เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 ทหารตรัสแล้วไม่คืนคำ

บทที่ 36 ทหารตรัสแล้วไม่คืนคำ

บทที่ 36 ทหารตรัสแล้วไม่คืนคำ


บทที่ 36 ทหารตรัสแล้วไม่คืนคำ

ผมทอดถอนใจอยู่พักใหญ่พลางตบหน้าผากตัวเอง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่ ถ้าทำให้เขาโกรธจัดขึ้นมาจริงๆ ผมคงไม่เหลือแม้แต่ซาก อย่าว่าแต่หนึ่งปีเลย แค่เดือนเดียวก็ไม่รู้จะรอดหรือเปล่า!

"ฮั่วอี้ คุณลองดูแบบนี้ดีไหม..."

ผมพยายามสงบสติอารมณ์แล้วเงยหน้ามองเขา "ฉันจะไปเยี่ยมท่านผู้บัญชาการฮั่วกับคุณ และต่อหน้าครอบครัวของคุณ ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำตัวให้ดีที่สุด เพื่อให้ท่านผู้บัญชาการฟื้นตัวเร็วพอที่จะเข้ารับการผ่าตัดได้ แบบนี้... ตกลงไหมครับ"

ฮั่วอี้ตัวสูงใหญ่มาก เขายืนอยู่ตรงนั้นแทบจะบังประตูมิด เขาไม่ได้มองผม ใบหน้าที่หันข้างทำให้ผมเห็นเพียงสันจมูกโด่งคม ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ มีเพียงใบหูที่ขึ้นสีแดงจางๆ เท่านั้นที่บ่งบอกว่าบรรยากาศในห้องตอนนี้มันดูแปลกๆ

ฝ่ามือผมเผลอกำเข้าหากันแน่น ผมเม้มปากกระแอมเบาๆ สายตาหลุกหลิกไม่กล้าจ้องเขาตรงๆ "เมื่อกี้... ฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ ในเมื่อคุณก็บอกเองว่ารอให้ท่านผู้บัญชาการผ่าตัดเสร็จแล้วเราค่อยคุยเรื่องหย่ากัน

ถ้าอย่างนั้น ฉันหวังว่าคุณจะรักษาคำพูด ส่วนฉันก็จะทำตามที่คุณต้องการ เป็น... ภรรยาที่ดี... แต่คุณต้องรับรองนะว่าห้าม..."

"ห้ามอะไร"

ฮั่วอี้ถามกลับมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเพียงสั้นๆ

ผมลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ สายตาจดจ้องอยู่ที่พื้นปูนตรงหน้าเท้า "ห้ามแตะต้องตัวฉัน"

ฮั่วอี้ไม่ได้รับคำทันที ผมยืนรออยู่พักใหญ่จนต้องเงยหน้าขึ้น เห็นเขากำลังมองข้ามไหล่ผมไปที่ผนังห้องอย่างใจลอย "จินตัวอวี๋ เธอคงคิดเรื่องหย่ากับฉันมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่บ้านเกิดแล้วใช่ไหม

ถึงได้แกล้งทำตัวขี้ขลาดหวาดกลัวแบบนั้น แถมในคืนวันแต่งงานเธอยังทำเรื่องนอกลู่นอกทางจนน่าหัวร่อ เพื่อที่จะให้ฉันเกลียดเธอและขอหย่าเอง... ใช่ไหมล่ะ"

ผมมองตามสายตาเขาหันไปดูข้างหลังอย่างงงๆ บนผนังนั่นคือภาพจากปฏิทินที่ผมได้มาจากพี่เวิน—

ขณะที่กำลังวิเคราะห์ความหมายในคำพูดของเขา ผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "เธอแสดงเก่งจริงๆ นะ ไปเป็นดาราหนังได้เลยละ"

นักแสดง? ผมหัวเราะ "หึ" ในใจ ที่แท้เขาก็เห็นรูปดาราแล้วเกิดแรงบันดาลใจพูดขึ้นมาสินะ ก็ดีเหมือนกัน ต่อไปจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรอีก

"เพียงแต่ว่า" น้ำเสียงของฮั่วอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาเลื่อนกลับมาจดจ่อที่ใบหน้าผม "ถ้าเธอไม่อยากแต่งกับฉัน เธอสามารถปฏิเสธงานแต่งนี้ที่บ้านเกิดได้เลย ไม่เห็นต้องลำบากเล่นแร่แปรธาตุแปลงกายไปมาขนาดนี้"

"ฉัน..." จะให้พูดยังไงล่ะ? ผมก็อยากปฏิเสธนะ ถ้าผมทะลุมิติมาเร็วกว่านี้สักสองสามเดือนคงไม่ต้องวุ่นวายขนาดนี้ แต่มันไม่มีโอกาสไง! ตอนผมมาถึงก็โดนยัยม้าเหล็กหงนั่นจัดการไปแมตช์หนึ่งแล้ว!

"เป็นเพราะพ่อของฉันเหรอ?" ฮั่วอี้หาเหตุผลให้ตัวเองเสร็จสรรพ เขาพยักหน้าด้วยสายตาที่ซับซ้อน "ฉันเข้าใจแล้ว เพียงแต่การหย่าร้าง... เธอรู้ไหมว่าสำหรับผู้หญิงมันหมายถึงอะไร เธอไม่แคร์จริงๆ เหรอกับเรื่องพวกนี้"

"ฉันต้องแคร์อะไรล่ะคะ?" ผมถามเขากลับ "ชื่อเสียง? พรหมจรรย์? ของพวกนี้มีอะไรน่าแคร์ ฉันคิดว่าการแต่งงานเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ คนสองคนที่ไม่ได้รักกันไม่เห็นจำเป็นต้องถูกผูกมัดไว้ด้วยกันเพียงเพื่อรักษาหน้าตาเลย บางสิ่งบางอย่างมันสำคัญกว่าการถูกจองจำตั้งเยอะ"

ต่อให้ผมกลายเป็นผู้หญิง สิ่งที่ผมต้องการก็ยังเรียบง่ายเหมือนเดิม คือเงินและอิสรภาพ

ถ้าจะพูดให้ดูดีหน่อยก็คือ "บทกวีและผืนป่าอันไกลโพ้น" แต่ถ้าพูดแบบเฉพาะหน้าตอนนี้เลยก็คือ ห้ามปล่อยให้ไอ้หมอฮั่วนี่ "เผด็จศึก" ผมเด็ดขาด...

มุมปากของฮั่วอี้โค้งขึ้นเป็นรอยหยัก ดูคล้ายการเย้ยหยัน "น่าแปลกใจจริงๆ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของเธอ จินตัวอวี๋... ทั้งนิสัย ความชอบ งานอดิเรก หรือแม้แต่ความคิดที่ก้าวล้ำเกินไปนั่น... ไม่มีตรงไหนที่เหมือนผู้หญิงเลยสักนิด"

ผมอึ้งไปครู่หนึ่ง... ไม่เหมือนผู้หญิงเหรอ?

ก็จะไม่เหมือนได้ยังไงล่ะ ในเมื่อผมกับจินตัวอวี๋น่ะเป็นคนละยุคสมัยกันเลย ทัศนคติก็ต่างกัน ความคิดความอ่านก็ไปกันคนละทาง แถมพื้นฐานนิสัยยังต่างกันสุดขั้ว และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือเรื่อง "เพศ" นี่แหละ!

เพื่อนอย่างผมเนี่ยทะลุมิติมาเข้าร่างผู้หญิงแบบสดๆ ร้อนๆ เลยนะ เบื้องบนไม่ถามความสมัครใจกันสักคำแล้วก็จับโยนมาเลย แล้วจะให้ผมทำยังไงถึงจะดู "เหมือนผู้หญิง" ล่ะ?

เมื่อก่อนเสี่ยวเม่ย (เพื่อนสาว) ชอบหัวเราะเยาะผม "เซียวซิน นายรู้ไหมว่าทำไมนายถึงไม่มีแฟนสักที?"

"นั่นเพราะพวกเธอตาไม่มีแววต่างหาก! มองไม่เห็นข้อดีของเพื่อน มองแต่เงินไม่มองคน พวกผิวเผิน!"

เสี่ยวเม่ยหัวเราะหึ "นายน่ะไม่มีวันรู้หรอกว่าผู้หญิงต้องการอะไร นายมันก็แค่พวกดีแต่ปาก!"

ตอนนั้นผมกำลังเล่นเกมอยู่พอดี จังหวะที่กำลังจะผ่านด่านเลยปรายตาไปมองเธอแวบหนึ่ง "ฉันน่ะมองเธอทะลุปรุโปร่งเลยต่างหากล่ะ เห็นกี่ครั้งที่เธอไปดูตัวแล้วพังไม่เป็นท่าเพราะไปเซ้าซี้ถามเรื่องเงินเก็บเขา ถ้าเธอไม่มองแต่เงินป่านนี้ก็ได้แต่งงานไปแล้ว ไม่แน่ลูกอาจจะโตเท่าลูกต้าเซิ่งแล้วด้วย!"

เสี่ยวเม่ยไม่พอใจท่าทางของผม "ที่ฉันไม่เอาเว่ยต้าเซิ่งมันไม่ใช่แค่เพราะเขาไม่มีเงินอย่างเดียว พูดไปคนอย่างนายก็นคงไม่เข้าใจหรอก คนที่มีอคติกับผู้หญิงฝังรากลึกอย่างนายน่ะไม่คู่ควรจะมีแฟนหรอก นอกจากนายจะไปเกิดใหม่เป็นผู้หญิง ไม่งั้นชาตินี้ก็นั่งกินข้าวกับมือตัวเองไปเถอะ!"

คำสาปแช่งมันตามทันจริงๆ ...

ผมจำได้ว่าด่านนั้นผมตายอนาถมาก โดนศัตรูเหยียบศพซ้ำด้วย!

แต่ที่อนาถกว่าคือ พอหันกลับมาอีกที ผมดันกลายเป็นผู้หญิงจริงๆ!

แล้วไอ้ฮั่วอี้นี่... ยังจะมีหน้ามาบอกว่าผมไม่เหมือนอีก!

พอได้ยินแบบนั้นผมเลยยืดอกขึ้นทันที จัดท่าทางให้ดูเป็นกุลสตรี (แบบปลอมๆ) แล้วสวนกลับไป "ผู้หญิงแท้แน่นอน 100% ครับ"

ฮั่วอี้ทำสีหน้าอ่านไม่ออก เขาปรายตามองผมแวบหนึ่งก่อนจะหันหลังกลับ "การทำความรู้จักจบลงแค่นี้ เธอไปเตรียมตัวเถอะ กินข้าวเสร็จเราจะไปโรงพยาบาลกัน"

"เดี๋ยว!"

ผมตะโกนเรียกเขาอย่างร้อนรน "เรื่องนั้น... คุณยังไม่ได้ตกลงกับฉันเลยนะ!"

ร่างสูงใหญ่ของฮั่วอี้ชะงักงันไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้หันหน้ากลับมา แต่ผมคิดว่าเขารู้ดีว่าผมหมายถึงเรื่องอะไร ผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็พ่นประโยคเย็นชาออกมาคำหนึ่ง "เธอวางใจเถอะ ตราบใดที่เธอไม่ยินยอม ฉันจะไม่บังคับ"

พูดจบเขาก็เดินจากไป ผมลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบวิ่งตามไปอีกสองสามก้าว "คุณพูดแล้วนะ! ห้ามคืนคำล่ะหมอฮั่ว! คุณเป็นทหารนะ! ทหารตรัสแล้วไม่คืนคำนะเว้ย..."

ปัง!

สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงประตูด้านนอกที่ปิดสนิท

แต่บนหน้าผมกลับมีรอยยิ้มผุดขึ้นมา ผมลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ แบบนี้ถือว่าผ่านด่านแล้วใช่ไหม ผมไม่สนหรอกว่าฮั่วอี้จะใช้ตรรกะไหนมาวิเคราะห์ผม

นั่นไม่สำคัญเลย สิ่งสำคัญคือผมแค่ต้องทนสวมบทเป็นเมียที่ดีของเขาให้ครบหนึ่งปี ถึงตอนนั้นผมคงกอบโกยเงินทองได้เป็นกอบเป็นกำ แถมยังได้อิสรภาพคืนมาด้วย!

แถมจากนี้ไปผมก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไรมากแล้ว ค่อยๆ วางแผนเตรียมตัวไปทีละนิด ตอนจะไปจะได้ไม่ต้องฉุกละหุกเหมือนตอนนี้!

เพียงแต่ว่า... หนึ่งปีมันก็นานไปหน่อยนะ

เป๊าะ!

ผมดีดนิ้วทีหนึ่ง นั่งลงบนโซฟาอย่างอารมณ์ดี "จริงๆ ก็อาจจะไม่ต้องนานขนาดนั้น ขึ้นอยู่กับร่างกายของท่านผู้บัญชาการฮั่วมากกว่า พอเขาผ่าตัดเสร็จแล้วพักฟื้นได้ที่ก็โอเคแล้ว ส่วนเรื่องเวลาจะสั้นจะยาว..."

จะสั้นจะยาว——

สายตาผมเหลือบไปมองฝ่ามือตัวเองโดยไม่ตั้งใจ พอนึกถึงสัมผัสที่เพิ่งคว้าโดนเมื่อกี้... บอกเลยว่ายังไม่ทันได้ใช้ "วิชาฝ่ามือเหล็ก" ใจผมก็ฝ่อไปซะก่อนแล้ว ผมส่ายหัวอย่างมึนๆ เพื่อนเซียวซินคนนี้โดนดาเมจเข้าเต็มๆ เลย...

ไม่สิ!

ตอนนี้ผมเป็นผู้หญิงแล้ว จะมาโดนดาเมจอะไรอีกล่ะ ประเด็นสำคัญคือทำไมมันถึงได้แข็งขนาดนั้น หรือว่า... ผมเขกหัวตัวเองทีหนึ่ง มุมองศานั้นมันต้องเป็น "ประกายไฟ" ที่เกิดจากการดิ้นรนของจินตัวอวี๋แน่ๆ!

มันคือจินตัวอวี๋นะ ผมต้องย้ำกับตัวเอง ไม่ใช่ผม

ผมคิดว่าถ้าผมเป็นผู้หญิงจริงๆ คงจะรู้สึกว่านี่คือความอัปยศอดสูครั้งใหญ่ แต่ในมุมมองของเซียวซิน ผู้ชายปกติคนหนึ่ง...

มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมั้ง อายที่จะยอมรับเหมือนกันว่าตัวเองก็เคยมี "เหตุสุดวิสัย" แบบนี้มาก่อน แต่ถ้าเทียบกับเรื่องนี้ ผมว่าเรื่องไหล่หลุดกับเรื่องที่เขามางับปากผมเนี่ย มันน่าปวดหัวกว่าเยอะ หมอนี่มันโหดเกินไปแล้ว!

โชคดีนะที่เคลียร์กันให้เข้าใจก่อน ดูจากทรงแล้วฮั่วอี้ก็น่าจะเป็นคนที่รักษาคำพูดคนหนึ่ง หลังจากนี้ผู้หญิงคนไหนจะได้โชคดีไปครองก็เรื่องของเขาเถอะ ผมน่ะรับไม่ไหวหรอก ขืนเกิด "ปืนลั่น" ขึ้นมาจริงๆ ผมคงไม่มีหน้าไปพบปะผู้คนแน่!

"น้องสาว..."

ในขณะที่ผมกำลังนั่งนึกฟุ้งซ่านอยู่นั้น เสียงของหวงหลานเซียงก็ดังขึ้นจนผมเกือบจะซ่อนมือไว้ข้างหลังด้วยความตกใจ ใครไม่รู้คงนึกว่าผมกำลังถือความลับอะไรที่ให้คนเห็นไม่ได้อยู่แน่ๆ!

"หืม? อ้อ... เสี่ยวหลานเองเหรอ"

หวงหลานเซียงชะโงกหน้าเข้ามา "เมื่อกี้พี่เห็นหมอฮั่วเดินออกไปแล้ว เธอคิดอะไรอยู่น่ะ"

"ไม่มีอะไรหรอก"

ผมฉีกยิ้มกว้าง ไม่รู้จะตื่นเต้นทำไมเหมือนกัน

"หมอฮั่วไปไหนล่ะ ไปออกกำลังกายตอนเช้าเหรอ?"

ผมส่ายหัว ชี้ไปที่โซฟาให้เธอนั่งลง "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวคงกลับมาแหละ ฉันต้องออกไปกับเขาด้วย พี่มีธุระอะไรหรือเปล่า?"

"ไม่มีหรอก พี่แค่แปลกใจว่าหมอฮั่วกลับมาตอนไหน"

หวงหลานเซียงปิดประตูให้เรียบร้อยพลางขมวดคิ้ว "พี่กลับไปนั่งนึกตั้งนาน ทำไมจำไม่ได้เลยนะ เราสองคนก็เพิ่งจะดื่มไปแค่ขวดเดียวเอง อยู่บ้านพี่ดื่มกับพ่อเป็นเหล้าขาวหนึ่งสองตำลึงยังไม่เมาขนาดนี้เลย"

ผมเกาหัว "เขาคงจะ... กลับมาตอนเราดื่มช่วงท้ายๆ มั้ง ตอนที่กำลังมึนๆ น่ะ พี่จำ..."

"เธอหมายความว่าตอนที่เราดื่มกันเขากลับมาแล้วเหรอ!"

หวงหลานเซียงหน้าถอดสี "ซวยแล้ว... งั้นเขาก็ได้ยินทุกอย่างเลยสิ!"

ผมอึ้งไป "เราก็ไม่ได้คุยเรื่องที่บอกใครไม่ได้นี่นา"

"ทำไมจะไม่ล่ะ!"หวงหลานเซียงบิดชายเสื้อไปมาด้วยความกังวลสุดขีด "พี่กลัวเรื่องนี้แหละ เหมือนพี่จะพูดไปว่าสนับสนุนให้เธอหย่า! หมอฮั่วจะเกลียดขี้หน้าพี่ไหมเนี่ย!!!"

ผมฟังแล้วกลับขำออกมา "เรื่องนี้ไม่เป็นไรหรอก ฉันกับฮั่วอี้คุยกันเคลียร์แล้ว พี่สบายใจได้ ตอนนี้ยังหย่าไม่ได้หรอก เพียงแต่..."

รอยยิ้มผมแข็งค้างไปทันทีเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ผมเด้งตัวลุกขึ้นมองหวงหลานเซียง "พี่เคยถามฉันใช่ไหมว่าทำยังไงถึงจะกุมหัวใจผู้ชายได้น่ะ!"

"อื้อ"

หวงหลานเซียงเห็นปฏิกิริยาที่แรงกว่าเธอของผมก็พลอยตกใจไปด้วย เธอชี้มาที่หน้าอกผม

"พี่จำได้ว่า... เธอยังสาธิตให้ดูรอบหนึ่งด้วยนะ ว่าทำยังไงให้ 'ตื่นเต้น' อะไรนั่นน่ะ..."

โอ๊ย... คุณทวดของจินช่วยด้วย!!

ผมอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้ตายไปเลย "นั่นไง... ฉันก็ว่าอยู่... ว่าทำไมฮั่วอี้ถึงพูดเรื่อง 'สิ่งมีชีวิตที่ใช้สายตา' อะไรนั่น... ตอนนั้นฉันยังไม่ทันเอะใจเลย..."

เขาต้องเห็นแล้วแน่ๆ!!

หวงหลานเซียงเห็นผมเป็นแบบนี้ เธอกลับดูสงบลงเอง "น้องสาว หนูจะกลัวอะไรล่ะจ๊ะ นั่นสามีหนูนะ อีกอย่าง พี่จำได้ว่าหนูยัง 'โกย' ไอ้ตรงนั้นของหนูเข้าหากันด้วย จนมันเบียดกันแน่นอย่างกับหมั่นโถวขาวๆ สองลูกแน่ะ อย่าว่าแต่ผู้ชายของหนูเห็นเลย ขนาดพี่เห็นเองยังใจสั่นเลย..."

เชี้ยยยย!!

พี่อย่าบรรยายให้เห็นภาพขนาดนั้นได้ไหม! หัวใจผมนี่เหมือนโดนปืนกลกราดยิงจนพรุนเป็นรูไปหมดแล้ว! เหล้าเนี่ย มันคือดาบฆ่าคนที่ไม่เห็นเลือดจริงๆ เซียวซินเอ๋ย แกยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองเป็นแมนเต็มร้อยอยู่อีกเหรอ!

"จะทานมื้อเช้าด้วยกันไหมครับ" ขณะที่ผมกำลังคลั่งอยู่ ประตูก็ถูกเปิดออก ฮั่วอี้ถือปิ่นโตยืนหน้านิ่งอยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่ามายืนฟังผมกับหวงหลานเซียงคุยกันนานแค่ไหนแล้ว เขาไม่ได้มองผม แต่หันไปถามหวงหลานเซียงตรงๆ

"คุณหมอฮั่วไปเอาอาหารเช้าที่โรงอาหารมาเหรอคะเนี่ย แหม... ช่างใส่ใจจริงๆ ค่ะ" พอหวงหลานเซียงเห็นฮั่วอี้ก็ทำตัวลีบเหมือนนักเรียนเจอครูใหญ่ เธอรีบส่ายหน้าพัลวัน "ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวพี่ไปกินที่โรงอาหารเอง หมอกับน้องสาวกินกันเถอะ พี่ไปแล้วนะ! ไปแล้ว!"

ผมยืนบื้อส่งหวงหลานเซียงออกจากห้อง สายตาไปหยุดอยู่ที่กลอนประตูด้านใน... ครั้งหน้าต้องจำให้ขึ้นใจ เข้าห้องมาปุ๊บต้องล็อกประตูทันที

"กินข้าว" ฮั่วอี้ไม่ค่อยสนใจผมเท่าไหร่ เขาวางปิ่นโตลงบนโต๊ะอาหาร ล้างมือเสร็จก็เรียกผมคำหนึ่ง ผมยืนนิ่ง คอหมุนไปหาเขาช้าๆ เหมือนหุ่นยนต์ "ฮั่วอี้... เมื่อคืนตอนคุณเข้ามา ฉันได้ 'แสดงโชว์' อะไรให้คุณดูหรือเปล่า?"

เขาเหลือบมองผมแวบหนึ่ง เลื่อนเก้าอี้นั่งลงข้างโต๊ะ หยิบหมั่นโถวขึ้นมาลูกหนึ่งอย่างสุภาพ พิจารณามันด้วยน้ำเสียงที่มีแววล้อเลียนนิดๆ "หมั่นโถวนี่ดูดีนะ ทั้งขาว ทั้งใหญ่ ท่าทางจะอร่อยน่าดู"

ผมรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว ยืนนิ่งไม่ขยับ กัดฟันกรอด "คุณตั้งใจแกล้งฉันใช่ไหม?" ฮั่วอี้หันมามองผม มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยจนเส้นสายความแข็งกร้าวบนใบหน้าดูอ่อนโยนลงหลายส่วน "เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ มาสิ มาทานด้วยกัน"

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 36 ทหารตรัสแล้วไม่คืนคำ

คัดลอกลิงก์แล้ว