ข้าเอามีดเสียบเจ้าตายคาที่ไปนานแล้ว ไสหัวไปเลยไป๊... วันหลังไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้วนะ!"
ฉีหยวนยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว ก็ถูกแรงผลักมหาศาลดีดกระเด็นออกจากค่ายกลมายาไปซะแล้ว
แรงดีดนั้นรุนแรงมาก ดูท่าจะแฝงความแค้นส่วนตัวมาไม่น้อย
นอกค่ายกลมายา ท่ามกลางสายตาแปลกประหลาดของผู้คนรอบข้างที่จ้องมองมา ฉีหยวนลูบจมูกตัวเองด้วยใบหน้าใสซื่อไร้เดียงสา ลอบคิดในใจ
ข้าก็ขึ้นมาถึงยอดเขาขั้นที่ร้อยแล้ว แถมยังได้เจอกับจิตวิญญาณค่ายกลอีก แบบนี้ถือว่าผ่านด่านแล้วใช่ไหมเนี่ย?
ฉีหยวนไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกอะไรนัก จิตวิญญาณค่ายกลในค่ายกลมายาแม้จะแข็งแกร่ง แต่เต็มที่ก็มีพลังอยู่แค่ประมาณขอบเขตแปลงวิญญาณขั้นกลางเท่านั้น ไม่ได้มีระดับพลังสูงกว่าเขาถึงสามขอบเขตใหญ่ จึงไม่มีทางมองออกถึงระดับพลังที่แท้จริงของเขาได้
เพื่อความชัวร์ เขารรีบเดินเข้าไปดึงตัวศิษย์หุบเขาลั่วอวิ๋นคนหนึ่งมาถาม
"ศิษย์พี่ท่านนี้ เมื่อครู่ข้าเหมือนจะบังเอิญไปเจอจิตวิญญาณค่ายกลเข้า การที่ท่านจิตวิญญาณค่ายกลลงมือส่งข้าออกมาเองแบบนี้ หมายความว่าข้าผ่านการทดสอบแล้วใช่หรือไม่?"
ศิษย์คนนั้นมองเขาด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แล้วตอบว่า
"ลูกพี่ ได้โปรดอย่าเรียกข้าว่าศิษย์พี่เลย ท่านต่างหากที่เป็นศิษย์พี่ของข้า ท่านผู้อาวุโสจิตวิญญาณค่ายกลไม่ได้ปรากฏร่างจริงมาเป็นพันปีแล้ว ท่านถึงกับทำให้ท่านผู้อาวุโสต้องออกโรงมาส่งท่านด้วยตัวเอง ผู้น้อยขอคารวะจากใจจริง"
หา?
ฉีหยวนอึ้งแดก เขาหลงคิดไปว่าทุกคนที่ออกจากค่ายกลจะต้องเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกันหมดซะอีก
พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่านอกจากพวกซวยซับซวยซ้อนที่ตกรอบไปตั้งแต่สองด่านแรกแล้ว เขาคือผู้ทดสอบคนแรกที่ผ่านด่านที่สามได้สำเร็จ
ผู้ทดสอบส่วนใหญ่ยังคงดิ้นรนทนทุกข์ทรมานอยู่แถวๆ ขั้นที่ยี่สิบกว่า การก้าวเท้าแต่ละก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก ราวกับต้องรีดเค้นพลังงานทั้งหมดในร่างกายออกมา
ในบรรดาคนเหล่านั้น คนที่ทำความเร็วได้ดีที่สุดก็คือคนคุ้นหน้าคุ้นตา หลินเจิ้น บุตรแห่งโชคชะตาผู้นั้นก้าวข้ามขั้นที่สามสิบแปดไปได้แล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่ขั้นที่สี่สิบ ทว่าดูจากสภาพที่ต้องฝืนทนอย่างยากลำบากของเขาแล้ว การจะผ่านขั้นที่สี่สิบไปให้ได้คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
ส่วนหวังลู่ชวน ศัตรูคู่อาฆาตของหลินเจิ้น เพิ่งจะก้าวผ่านขั้นที่สามสิบสาม รั้งตำแหน่งที่สอง
ในเวลานี้ ใบหน้าอ้วนท้วนของหวังลู่ชวนแดงก่ำจนกลายเป็นสีตับหมู ก้อนเนื้อไขมันทั่วร่างห้อยย้อยตกลงมา คาดว่าชาตินี้คงไม่มีปัญญาปีนถึงขั้นที่สามสิบห้าแล้วล่ะ
เมื่อมองดูสภาพเหงื่อแตกพลั่กของผู้เข้ารับการทดสอบเหล่านั้น ฉีหยวนก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้ ความรู้สึกเหนือกว่าทางสติปัญญามันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่...