- หน้าแรก
- คุณหมอทหารครับ เมียพี่คนนี้คือ อดีต ชายชาตรีนะเว้ย ยุคแปดศูนย์
- บทที่ 35 เหนือความคาดหมาย
บทที่ 35 เหนือความคาดหมาย
บทที่ 35 เหนือความคาดหมาย
บทที่ 35 เหนือความคาดหมาย
ผมฮึดฮัดไปเปิดประตู เห็นหลานเซียงยืนทำหน้าซื่อตาใสอยู่ข้างนอก "น้องสาวจิน เมื่อคืนพี่จำได้ว่านั่งดื่มกับเธอนี่นา ทำไมตื่นมาถึงอยู่ที่บ้านตัวเองได้ล่ะ พี่กลับไปได้ยังไงเนี่ย"
"ก็... ฮั่วอี้น่ะสิ" ผมเบี่ยงตัวให้หลานเซียงเข้ามาข้างใน "เมื่อคืนเขามาถึงพอดี เลยเป็นคนแบกพี่กลับไปส่งที่บ้าน" เรื่องนี้ชัดเจนครับ ในเมื่อเขาอุ้มผมเข้าห้องนอนได้ เขาก็ต้องแบกหลานเซียงไปส่งบ้านได้เหมือนกัน
หลานเซียงชะงัก ยืนเกร็งอยู่หน้าประตู พลางยืดคอไปมองฮั่วอี้ที่นั่งกลับไปที่โซฟาแล้ว เธอก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมาทันที "หมอ... หมอฮั่วกลับมาแล้วเหรอคะ"
ฮั่วอี้กลับไปทำหน้าขรึมตามระเบียบ ใครเห็นท่าทางแบบนี้คงนึกไม่ถึงว่าเมื่อกี้เขาจะพูดคำว่า "ทรัพยากรร่วมกัน" ได้หน้าตาเฉย "ผู้หญิงดื่มสุราจัดมันเสียสุขภาพ ครั้งนี้ครั้งเดียว อย่าให้มีครั้งหน้า"
ผมแอบเบะปากใส่เขา แต่หลานเซียงกลับพยักหน้าหงึกๆ "ค่ะๆ ทราบแล้วค่ะ ไม่มีครั้งหน้าแน่นอน เมื่อคืนมัน... ในเมื่อหมอฮั่วกลับมาแล้ว พี่ไม่กวนดีกว่า น้องสาวจิน พี่กลับก่อนนะ... เอ๊ะ? ปากเธอไปโดนอะไรมาน่ะ อุ๊ย! หรือว่าพวกเธอกำลัง... ว้าย! ดูพี่มาผิดเวลาจริงๆ ไม่กวนเวลาผัวเมียเขาคุยกันแล้วจ้ะ พี่ไปแล้วนะ ไปแล้ว!!"
"เดี๋ยวพี่!" พูดยังไม่ทันขาดคำ หลานเซียงก็ใส่เกียร์หมาโกยแน่บไปเลย พูดจาเลอะเทอะอะไรก็ไม่รู้ ผมรู้สึกได้เลยว่าเธอ "กลัว" ฮั่วอี้เข้ากระดูกดำ เหมือนเขาจะกินหัวคนได้งั้นแหละ!
ผมปิดประตู... ก็จริงของพี่แก หมอนี่มันตัวอันตรายชัดๆ ผมยืนนิ่งถือลูกบิดประตูใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับ "พระประธาน" องค์นี้ตรงๆ
"ฮั่วอี้ ฉันไม่อยากพูดไร้สาระกับคุณแล้ว เราสองคนไม่มีพื้นฐานความรักต่อกัน การหย่าคือทางออกเดียว นิสัยทหารต้องเด็ดขาด ฉันคิดว่าคุณ..."
"สำหรับพวกเรา ไม่มีป้อมปราการไหนที่ตีไม่แตก" สีหน้าของฮั่วอี้กลับมาเย็นชาอีกครั้ง ริมฝีปากบางขยับเอ่ยคำพูดที่มีอำนาจจนคนฟังไม่กล้าแตะต้อง
ผมอึ้งไป "ป้อมปราการ? หมายความว่าไง?" ใครคือป้อมปราการของคุณ! ผมต่างหากที่อยากจะตีหน้าคุณ ไม่ใช่ให้คุณมาตีท้ายครัว!
ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง "คุณคงไม่ได้บอกว่า... รักฉันเข้าแล้วหรอกนะ!" เสน่ห์ผมมันแรงปานนั้นเลยเหรอ?
"เอาความมั่นใจมาจากไหน" เวลาเขาทำตัวเย็นชานี่มันหนาวสะท้านถึงขั้วโลกเหนือจริงๆ จนผมรู้สึกเหมือนอยู่ในพายุทรายกลางซาฮาร่าเลยครับ
"ที่ฉันพูดน่ะ แค่ความ 'สนใจ' เท่านั้น จะหย่าก็ได้ แต่ขอเหตุผล"
"เหตุผลเหรอ! คุณใช้ความรุนแรงในครอบครัวไงล่ะคือเหตุผล!!" ผมเริ่มเดือดบ้างแล้ว เรื่องแค่นี้ทำไมมันจบยากจังวะ ไม่มีใจแล้วจะยื้อทำซากอะไร!
"ไหล่ฉันหลุดเพราะใคร! ก็เพราะคุณทำ! แถมคุณยังกัดปากฉันด้วย!!" ใครจะไปอยากอยู่กับคนบ้า! ผมรู้สึกกดดันไปหมดตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงเซลล์ในเม็ดเลือดเลยครับ!
"ฉันอธิบายไปแล้วว่าจะไม่มีครั้งหน้า" ฮั่วอี้พูดพลางทำท่าจะเดินเข้ามาหาผม "หรือเธออยากจะกัดคืนล่ะ?"
ผมถอยกรูดทันควัน หัวเราะหึๆ "ฉันเนี่ยนะจะกัดคุณ? พี่ชาย อย่าล้อเล่นน่า! คุณมีปฏิกิริยาป้องกันตัวอัตโนมัติ เดี๋ยวเกิดทุ่มฉันข้ามไหล่ขึ้นมา กระดูกฉันไม่แตกละเอียดเหรอ!!" จะได้ไปนอนเตียงข้างๆ ม้าเทียหงที่โรงพยาบาลพอดี!
"นี่ๆๆ! ฮั่วอี้ มีอะไรก็พูดตรงนั้น หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ! รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยด้วย!!"
ดูเหมือนเขาจะเริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาเหมือนกัน เขายืนนิ่งเม้มปากแน่นอยู่สองสามวินาที ก่อนจะเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง "พ่อของฉันสุขภาพไม่ดี ฉันยังหย่าตอนนี้ไม่ได้ มันจะกระทบกระเทือนใจท่าน"
"คุณพ่อคุณ..." ผมชะงัก... จริงด้วย พ่อสามีเป็นถึงอดีตผู้บัญชาการเหล่านักรบ! ในความทรงจำร่างเดิม บอกว่าที่หย่ากันครั้งก่อนก็เพราะจินตัวอวี๋คนเก่าทำเอาคุณปู่ท่านนี้โกรธจนล้มป่วย
ผมคงไม่เห็นแก่ตัวถึงขนาดจะทำให้คนแก่ต้องหามส่งโรงพยาบาลอีกรอบหรอกนะ ผมยังมีความเป็นคนพอ!
ฮั่วอี้หยุดไปครู่หนึ่ง เขายังคงไม่หันมาสบตาผม "เธออยากหย่าก็ได้ แต่ต้องรอให้พ่อฉันผ่าตัดหัวใจเสร็จและร่างกายฟื้นตัวก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันใหม่"
เออ! ค่อยพูดจาเหมือนคนหน่อย เช้าบอกแบบนี้ก็จบเรื่องแล้ว มัวแต่สนใจมั่ง ป้อมปราการมั่ง ไร้สาระ ที่แท้ก็ติดเรื่องกตัญญูนี่เอง!
ผมขมวดคิ้วมองด้านข้างใบหน้าเขา "แล้วต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะผ่าตัดได้"
"เรื่องนี้ยังระบุไม่ได้ ตอนนี้เกล็ดเลือดของท่านยังต่ำเกินไป แถมยังมีปัญหาเรื่องความดันด้วย"
ฮั่วอี้หันหน้ามาหาผม น้ำเสียงเขาหนักแน่นและจริงจังมาก "ฉันต้องมั่นใจว่าพ่อจะอารมณ์ดีและผ่อนคลายที่สุด เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้ร่างกายท่านฟื้นตัวจนถึงเกณฑ์ที่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย"
ผมเข้าใจดีครับ การผ่าตัดมันต้องมีตัวเลขตัวชี้วัดที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นถ้าฝืนทำไปอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันจนลงจากเตียงผ่าตัดไม่ได้... เหมือนผมตอนนั้นที่ร่างกายก็ไม่พร้อม...
ช่างเถอะ จะไปนึกถึงเรื่องตัวเองทำไม!
ผมใช้ความคิดครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกไป "งั้น... สักเดือนหนึ่งไหม? อีกเดือนหนึ่งเราค่อยมาคุยเรื่องหย่า..."
สายตาที่ฮั่วอี้มองมานั้นยากจะอ่านออก "อย่างน้อยต้องหนึ่งปี"
หนึ่งปี—
ผมรีบดีดลูกคิดในใจอย่างรวดเร็ว การมีหัวโขนเป็นภรรยาของฮั่วอี้จะช่วยให้ผมทำอะไรได้สะดวกขึ้นเยอะ พูดง่ายๆ คือมีสถานะทางสังคมหนุนหลังมันของดีชัดๆ ลองนึกดูสิ ขนาดพี่เวินพอรู้ว่าฮั่วอี้เป็นหมอทหาร เธอยังลดกำแพงกับผมอย่างรวดเร็วเลย
แถมไม่ต้องเที่ยวตะลอนหาบ้านเช่าด้วย ผมจะได้ทุ่มเทเวลาไปกับการปั๊มเงินให้กลายเป็น "เศรษฐีหมื่นหยวน" สะสมคอนเนกชันไปเรื่อยๆ พอถึงเวลาแยกย้าย ทางข้างหน้าของผมก็คงโรยด้วยกลีบกุหลาบแล้ว!
"จินตัวอวี๋ เธอจะคิดไปถึงเมื่อไหร่ นี่คือการยอมถอยที่มากที่สุดของฉันแล้วนะ"
"ตกลง!"
ผมยกมือขึ้นกะจะไปแปะมือ High Five กับเขา แต่ฮั่วอี้กลับนิ่งเฉยไม่เล่นด้วย สายตาเขามีแต่ความระอา ผมเลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ แก้เก้อแล้วค่อยๆ ลดมือลง แหม... ท่าทางแบบนี้มันคงดูไม่เข้ากับยุคสมัยจริงๆ แหละ
"งั้นก็ตามนี้" ผมก้มมองนาฬิกา "เอ้อ คุณต้องไปโรงพยาบาล..."
"ในระหว่างที่เธอยังเป็นภรรยาของฉัน ฉันมีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องรับรู้เรื่องราวของเธอทุกเรื่อง"
ฮั่วอี้ขัดจังหวะผม เขายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นยังกับภูเขา "ได้ยินว่าช่วงนี้เธอยุ่งมาก อธิบายมาซิว่าทำไมเธอถึงปั่นจักรยานของโรงพยาบาลไปโผล่ที่ทางแยกนั่น เธอไปแถวชนบทมาเหรอ?"
ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องขุดหลุมฝังตัวเอง "ตอนคุณไปฝึกภาคสนาม ฉันบังเอิญไปรู้จักเพื่อนใหม่น่ะครับ เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เห็นหน้าแกแล้วฉันก็นึกถึง... น้องสาว... ข้างบ้าน... ที่อยู่บ้านเกิดน่ะ สรุปคือเป็นเพื่อนนั่นแหละ"
เรื่องมันต้องมีกั๊กบ้างครับ ไอ้เรื่องเอาไข่มาแลกผ้านี่ ถ้าไม่จวนตัวจริงๆ ผมจะเหยียบให้มิดเลย!
ฮั่วอี้ใช้สายตาคมกริบราวกับใบมีดเฉือนมองผมอยู่หลายรอบก่อนจะเลิกซักไซ้ "แล้วเรื่องพนักงานบริการในครัวเรือน (คนรับใช้) ล่ะ"
"เรื่องนั้น..."
ผมเหลือบมองกระเป๋าตัวเอง ถ้าประเมินจากทักษะการสืบสวนของพี่แก เขาคงเห็นหนังสือภาษาอังกฤษกับข้อสอบที่ผมออกให้เวินหย่วนรวมถึงสมุดเตรียมสอนแล้ว และคงสรุปคำตอบในใจได้เอง
"คุณไม่ได้รื้อกระเป๋าฉันเหรอ?"
"ฉันยังไม่มีนิสัยชอบรื้อของส่วนตัวของใคร"
ฮั่วอี้ตอบสั้นๆ ได้ใจความ "เพราะฉะนั้น ทางที่ดีเธอควรพูดความจริงมาซะ"
ข้อดี!
นี่คือข้อดีของพี่แกเลย!
ผมใจชื้นขึ้นมาทันที แสดงว่าสมุดเงินฝากกับตั๋วแลกผ้าที่ผมซ่อนไว้ในปลอกหมอนเขาก็คงยังไม่เห็น สัญชาตญาณบอกผมว่า สิ่งที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ ยิ่งเขาเจอน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี!
"ใช่ครับ ฉันหางานพาร์ทไทม์ทำเอง เป็นพนักงานบริการในครัวเรือน"
ฮั่วอี้กวาดสายตามองไปรอบห้อง "งานบ้านตัวเองทำดีแล้วหรือยัง? ไปลาออกซะ"
สั่งเก่งจริงพ่อคุณ!
ผมกลั้นหายใจใช้ความคิดอยู่พักหนึ่ง "ไม่ใช่พนักงานธรรมดาหรอกครับ แต่ฉันไปสอนภาษาอังกฤษให้ลูกชายพี่เวิน ฉันรู้ว่าไม่มีใครเชื่อหรอกว่าฉันรู้ภาษาอังกฤษ และฉันก็ไม่อยากอธิบายด้วย เพราะงั้นคนนอกจะมองว่าเป็นคนใช้ก็ช่างเขา แต่ถ้าคุณถามว่าฉันไปแอบเรียนมาจากไหน ฉันก็จะตอบคำเดิมว่า... ยอดฝีมือหลังบ้านสอนมาครับ!"
สีหน้าฮั่วอี้ดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร "หลังบ้านเธอมันคือสุสานนะ"
"แค๊ก!"
ผมอดใจไม่ไหวจนต้องไอออกมาโขลกใหญ่ พลางหัวเราะแห้งๆ แกล้งเซ่อต่อไป "ก็นั่นแหละครับ ผีมั้งที่รู้ว่าฉันเรียนมายังไง!"
พูดจบผมก็เดินไปหยิบกระเป๋า เอาหนังสือภาษาอังกฤษออกมาให้เขาดู "เล่มพื้นฐานน่ะครับ เด็กนั่นยังเรียนประถมอยู่เลย คนที่คุณเคยเจอไง ที่สำลักลูกอมน่ะ..."
"เขาเรียกเธอว่าอา"
ผมแจกยิ้มกว้างให้เขา "เด็กก็เงี้ยแหละค่ะ คุณเดาความคิดพวกเขาไม่ได้หรอก อย่าว่าแต่เรียกอาเลย ต่อให้เรียกปู่ทวด มันก็เป็นสิทธิของเขาไม่ใช่เหรอ?"
ฮั่วอี้ยังคงนิ่งเฉย เขาแค่หยิบหนังสือภาษาอังกฤษของผมไปเปิดดูสองสามหน้า "ได้ยินว่าแฟนของพี่สาวเธอเป็นครูสอนมัธยมต้นนี่"
พี่สาว? ใครวะ?
อ๋อ... ยัยคนที่หนีตามผู้ชายไปนั่นน่ะเหรอ!
ผมไม่พยักหน้าและไม่ส่ายหน้า ปล่อยให้เขาอนุมานไปตามใจชอบเถอะ ขอแค่หลังจากนี้อย่ามาวอแวผมก็พอ! เรื่องจริงน่ะผมพูดไม่ได้หรอก ทะลุมิติเอย เกิดใหม่เอย
ใครเขาจะไปคุยเรื่องนี้กัน ถ้าเขาไม่เชื่อก็แค่หาว่าผมเป็นบ้า แต่ถ้าเขาเชื่อขึ้นมาเนี่ยสิสยองกว่า เกิดโดนจับไปผ่าพิสูจน์เป็นลิงทดลองจะทำยังไง!
"เอาเป็นว่าฉันทำได้ก็แล้วกัน คุณไม่ต้องถามต่อหรอก จิน... เอ๊ย... ตระกูลจินเนี่ย ตั้งใจเรียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ที่บ้านยากจน ฉันเลยต้องแสร้งทำเป็นเรียนไม่เก่ง เพื่อใช้กำลังอันน้อยนิดช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน เรื่องนี้มัน..."
"เธอพูดมาเลยดีกว่าว่า 'แทนที่จะประดับกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา สู้ประดับตนด้วยอาวุธแห่งความรู้ยังจะดีเสียกว่า'"
ฮั่วอี้ปรายตามองแล้วสวนกลับทันควัน "อ้างมาร์กซ์บ้างล่ะ อ้างเอ็นเกลส์บ้างล่ะ นี่แหละสไตล์เธอ เธอเนี่ยเหมาะจะไปทำงานที่หน่วยข่าวกรองจริงๆ นะ"
ผมโดนคำพูดตรงไปตรงมาของเขาแทงจนเกือบจุก!
ผมยิ้มแห้งๆ เตรียมจะเผ่นเข้าห้องนอน "ในเมื่อเมื่อเช้าเราคุยกันรู้เรื่องแล้ว ก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเองดีไหมครับ? คุณไปยุ่งเรื่องของคุณ ส่วนฉันขอกลับไปนอนต่อสักงีบ..."
ขณะที่กำลังจะเดินผ่านตัวเขาไป ฮั่วอี้ก็ทิ้งคำพูดออกมาสั้นๆ "เดี๋ยว"
"อะไรอีก?"
ฮั่วอี้วางหนังสือภาษาอังกฤษลง "เช้านี้ฉันลางานไว้ เธอไปเตรียมตัวซะ ฉันจะพาเธอไปพบพ่อของฉัน"
"...ไม่ไป!"
ผมปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ ทาสเงินอย่างผมกำลังจะออกไปตะลอนหาเงินตามชานเมืองนะเว้ย รอให้เขาไปทำงานผมจะได้แอบออกไป ขืนไปพบพ่อเขา ก็เสียเวลาทำมาหากินน่ะสิ!
แววตาฮั่วอี้เริ่มขุ่นมัว "ขอเหตุผล"
"ฉันไม่สบาย!"
ผมโพล่งคำพูดส่งๆ ออกไปพลางเดินจ้ำจะเข้าห้องนอน "ไหล่หลุดมันต้องพักฟื้น! ไว้ฉันว่างค่อยว่ากันนะ คุณ... เหวออออ!!!"
พูดยังไม่ทันจบ แขนผมก็โดนเขากระชากจนตัวถอยหลังกรูดไปปะทะกับแผงอกกว้างของเขา ในวินาทีเดียวกัน ท่อนแขนแข็งแกร่งของเขาก็พาดล็อกเข้าที่ลำคอผม จนผมเกือบจะขาดอากาศหายใจตายคาอกพี่แกเลยครับ!
"ปล่อยนะ!!" ผมพยายามดิ้นและทุบแขนเขา "หมอฮั่วครับ ไหล่หลุดน่ะต่อได้ แต่ถ้าคอหลุดคุณกลายเป็นฆาตกรเลยนะ!" ไอ้หมอนี่ทำไมเอะอะก็ใช้กำลังวะ!
"จินตัวอวี๋" เขาขยับหน้ามาใกล้ใบหูผม น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง "ฉันใช้ความอดทนกับเธอจนถึงที่สุดแล้วนะ จำไว้ว่านี่คือการแต่งงานกับทหาร ถ้าฉันไม่ตกลง ต่อให้ฉันจะทำอะไรกับเธอ เธอก็ไม่มีวันหย่าได้สำเร็จ"
ตัวผมแข็งทื่อพลางเบือนหน้าหนี "คุณหมายความว่าไง..." ระยะมันใกล้มาก หลังของผมแนบชิดกับแผงอกเขาไปทุกส่วน แต่ในมุมนี้ผมมองไม่เห็นหน้าเขา รู้สึกได้เพียงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั้งตัว!
"ตราบใดที่ยังไม่หย่า เธอก็ต้องทำหน้าที่ภรรยาให้ครบถ้วนทุกวัน ฉันไม่สนว่าเธอจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ทั้งต่อหน้าและลับหลังคนอื่น เธอต้องเป็น 'ภรรยาที่ดี' เข้าใจไหม"
ผมเม้มปากแน่น ลมหายใจที่เขารดลงมาน่ะอุ่น แต่คำพูดที่พ่นออกมานี่มันเย็นเยือกชวนขนลุก "แล้วหน้าที่ภรรยาที่ว่าน่ะ มันต้องทำอะไรบ้างล่ะ"
"จินตัวอวี๋ในตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องให้ฉันอธิบายหรอก"
"ปล่อยฉันก่อน!!"
"ตอบคำถามมา"
ผมเงียบ พยายามกัดฟันงัดท่อนแขนที่ล็อกคอผมไว้ออก เกิดมาผมเกลียดที่สุดคือการโดนข่มขู่! ต่อให้คุณเป็นหมอหรือเป็นแม่ทัพมาแตะต้องผม ผมก็ไม่ใช่พลทหารลูกน้องคุณนะโว้ย! ขู่จังนะ ให้ตอบเหรอ... ได้!
"ปล่อย! บอกให้ปล่อยไง!!"
ผมยื้อยุดฉุดกระชาก แต่เขากลับยิ่งกอดแน่นขึ้น เพียงแต่เลื่อนแขนลงจากลำคอมาอยู่ที่แถวๆ กระดูกไหปลาร้าแทน อย่างน้อยก็พอให้ผมหายใจคล่องขึ้นบ้าง แต่มันเป็นท่าที่โครตจะอีโรติกเลยครับ แขนขาผมจะขยับไปทุ้งไปตีก็นึกไม่ออก!
"ฮั่วอี้ ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจนะ!"
เขาไม่ตอบ แต่เห็นชัดว่าไม่พอใจน้ำเสียงแบบนี้ แรงบีบรัดเลยไม่มีท่าทีจะคลายลง ผมเริ่มฟิวส์ขาดแล้วครับ... อย่ามาโทษว่าผมหน้าตัวเมีย ในร่างเมีย ก็แล้วกัน!
ผมตัดสินใจงัดวิชาไม้ตายอันดับหนึ่งที่เลื่องลือในยุทธภพ เป็นกระบวนท่าที่เหล่าสตรีต้องฝึกไว้ป้องกันตัว— หนุมานถวายแหวน (ฉบับเน้นจุดยุทธศาสตร์) !
ผมวาดมือไปข้างหลังคว้าหมับเข้าให้! ร่างของฮั่วอี้แข็งทื่อทันที พร้อมๆ กับที่ตาผมเบิกโพลง... เหนือความคาดหมาย และน่าทึ่งชะมัด! เชี้ยยยย!!
"จินตัวอวี๋ เธอ..."
อาศัยจังหวะที่แขนเขาคลายแรงลง ผมรีบพุ่งพรวดเข้าไปในห้องนอนจนถึงข้างเตียง หันกลับมายังไม่ทันตั้งสติดี ผมก้มลงมองมือตัวเองแบบงงๆ แล้วเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาที่ทึ่งสุดขีด... พี่ชาย ผมนับถือใจคุณจริงๆ! ตกใจแทบตาย...
ฮั่วอี้ยันกายยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูไม่ไยไพ หน้าเขาเย็นชามาก แต่ในแววตานั้นผมจับความรู้สึก "เหวอ" ได้เป็นครั้งแรก
"ใครสอนเธอใช้มุขนี้"
ต้องมีคนสอนด้วยเหรอครับ? ตีข้างบนไม่ได้ ก็ต้องเล่นข้างล่างนี่แหละ...
(จบบท)