- หน้าแรก
- ระบบฟื้นฟูบ้านเกิด สร้างอุตสาหกรรมสะท้านโลกด้วยเงินวันละหยวน
- บทที่ 6 - ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล
บทที่ 6 - ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล
บทที่ 6 - ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล
"ผอ.จางครับ เรื่องสายไฟเก่ากับตัวโรงงาน ผมยินดีควักกระเป๋าซ่อมแซมเอง แต่ข้อเรียกร้องเดียวของผมก็คือ... ผมจะไม่ขอรับผิดชอบหนี้สินใดๆ ทั้งสิ้น!"
น้ำเสียงของเสิ่นเฟิงไม่ได้ดังกึกก้อง แต่กลับหนักแน่นเด็ดขาด กังวานไปทั่วห้องทำงานกว้างขวางของผู้อำนวยการ
ถึงแม้ว่าตราบใดที่ตำบลเกาหลินยังอยู่ เขาก็จะมีกระแสเงินสดเข้ามาไม่ขาดสายก็ตาม
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันต้องใช้เวลา โควตาวันละแปดหมื่นหยวนไม่พอให้เขารับภาระหนี้ก้อนโตของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ได้ในรวดเดียวหรอก
อีกอย่าง... เขาก็ไม่ได้โง่สักหน่อย
จู่ๆ จะให้วิ่งไปรับหน้าชดใช้หนี้เมื่อสามปีก่อนให้รัฐบาลเนี่ยนะ ถ้าเขาขืนทำแบบนั้นจริงๆ ล่ะก็...
รัฐบาลไม่มีทางซาบซึ้งหรอก มีแต่จะมองว่าเขาเป็นไอ้หน้าโง่ให้หลอกฟันน่ะสิ
พอจางหงเลี่ยงได้ยินแบบนั้น คิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที
แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ได้หวังจะให้หมอนี่มาอุดรูรั่วหลายปีของรัฐบาลหรอก แต่ที่ดินผืนเบ้อเริ่มแถมยังมีตัวโรงงานอีก... มันก็ไม่ใช่ของที่จะปล่อยให้ใครเช่าไปง่ายๆ เหมือนกัน
"เรื่องหนี้สินเราพักไว้ก่อน... แล้วเธอ... เธอมีดีอะไรล่ะ?" จางหงเลี่ยงจ้องเสิ่นเฟิงเขม็ง
"ฉันรู้ตื้นลึกหนาบางของโรงงานหงต๋าดี ต่อให้แค่รีโนเวทโรงงานคร่าวๆ กับเอาสายการผลิต SMT เข้ามา... เงินทุนตั้งต้นก็ต้องใช้ไม่ต่ำกว่าหลักล้านแล้ว เสี่ยวเสิ่น ไม่ใช่ว่าฉันดูถูกเธอนะ แต่เงินก้อนเนี้ยมันไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย!"
"ผอ.จางครับ สำหรับผมแล้ว... เงินล้านมันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยครับ ระยะแรกผมจะลงทุนสองล้านเพื่อนำเข้าสายการผลิตระดับกลางถึงล่าง และภายในสามเดือน ผมจะอัดฉีดเงินอีกห้าล้านเพื่อเอาสายการผลิตระดับไฮเอนด์เข้ามาอีกสองสายครับ!" เสิ่นเฟิงตอบกลับไป
พอพูดจบ ผอ.จางถึงกับสะดุ้ง
ต้องเข้าใจนะว่าในปี 2016 สำหรับเขตล้าหลังที่งบประมาณรัฐรัดตัวจนแทบจะไม่มีกิน และทั้งปีก็แทบจะหานักลงทุนระดับสิบล้านไม่ได้เลยสักเจ้ารายอย่างเขตพานยวี่ในเมืองเจียงหวยเนี่ย...
เด็กหนุ่มอายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ อ้าปากปุ๊บก็บอกจะลงทุนเจ็ดล้าน มันเป็นเรื่องที่โคตรจะเหลือเชื่อเลย!
ผอ.จางเงยหน้าขึ้น แววตาที่มองเสิ่นเฟิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แน่นอนว่า ในฐานะผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุน เขาไม่ได้ตกใจกับอีแค่เงินเจ็ดล้านหรอก
"เสี่ยวเสิ่น เธอแน่ใจนะว่าภายในสามเดือนจะลงทุนเจ็ดล้าน!"
"แน่นอนครับ... และขอแค่นโยบายของทางเขตสนับสนุนได้อย่างเต็มที่ นี่จะเป็นแค่การลงทุนเฟสแรกเท่านั้นครับ" เสิ่นเฟิงพยักหน้า เอนหลังพิงโซฟาด้วยท่าทีสบายๆ
"ผมเคยบอกไปแล้วไงครับ ว่าการรับจ้างผลิต SMT มันเป็นแค่ก้าวแรก อนาคต... ผมจะเนรมิตตำบลเกาหลินให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่มีครบทั้งการบรรจุภัณฑ์และทดสอบชิป การผลิตสายเคเบิลความแม่นยำสูง และอุปกรณ์เสริมดิจิทัลระดับไฮเอนด์ ซึ่งเงินลงทุนมันจะเริ่มต้นที่หลักร้อยล้านครับ!"
แม้ว่า... ด้วยเงินในกระเป๋าของเสิ่นเฟิงตอนนี้ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแบกรับความทะเยอทะยานขนาดนั้น
แต่การจะโน้มน้าวให้รัฐบาลยอมควักกระเป๋าสนับสนุนน่ะ จะมาพูดตัวเลขลงทุนกระจิ๋วหลิวไม่ได้เด็ดขาด
นี่แหละคือประสบการณ์จากการไปคลุกคลีตีโมงอยู่ที่เผิงเฉิงมาพักใหญ่
ดีไม่ดี... ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้เขายังเป็นแค่คนโนเนม ขืนพูดเวอร์ไปคงไม่มีใครเชื่อล่ะก็... เขาคงกล้าโม้ว่าจะลงทุนระดับหมื่นล้านไปแล้ว
"ประธานเสิ่น ที่คุณพูดน่ะเรื่องจริงเหรอ?" ผอ.จางตกใจจนผุดลุกขึ้นยืน ถึงขนาดเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกเลยทีเดียว
ในฐานะข้าราชการประจำเขต เขาเข้าใจความสำคัญของนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงดีกว่าใคร
ถ้าประธานเสิ่นคนนี้สามารถลงทุนหลักร้อยล้านได้จริงๆ ล่ะก็... สำหรับเขตพานยวี่แล้ว นี่มันคือโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ระดับช้างสารเลยนะ!
อย่าว่าแต่เขาเลย ต่อให้เป็นระดับเขต นี่ก็คือผลงานชิ้นโบแดงเลยทีเดียว
"แน่นอนครับ ขอแค่รัฐบาลพร้อมสนับสนุน!" เสิ่นเฟิงตอบอย่างมั่นใจ
"ประธานเสิ่น คุณต้องการนโยบายแบบไหน? บอกมาได้เลย!"
จางหงเลี่ยงตบโต๊ะทำงานฉาดใหญ่ เอ่ยปากอย่างใจป้ำ
"ขอแค่ไม่ขัดต่อหลักการของประเทศ ต่อให้ฉันต้องเอาชีวิตเข้าแลก ฉันก็จะเดินเรื่องขออนุมัติมาให้คุณให้ได้!"
เสิ่นเฟิงรอประโยคนี้อยู่แล้ว
เขาชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว แล้วแจกแจงข้อเรียกร้องของตัวเองอย่างเป็นฉากๆ
"ข้อแรก ปล่อยเช่าพื้นที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์หงต๋าให้ผมฟรีๆ ในระยะแรก... อย่างน้อยต้องยกเว้นค่าเช่าห้าปี และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ผมรับปากว่าภายในสามเดือน ผมจะลงทุนไม่ต่ำกว่าเจ็ดล้าน พร้อมทั้งสร้างงานให้คนในพื้นที่ไม่ต่ำกว่าร้อยตำแหน่งครับ!"
"ข้อสอง เรื่องภาษี ผมขอเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสามปี และลดหย่อนให้ครึ่งหนึ่งในอีกสองปีถัดไป... ผมต้องการนโยบาย 'เว้นสามลดสอง' ในระดับสูงสุดเลยครับ"
"ข้อสาม และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด เครื่อง SMT น่ะมันกินไฟจุอย่างกับอะไรดี แถมยังต้องการความเสถียรของไฟฟ้าสูงปรี๊ด ผมขอให้ทางเขตกับการไฟฟ้า ลากสายไฟแรงสูงหมื่นโวลต์เข้าโรงงานผมโดยเฉพาะภายในหนึ่งเดือน โดยทางรัฐบาลจะต้องอุดหนุนค่าใช้จ่ายให้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้... พวกขั้นตอนจดทะเบียนบริษัท ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และใบอนุญาตดับเพลิง กองส่งเสริมการลงทุนต้องเปิดช่องทางพิเศษ จัดการให้ผมเป็นกรณีเร่งด่วน... ผมต้องได้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจภายในสามวัน!"
เงื่อนไขพวกนี้มันช่างหฤโหด แถมยังดูเอาแต่ใจสุดๆ
ทว่า... พอจางหงเลี่ยงฟังจบ กลับไม่มีท่าทีลังเลเลยสักนิด
เว้นภาษีเหรอ? ไอ้โรงงานร้างที่เจ๊งกระบ้งมาสามปี มันก็ไม่เคยทำรายได้ภาษีให้เขตเลยสักแดงเดียวอยู่แล้ว ตอนนี้มีคนใจกล้ามารับช่วงต่อ แถมยังช่วยสร้างงาน แล้วยังดึงเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาอีก... กะอีแค่เว้นภาษีห้าปีมันจะไปสลักสำคัญอะไร?
ลากสายไฟพิเศษ เปิดไฟเขียวทุกด่านเหรอ?
สำหรับเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งที่อาจจะหอบเงินสดเป็นร้อยล้าน มาเนรมิตโอเอซิสกลางทะเลทรายให้แบบนี้... ไอ้เรื่องพวกนี้มันก็เป็นหน้าที่ที่กองส่งเสริมการลงทุนต้องทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!
"ตกลง!!" จางหงเลี่ยงพยักหน้า
"เรื่องโรงงานอิเล็กทรอนิกส์หงต๋าน่ะ เป็นหนามยอกอกของเขตมาตลอด คุณยอมรับช่วงต่อแบบนี้ ท่านผู้ว่าเขตล่ะก็คงต้องเลี้ยงเหล้าคุณชุดใหญ่แน่! เงื่อนไขสามข้อที่คุณเสนอมา สำหรับผมแล้ว... ไม่มีปัญหาเลยสักนิด! คุณนั่งจิบชาตรงนี้ก่อนนะ... เอ๊ะ ไม่สิ เสี่ยวหลิว! ไปชงชาไท่ผิงโหวขุยเกรดพรีเมียมในตู้ฉันมาให้ประธานเสิ่นหน่อย!"
จางหงเลี่ยงตะโกนสั่งเลขาหน้าห้อง ก่อนจะคว้าโทรศัพท์ตั้งโต๊ะขึ้นมากดเบอร์ พลางหันไปพูดกับเสิ่นเฟิง
"ประธานเสิ่น คุณรอสักห้านาทีนะ เดี๋ยวผมจะโทรรายงานท่านผู้ว่าเขตเดี๋ยวนี้แหละ! เที่ยงนี้คุณไม่ต้องไปไหนนะ ผมเป็นเจ้ามือเอง เราไปกินข้าวกันที่ห้องรับรองของโรงอาหารเขต แล้วก็จัดการร่างหนังสือแสดงเจตจำนงการลงทุนให้เรียบร้อยไปเลย!"
'เปาเจี้ยนผิง' รองเลขาธิการพรรคประจำเขตพานยวี่และผู้ว่าเขตพานยวี่ พอได้รับโทรศัพท์จากผอ.จาง ก็ถามย้ำแล้วย้ำอีก
"คุณแน่ใจนะ ว่าหมอนั่นไม่ได้กะจะมาสูบเงินอุดหนุนจากรัฐบาล หรือเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ!"
"ท่านผู้ว่าครับ ประธานเสิ่นไม่มีแววเป็นสิบแปดมงกุฎเลยสักนิด เขาตกลงว่าจะโอนเงินหนึ่งล้านเข้าบัญชีนิติบุคคลก่อนเลย ส่วนเงินลงทุนอีกห้าล้านก็จะโอนเข้าบัญชีภายในสามเดือน... ที่สำคัญคือ เขาไม่ต้องการเงินกู้จากรัฐบาลเลยแม้แต่แดงเดียวครับ!" ผอ.จางตอบกลับไปตามสาย
พอได้ยินแบบนั้น ผู้ว่าเขตเปาเจี้ยนผิงถึงค่อยพยักหน้า
พูดตรงๆ เลยนะ เขาก็โดนพวกมิจฉาชีพหลอกจนเข็ดขยาดไปเหมือนกัน
ในฐานะผู้ว่าเขต การดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างผลงานมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่หลายปีมานี้ เมืองเจียงหวยก็ดึงดูดการลงทุนได้ยากเย็นแสนเข็ญ ขนาดระดับนายกเทศมนตรียังต้องยอมลงไปเอาใจพวกนักลงทุนเลย แล้วประสาอะไรกับเขตพานยวี่ของพวกเขาอีกล่ะ
ในเมืองเจียงหวย เขตพานยวี่ก็เป็นแค่เขตยากจนอยู่แล้ว เพื่อแลกกับเม็ดเงินลงทุนแค่นิดหน่อย ตัวเปาเจี้ยนผิงเองก็ต้องยอมลดตัวไปกราบกรานพวกนายทุนอยู่บ่อยๆ
แต่ไอ้พวกโรงงานที่อุตส่าห์ดึงมาได้น่ะ... ถ้าไม่มาหลอกกู้เงิน ก็มาปอกลอกเงินอุดหนุนจากรัฐบาลทั้งนั้น
อย่างเมื่อหลายปีก่อน ก็เคยมีนักลงทุนจากประเทศเกาหลีใต้มาตั้งนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ หมอนั่นทำธุรกิจค้าขายเครื่องจักรสิ่งทอในหลงกั๋ว อ้างตัวว่าเป็นประธานบริษัทชินอูคอร์ปอเรชันจากเกาหลีใต้ มาดูงานเพื่อลงทุนในเมืองเจียงหวย
ผลก็คือ... ในตอนที่ยังไม่ได้ตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติของบริษัทชินอูให้ละเอียดถี่ถ้วน ทางเทศบาลเมืองก็ดันไปเซ็น 'สัญญาความร่วมมือการลงทุนโครงการปั่นด้ายขนสัตว์ละเอียด 22,000 แกน' กับหมอนั่นเข้าให้แล้ว
แถมรัฐบาลยังประเคนที่ดินให้ตั้งสามร้อยกว่าหมู่เพื่อใช้สร้างโรงงาน แล้วยังเป็นธุระจัดหาวัตถุดิบให้อีกต่างหาก
ซึ่งค่าก่อสร้างพวกเนี้ย ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินกู้จากโรงงานประปา การไฟฟ้า แล้วก็บริษัทท่อประปาทั้งนั้น
จนป่านนี้ ค่าจ้างของผู้รับเหมาบางเจ้าก็ยังโดนเบี้ยวอยู่เลย
ทว่า... พอโรงงานสร้างเสร็จปุ๊บ ไอ้พ่อค้าเกาหลีใต้คนนั้นก็อ้างว่าต้องรีบขยายกำลังการผลิตแต่ขาดแคลนเงินทุน แล้วก็บีบให้เทศบาลเมืองต้องอุ้ม
ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น เทศบาลเมืองก็เลยประกาศนโยบาย 'พบภูเขาสร้างถนน พบแม่น้ำสร้างสะพาน เปิดไฟเขียวตลอดสาย' เพื่ออุ้มชูบริษัทเกาหลีใต้เจ้านั้น พร้อมทั้งอนุมัติเงินกู้ให้อีกร้อยห้าสิบล้าน
และสุดท้าย... พ่อค้าเกาหลีใต้คนนั้นก็ลอยนวลหายตัวเข้ากลีบเมฆไปเลย
เรียกได้ว่า เรื่องนี้กลายเป็นตราบาปฝังใจสำหรับการส่งเสริมการลงทุนของเมืองเจียงหวยไปเลย จนทุกวันนี้ ผลพวงจากเรื่องนั้นมันก็ยังตามหลอกหลอนอยู่
นอกจากพวกสิบแปดมงกุฎแล้ว ก็ยังมีพวกที่จ้องจะมาปอกลอกเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีก
เปาเจี้ยนผิงต้องไปนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกินเหล้ากับพวกนี้อยู่บ่อยๆ แต่สุดท้ายแล้ว บริษัทพวกนี้ก็ทำกำไรไม่ได้เลย ต้องคอยดูดเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปวันๆ
เพราะงั้น เขาถึงได้กังวลนักหนาว่าเสิ่นเฟิงจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
หลังจากผอ.จางรับประกันหนักแน่น เปาเจี้ยนผิงก็ตัดสินใจว่าจะลองเจอกับเด็กหนุ่มชาวเมืองเจียงหวยคนนี้ดูสักตั้ง