- หน้าแรก
- ระบบฟื้นฟูบ้านเกิด สร้างอุตสาหกรรมสะท้านโลกด้วยเงินวันละหยวน
- บทที่ 26 - ความโกรธเกรี้ยวของหวังเจี้ยนกั๋ว
บทที่ 26 - ความโกรธเกรี้ยวของหวังเจี้ยนกั๋ว
บทที่ 26 - ความโกรธเกรี้ยวของหวังเจี้ยนกั๋ว
"เพล้ง!"
แจกันกระเบื้องเคลือบราคาหลักหมื่นถูกฟาดลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันจนแตกกระจาย เศษกระเบื้องปลิวว่อนไปทั่วพื้น
หวังเจี้ยนกั๋วตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่ถูกต้อนจนมุม เขาเดินวนไปวนมาในห้องทำงานกว้างขวางด้วยความงุ่นง่าน
เควินที่เพิ่งกลับมาจากมณฑลฮุยยืนหลบอยู่ตรงมุมห้อง แทบไม่กล้าหายใจแรง บนใบหน้ายังมีรอยแดงเป็นทางยาวจากการถูกแฟ้มเอกสารที่หวังเจี้ยนกั๋วเขวี้ยงใส่เมื่อครู่
"เห็นเงินเป็นเศษดินเศษหญ้างั้นเหรอ? ถุย! ศักดิ์ศรีคนจนน่ะสิไม่ว่า!" เสียงหอบหายใจหนักๆ ของหวังเจี้ยนกั๋วดังก้องไปทั่วห้อง
"เงินเดือนตั้งห้าหมื่นยังไม่เอา! ไอ้พวกตาแก่บ้านนอกในมณฑลฮุยมันบ้ากันไปหมดแล้วหรือไง?! เสิ่นเฟิงมันเอายาเสน่ห์อะไรให้พวกมันกินวะ!"
หวังเจี้ยนกั๋วคิดยังไงก็คิดไม่ตก
ตลอดชีวิตยี่สิบปีในวงการธุรกิจ ทุนนิยมเปรียบเสมือนดาบพิฆาตมังกรที่ฟาดฟันได้ทุกสิ่ง
ขอแค่จ่ายหนักพอ ต่อให้เป็นพี่น้องคลานตามกันมายังหักหลังกันได้ แล้วนับประสาอะไรกับพวกคนงานระดับล่างที่วันๆ เอาแต่ขันน็อตซ่อมเครื่องจักรในสายการผลิต?
แต่นี่แหละคือความตลกร้าย เงินตราที่เขาเคยใช้ฟาดหัวใครต่อใครจนได้ผลมาตลอด กลับกลายเป็นเหมือนการชกกำปั้นลงบนปุยฝ้ายเมื่อเจอกับเมืองเล็กๆ อันแร้นแค้นในอานฮุยตอนเหนือแห่งนั้น... มันไม่สะทกสะท้านอะไรเลย
ทว่า ความโกรธก็ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตที่กำลังจ่อคอหอยอยู่ได้
รายงานทางการเงินที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของหวังเจี้ยนกั๋วตอนนี้ ดูไม่ต่างอะไรกับใบมีดกิโยตินที่จ่อรอสับคอเขา
จากการพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดของโรงงานฮุ่ยจื้ออิเล็กทรอนิกส์ ยอดออเดอร์รับจ้างผลิตของโรงงานเผิงต๋าในเดือนนี้ ร่วงดิ่งลงไปถึง 20% ถ้วน!
อย่าดูถูกตัวเลข 20% นี้เชียวนะ เพราะมันคือหนึ่งในห้าของปริมาณงานรับจ้างผลิตทั้งหมดที่เขามี
ต้องเข้าใจก่อนว่า วงการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเผิงเฉิงตอนนี้คือสมรภูมิทะเลเดือด โรงงานใหญ่ได้กินเนื้อ โรงงานขนาดกลางได้ซดน้ำซุป ส่วนโรงงานเล็กๆ แทบไม่มีแม้แต่น้ำให้กลืน ต้องทยอยปิดตัวกันไปเป็นแถบ
บริษัทเผิงต๋าอิเล็กทรอนิกส์ในฐานะผู้ผลิตขนาดกลาง ก็ต้องเดินบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ เพื่อรับมือกับการแข่งขันเช่นกัน
และถ้าหากปริมาณออเดอร์หายไป 20% ก็หมายความว่า กำลังการผลิตของเครื่องจักรเขาจะถูกทิ้งร้างไปถึงหนึ่งในห้า!
แต่สิ่งที่ทำให้หวังเจี้ยนกั๋วหวาดกลัวที่สุดก็คือ ออเดอร์ที่ฮุ่ยจื้อแย่งไป ล้วนแต่เป็นลูกค้าวีไอพีของเผิงต๋าทั้งนั้น!
ทั้งลำโพงบลูทูธของจี๋อินเทคโนโลยี แผงวงจรหลักสมาร์ตวอตช์ในเขตหนานซาน แผงควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กของตงกวน...
ฐานลูกค้าของทั้งสองบริษัท ดันมาทับซ้อนกันในระดับที่น่าตกใจ!
แม้ว่ายอดรับจ้างผลิตต่อเดือนของโรงงานฮุ่ยจื้อจะอยู่ที่แค่ไม่กี่ล้านหยวน ซึ่งเมื่อเทียบกับเผิงต๋าที่มีคนงานแปดร้อยคนและสายการผลิตหลายสิบสายแล้ว ฮุ่ยจื้อก็เป็นแค่เด็กทารก
แต่ "เด็กทารก" คนนี้กลับแสดงข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ทำเอาคนเก๋าเกมในวงการอย่างหวังเจี้ยนกั๋วถึงกับหนาวสันหลังวาบ
ราคา! ราคาคืออาวุธที่อันตรายที่สุด!
เผิงต๋าตั้งอยู่ในเมืองเผิงเฉิง ค่าเช่าโรงงานเดือนละหลายแสนหยวน ฐานเงินเดือนพนักงานทั่วไปบวกค่าล่วงเวลาเบ็ดเสร็จก็ต้องจ่ายเดือนละห้าถึงหกพันหยวนต่อคน
แต่ฮุ่ยจื้อที่ตั้งอยู่ตอนในของประเทศ ค่าแรงถูกแสนถูก ส่วนค่าเช่าโรงงานก็แทบจะไม่ต้องจ่ายเลย
หลังจากคำนวณอย่างละเอียด หวังเจี้ยนกั๋วก็พบความจริงอันน่าสิ้นหวังว่า ค่ารับจ้างผลิตของเผิงต๋า สูงกว่าฮุ่ยจื้อถึง 15%
นั่นหมายความว่า ต่อให้เขายอมลดราคาลงมา 15% เพื่อให้เท่ากับฮุ่ยจื้อ อัตรากำไรของเผิงต๋าก็จะเหลือแค่ประมาณ 13% เท่านั้น
ถ้าลดราคา 15% เขาก็ขาดทุนย่อยยับสิ!
ถึงตอนนั้น ฮุ่ยจื้อจะเป็นยังไงเขาไม่รู้ แต่เผิงต๋าของเขาตายหยั่งเขียดแน่นอน
"ประธานหวังครับ..." เหล่าม้า ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพกลั้นใจเดินเข้ามาใกล้
"หรือว่า... เราจะหันมาใช้เพสต์ประสานกับวัสดุสิ้นเปลืองของจีนทั้งหมดดีไหมครับ? ขอแค่กดต้นทุนวัสดุลงมาได้ อย่างน้อยเราก็น่าจะพอลบล้างส่วนต่าง 15% นั้นได้นะครับ"
"แกคิดว่าฉันไม่เคยลองหรือไง?!"
หวังเจี้ยนกั๋วหันขวับกลับมา จ้องหน้าเหล่าม้าเขม็ง น้ำเสียงเจือไปด้วยความสลดและไร้หนทาง
เมื่อวานนี้เอง หวังเจี้ยนกั๋วก็เพิ่งสั่งซื้อเพสต์ประสานของจีนมาล็อตหนึ่ง และทุ่มเงินจ้าง "วิศวกรเครื่องจักรระดับสูง" จากข้างนอกมาหลายคน
เพื่อหวังจะลอกเลียนแบบเทคนิค "ดัดแปลงขั้นเทพ" ของโรงงานฮุ่ยจื้ออิเล็กทรอนิกส์ โดยให้พวกเขามาปรับจูนระบบทางกายภาพของเตาอบรีโฟลว์กับเครื่องวางอุปกรณ์ในโรงงาน
แต่ผลลัพธ์ล่ะ?
พอพวกวิศวกรใส่เสื้อกาวน์ขาวที่กินเงินเดือนสูงลิ่วพวกนั้น มายืนอยู่หน้าเครื่องวางอุปกรณ์นำเข้าใหม่เอี่ยมยี่ห้อยามาฮ่าของญี่ปุ่น และเตาอบรีโฟลว์ของพานาโซนิคที่ราคาเครื่องละเป็นล้าน... พวกเขากลับปอดแหกกันหมด
"ประธานหวังครับ เครื่องพวกนี้รื้อสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะครับ!" หัวหน้าวิศวกรส่ายหน้าดิก
"นี่มันอุปกรณ์นำเข้าของแท้จากศูนย์ ถ้าเราแงะฝาครอบกันความร้อนออกเพื่อเปลี่ยนทิศทางลมของมอเตอร์ข้างใน สัญญาการรับประกันจากศูนย์จะขาดสะบั้นทันทีเลยนะครับ!"
"ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราถนัดแค่การเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์กับการบำรุงรักษาตามมาตรฐานเท่านั้น การจะใช้ความรู้สึกและประสบการณ์มาฝืนปรับเปลี่ยนทิศทางลมแบบบ้าบิ่น ถ้าพลาดไปแค่มิลลิเมตรเดียว..."
"...แผงวงจรในโซนนั้นก็จะไหม้เกรียมหมด แล้วถ้าเครื่องจักรราคาเป็นล้านเกิดพังขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบล่ะครับ?"
ไม่มีใครกล้ารับผิดชอบเลยสักคน!
ในโรงงานใหญ่แถบชายฝั่งที่ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยระบบทุนนิยมอย่างเข้มงวด ความสัมพันธ์ระหว่างวิศวกรกับเถ้าแก่ก็เป็นแค่นายจ้างกับลูกจ้างที่เย็นชา
ใครมันจะบ้าเอาอนาคตตัวเองไปเสี่ยงใช้วิชามารทุบหม้อข้าวตัวเอง เพื่อแลกกับการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเครื่องจักรหลักล้านให้เถ้าแก่ล่ะ?
หวังเจี้ยนกั๋วเพิ่งจะตระหนักด้วยความเศร้าใจว่า อุปกรณ์ระดับโลกที่เขาทุ่มเงินซื้อมา บัดนี้กลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่มัดตัวเขาเองไว้แน่นหนา
ในขณะที่เสิ่นเฟิงซึ่งอยู่ไกลถึงมณฑลฮุย กล้าสั่งให้ลูกน้องรื้อเครื่องจักรได้ ก็เพราะเสิ่นเฟิงมอบความไว้วางใจให้พวกเขาอย่างหมดใจ แถมยังพร้อมจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดไว้เอง
หลี่เหลยเป็นคนวางแผนการดัดแปลงและอธิบายความต้องการ ส่วนจ้าวฉางกุ้ยกับคนอื่นๆ ลงมือทำด้วยทักษะฝีมือ
เมื่อสองอย่างนี้ผสานเข้าด้วยกัน การดัดแปลงขั้นเทพจึงสำเร็จลุล่วง
หวังเจี้ยนกั๋วกัดฟันกรอด เดินไปหยุดที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองลงไปยังถนนเซินหนานที่รถราวิ่งกันขวักไขว่
ในเมื่ออัปเกรดเทคโนโลยีก็ทำไม่ได้ ซื้อตัวคนก็ไม่สำเร็จ จะสู้ราคาชิงตลาดก็สู้ไม่ไหว เขาคงต้องเดินหมากอีกกระดานแล้ว
...
ขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานในบริษัทฮุ่ยจื้อเทคโนโลยี
หลี่เหลยกำลังเล่าเรื่องการถูกทาบทามซื้อตัวให้เสิ่นเฟิงฟัง พร้อมกับแค่นหัวเราะเยาะ
"พี่เฟิง มีไอ้บ้าจากทางใต้โทรมาหาผมตั้งหลายรอบ บอกว่าถ้าผมยอมไปเผิงเฉิง จะให้ผมนั่งเก้าอี้รองประธานฝ่ายผลิต แถมยังจะแบ่งหุ้นลมให้อีกต่างหากนะ"
เสิ่นเฟิงเอนหลังพิงเก้าอี้ผู้บริหารตัวใหญ่ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะย้อนถามด้วยรอยยิ้ม
"แล้วไงล่ะ เหลยจื่อ ได้เป็นถึงรองประธานบริษัทในเมืองใหญ่ แถมมีหุ้นฟรีให้อีก ไม่หวั่นไหวบ้างเหรอ"
"หวั่นไหวบ้าบออะไรล่ะ!" หลี่เหลยทำหน้าบึ้งตึง ถ่มน้ำลายรดพื้น
"พี่เห็นฉัน หลี่เหลย เป็นพวกเนรคุณเห็นแก่เงินหรือไง? ฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีนี่ พวกเราทุกคนช่วยกันก่ออิฐฉาบปูนสร้างมันขึ้นมากับมือ ถ้าไม่มีพี่เฟิง ป่านนี้ฉันคงยังนั่งซ่อมทีวีอยู่ร้านซอมซ่อในตำบลโน่น!"
"อีกอย่าง ฉันรู้สันดานไอ้พวกนั้นดี คำพูดของพวกมัน ถ้าพี่เชื่อ พี่ก็ควายแล้ว!"
เสิ่นเฟิงยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะลุกขึ้นไปตบไหล่หนาๆ ของหลี่เหลย
เขาย่อมไม่ระแวงเพื่อนสนิทคนนี้อยู่แล้ว
แม้หมอนี่จะไม่ได้เรียนจบสูงอะไร แต่ในสายเลือดก็เปี่ยมไปด้วยความรักเพื่อนพ้อง
อย่าว่าแต่หลี่เหลยเลย แม้แต่พวกบุคลากรสายช่างอย่างจ้าวฉางกุ้ยและคนอื่นๆ ที่เพิ่งดึงตัวมา ก็ยังมารายงานเรื่องนี้ให้เขาทราบเช่นกัน
และคนเหล่านี้ก็ตอบปฏิเสธการถูกทาบทามไปจนหมดสิ้น
ก็ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูสิ เสิ่นเฟิงให้ทั้งความเคารพ ให้เงินเดือนสูงลิ่ว และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาไม่ต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดไปไหนไกล แถมยังได้ทำงานสร้างประโยชน์ให้บ้านเกิดตัวเองอีกต่างหาก
เมื่อเทียบกับการถูกบริษัทอื่นทาบทามซื้อตัว แม้จะเสนอเงินเดือนให้สูงกว่า แต่ทุกอย่างมันก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ไม่มีใครรู้หรอกว่าถ้าไปถึงเผิงเฉิงแล้ว ชีวิตพวกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
พอลองชั่งน้ำหนักดู ต่อให้ไม่ต้องเป็นคนฉลาดก็รู้ว่าควรเลือกทางไหน!
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการแอบขุดรากถอนโคนกันอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ ก็ทำให้สัญญาณเตือนภัยในใจของเสิ่นเฟิงดังขึ้นมาทันที
"บริษัทเผิงต๋าอิเล็กทรอนิกส์งั้นเหรอ..." เสิ่นเฟิงพึมพำทวนชื่อนี้ซ้ำไปซ้ำมา
นี่คือชื่อบริษัทที่หลี่เหลยแอบหลอกถามมาได้ตอนที่โดนทาบทามซื้อตัว
และในโลกนี้ มันไม่มีหรอกนะเรื่องบังเอิญบ่อยๆ น่ะ
ช่วงที่ผ่านมา สายการผลิต SMT ของฮุ่ยจื้อเทคโนโลยี ต้องการใช้เพสต์ประสานไร้สารตะกั่วของเซ็นจูที่นำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก
แล้วจู่ๆ บรรดาตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ในแถบภาคตะวันออกและภาคใต้ ก็พร้อมใจกันระงับการส่งของซะงั้น
แถมยังอ้างเหตุผลเดียวกันเป๊ะว่า: ศุลกากรตรวจเข้ม โรงงานผลิตของไม่ทัน สต๊อกสินค้าขาดแคลน
ถ้าตอนนั้นเสิ่นเฟิงไม่ยืนกรานที่จะดัดแปลงเทคนิคเครื่องจักรเพื่อใช้เพสต์ประสานของจีนแทนล่ะก็
ป่านนี้สายการผลิตทั้งสิบสองสายของฮุ่ยจื้อเทคโนโลยี คงต้องหยุดชะงักไปนานแล้วเพราะขาดแคลนวัตถุดิบ
ขาหน้าเพิ่งจะโดนตัดตอนซัพพลายเชนเพสต์ประสานนำเข้าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ขาหลังเฮดฮันเตอร์ของเผิงต๋าอิเล็กทรอนิกส์ก็โผล่มาเล็งเป้าเจาะจงไปที่หัวหน้าฝ่ายผลิตและช่างเทคนิคของฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีพอดี
นี่มันเป็นแผนการสังหารต่อเนื่องที่เลวทรามต่ำช้าสุดๆ!
ทันทีที่หลี่เหลยเดินออกจากห้องทำงานไป เสิ่นเฟิงก็รีบคว้ามือถือขึ้นมา กดโทรหาหวงต้าจื้อ เถ้าแก่บริษัทจี๋อินเทคโนโลยีทันที
หวงต้าจื้อ ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการอิเล็กทรอนิกส์แถบชายฝั่งมาอย่างโชกโชน ย่อมมีเครือข่ายเส้นสายที่กว้างขวางและฝังรากลึกอยู่ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง
"เหล่าหวง ช่วยสืบอะไรให้ฉันหน่อยสิ" เสิ่นเฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าประเด็นทันที
"ที่เผิงเฉิงมีบริษัทชื่อเผิงต๋าอิเล็กทรอนิกส์อยู่ มันมีที่มาที่ไปยังไงกันแน่?"
ปลายสายที่กำลังหัวเราะร่าเริง พอได้ยินชื่อนี้ปุ๊บก็ถึงกับสูดหายใจเฮือกใหญ่ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที
"น้องเสิ่น นี่นายไปเหยียบตาปลาพระพุทธรูปองค์ใหญ่เข้าให้แล้วเหรอ? ประธานของเผิงต๋าอิเล็กทรอนิกส์ชื่อหวังเจี้ยนกั๋ว แบ็กกราวด์ของหมอนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ"
"นอกจากจะเป็นโรงงานรับจ้างผลิตแล้ว หมอนี่ยังมีกลุ่มทุนหนุนหลัง คอยควบคุมซัพพลายเชนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงอยู่ด้วย!!"
หวงต้าจื้อลดเสียงลง อธิบายรัวเร็ว
"พวกโควตาตัวแทนจำหน่ายชิ้นส่วนความต้านทานและประจุไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ เพสต์ประสานความแม่นยำสูง หรือแม้แต่ IC จ่ายไฟอเนกประสงค์บางตัวในโซนหัวหนาน (จีนตอนใต้) ว่ากันว่าหวังเจี้ยนกั๋วมีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จเลยล่ะ"
"เมื่อก่อน ออเดอร์ส่วนใหญ่ของบริษัทเครื่องเสียงจี๋อิ่งของเรา ก็ส่งให้เผิงต๋าอิเล็กทรอนิกส์ทำนี่แหละ.."
พอฟังถึงตรงนี้ ข้อมูลทั้งหมดก็เชื่อมโยงกันเป็นตาข่ายที่สมบูรณ์แบบในสมองของเสิ่นเฟิงทันที
ทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว
เสิ่นเฟิงแค่นหัวเราะ แววตาของเขาเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
"ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณมากนะเหล่าหวง!"
"นายจะมาเกรงใจอะไรกันล่ะ เรื่องแค่นี้เอง อ้อ จริงสิ น้องเสิ่น นายจะมาเผิงเฉิงเมื่อไหร่ล่ะ ฉัน เถ้าแก่จ้าวจากต้าฉิน แล้วก็ประธานหวังจากหลานเทียน อยากจะนัดกินข้าวเลี้ยงต้อนรับนายสักมื้อน่ะ!"
เสิ่นเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ก่อนปีใหม่คงไม่สะดวก เอาเป็นหลังปีใหม่ก็แล้วกันครับ!"
"ได้เลย เดี๋ยวฉันจะไปบอกพวกเขาก่อน พอถึงตอนที่นายมาถึงเมื่อไหร่ ก็กริ๊งมาบอกฉันคำนึง ฉันจะจัดที่พักรอรับรองอย่างดีเลย!"
หวงต้าจื้อตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม