- หน้าแรก
- ระบบฟื้นฟูบ้านเกิด สร้างอุตสาหกรรมสะท้านโลกด้วยเงินวันละหยวน
- บทที่ 25 - ความภักดี!
บทที่ 25 - ความภักดี!
บทที่ 25 - ความภักดี!
สองวันต่อมา มณฑลฮุย เมืองเจียงหวย ตำบลเกาหลิน
ช่วงพลบค่ำที่ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาว แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงมา ฉาบเคลือบตัวอาคารโรงงานฮุ่ยจื้ออิเล็กทรอนิกส์ให้กลายเป็นสีทองอร่าม
พนักงานที่เพิ่งเปลี่ยนกะเดินจับกลุ่มกันออกมาจากประตูโรงงาน แม้ใบหน้าของแต่ละคนจะฉายแววเหนื่อยล้า แต่ดวงตากลับเปล่งประกายเจิดจ้า
ในบรรดาคนเหล่านั้น จ้าวฉางกุ้ยในชุดยูนิฟอร์มสีฟ้าที่เปื้อนคราบน้ำมันดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
วันนี้เขาอารมณ์ดีสุดๆ เพราะหลังจากที่ทางบริษัทส่งคนไปช่วยดูแล กุ้ยฟาง ภรรยาของเขาก็มีสีหน้ามีเลือดฝาดขึ้นทุกวัน
สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาตอนนี้ มีเพียงแค่การรีบไปที่ร้านขายเนื้อตุ๋นในตลาด ซื้อหัวหมูพะโล้สักครึ่งชั่ง แล้วรีบกลับบ้านไปกินข้าวพร้อมหน้ากับภรรยาสุดที่รัก
สำหรับบริษัทฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีแล้ว ตอนนี้เขามีแต่ความซาบซึ้งใจอย่างล้นพ้น ไม่เพียงแต่บริษัทจะช่วยแก้ปัญหาครอบครัวให้เขาเท่านั้น
แต่ยังจ่ายฐานเงินเดือนให้เขาถึง 5,000 หยวน บวกกับโบนัสจากการดัดแปลงเทคนิค เดือนหนึ่งเขารับเละถึง 8,000 หยวนเลยทีเดียว
ในเมืองเจียงหวย เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นรายได้ระดับท็อปแล้วจริงๆ
นอกจากนี้ บริษัทยังส่งเด็กหนุ่มหลายคนมาเป็นลูกศิษย์ให้เขา จัดตั้งเป็นทีมงานดัดแปลงเทคนิคโดยเฉพาะ
ดังนั้น พอมีเงินแล้ว บางครั้งเขาก็ขอฟุ่มเฟือยบ้างเหมือนกัน
ขณะที่จ้าวฉางกุ้ยกำลังเข็นรถจักรยานสองแปดคันเก่าที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เตรียมจะเลี้ยวเข้าซอยนั่นเอง
จู่ๆ รถเบนซ์สีดำป้ายทะเบียน 'กวางตุ้ง B (粵B)' คันหนึ่ง ก็แล่นเข้ามาจอดขวางหน้าเขาอย่างเงียบเชียบ
กระจกรถถูกเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าของผู้ชายสวมแว่นตากรอบทอง ผมเรียบแปล้
เขาคือเฮดฮันเตอร์ระดับสูงที่หวังเจี้ยนกั๋วทุ่มเงินจ้างมา มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เควิน (Kevin)
"ขอโทษนะครับ ใช่ช่างจ้าวฉางกุ้ยหรือเปล่าครับ"
เควินเปิดประตูลงจากรถ ท่าทางใส่สูทผูกไทเต็มยศของเขาดูขัดหูขัดตากับตรอกซอกซอยบ้านนอกที่เต็มไปด้วยกลิ่นขี้เถ้าถ่านหินแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
"ฉันเอง... คุณเป็นใคร มาจากทางใต้เหรอ" จ้าวฉางกุ้ยมองประเมินอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง
"สวัสดีครับช่างจ้าว ผมเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลที่ได้รับเชิญพิเศษมาจากกลุ่มบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในเผิงเฉิงครับ"
เควินฉีกยิ้มการค้าที่ดูราวกับกำลังให้ทาน ก่อนจะล้วงเอาบุหรี่จงฮว๋ากล่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอกสารแล้วยื่นให้
"ได้ยินมาว่าช่างจ้าวมีฝีมือระดับปรมาจารย์เรื่องการซ่อมบำรุงและดัดแปลงเครื่องจักรขั้นเทพ ท่านประธานกลุ่มบริษัทของเราชื่นชมในความสามารถของคุณมากครับ เลยส่งผมบินตรงมาที่นี่เพื่อเชิญคุณไปร่วมงานด้วยกันโดยเฉพาะเลย"
จ้าวฉางกุ้ยโบกมือปฏิเสธบุหรี่จงฮว๋ากล่องนั้น เขาล้วงเอาบุหรี่หงซานหวนซองละห้าหยวนจากกระเป๋าตัวเองขึ้นมาจุดสูบ
"ฉันก็แค่ตาแก่ธรรมดาๆ คนนึง ไม่ได้มีวิชาเทพวิชามารอะไรหรอก ฉันทำงานที่โรงงานฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีนี่ก็มีความสุขดี ไม่คิดจะย้ายไปไหนหรอก คุณไปหาคนอื่นเถอะ"
พูดจบ จ้าวฉางกุ้ยก็เตรียมจะเข็นรถจักรยานเดินหนีไป
"เดี๋ยวสิครับช่างจ้าว อย่าเพิ่งรีบไปสิ คุณทนทำงานอยู่โรงงานฮุ่ยจื้อในที่กันดารแบบนี้ เดือนนึงจะได้สักเท่าไหร่กันเชียว ห้าพัน? หรือหกพัน?"
เควินแค่นหัวเราะเยาะ ชูมือขึ้นมากางนิ้วทั้งห้า
"ห้าหมื่นหยวน!"
เขาจ้องเขม็งไปที่ดวงตาของจ้าวฉางกุ้ย พยายามจะจับผิดความโลภและความตกตะลึงในดวงตาของชายชราบ้านนอกคนนี้ให้ได้
"ขอแค่คุณตกลงไปกับผม เซ็นสัญญาปุ๊บ รับฐานเงินเดือนห้าหมื่นหยวนต่อเดือนไปเลย! พอไปถึงเผิงเฉิง เรามีคอนโดส่วนตัวให้ มีรถรับส่งพร้อม!"
ในความคิดของเควิน เงินเดือนห้าหมื่นหยวนต่อเดือน สำหรับตาลุงรากหญ้าที่ขี่จักรยานสับปะรังเคอยู่ในอำเภอบ้านนอกแบบนี้ มันคือระเบิดนิวเคลียร์แห่งความยั่วยวนที่รุนแรงจนแทบจะทำให้คนคลุ้มคลั่งได้เลยทีเดียว
ทว่า... มือที่จับแฮนด์จักรยานของจ้าวฉางกุ้ยกลับแค่ชะงักไปเล็กน้อยเท่านั้น
เขาหันกลับมา ใช้สายตาฝ้าฟางแต่เฉียบขาดมองประเมินเควินตั้งแต่หัวจรดเท้า จู่ๆ ก็ยิ้มออกมา
"เดือนละห้าหมื่น? ปีนึงก็หกแสนเลยนะ เถ้าแก่ที่เผิงเฉิงของพวกคุณนี่ กระเป๋าหนักจริงๆ"
"แน่นอนอยู่แล้วครับ! เผิงเฉิงเป็นเมืองใหญ่ ขอแค่คุณมีฝีมือ เงินก้อนนี้คุณรับเละแน่นอนครับ"
เควินนึกว่าปลาฮุบเหยื่อแล้ว ในใจแอบเบ้ปากรังเกียจ คิดในใจว่า 'คนบ้านนอกก็งี้แหละ พอได้ยินเรื่องเงินก็ถึงกับก้าวขาไม่ออกเลยทีเดียว'
"งั้นตาแก่อย่างฉันขอถามอะไรหน่อยนะ" จ้าวฉางกุ้ยอัดบุหรี่เข้าปอดสองฟอด
"ในเงินห้าหมื่นหยวนของพวกคุณเนี่ย รวมค่ารักษาโรคไตวายเรื้อรังของเมียฉันด้วยหรือเปล่า"
เควินถึงกับอึ้งไปเลย
"เอ่อ... ช่างจ้าวครับ เงินเดือนก็สูงลิ่วขนาดนั้นแล้ว โรคร้ายแรงของสมาชิกในครอบครัว โดยปกติบริษัทเขาไม่รับผิดชอบกันหรอกนะครับ"
"งั้นฉันขอถามอีกคำนะ โรงงานที่เผิงเฉิงของพวกคุณเนี่ย จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ตาแก่วัยห้าสิบสองที่ไม่ค่อยได้เรียนหนังสืออย่างฉันด้วยหรือเปล่า"
จ้าวฉางกุ้ยเคาะขี้เถ้าบุหรี่ทิ้ง น้ำเสียงเริ่มเย็นชาลงเรื่อยๆ
"ช่างจ้าวล้อเล่นแล้วล่ะครับ โรงงานที่เผิงเฉิงน่ะ ปกติเขาให้สวัสดิการพวกนี้เฉพาะพวกระดับบริหารเท่านั้นแหละครับ ช่างซ่อมบำรุงระดับล่าง แค่มีประกันสังคมให้ก็หรูแล้ว อีกอย่าง คุณได้เงินเดือนตั้งห้าหมื่นแล้ว จะยังเอาสวัสดิการพวกนั้นไปทำไมอีกล่ะครับ?"
เควินเริ่มออกอาการหงุดหงิด
"ถุย!"
จู่ๆ จ้าวฉางกุ้ยก็ถ่มน้ำลายก้อนใหญ่ใส่ยางรถเบนซ์เงาวับอย่างแรง
เควินสะดุ้งโหยง รีบถอยกรูดไปสองก้าว "แกทำบ้าอะไรเนี่ย?!"
"ทำบ้าอะไรน่ะเหรอ?! ฉันก็ด่าไอ้พวกนายทุนหน้าเลือดอย่างพวกแกไงล่ะ!"
แผ่นหลังที่เคยค่อมงุ้มของจ้าวฉางกุ้ย จู่ๆ ก็ยืดตรงสง่าผ่าเผย เขาชี้นิ้วด่ากราดไปที่หน้าเควิน
"ห้าหมื่นหยวน? แกคิดว่าฉันโง่หรือไง! วันนี้พวกแกอยากให้ฉันโมดิฟายเครื่องจักร ก็เลยเอาเงินห้าหมื่นมาฟาดหัวฉัน"
"แต่วันพรุ่งนี้ ถ้ามือฉันเริ่มสั่น ทำงานไม่ไหว หรือพวกแกไปหาเครื่องใหม่มาแทนได้เมื่อไหร่ พวกแกก็พร้อมจะถีบหัวส่งฉันกระเด็นออกจากโรงงานทันที!"
"ในสายตาพวกแก พวกเรามันก็เป็นแค่อะไหล่ที่ใช้เงินซื้อมาขายไปได้เท่านั้นแหละ!"
เสียงของจ้าวฉางกุ้ยดังกังวานก้องไปทั่วทั้งซอยราวกับเสียงระฆังทองเหลือง
"แต่ประธานเสิ่นไม่เหมือนพวกแก! เขาให้เงินเดือนฉันแปดพัน ไม่ขาดสักแดงเดียว! แถมยังช่วยส่งเมียฉันไปโรงพยาบาลประจำเมือง"
"หาคนมาคอยดูแลอย่างดี ค่ารักษาก็บริษัทเป็นคนออกให้หมด"
"ที่โรงงานฮุ่ยจื้อ ฉันคือคนที่มีศักดิ์ศรี เป็นช่างฝีมือที่ทุกคนเคารพ"
"แต่ถ้าฉันไปอยู่กับพวกแก ฉันมันก็เป็นแค่ผ้าขี้ริ้วที่พร้อมจะถูกพวกแกโยนทิ้งลงถังขยะเมื่อไหร่ก็ได้!"
"กลับไปบอกเถ้าแก่ของแกเลยนะ ว่าต่อให้เอาภูเขาทองคำมากองตรงหน้า ฉัน จ้าวฉางกุ้ย ก็ไม่มีวันยอมไปเป็นหมาให้มันเด็ดขาด! ไสหัวออกไปจากเมืองเจียงหวยซะ!"
จ้าวฉางกุ้ยถีบบันไดจักรยานออกตัวอย่างแรง พร้อมกับเสียงกริ่งจักรยานดังกังวาน เขาปั่นหายลับเข้าไปในตรอกโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ทิ้งให้เควินยืนนิ่งอึ้งเป็นรูปปั้นอยู่ตรงนั้น
วิธีเอาเงินฟาดหัวที่เขาเคยใช้ได้ผลชะงัดในโลกธุรกิจมาตลอด แต่วันนี้ ณ ดินแดนทุรกันดารแห่งนี้
กลับถูกตาลุงใส่ชุดหมีเปื้อนน้ำมัน ตอกหน้าหงายด้วยคำว่า "ศักดิ์ศรี" อันแสนเรียบง่ายซะงั้น
ในช่วงสองวันหลังจากนั้น ไม่ใช่แค่จ้าวฉางกุ้ยคนเดียวเท่านั้น
แต่เควินยังแอบไปทาบทามหลี่เหลยแบบลับๆ อีกด้วย
ซึ่งแน่นอนว่า หลี่เหลยยิ่งมีท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์เข้าไปใหญ่ บริษัทฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีในตอนนี้แม้จะยังเล็ก แต่ก็เป็นสิ่งที่เขากับพี่เฟิงร่วมกันสร้างขึ้นมากับมือ
เรื่องแบบนี้มันใช้เงินตรามาวัดค่ากันไม่ได้หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เขาเคยไปตกระกำลำบากทำงานอยู่มณฑลกวางตุ้งมาเป็นสิบปี ทำให้เขารู้ซึ้งถึงสันดานของพวกเถ้าแก่ที่นั่นเป็นอย่างดี
ตอนใช้งานเราได้ ก็ทำดีสารพัด พอหมดประโยชน์เมื่อไหร่ ก็พร้อมจะเตะเราทิ้งลงคูน้ำทันที
ในขณะที่คนงานคนอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการดัดแปลงเทคนิค ที่เควินไปตามจีบ ก็ไม่มีใครตอบตกลงเลยสักคน
เสิ่นเฟิงไม่เพียงแต่เป็นเจ้านายที่จ่ายเงินเดือนให้ แต่ยังเป็นผู้มีพระคุณของพวกเขาด้วย
ที่โรงงานฮุ่ยจื้อ พวกเขาได้เลิกงานตรงเวลา ได้โบนัสเบี้ยขยัน ได้เห็นเงินสวัสดิการงอกเงยในบัญชีจริงๆ
และที่สำคัญ ได้กลับไปกอดหลานตัวน้อยที่บ้านทุกวัน
แถมยังมีความรู้สึกผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอนอีกต่างหาก
ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ ใครมันจะอยากระหกระเหินไปทำงานไกลหูไกลตาคนขนาดนั้นล่ะ!