- หน้าแรก
- ฟุตบอล ผมมีระบบผู้จัดการทีมเอฟเอ็ม
- บทที่ 12 บาเยิร์นมิวนิก ฉันจะรอพวกแกที่นัดชิง
บทที่ 12 บาเยิร์นมิวนิก ฉันจะรอพวกแกที่นัดชิง
บทที่ 12 บาเยิร์นมิวนิก ฉันจะรอพวกแกที่นัดชิง
บทที่ 12 บาเยิร์นมิวนิก ฉันจะรอพวกแกที่นัดชิง
หลังจบเกม งานแถลงข่าวถูกจัดขึ้นตามกำหนดการที่ศูนย์สื่อมวลชนเมืองเวือทซ์บวร์ก
การปะทะกันอันดุเดือดบนผืนหญ้าเพิ่งจะรูดม่านปิดฉากลง สื่อมวลชนต่างแห่กันเข้ามา หวังจะขุดคุ้ยรายละเอียดเพิ่มเติมจากโค้ชที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอย่างเหยียนหยวน
ภายใต้แสงไฟ เหยียนหยวนในชุดสูทสีเข้ม นั่งอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ตรงกลางโต๊ะตัวหลัก เมื่อเผชิญกับพายุคำถามจากบรรดานักข่าว เขาก็ยังคงมีท่าทีผ่อนคลายและสบาย ๆ พร้อมกับรอยยิ้มประจำตัวที่ประดับอยู่บนริมฝีปาก
หลังจากแมตช์ที่น่าทึ่งเช่นนี้ ชื่อของเขาก็กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในวงการลูกหนังอย่างรวดเร็ว
คำถามแรกถูกสาดออกไปอย่างรวดเร็ว นักข่าวจากสถานีโทรทัศน์เยอรมันชิงถามก่อน:
“โค้ชเหยียน ขอแสดงความยินดีด้วยครับที่คุณพาทีมคว้าชัยชนะได้ถล่มทลายขนาดนี้! สกอร์ 7-0 ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงเลยทีเดียวสำหรับโค้ชหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มคุมทีมระดับอาชีพ ขอถามหน่อยครับ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับฟอร์มการเล่นในวันนี้ครับ?”
เหยียนหยวนพยักหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม:
“ขอบคุณสำหรับคำยินดีครับ แต่เครดิตสำหรับสกอร์นี้และคำว่า ‘ผลงานชิ้นโบแดง’ คงต้องยกให้ลูกทีมของผม ผลงานของพวกเขาวันนี้คู่ควรแก่ความภาคภูมิใจจริง ๆ ส่วนตัวผมเอง ...”
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“ผมก็คงคิดว่า เอาล่ะ ‘ช่วงคุ้มครองโค้ชมือใหม่’ ของผมน่าจะหมดลงอย่างเป็นทางการแล้วล่ะมั้งครับ ใช่ไหม?”
นักข่าวต่างหัวเราะอย่างรู้กัน คำพูดติดตลกนี้ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดของงานแถลงข่าวลงได้ในพริบตา
เขาพูดต่อ:
“แต่พูดก็พูดเถอะ นี่มันก็แค่ชัยชนะในบอลถ้วยนัดหนึ่งเท่านั้น เดเอ็ฟเบ-โพคาลขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของการล้มยักษ์อยู่แล้ว เพราะงั้นเราต้องไม่หลงระเริง คู่แข่งนัดหน้าอาจจะรับมือยากกว่านี้อีก ผมจะตั้งใจทำงานร่วมกับนักเตะต่อไป เพื่อทำให้ทีมนี้แข็งแกร่งขึ้น และพยายามคว้าชัยชนะมาฝากแฟนบอลให้ได้มากกว่านี้ครับ”
คำถามถัดมาถูกยิงต่อเนื่องทันที นักข่าวจากนิตยสารคิกเกอร์ลุกขึ้นยืน:
“คุณโค้ชครับ ประตูที่เกิดขึ้นหลังจากเริ่มครึ่งหลังไปแค่ 30 วินาที นั่นเป็นแทคติกที่วางแผนมาล่วงหน้าหรือเปล่าครับ? หรือว่าเป็นแค่สัญชาตญาณเฉพาะหน้า?”
เหยียนหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงผ่อนคลาย:
“เรื่องการวางแผนแทคติก มันก็มีส่วนอยู่บ้างครับ”
เขาผายมือออกเล็กน้อย
“เราคุยกันถึงจุดอ่อนของคู่แข่งในช่วงพักครึ่ง ผมบอกนักเตะว่า ถ้าเราชิงจังหวะเล่นงานแนวรับของพวกมันได้ตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง โมเมนตัมของเกมก็จะตกมาอยู่ในมือเราแบบเบ็ดเสร็จ การเคลื่อนที่ของชเตฟานและการแอสซิสต์ที่ถูกที่ถูกเวลาของกองกลางตัวรับคือภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ถ้าพูดกันตรง ๆ การยิงประตูได้ใน 30 วินาทีมันก็ต้องพึ่งดวงด้วยแหละครับ อย่างที่เขาพูดกันในวงการฟุตบอลนั่นแหละ แทคติกที่ยอดเยี่ยมที่สุด ก็ต้องอาศัยการลงมือทำที่ยอดเยี่ยมที่สุดด้วย วันนี้พวกเราทำได้ครับ”
ถัดมา นักข่าวจากสื่อท้องถิ่นเมืองเวือทซ์บวร์กถามด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแหลมคม:
“โค้ชเหยียน การที่คุณโค้งคำนับให้แฟนบอลเวือทซ์บัวร์เกอร์คิกเกอส์หลังจบเกม ได้จุดชนวนข้อถกเถียงมากมายเลยนะครับ บางคนมองว่ามันเป็นการเยาะเย้ย คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหยียนหยวนก็เผยรอยยิ้มทะเล้นออกมาเล็กน้อย:
“อ้อ การโค้งคำนับนั่นน่ะเหรอ? สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ มันก็แค่วิธีแสดงความสุภาพในฐานะ ‘แขกผู้มาเยือน’ ของผมก็เท่านั้นเองครับ”
เขาหยุดชะงัก น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นทีเล่นทีจริง
“แต่ถ้ามีใครรู้สึกว่ามันเป็นการเยาะเย้ยล่ะก็ ผมคงต้องบอกว่า บางทีท่วงท่าของผมอาจจะยังสง่างามไม่พอ คราวหน้าผมคงต้องทำให้มันสง่างามกว่านี้อีก”
เสียงหัวเราะครืนดังลั่นห้อง บรรดานักข่าวเริ่มรู้สึกถูกชะตากับเฮดโค้ชหนุ่มหล่อคนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
จากนั้น น้ำเสียงของเขาก็จริงจังขึ้นเล็กน้อย:
“พูดกันตามตรง ผมให้ความเคารพเวือทซ์บัวร์เกอร์คิกเกอส์และแฟนบอลของพวกเขานะ ทีมของพวกเขาก็สู้ยิบตาเหมือนกันในวันนี้ โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่สร้างความลำบากให้เราไม่น้อย ผมไม่เคยเชื่อว่าการยั่วยุด้วยความมุ่งร้ายเป็นสิ่งที่จำเป็นในสนามแข่งขัน แต่ฟุตบอลมันก็แบบนี้แหละ บางครั้งอารมณ์มันก็พลุ่งพล่านเกินควบคุม ผมหวังว่าทุกคนจะโฟกัสที่รูปเกมมากกว่าจะไปตีความภาษากายพวกนั้นนะครับ”
ถึงตรงนี้ นักข่าวอีกคนก็ถามขึ้น:
“คุณประเมินฟอร์มของโฟลเรียนในวันนี้ไว้ยังไงบ้างครับ? สองประตูที่เขาทำได้มันสุดยอดมาก โดยเฉพาะลูกยิงความยากระดับสูงลูกนั้น”
เหยียนหยวนพยักหน้า:
“ตั้งแต่ผมเริ่มคุม 1860 มิวนิก ฟอร์มการเล่นของโฟลเรียนก็ทำให้ผมพึงพอใจมาตลอด การเคลื่อนที่ การจับบอล และความสามารถในการฉกฉวยโอกาสของเขามันยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะประตูที่สองนั่น...มันคือการตีความเรื่องพื้นที่และเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาคือฟันเฟืองชิ้นสำคัญของทีมเรา และผมเชื่อว่าเขาจะสร้างสรรค์ผลงานที่น่าทึ่งได้มากกว่านี้ในอนาคตครับ”
จู่ ๆ ก็มีประโยคภาษาจีนดังขึ้นกลางห้องโถง นักข่าวชาวจีนคนหนึ่งลุกขึ้นยืนและถามว่า:
“สวัสดีครับ โค้ชเหยียน ผมเป็นนักข่าวจาก ‘ฟุตบอลนิวส์’ ในประเทศของเราครับ แมตช์นี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามที่บ้านเกิด และแฟนบอลชาวจีนจำนวนมากต่างก็ภูมิใจในตัวคุณ คุณมีอะไรอยากจะบอกกับแฟนบอลชาวจีนบ้างไหมครับ?”
เหยียนหยวนนั่งหลังตรง ท่าทีของเขาเป็นทางการมากขึ้นเมื่อเอ่ยปาก
“ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณทุกคนมาก ๆ สำหรับการสนับสนุนครับ การได้มาคุมทีมในต่างแดนแล้วยังสัมผัสได้ถึงความห่วงใยจากบ้านเกิด มันเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก ๆ ผมหวังว่าความพยายามของผมจะช่วยให้ทุกคนเห็นว่า โค้ชชาวจีนก็สามารถผงาดขึ้นมายืนหยัดในวงการลูกหนังโลกได้เช่นกัน แน่นอนว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผมยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ และผมก็หวังว่าจะตอบแทนแรงใจของทุกคนด้วยผลงานที่ดียิ่งขึ้นไปในอนาคตครับ”
คำถามถูกสาดเข้ามาไม่ขาดสาย และเหยียนหยวนก็รักษาท่าทีที่ผ่อนคลายและมีอารมณ์ขันไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง โดยไม่ทิ้งความสุขุมและเนื้อหาสาระในการตอบคำถามเลยแม้แต่น้อย
คำตอบของเขาครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์แทคติกอย่างมืออาชีพ และความรู้สึกที่จริงใจที่มีต่อนักเตะและแฟนบอล
นักข่าวบางคนที่อยู่ตรงนั้นเริ่มตระหนักได้ว่า เหยียนหยวนไม่ได้เป็นแค่โค้ชที่มีแทคติกเป็นเลิศเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลสาธารณะที่มีเสน่ห์ดึงดูดและเชี่ยวชาญในการรับมือกับสื่ออีกด้วย
นักข่าวจอมเก๋าคนหนึ่งเอ่ยถาม:
“โค้ชเหยียน ชัยชนะในวันนี้ทำให้คุณได้รับการยอมรับอย่างสูงจากทั้งแฟนบอลและบอร์ดบริหารแล้ว สำหรับฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง คุณวางเป้าหมายของตัวเองไว้ตรงไหนครับ?”
เหยียนหยวนยิ้มบาง ๆ แววตาเด็ดเดี่ยว:
“เป้าหมายนั้นเรียบง่ายมากครับ: ชนะทุกแมตช์ที่ลงแข่ง ไม่ว่าจะเป็นบอลถ้วยหรือบอลลีก เราก็หวังว่าจะรับมือกับทุกความท้าทายด้วยฟอร์มที่ดีที่สุด ผมเชื่อว่าทีมนี้มีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด ตราบใดที่เรายังคงทุ่มเทอย่างหนัก อนาคตจะต้องรุ่งโรจน์กว่านี้แน่นอนครับ”
บรรยากาศของงานแถลงข่าวค่อย ๆ ร้อนระอุขึ้น แต่ก็ไม่วายมีคำถามที่แหลมคมและจงใจยั่วยุโผล่มาให้เห็น
นักข่าวบางคน โดยเฉพาะพวกที่เป็นแฟนบอลของบาเยิร์นมิวนิก ดูเหมือนจะอยากฉวยโอกาสนี้ ‘สั่งสอน’ โค้ชดาวรุ่งที่กำลังมาแรงคนนี้ให้รู้จักเจียมตัวบ้าง
อย่างไรก็ตาม เหยียนหยวนไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย ทุกคำตอบที่เขาเปล่งออกมาไม่เพียงแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แต่ยังแฝงความคมคายที่พร้อมจะเชือดเฉือนกลับไปอีกด้วย
เมื่อประเด็นถูกโยงไปถึงชัยชนะ 5-0 ของบาเยิร์นมิวนิกเหนือคาร์ล ไซส์ เยนา ในศึกเดเอ็ฟเบ-โพคาลรอบก่อนหน้านี้ นักข่าวคนหนึ่งก็ถามขึ้น
“โค้ชเหยียน บาเยิร์นมิวนิกเพิ่งจะบดขยี้เยนาไป 5-0 ในรอบที่แล้วอย่างง่ายดาย ในขณะที่คุณเองก็พาทีมถล่มเวือทซ์บัวร์เกอร์คิกเกอส์ 7-0 ไปในวันนี้ ในฐานะโค้ชหน้าใหม่ที่เพิ่งพาทีมคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ คุณคิดว่าสองแมตช์นี้มีอะไรให้เปรียบเทียบกันได้บ้างไหมครับ? คุณคิดว่าช่องว่างระหว่าง 1860 มิวนิก กับบาเยิร์น ยังห่างชั้นกันอยู่มากไหมครับ?”
เหยียนหยวนยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงเยือกเย็นแต่แฝงไปด้วยความท้าทาย:
“บาเยิร์นแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพวกเขาจริง ๆ ครับ แต่เยนาเป็นแค่ทีมในลีกา 3 ในขณะที่เวือทซ์บวร์กคือทีมระดับบุนเดสลีกา 2 ผมว่าไม่ต้องบอกก็คงรู้กระมังครับว่าคู่แข่งของใครเคี้ยวยากกว่ากัน บาเยิร์นคือสโมสรยักษ์ใหญ่ การที่ทีมยักษ์ใหญ่เอาชนะทีมจากลีกา 3 ได้ มันไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เอามาคุยโวโอ้อวดอะไรได้หรอกมั้งครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสกอร์ที่ออกมามันก็น้อยกว่าเราด้วย”
คำพูดเหล่านี้เรียกเสียงหัวเราะหึ ๆ จากกลุ่มนักข่าว ในขณะที่นักข่าวคนตั้งคำถามกลับหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่พอใจกับคำพูดแดกดันของเหยียนหยวนเอาเสียเลย
“แต่ยังไงซะ บาเยิร์นก็คือทีมระดับท็อปของบุนเดสลีกานะครับ คุณรู้สึกว่าความสำเร็จของ 1860 มิวนิก ในตอนนี้ มันคู่ควรที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับบาเยิร์นแล้วงั้นเหรอครับ?”
เขาไล่ต้อน
เหยียนหยวนยังคงนิ่งสงบ เยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม:
“เราคือทีมในบุนเดสลีกา 2 และพวกเขาก็คือทีมยักษ์ใหญ่ของบุนเดสลีกา ถ้าว่ากันด้วยเรื่องประวัติศาสตร์และทรัพยากร พวกเขาเป็นต่อเราอยู่แล้วล่ะ แต่ผลแพ้ชนะของเกมฟุตบอล มันไม่เคยตัดสินกันที่ปูมหลังไม่ใช่เหรอครับ? ดังนั้น ถ้าในอนาคตเรามีโอกาสได้ลงฟาดแข้งในสนามเดียวกัน ผมก็ตั้งตารอที่จะดูว่าลูกทีมของผมจะสร้างความยากลำบากให้กับพวกที่เรียกตัวเองว่ายักษ์ใหญ่ได้ยังไงบ้าง”
ประโยคนี้แฝงไปด้วยการท้าทายอย่างชัดเจน บรรดานักข่าวต่างรีบจดบันทึกกันมือระวิง ในขณะที่นักข่าวฝั่ง 1860 มิวนิก ต่างส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ
ทันใดนั้น นักข่าวอีกคนก็เข้าตีจากอีกมุมหนึ่ง เขาถามขึ้นว่า:
“โค้ชเหยียน พูดถึงเรื่องสิทธิ์การใช้สนามอัลลิอันซ์อาเรนา ปัจจุบัน 1860 มิวนิก ยังคงใช้สนามนี้ร่วมกับบาเยิร์นมิวนิก แต่มีข่าวลือหนาหูว่า บาเยิร์นอาจจะค่อย ๆ ยึดครองสนามนี้ไว้เป็นของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เหยียนหยวนก็แค่นหัวเราะเย็นชา เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตากวาดมองนักข่าว:
“อัลลิอันซ์อาเรนาคือสนามที่ยอดเยี่ยม และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิวนิก ถ้าบาเยิร์นต้องการจะยึดมันไว้เป็นของตัวเองคนเดียวล่ะก็ งั้นพวกเขาก็น่าจะแสดงให้เราเห็นก่อนสิว่า ทำไมอัลลิอันซ์อาเรนาถึงควรตกเป็นของพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าฟังจากเสียงเชียร์ของแฟนบอลเรา อัลลิอันซ์ก็คือบ้านของ 1860 เหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งบาเยิร์นอยากจะเตะโด่งพวกเราออกไปจริง ๆ ผมว่าพวกเขาต้องลองชั่งใจดูซะก่อนนะ ว่าพวกเขามีปัญญาพิสูจน์ให้เห็นบนผืนหญ้าหรือเปล่า ว่าพวกเขาคู่ควรกับ ‘สิทธิ์ขาด’ ที่ว่านั่นน่ะ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่นักข่าว คำพูดเหล่านี้ไม่เพียงแต่พุ่งเป้าไปที่ข้อพิพาทเรื่องอัลลิอันซ์อาเรนาโดยตรง แต่ยังแฝงการเหน็บแนมถึงความแข็งแกร่งในสนามของบาเยิร์นอีกด้วย
ต่อมา ประเด็นก็ถูกเบนไปที่ “ดาร์บี้แมตช์แห่งมิวนิก” นักข่าวคนหนึ่งถามขึ้น
“โค้ชเหยียน หลายคนตั้งตารอคอยการกลับมาของดาร์บี้แมตช์แห่งมิวนิก คุณมองความเป็นไปได้ที่จะได้ดวลกับบาเยิร์นว่ายังไงบ้างครับ? คุณคิดว่า 1860 มีลุ้นที่จะเอาชนะในแมตช์นี้ไหมครับ?”
คราวนี้เหยียนหยวนไม่ได้ตอบในทันที เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มของเขาแฝงไปด้วยความเฉียบคม:
“ดาร์บี้แมตช์แห่งมิวนิกงั้นเหรอ? แน่นอน นั่นคือแมตช์ที่พวกเราตั้งตารอคอยมาก ๆ บาเยิร์นแข็งแกร่งก็จริง แต่พวกเราก็มีจิตวิญญาณนักสู้ของเราเหมือนกัน ผมบอกคุณได้เลยว่า พวกเราจะไม่ยอมถอยเด็ดขาด ถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ ผมก็หวังว่าบาเยิร์นจะเตรียมตัวมาดีนะ เราไม่ได้แค่มาเพื่อเข้าร่วม แต่เรามาเพื่อฟาดฟันและคว้าชัยชนะ ความรุ่งโรจน์ของมิวนิกไม่เคยผูกขาดอยู่กับทีมใดทีมหนึ่งอยู่แล้ว”
ถึงตรงนี้ เขาหยุดพักชั่วครู่และพูดเสริมอีกประโยค:
“ถ้าบาเยิร์นยังอยากจะฉายหนังม้วนเดิมแบบตอนเจอเยนา และพยายามจะเอาชนะ 5-0 ในศึกดาร์บี้ด้วยล่ะก็ พวกเขาคงต้องออกแรงเหนื่อยหน่อยล่ะ เพราะเราไม่ใช่เยนาจากดิวิชันสามซะด้วยสิ”
ทันทีที่สิ้นประโยค สีหน้าของบรรดานักข่าวก็แตกต่างกันออกไป นักข่าวที่สนับสนุน 1860 อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ในขณะที่ฝั่งที่สนับสนุนบาเยิร์นเริ่มมีอาการนั่งไม่ติดเก้าอี้อย่างเห็นได้ชัด
ด้วยคำพูดที่ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจนัก เหยียนหยวนไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงความห่างชั้นระหว่าง 1860 กับเยนาเท่านั้น แต่ยังเป็นการหยามเกียรติชัยชนะอันง่ายดายของบาเยิร์นว่าไร้ราคาอีกด้วย
นักข่าวคนหนึ่งพูดถึงบาเยิร์นขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาแฝงการหยั่งเชิง:
“โค้ชเหยียน บาเยิร์นมิวนิกคือหนึ่งในสโมสรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุโรป ในฐานะคู่ปรับเก่า คุณมีอะไรอยากจะฝากบอกบาเยิร์นไหมครับ?”
ครั้งนี้ เหยียนหยวนนั่งหลังตรง น้ำเสียงของเขาเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม
“บาเยิร์นคือสโมสรที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ ครับ แต่ไม่มีสโมสรที่ยิ่งใหญ่สโมสรไหนที่ไร้เทียมทานหรอกนะ ในโลกของฟุตบอล ประวัติศาสตร์อาจจะช่วยเพิ่มความขลังให้คุณได้ แต่มันไม่ได้รับประกันอนาคตของคุณหรอก ผมเชื่อว่าตราบใดที่เรายังคงมุ่งหน้าต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง สักวันหนึ่งในอนาคต ความภาคภูมิใจของมิวนิกจะไม่ได้มีแค่สีแดงกับสีน้ำเงินเท่านั้น แต่มันจะมีที่ว่างให้สีดำด้วย”
ท้ายที่สุด เขามองเข้าไปในกล้องอย่างมีความหมาย มุมปากยกยิ้มขึ้น:
“ประเทศจีนมีสุภาษิตโบราณอยู่คำหนึ่งที่ว่า ‘โชคชะตาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านดั่งกงล้อ’ เมื่อนำมาใช้กับบริบทนี้ มันก็หมายความว่า แม้แต่บาเยิร์นก็ไม่สามารถผูกขาดตำแหน่งแชมป์ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ผมขอใช้คำถามของคุณ เป็นโอกาสฝากข้อความถึงบาเยิร์นอีกสักประโยคก็แล้วกัน”
“ฉันจะรอพวกแกที่นัดชิงเดเอ็ฟเบ-โพคาล”
ประโยคนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งห้อง บางคนปรบมือชื่นชม บางคนกระซิบกระซาบพูดคุยกัน ส่วนพวกที่สนับสนุนบาเยิร์นนั้นเห็นได้ชัดว่าโกรธจนหน้าดำหน้าแดง
แสงแฟลชรัววูบวาบอย่างบ้าคลั่ง นักข่าวทุกคนรู้ดีว่าประโยคนี้จะต้องกลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ที่สุดของงานแถลงข่าวครั้งนี้อย่างแน่นอน
บรรยากาศของงานแถลงข่าวยังคงตึงเครียด อารมณ์ขันและความเฉียบคมของเหยียนหยวนทำให้นักข่าวในงานทั้งรู้สึกตื่นเต้นและต้องคอยระมัดระวังตัวไปในเวลาเดียวกัน
คำพูดที่เฉียบขาดของเขาที่พุ่งเป้าไปที่บาเยิร์นมิวนิกโดยตรง ได้กระตุกต่อมความไม่พอใจของนักข่าวบางคนที่มาร่วมงาน
นักข่าวบางคนเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับคำตอบของเขา แต่เหยียนหยวนก็ยังคงเยือกเย็น ตอบคำถามไปทีละข้อและจุดประกายให้เกิดบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ นักข่าวคนหนึ่งก็โพล่งคำถามใหม่ขึ้นมา ทำลายความตึงเครียดที่ปกคลุมอยู่ก่อนหน้านี้
“โค้ชเหยียน หากในอนาคตคุณมีโอกาสได้ไปคุมสโมสรยักษ์ใหญ่ระดับท็อป ทีมไหนที่คุณโปรดปรานที่สุดครับ? คุณเคยมีความคิดแบบนี้อยู่ในหัวบ้างไหมครับ?”
เหยียนหยวนยิ้มบาง ๆ ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าคำถามนี้จะโผล่มาดื้อ ๆ เขาผ่อนคลายร่างกาย ยกแขนขึ้นกอดอก และครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยปาก
“พูดตรง ๆ เลยนะ ความต้องการของผมไม่ได้สูงส่งอะไรหรอก สิ่งที่ดึงดูดใจผมจริง ๆ คือสโมสรที่มอบอิสระให้ผมอย่างเต็มที่ ให้ผมมีอำนาจตัดสินใจเรื่องแทคติกและการจัดการตัวผู้เล่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ แทคติกและวิธีการฝึกซ้อมไม่ใช่จุดแข็งที่สุดของผมหรอกครับ สิ่งที่ผมถนัดกว่าคือการค้นหาและเจียระไนเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ต่างหาก ขอแค่มีทรัพยากรและเวทีที่มากพอ ผมก็สามารถปั้นนักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงให้เจิดจรัสบนเส้นทางอาชีพได้ เหมือนที่โฟลเรียนทำอยู่นี่แหละ”
บรรดานักข่าวถึงกับประหลาดใจเล็กน้อย คำตอบนี้ทั้งถ่อมตัวและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร
เหยียนหยวนไม่ได้เอ่ยชื่อสโมสรใดสโมสรหนึ่งออกมาอย่างเจาะจง เขาไม่ได้พูดถึง “ความฝันที่จะคุมเรอัลมาดริด” หรือ “ความฝันที่จะคุมบาร์เซโลนา” เหมือนคนอื่น ๆ แต่เขากลับพูดถึงแพสชันที่มีต่อฟุตบอล และวิสัยทัศน์รวมถึงความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา
มันเป็นเรื่องจริง ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบบเอฟเอ็มไม่ใช่การฝึกซ้อม แต่เป็นความสามารถในการประเมินศักยภาพของนักเตะได้อย่างแม่นยำดั่งตาเห็น
นี่คือสิ่งที่โค้ชคนไหนในประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยมีมาก่อน
คำตอบของเขากระตุ้นให้บรรดานักข่าวต้องเก็บไปคิดทบทวน มันไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการปลุกปั้นดาวรุ่งอีกด้วย
“ดังนั้น คุณก็เลยไม่ได้มีสโมสรยักษ์ใหญ่ทีมไหนในดวงใจเป็นพิเศษใช่ไหมครับ?”
นักข่าวถามย้ำ
“ไม่ครับ”
เหยียนหยวนตอบกลับทันควันโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ผมไม่สนหรอกว่ามันจะเป็นทีมยักษ์ใหญ่ระดับโลก หรือสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแค่ไหน สิ่งที่ผมให้คุณค่าคือวัฒนธรรมและปรัชญาของสโมสรต่างหาก และพวกเขาสามารถมอบเวทีให้ผมได้ขุดค้นและปลุกปั้นนักเตะที่มีศักยภาพได้หรือเปล่า ผมหวังว่าจะได้นำพาทีมไปสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และปั้นนักเตะระดับตำนานขึ้นมาประดับวงการ ไม่ใช่แค่มัวแต่ยึดติดอยู่กับความรุ่งโรจน์ในอดีต”
นักข่าวทุกคนจดคำตอบนี้ลงไป คำพูดของเหยียนหยวนไม่เพียงแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังมีแผนการและความคาดหวังสำหรับอนาคตด้วย ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจเกียรติยศในอดีต แต่กระหายที่จะสร้างอนาคตที่เป็นของเขาเองมากกว่า
ในเวลานี้ นักข่าวหลายคนเริ่มเกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นในใจ บางทีเหยียนหยวนอาจจะไม่ได้เป็นแค่โค้ชหน้าใหม่ไก่กาอย่างที่พวกเขาคิดไว้ในตอนแรกเสียแล้ว
จากความกังขาและการท้าทายในตอนแรก สู่แสงสปอตไลต์ที่สาดส่องมาที่เขาในตอนนี้ เหยียนหยวนไม่ได้เป็นแค่โค้ชอีกต่อไป แต่เขาคือผู้นำสโมสรที่มีปรัชญาการคุมทีมเป็นของตัวเอง
ทุกการวางแผนแทคติกและทุกคำพูดปลุกใจที่มีต่อนักเตะ ล้วนเป็นการหล่อหลอมทีมและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของวงการฟุตบอลเยอรมันไปอย่างเงียบ ๆ
ตอนนี้ ชื่อของเขาได้ถูกจารึกไว้ในวงการลูกหนังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความเจิดจรัสของเขา เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล
จบตอน
By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล
═❀═❀═❀═❀═❀═❀═