เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 อันเชลอตติเหรอ? ไปดึงกวาร์ดิโอลากลับมายังจะดีกว่า

บทที่ 13 อันเชลอตติเหรอ? ไปดึงกวาร์ดิโอลากลับมายังจะดีกว่า

บทที่ 13 อันเชลอตติเหรอ? ไปดึงกวาร์ดิโอลากลับมายังจะดีกว่า


บทที่ 13 อันเชลอตติเหรอ? ไปดึงกวาร์ดิโอลากลับมายังจะดีกว่า

บาเยิร์นมิวนิกเพิ่งจะจบการแข่งขันในศึกเดเอ็ฟเบ-โพคาลไปอีกหนึ่งนัด โดยไล่ต้อนเอาชนะคู่แข่งไปได้อย่างสบายเท้า 3-1 ด้วยฟอร์มการเล่นที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในงานแถลงข่าวหลังเกม บรรยากาศตอนแรกค่อนข้างจะจืดชืด แต่แล้วก็กลับมาคึกคักขึ้นทันตาเห็นด้วยคำถามจากนักข่าวหลายคน จู่ ๆ นักข่าวคนหนึ่งก็ยกเอาคำพูดของเหยียนหยวน เฮดโค้ชของ 1860 มิวนิก ในรอบก่อนหน้านี้ขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะคำวิจารณ์อันแหลมคมและคำพูดท้าทายที่พุ่งเป้าไปที่บาเยิร์นมิวนิก

สิ่งนี้กระตุกต่อมความสนใจของบรรดานักข่าวในห้องได้อย่างจัง ทุกคนต่างหูผึ่งอยากฟังคำตอบโต้จากคาร์โล อันเชลอตติ เฮดโค้ชของบาเยิร์น

เมื่อต้องเผชิญกับคำถามนี้ อันเชลอตติดูเยือกเย็นมาก บนใบหน้าของเขายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มที่แฝงความเหยียดหยามอยู่กลาย ๆ

“เหยียนหยวนเหรอ?”

เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“ขอโทษทีนะ ผมไม่รู้หรอกว่าเขาคือใคร เขาเป็นโค้ชอยู่ลีคไหนล่ะ? อ้อ ใช่สิ เฮดโค้ชของ 1860 ใช่ไหม? พูดตรง ๆ เลยนะ ผมไม่ได้ยินชื่อ 1860 มาหลายปีแล้วล่ะ”

เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังพยายามนึกทบทวน ก่อนจะยักไหล่และพูดด้วยน้ำเสียงที่ปิดความเหยียดหยามเอาไว้ไม่มิด

“1860 มิวนิก เคยเป็นสโมสรที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานก็จริง แต่ในช่วงหลายปีมานี้ การดำรงอยู่ของพวกเขามันช่างจืดจางเหลือเกิน แม้ว่าผมจะเคารพคู่แข่งทุกทีม แต่พูดกันตามตรง ผมให้ความสำคัญกับทีมที่สามารถสร้างความสั่นคลอนให้เราได้ในลีกสูงสุดมากกว่าน่ะ”

ทันทีที่สิ้นประโยค เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นในหมู่นักข่าวทันที บางคนกระซิบกระซาบกันพร้อมรอยยิ้ม ในขณะที่บางคนก็รีบจดคำให้สัมภาษณ์นี้ลงไปอย่างรวดเร็ว ชัดเจนเลยว่าคำพูดของอันเชลอตติได้สาดสีสันให้กับงานแถลงข่าวครั้งนี้ไปแบบเต็ม ๆ

นักข่าวอีกคนถามจี้ต่อ

“คุณคาร์โลครับ คุณคิดว่ามันเป็นไปได้ไหมครับที่โค้ชหนุ่มอย่างเหยียนหยวน จะนำทัพ 1860 มิวนิก ผงาดคว้าแชมป์เดเอ็ฟเบ-โพคาลได้ในอนาคต?”

อันเชลอตติยิ้มบาง ๆ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เก็บคำถามนี้มาใส่ใจเลย

“ในโลกของฟุตบอล ทุกสิ่งเป็นไปได้ทั้งนั้นแหละครับ”

เขาพูดเรียบ ๆ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง

“แต่แชมป์งั้นเหรอ? บางทีพวกเขาน่าจะเอาเวลาไปคิดหาทางประคองตัวให้อยู่รอดในบุนเดสลีกา 2 ให้ได้ซะก่อน ก่อนที่จะไปฝันเฟื่องถึงเป้าหมายอื่นนะ เวทีบุนเดสลีกามันเป็นที่ของสโมสรที่สามารถพิสูจน์คุณค่าของตัวเองได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่พวกที่มีดีแค่ชื่อประดับหน้าประวัติศาสตร์”

ใครบางคนจับน้ำเสียงท้าทายในคำพูดของอันเชลอตติได้ทันที จึงตั้งคำถามขึ้นมาว่า

“ถ้าอย่างนั้น คุณเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างบาเยิร์นมิวนิกและ 1860 มิวนิก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้สนามอัลลิอันซ์อาเรนาร่วมกัน ยังคงเป็นชนวนความขัดแย้งอยู่หรือเปล่าครับ?”

“อัลลิอันซ์อาเรนางั้นเหรอ?”

อันเชลอตติขึ้นเสียงสูงเล็กน้อย น้ำเสียงฟังสบาย ๆ คล้ายขบขัน

“จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังคงรู้สึกว่าที่นั่นมันเป็นได้แค่รังเหย้าของบาเยิร์นเท่านั้น นั่นคือความจริง ส่วนเรื่องที่ว่าใครจะมาขอแชร์สนามร่วมกับเรา พูดตามตรงนะ ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่านั่นเป็นปัญหาที่บาเยิร์นจะต้องเก็บมาใส่ใจ พวกเรากำลังจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของฟุตบอลระดับท็อปอยู่ที่นี่ ในขณะที่ทีมอื่นเป็นได้แค่ ‘ผู้เช่า’ เท่านั้นแหละ”

เสียงหัวเราะหึ ๆ ดังระลอกผ่านกลุ่มนักข่าว คำพูดของอันเชลอตติเป็นการตอกย้ำสถานะของ 1860 มิวนิก ว่าเป็น ‘ลูกไล่’ ของบาเยิร์นอย่างโจ่งแจ้งและไม่อ้อมค้อม

เขาพูดต่อ

“ผมเข้าใจนะว่าเหยียนหยวนอาจจะอยากสร้างกระแสปั่นกระแสผ่านประเด็นพวกนี้ เรื่องแบบนี้มันเห็นได้ทั่วไปในวงการฟุตบอลแหละ โดยเฉพาะกับทีมที่กระหายอยากจะให้คนหันมาสนใจเยอะ ๆ แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงมันต้องพิสูจน์กันบนผืนหญ้า ไม่ใช่มานั่งปะทะฝีปากเรื่องไร้สาระพวกนี้”

คำพูดเหล่านี้ถูกร้อยเรียงมาอย่างชาญฉลาดทีเดียว มันยังคงรักษามาดพญาเสือของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างบาเยิร์นเอาไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็จี้ใจดำสถานะอันอ่อนแอของ 1860 มิวนิก ในปัจจุบันได้อย่างเจ็บแสบ

หลังจากนั้น นักข่าวคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า

“เหยียนหยวนเคยประกาศกร้าวว่า เขาถนัดเรื่องการขุดค้นและปลุกปั้นดาวรุ่งหน้าใหม่ โดยเชื่อมั่นว่าศักยภาพของเขาจะถูกปลดปล่อยออกมาได้อย่างเต็มที่หากได้ยืนอยู่บนเวทีที่ใหญ่กว่า ในฐานะโค้ชระดับท็อป คุณมีมุมมองต่อทัศนคตินี้อย่างไรครับ?”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ อันเชลอตติก็เผยรอยยิ้มที่ชวนให้คิดลึกออกมาอีกครั้ง

“การค้นพบและเจียระไนนักเตะหน้าใหม่คือหน้าที่ของโค้ชทุกคนอยู่แล้ว และผมก็สนับสนุนทุกคนที่สามารถประสบความสำเร็จในด้านนี้นะ ทว่า สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ขนาดของเวทีไม่ได้เป็นตัวตัดสินทุกอย่างหรอก ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวและผลงานที่จับต้องได้นั่นแหละ ส่วนเรื่องความสามารถของเหยียนหยวน ผมคงวิจารณ์อะไรไม่ได้หรอก เพราะผมไม่ได้ให้ราคาหรือสนใจอะไรเขาเลยแม้แต่น้อย”

คำตอบของเขาฟังดูนุ่มนวลแต่ก็เชือดเฉือนเอาการ นักข่าวในงานต่างเข้าใจตรงกันว่า อันเชลอตติตั้งใจจะเน้นย้ำถึงจุดยืนที่เหนือกว่าของตัวเองและบาเยิร์น โดยไม่ลดตัวลงไปเปรียบเทียบกับ 1860 มิวนิก

คำถามสุดแหลมคมคำถามต่อไปถูกยิงขึ้นมาทันที:

“คาร์โลครับ หากวันหนึ่งในอนาคต 1860 มิวนิก หวนคืนสู่เวทีบุนเดสลีกา และต้องโคจรมาปะทะกับบาเยิร์นในศึกดาร์บี้แมตช์แห่งมิวนิก คุณจะมีวิธีรับมือกับพวกเขาอย่างไรครับ?”

อันเชลอตติยิ้มอย่างมีเลศนัยและยักไหล่

“ดาร์บี้แมตช์มันน่าตื่นเต้นเสมอแหละครับ แต่ข้อแม้ก็คือการแข่งขันมันต้องสมน้ำสมเนื้อกันนะ บาเยิร์นมิวนิกจะจริงจังกับคู่แข่งทุกทีม ไม่ว่าพวกมันจะมาจากไหนก็ตาม แต่ถ้าเราต้องมาเจอกันในศึกดาร์บี้จริง ๆ ผมเชื่อว่าแฟนบอลของเราคงตั้งตารอให้พวกเราโชว์ให้พวกมันเห็นมากกว่านะ ว่าใครกันแน่คือผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงของเมืองนี้ ด้วยการถล่มประตูและคว้าชัยชนะมาครองให้จงได้”

น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความคมกริบ บรรยากาศในห้องแทบจะหยุดนิ่งไปในเสี้ยววินาที แววตาของบรรดานักข่าวเป็นประกายวิบวับ พวกเขารู้ดีว่าทุกถ้อยคำจากงานแถลงข่าวครั้งนี้ จะกลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน

สุดท้าย มีคนตั้งคำถามหยั่งเชิงขึ้นมาว่า

“คุณคิดว่า เหยียนหยวนอาจจะก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชระดับท็อปอย่างคุณได้ในสักวันหนึ่งไหมครับ?”

อันเชลอตติครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังคงเยือกเย็นและเฉียบขาด:

“การจะก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชระดับท็อปได้นั้น ไม่ได้ต้องการแค่ความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องผ่านบทพิสูจน์แห่งกาลเวลาด้วย คนหนุ่มมักจะเต็มเปี่ยมไปด้วยแพสชัน ซึ่งมันก็ดีนะ แต่โลกของฟุตบอลไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแพสชันหรอก มันขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์ต่างหาก ผมหวังว่าเขาจะพิสูจน์ตัวเองผ่านการแข่งขันและชัยชนะ ไม่ใช่เก่งแต่ปาก”

งานแถลงข่าวปิดฉากลงท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุ ทุกถ้อยคำของอันเชลอตติกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่นักข่าวพากันวิพากษ์วิจารณ์ และชื่อของเหยียนหยวน แม้จะตกเป็นที่ถกเถียงในเวลานี้ ก็ถูกพูดถึงในวงกว้างทั่วทั้งวงการลูกหนังมากขึ้นเรื่อย ๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเหยียนหยวนทำลายความเงียบงันในห้องฝึกซ้อม เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และเสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากปลายสาย:

“เหยียนหยวน ช่วงนี้ยุ่งอยู่หรือเปล่า? ทางนี้มีเรื่องที่ต้องให้เธอรีบกลับมาจัดการหน่อยน่ะ”

“โปรเฟสเซอร์เหรอครับ?”

เหยียนหยวนจำเสียงอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งมิวนิกได้ทันที เขารีบลุกขึ้นยืน

“แน่นอนครับ ว่ามาเลยครับ เกี่ยวกับเปเปอร์หรือเปล่าครับ?”

“ใช่แล้วล่ะ”

น้ำเสียงของโปรเฟสเซอร์แฝงรอยยิ้ม

“มีปัญหาบางอย่างในส่วนของโมเดลในเปเปอร์วิทยาการคอมพิวเตอร์ของเธอน่ะ คณะกรรมการผู้พิจารณาเสนอแนะให้เธอเพิ่มรายละเอียดการทดลองและการวิเคราะห์ผลลัพธ์เข้าไปอีกหน่อย”

เหยียนหยวนขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนจะถามว่า

“ปัญหาที่ว่ามันคืออะไรเหรอครับ?”

“การออกแบบแกนหลักของโมเดลการเรียนรู้แบบเสริมกำลังของเธอมันยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะส่วนที่ใช้ระบบพลวัตมาจำลองการตัดสินใจ แต่ปัญหาก็คือ ขนาดของชุดข้อมูลของเธอมันเล็กเกินไป แถมยังขาดการรองรับจากการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงอีก คณะกรรมการผู้พิจารณาอยากให้เธอเพิ่มตัวแปรที่ซับซ้อนขึ้นไปอีก เช่น การทดลองที่มีการรบกวนแบบพลวัต และการตัดสินใจร่วมกันแบบหลายงาน เพื่อให้ผลลัพธ์มันมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากขึ้นน่ะ”

โปรเฟสเซอร์อธิบายอย่างใจเย็น

“อ้อ ว่าแต่ เหยียน ผลงานคุมทีมของเธอมันสุดยอดไปเลยนะเนี่ย”

“เข้าใจแล้วครับ ผมจะรีบกลับไปจัดการให้เร็วที่สุด”

เหยียนหยวนหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดติดตลกด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

“โปรเฟสเซอร์ครับ ผมนึกว่าอาจารย์ไม่สนใจเรื่องฟุตบอลซะอีก? ทำไมช่วงนี้ถึงคอยตามดูแมตช์ด้วยล่ะครับเนี่ย?”

โปรเฟสเซอร์หัวเราะร่วน

“ใครบอกว่าฉันไม่สนใจฟุตบอลกันล่ะ? ฉันเนี่ยแหละแฟนบอลรุ่นเดอะของ 1860 มิวนิก ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ ก็แค่ผลงานของทีมช่วงหลายปีที่ผ่านมามันห่วยแตกลากดินซะจนแม้แต่ฉันเองก็ยังทำใจดูไม่ลงน่ะสิ เธอนี่ไม่เบาเลยนะเนี่ย ที่ปลุกปั้นทีมรักของฉันให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอยได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าฉันก็ต้องคอยเอาใจช่วยเธออยู่แล้วสิ”

เหยียนหยวนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะลั่นออกมา

“ที่แท้อาจารย์ก็เป็น ‘แฟนบอลแฝงตัว’ ของทีมเรามาตลอดเลยเหรอครับเนี่ย! งั้นอาจารย์จะให้คะแนนผลงานของผมเท่าไหร่ดีครับ?”

“A+ ให้ 90 คะแนนไปเลย ฉันไม่ได้เห็นฟอร์มการเล่นที่น่าทึ่งแบบนี้มาหลายปีแล้วล่ะ ส่วนอีก 10 คะแนนที่เหลือฉันขอเก็บไว้ให้ในอนาคตก็แล้วกันนะ ฉันหวังว่าเธอจะไม่ทิ้งเรื่องเรียนนะ อย่าลืมล่ะว่าเธอก็ยังเป็นนักศึกษาหัวกะทิของมหาลัยเราอยู่นะ”

น้ำเสียงของโปรเฟสเซอร์เปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีและความคาดหวัง

หลังจากวางสาย เหยียนหยวนก็ปลีกตัวกลับไปที่มหาวิทยาลัย ก้าวเท้ากลับเข้าสู่วิทยาเขตที่คุ้นเคยอีกครั้ง

ในห้องทำงานของโปรเฟสเซอร์ ทั้งสองคนกำลังศึกษารายละเอียดของเปเปอร์อย่างขะมักเขม้น หัวข้อของเปเปอร์คือ “การประยุกต์ใช้การหาค่าเหมาะที่สุดของอัลกอริทึมการเรียนรู้แบบเสริมกำลังในระบบพลวัตที่ซับซ้อน” ซึ่งเหยียนหยวนได้นำเอาพลวัตทางแทคติกจากสนามฟุตบอล มาผสมผสานกับการตัดสินใจของนักเตะเข้ากับโมเดลอัลกอริทึม เพื่อสำรวจหาแนวทางการหาค่าเหมาะที่สุด

ตอนที่ส่งเปเปอร์นี้ไป มันได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม แต่มันก็ต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเช่นกัน เนื่องจากความแปลกใหม่ที่แหวกแนวเกินไปของมัน

โปรเฟสเซอร์ยื่นวิทยานิพนธ์ที่ปรินต์ออกมาให้เขา ชี้ไปที่บางย่อหน้าแล้วพูดว่า

“ข้อมูลการทดลองตรงนี้มันมีน้ำหนักมากก็จริง แต่ขอบเขตมันแคบเกินไปหน่อยนะ ยกตัวอย่างเช่น โมเดลของเธอทำงานได้ดีเยี่ยมในสภาพแวดล้อมแบบงานเดียว แต่ถ้าเราใส่การทำงานร่วมกันแบบหลายงาน หรือตัวแปรที่ขัดแย้งกันเข้าไปล่ะ? มันจะพังไหม? เธอต้องหาข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักมากกว่านี้มาซัพพอร์ตประเด็นพวกนี้นะ”

เหยียนหยวนพยักหน้า รีบเปิดแล็ปท็อปแล้วลงมือลุยงานทันที เขาอิมพอร์ตชุดข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น ออกแบบตัวแปรการทดลองใหม่ และจำลองสถานการณ์การรบกวนแบบพลวัตในสภาพแวดล้อมจริง หลายชั่วโมงต่อมา ในที่สุดเขาก็รันผลลัพธ์ใหม่ออกมาได้สำเร็จ

โปรเฟสเซอร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ไม่เลวเลย แค่นี้ก็น่าจะพอรับมือกับพวกกรรมการผู้พิจารณาได้แล้วล่ะ”

เหยียนหยวนเพิ่งจะเดินออกจากห้องทำงานของโปรเฟสเซอร์ ในมือถือวิทยานิพนธ์ฉบับปรับปรุงใหม่เอี่ยมอ่อง เดินมุ่งหน้าไปยังประตูโรงเรียนตามเส้นทางที่คุ้นเคย

เขาไม่ได้กลับมาที่นี่เสียนาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ให้ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกตาไปในเวลาเดียวกัน ร้านกาแฟและโรงอาหารริมทางคลาคล่ำไปด้วยผู้คน กระเป๋าเป้และแล็ปท็อปโผล่มาให้เห็นวับ ๆ แวม ๆ ในมือนักศึกษา

จังหวะที่เขากำลังก้มหน้าก้มตาเช็กรายละเอียดบางอย่างในวิทยานิพนธ์ในมือ จู่ ๆ ก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากด้านข้าง:

“เหยียน? นั่นนายเหรอ?”

เหยียนหยวนเงยหน้าขึ้นและเห็นมาร์คุส เพื่อนร่วมชั้นสมัยมหาลัยของเขา เขาวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยสีหน้าประหลาดใจแกมดีใจ ในมือยังคงหอบหนังสืออัลกอริทึมเล่มหนาเตอะ:

“พระเจ้าช่วย ฉันเพิ่งจะคุยเรื่องนายกับเพื่อนในคลาสอยู่แหม็บ ๆ นายนี่มันเฮดโค้ชคนดังที่กำลังฮอตฮิตติดลมบนที่สุดในตอนนี้เลยนี่หว่า!”

“มาร์คุส ไม่เจอกันนานเลยนะ”

เหยียนหยวนส่งยิ้มและจับมือทักทายเขา

“แต่ได้โปรดเถอะ อย่าเรียกฉันว่าเฮดโค้ชคนดังเลย ฉันมันก็แค่หน้าใหม่ในวงการเท่านั้นแหละน่า”

มาร์คุสส่ายหน้าหวือพร้อมกับทำหน้าตาเว่อร์วัง

“อย่ามาถ่อมตัวไปหน่อยเลยน่า! พวกเราเพิ่งจะได้ยินบทสัมภาษณ์ของอันเชลอตติจากข่าวในร้านกาแฟเมื่อกี้เอง หมอนั่นด่ากราดทั้งนายแล้วก็ 1860 มิวนิก ออกสื่อปาว ๆ เลยนะ!”

“โห?”

เหยียนหยวนเลิกคิ้วขึ้น ความสนใจพุ่งปรี๊ดทันที

“เขาพูดว่าอะไรบ้างล่ะ?”

“เขาบอกว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายเป็นใคร แล้วก็เหยียดหยาม 1860 มิวนิก ว่าเป็นแค่ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ที่ไร้อนาคต”

มาร์คุสทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“นี่มันประกาศศึกชัด ๆ นายทนฟังเรื่องแบบนี้ได้ไงเนี่ย?”

เหยียนหยวนยิ้มบาง ๆ ในใจเขามีแผนการรับมืออยู่แล้ว เขาตบไหล่มาร์คุสและพูดว่า

“ขอบใจมากนะที่คาบข่าวมาบอก ฉันคงต้องจัดชุดใหญ่ไฟกะพริบตอบโต้กลับไปซะหน่อยแล้วล่ะ”

หลังจากกลับมาถึงศูนย์ฝึกซ้อมของ 1860 มิวนิก เหยียนหยวนก็เปิดแล็ปท็อปและติดต่อไปหาสื่อมวลชนเจ้าประจำหลายสำนัก

เขาไม่ได้รีบร้อนออกมาตอบโต้ แต่เลือกที่จะเปิดดูคลิปวิดีโอบทสัมภาษณ์ของอันเชลอตติอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน

ในวิดีโอ เมื่อต้องเผชิญกับคำถามของนักข่าว อันเชลอตติก็มีสีหน้าเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด:

“เหยียนหยวนเหรอ? ขอโทษทีนะ ผมไม่รู้จักเขาหรอก ส่วน 1860 มิวนิก พวกเขาก็เคยรุ่งเรืองอยู่ในอดีตแหละนะ แต่ตอนนี้พวกเขาก็เป็นแค่ทีมดาด ๆ ในบุนเดสลีกา 2 เท่านั้น พวกเขาไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับบาเยิร์นเลยแม้แต่นิดเดียว”

ดูจบ เหยียนหยวนก็ปิดวิดีโอ รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก

เขารู้ดีว่าคำพูดของอันเชลอตติไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขาแค่คนเดียว แต่มันเป็นโอกาสในการเหยียบย่ำชื่อเสียงของ 1860 มิวนิก ด้วย หากรับมือได้อย่างชาญฉลาด การตอบโต้ครั้งนี้จะไม่เพียงแต่ช่วยกู้ชื่อเสียงของเขาคืนมาได้เท่านั้น แต่มันยังจะดึงดูดพื้นที่สื่อและแรงสนับสนุนมาสู่สโมสรได้มหาศาลอีกด้วย

เขารีบต่อสายตรงหาสื่อกีฬาสำนักใหญ่ในมิวนิกหลายแห่งทันที และจัดการนัดหมายให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ในอีกครึ่งชั่วโมงให้หลัง

เมื่องานสัมภาษณ์เริ่มขึ้น บรรดานักข่าวก็แห่กันเข้ามาแน่นขนัด และเหยียนหยวนก็ยังคงประดับรอยยิ้มอันมั่นใจไว้บนใบหน้าเช่นเคย

เขานั่งอยู่หน้ากล้อง น้ำเสียงผ่อนคลายและติดตลก:

“วันนี้เพื่อน ๆ สื่อมวลชนมากันคึกคักจังเลยนะครับ ผมเดาว่าพวกคุณคงกำลังคันปากอยากรู้เรื่องที่มิสเตอร์อันเชลอตติให้สัมภาษณ์ไปใช่ไหมล่ะครับ?”

นักข่าวพยักหน้าและยิงคำถามทันที:

“คุณมีความคิดเห็นอย่างไรครับ ที่มิสเตอร์อันเชลอตติบอกว่าเขาไม่รู้จักคุณ และคุณคิดยังไงกับบทวิจารณ์ที่เขามีต่อ 1860 มิวนิก ครับ?”

เหยียนหยวนยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงเนิบนาบ:

“ก่อนอื่น ผมเข้าใจได้นะว่าทำไมมิสเตอร์อันเชลอตติถึงไม่รู้จักผม ท้ายที่สุดแล้ว ผมเพิ่งจะก้าวขึ้นมายืนบนเวทีเฮดโค้ชระดับอาชีพ ในขณะที่เขากลายเป็นเฮดโค้ชชื่อดังก้องโลกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเฮดโค้ชที่ยอดเยี่ยม ไม่ควรจะรู้จักแค่คู่แข่งตัวฉกาจของทีมตัวเองเท่านั้น แต่ควรจะคอยจับตาดูคู่แข่งที่แฝงไปด้วยศักยภาพด้วย ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามที่รายล้อมเขาอยู่ดีพอนะครับ”

บรรดานักข่าวรู้สึกขบขันกับอารมณ์ขันของเขาและเดินหน้าถามต่อ:

“แล้วคุณจะตอบโต้คำวิจารณ์ของเขาที่บอกว่า 1860 มิวนิก เป็น ‘แค่ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์’ ว่ายังไงครับ?”

“ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์งั้นเหรอ?”

เหยียนหยวนเลิกคิ้ว น้ำเสียงแฝงความเย้ยหยันเล็กน้อย

“ผมว่าการมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมันคือเกียรติยศนะ ไม่ใช่ภาระ ถ้าไม่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ เราก็ไม่มีฐานอันมั่นคงที่จะไปสร้างอนาคตหรอก บางทีเขาอาจจะไม่เข้าใจกระมัง ว่าในโลกของฟุตบอล ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้มาจากเม็ดเงินและออร่าของสโมสรยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากความทรหดอดทนและแพสชันของทีมด้วย”

เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง และน้ำเสียงก็เริ่มแหลมคมขึ้น:

“ถ้ามิสเตอร์อันเชลอตติคิดว่าประวัติศาสตร์มันเป็นภาระล่ะก็ บางทีบาเยิร์นมิวนิกน่าจะลองพิจารณาปลดกำแพงเกียรติยศแห่งแชมป์ของพวกเขาทิ้งไปซะให้หมดนะ ในเมื่อความสำเร็จในอดีตมันดูไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเขาเลยนี่”

บรรดานักข่าวจดบันทึกกันมือเป็นระวิง และบรรยากาศในห้องก็ร้อนระอุขึ้นมาในพริบตา

จากนั้น นักข่าวอีกคนก็ถามขึ้น:

“เมื่อกี้คุณเพิ่งพูดถึงเกียรติยศในอดีตของบาเยิร์น งั้นคุณคิดยังไงกับฟอร์มการเล่นของบาเยิร์นในฤดูกาลนี้ครับ?”

เหยียนหยวนประสานมือวางไว้บนโต๊ะแล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึม:

“บาเยิร์นมิวนิกคือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ แต่สโมสรที่ยิ่งใหญ่ก็ย่อมต้องการผู้นำที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าระดับแทคติกของมิสเตอร์อันเชลอตติ อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ความคาดหวังของแฟนบอลบาเยิร์นสักเท่าไหร่ แทคติกของเขาค่อนข้างจะเพลย์เซฟและไร้ความหลากหลาย ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้บาเยิร์นต้องพ่ายแพ้ในแมตช์สำคัญหลายแมตช์ ยกตัวอย่างเช่น ความล้มเหลวของพวกเขาบนเวทีแชมเปียนส์ลีก มันได้เผยให้เห็นจุดบกพร่องออกมาไม่น้อยเลยทีเดียว”

นักข่าวคนหนึ่งตั้งข้อสังเกต:

“คุณไม่กลัวว่าคำพูดของคุณจะไปกระตุกหนวดเสือบาเยิร์นเหรอครับ?”

“ถ้าผมมัวแต่กลัว ผมก็ควรจะกลับไปเป็นเฮดโค้ชฟุตบอลให้เด็กประถมซะ ไม่ใช่มากุมบังเหียนทีมระดับอาชีพแบบนี้”

“โอเคครับ เฮดโค้ชเหยียน คำถามสุดท้าย คุณประเมินอันเชลอตติไว้ว่ายังไงครับ?”

เหยียนหยวนมองหน้านักข่าวที่อยู่ตรงหน้า มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมคำตอบไว้แล้ว

“พูดถึงอันเชลอตติ ผมก็ไม่อยากจะวิจารณ์เรื่องส่วนตัวของเขาให้มากความหรอกนะ”

เขาจงใจหยุดพูดเว้นจังหวะ ปล่อยให้คำพูดลอยล่องไปในอากาศอย่างบางเบา

“แต่ถ้าคุณลองพิจารณาฟอร์มการเล่นของบาเยิร์นในฤดูกาลนี้ดูดี ๆ โดยเฉพาะเวลาเจอกับคู่แข่งที่อันดับต่ำกว่า ความอ่อนหัดทางแทคติกและสปิริตทีมที่แตกซ่านของพวกเขา ดูเหมือนจะพึ่งพาแต่ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะมากเกินไป ต่อให้พวกเขามีนักเตะระดับท็อปอยู่ในทีม แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถหล่อหลอมทีมให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างแท้จริง และพวกเขาก็มักจะไปไม่เป็นเวลาที่ต้องเจอกับความดุดันของคู่แข่งที่สูสีกัน”

บรรดานักข่าวสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่ลอยวนอยู่ในอากาศอย่างชัดเจน นักข่าวคนหนึ่งรีบยิงคำถามทันที:

“สรุปว่า คุณคิดว่าอันเชลอตติสอบตกสำหรับบาเยิร์นใช่ไหมครับ?”

เหยียนหยวนไม่ได้ตอบคำถามตรง ๆ แต่เขายิ้ม ราวกับกำลังนึกอะไรบางอย่างออก:

“ผมรู้ว่าอันเชลอตติเคยพาสโมสรยักษ์ใหญ่หลายแห่งกวาดแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ และสร้างความสำเร็จชั่วข้ามคืนให้กับหลายทีม แต่บาเยิร์นไม่ใช่สโมสรที่จะมายอมทนพึ่งพิงแค่ความสำเร็จ ‘ชั่วข้ามคืน’ หรอกนะ ถ้าคุณลองย้อนดูประวัติศาสตร์ของบาเยิร์น สิ่งที่ทำให้บาเยิร์นครองความยิ่งใหญ่มาได้อย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่พรสวรรค์ของนักเตะเพียงอย่างเดียว แต่มันคือความสามารถในการรีดเร้นศักยภาพของนักเตะทุกคนออกมาให้ถึงขีดสุดผ่านแทคติกที่ลึกล้ำต่างหาก แทคติก ‘ชวนง่วง’ ของอันเชลอตติอาจจะช่วยให้ชนะได้บางแมตช์ แต่มันไม่มีทางยืนระยะได้นานหรอก”

ทันทีที่เขาพูดจบ แววตาของบรรดานักข่าวก็เปล่งประกายคมปลาบยิ่งขึ้น เหยียนหยวนพูดต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ:

“สำหรับการแก้ปัญหานี้ ผมคิดว่าบาเยิร์นน่าจะรื้อระบบแทคติกของตัวเองใหม่ตั้งแต่รากฐาน และพยายามตามหาแทคติกที่ลึกล้ำและเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งพวกเขาเคยภาคภูมิใจนักหนากลับคืนมา อันที่จริง บาเยิร์นน่าจะลองพิจารณาดึงตัวกวาร์ดิโอลากลับมาคุมทีมอีกรอบนะ ท้ายที่สุดแล้ว ภายใต้การคุมทีมของกวาร์ดิโอลา ฟอร์มของบาเยิร์นไม่ใช่แค่การเล่นเพื่อเอาชนะ แต่มันคือการบรรเลงฟอร์มที่สะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ของสโมสรยักษ์ใหญ่ระดับท็อปของยุโรปต่างหากล่ะ”

“แน่นอน ถ้ากวาร์ดิโอลาไม่อยากกลับมาล่ะก็ ผมก็ยินดีจะเสียสละไปรับเผือกร้อนแทนให้นะ”

ประกายความมั่นใจที่ยากจะสังเกตเห็นวูบผ่านดวงตาของเหยียนหยวน

“ผมไม่คิดว่าสิ่งที่อันเชลอตติกำลังทำอยู่ มันจะดีเด่ไปกว่าสิ่งที่ผมทำได้หรอกนะ”

ทันทีที่เหยียนหยวนพูดจบ ทั่วทั้งห้องแถลงข่าวก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดที่ชวนขนลุก

บรรดานักข่าวช็อกตาตั้งกับคำพูดที่แหลมคมของเขา โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์อันเชลอตติอย่างตรงไปตรงมา และการเสนอชื่อกวาร์ดิโอลาขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้ง

นี่คือการประกาศสงครามที่รุนแรงถึงขีดสุดอย่างมิต้องสงสัย

และคำพูดเหล่านี้ ก็ได้จุดไฟให้วงการลูกหนังเยอรมันทั้งวงการลุกเป็นไฟขึ้นมาอีกครั้ง

โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล

จบตอน

By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล

═❀═❀═❀═❀═❀═❀═

จบบทที่ บทที่ 13 อันเชลอตติเหรอ? ไปดึงกวาร์ดิโอลากลับมายังจะดีกว่า

คัดลอกลิงก์แล้ว