บทที่ 34 หย่า!
บทที่ 34 หย่า!
บทที่ 34 หย่า!
"จนถึงวันแต่งงาน เธอไม่เคยแตะต้องหนังสือของฉันเลยสักเล่ม แต่หลังแต่งงาน นอกจากหนังสือวิชาการแพทย์ในตู้ของฉันแล้ว เล่มอื่นๆ เธอเปิดอ่านจนครบ
โดยเฉพาะหนังสือวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ เธอดูจะสนใจเป็นพิเศษ ทั้งกลศาสตร์ควอนตัม, ค่าคงที่ของพลังค์, ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์..."
ฮั่วอี้จ้องหน้าผมเขม็ง "เธอยังใช้ดินสอเขียนประโยคหนึ่งไว้ที่พื้นที่ว่างในหน้า 25 ของหนังสือ 'บทนำสู่การเดินเรือในอวกาศ' ว่า 'เราต้องกำจัดความทุกข์ยากและความขัดสนของมวลมนุษย์ และมอบความรื่นรมย์และความงดงามให้แก่พวกเขา'
ฉันจำได้ว่านี่คือประโยคปิดท้ายของผู้ชนะรางวัลโนเบล 'ยูเรย์' ที่ท่านเฉียนเสวียเซินเคยหยิบยกมาใช้สุนทรพจน์ในมหาวิทยาลัยช่วงปี 1940 ช่วยบอกฉันหน่อยสิว่าเธอไปรู้ประโยคนี้มาจากไหน"
ผมแกล้งทำเป็นใบ้กิน ไม่ปริปากสักคำ ได้แต่นั่งฟังฮั่วอี้ร่ายยาวไปเรื่อยๆ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ต้องการคำตอบจากผมในทันที
แต่สิ่งที่เขากำลังทำคือการ 'ประกาศอำนาจ' ให้ผมรู้ว่าที่นี่คือถิ่นของเขา ถึงตัวเขาจะไม่อยู่ แต่ 'วิญญาณ'... เอ๊ย มโนสำนึกของเขายังวนเวียนตรวจสอบทุกอย่างอยู่เสมอ! ครับ ผมเข้าใจแบบนั้นจริงๆ!
"อ้อ เกือบลืมไป หนังสือแพทย์ของฉัน เธอก็ใช่ว่าจะไม่แตะเลยนะ เธอเปิดดู 'กายวิภาคศาสตร์มนุษย์' ด้วยนี่ แต่ก็แค่เปิดดูผ่านๆ ไม่กี่หน้าแล้วก็วางคืนที่เดิม ฉันพอจะอนุมานได้ว่า
นอกจากเธอจะชอบวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์แล้ว ดูเหมือนจะสนใจเรื่องการสร้างจรวดและโครงสร้างร่างกายมนุษย์อยู่ไม่น้อยเลย"
ผมแทบจะสำลักน้ำลายตัวเองตาย!
ไอ้พี่ชายคนนี้เป็นทหารหน่วยสอดแนมมาเกิดหรือไงวะ? ผมเปิดหนังสือเล่มไหน หน้าที่เท่าไหร่ เขารู้หมดเลย ตู้หนังสือไม้จริงสูงตั้งเมตรแปด หนังสืออัดแน่นเต็มพรึ่บ ตาพี่แกเป็นกล้องวงจรปิดหรือเครื่องเอกซเรย์กันแน่?
เอาทีละเรื่องนะ... ที่ผมดูกายวิภาคฯ น่ะ ผมสงสัยไม่ได้หรือไง? ผมเป็นผู้ชายมาตั้ง 29 ปี จู่ๆ มาอยู่ในร่างนี้ ผมก็ต้องอยากรู้สิว่าโครงสร้างภายในของผู้หญิงมันเป็นยังไง!
...แต่รูปในหนังสือนั่นมันทำผมคลื่นไส้ไปหน่อย เปิดดูสองทีก็รีบยัดคืนที่เดิมแล้ว
ส่วนไอ้ประโยคที่เขียนไว้นั่นน่ะ ผมเขียนเพราะมันเป็นหนังสือของท่านเฉียน (บิดาแห่งจรวดจีน) เลยเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาเฉยๆ หรอกโว้ย!
แล้วที่ศึกษาฟิสิกส์น่ะ ก็เพราะอยากรู้ว่าตัวเองโผล่มาที่นี่ได้ยังไง หลุมดำ หลุมขาว หรือรูหนอนกันแน่ ผมต้องสืบให้รู้ว่า 'รู' ไหนมันจับผมดูดทะลุมิติมา!
แต่ตอนนี้ผมถอดใจถาวรแล้วครับ และปลอบใจตัวเองด้วยคำว่า 'วิทยาศาสตร์ชาวบ้าน ช่างล้ำลึกสุดหยั่ง' แทน!
ฮั่วอี้มองผมแล้วเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ "จินตัวอวี๋ ในใจเธอนี่คงมีกิจกรรมเยอะน่าดูนะ พูดตามตรง เธอเขียนลายมือสวยดี บอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเธอเรียนรู้ด้วยตัวเองจนถึงขั้นนี้ได้ยังไง... เข้าขั้นอัจฉริยะเลยนะน่ะ"
ผมเงียบกริบ ปวดหัวจี๊ดเลย ถ้าตอนกลางคืนมันมีทีวีให้ดูแก้เซ็ง ผมจะว่างจนต้องไปหยิบหนังสือคุณมาอ่านไหมล่ะ?!
อย่าว่าแต่เขาที่รู้จักสืบสวนเลย ผมแค่อ่านหนังสือพวกนั้นก็พอจะเดานิสัยเขาได้เหมือนกัน นอกจากหนังสือแพทย์ ฟิสิกส์ และการทหารแล้ว ที่เหลือก็เป็นวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ แต่ที่ทำให้ผมอึ้งสุดๆ คือหนังสือภาษาต่างประเทศฉบับดั้งเดิม มีทั้ง 'How the Steel Was Tempered' (นิยายโซเวียต) และเรื่องอื่นๆ
ผมอ่านไม่ออกหรอก เป็นภาษารัสเซียล้วนๆ แต่พี่แกมีเขียนโน้ตกำกับไว้ด้วย ดูจากอายุแล้วเขาไม่น่าจะเคยไปเรียนที่โซเวียต ผมเลยเดาว่าเขากับเวินหย่วนน่าจะคล้ายกัน คือมีครูมาสอนให้ที่บ้านตั้งแต่เด็ก
แน่นอนว่าตอนที่บ้านเรากับโซเวียตยังรักกันหวานชื่น เราเรียกเขาว่า 'พี่ใหญ่' ภาษารัสเซียเคยฮิตระเบิดระเบ้อในจีน ลูกหลานข้าราชการระดับสูงจะพูดรัสเซียได้ก็ไม่แปลก
แต่ที่ผมทึ่งคือมีฉบับภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสด้วย ถ้าพูดตามภาษาสมัยใหม่ พี่แกก็คือ 'ตัวพ่อ' หรือ 'เด็กเรียนเทพ' ดีๆ นี่เอง
ตู้หนังสือและร่องรอยการอ่านบอกนิสัยและภูมิปัญญาคนได้ หนังสือของฮั่วอี้ดูเก่าหน่อยๆ แต่ตู้สะอาดมาก ไม่มีฝุ่นเกาะ แสดงว่าเป็นหนังสือที่เปิดอ่านบ่อย และตู้ก็เช็ดถูเป็นประจำ
ตัดอคติส่วนตัวทิ้งไป ผมรู้เลยว่าเขาเป็นทหารสายเทคนิคที่รักสะอาด ชอบอ่านหนังสือ และมีวินัยกับตัวเองสูงมาก
แต่การสืบสวนของผมก็มีแค่นี้แหละ ผมอ่านหนังสือเขาแค่แก้เซ็งกับสงสัยเฉยๆ เพราะผมไม่คิดว่าตัวเองจะต้องไปมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าของตู้หนังสือนี้อยู่แล้ว
ฮั่วอี้ดูจะมีความอดทนกับผมมากเป็นพิเศษ "เธอยังไปแตะต้องกล้องถ่ายรูปของฉัน แถมยังพยายามจะถอดชิ้นส่วนมันด้วย ขอถามแรงจูงใจหน่อยได้ไหม"
ไอ้หมอนี่เวลายิ้มแบบกึ่งยิ้มกึ่งบึ้งเนี่ย เหมือนตำรวจไม่มีผิด เหมือนกำลังร่ายรายการหลักฐานความผิดต่อหน้า 'ขโมย' อย่างผม บอกเป็นนัยว่า 'สารภาพซะเถอะ ขัดขืนไปก็เหนื่อยเปล่า'
กล้องเหรอ?
ใจผมหล่นวูบ รีบก้มหน้าพ่นลมหายใจออกมา... ยอมแล้ว! ยอมกราบเลยครับ! รู้ไปหมดทุกเรื่องจริงๆ!
"จินตัวอวี๋ ตอบคำถามฉันมา" พอน้ำเสียงเขาเริ่มเย็นชา ผมเลยตัดสินใจชนมันตรงๆ "ใช่! จินแตะกล้องคุณเองแหละ!"
ฮั่วอี้คือชนชั้นกลางค่อนไปทางรวยในยุคนี้ชัดๆ ในตู้นอกจากหนังสือยังมีกล้องสองตัวที่เป็นระดับแอนทีก ตัวหนึ่งคือ 'Leica' (เลก้า) รุ่นช่องมองภาพด้านข้าง ผลิตช่วงปี 40 กว่าๆ สมัยนั้นผลิตออกมาแค่หมื่นกว่าตัว
ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คือรุ่น Limited Edition ของแบรนด์หรูชัดๆ พี่แกดันมีครอบครอง ผมจะอดใจไม่ไปหยิบมาลูบๆ คลำๆ ด้วยความเลื่อมใสได้ไงล่ะ!
อีกตัวก็ประวัติไม่ธรรมดา มาจากเยอรมันเหมือนกัน เป็นกล้อง 'Zeiss' (ไซส์) รุ่นฟิล์มยุคดึกดำบรรพ์ หรือที่เรียกกันว่ากล้อง 'Dry Plate' ของหายากระดับโลกเลยนะน่ะ มือผมมันก็เลยคันยิบๆ ไง!
"ก็แค่สงสัย! จินสงสัยไม่ได้เหรอ!"
ฮั่วอี้มองผมโดยไม่มีท่าทีโกรธเคือง มุมปากยกขึ้นนิดๆ ด้วยซ้ำ "สงสัย? งั้นทำไมไม่สงสัยไอ้กล้อง 'Sea Gull' (นกนางนวล) ตัวนั้นล่ะ"
ผมลุกขึ้น ยืนพองลมในแก้มแล้วถอนหายใจ "ไอ้ 'นกนางนวล' ของคุณน่ะมันรุ่นปัจจุบัน หาซื้อที่ไหนก็ได้ จะสงสัยทำไมล่ะ มันจะไปเทียบกับไอ้ Leica สองตัวนั้นที่เลิกผลิตไปแล้วและหาซื้อไม่ได้..."
พอนึกขึ้นได้ว่าหลุดปาก ผมรีบหุบปากฉับทันที โบกไม้โบกมือมั่วซั่ว "เอาเป็นว่า จินขอโทษ จินไม่ควรไปยุ่งกับของรักของหวงของคุณ ต่อไปจินจะไม่ย่างกรายเข้าไปในห้องหนังสือคุณอีก... แต่คิดว่าคงไม่มี 'ต่อไป' แล้วล่ะ!"
ฮั่วอี้ยังคงมองผมทะลุปรุโปร่งเหมือนเดิม เขาหลุดหัวเราะหึๆ "Leica รุ่นช่องมองภาพด้านข้างงั้นเหรอ... แสดงว่ายี่ห้อและรุ่นของอีกตัว เธอก็คงจะรู้ซึ้งเป็นอย่างดีเหมือนกันสินะ จินตัวอวี๋
เธอรู้จักปืน ฉันไม่แปลกใจ เพราะพ่อเธอเป็นทหารผ่านศึก แต่เรื่องอื่นเนี่ย เธอทำให้ฉันต้องมองเธอใหม่จริงๆ นะ ฉันแนะนำให้เธอเปลี่ยนชื่อเถอะ เป็น 'จินตัวอี้' จินผู้มากความสามารถ ดีไหม?"
คุยอะไรกันวะเนี่ย คุยคนละเรื่องเดียวกันชัดๆ!
ผมขมวดคิ้วจ้องเขา "ฮั่วอี้ คุณฟังจินอยู่หรือเปล่า จินบอกว่าหย่า! จินไม่อยากอธิบายว่าทำไมถึงเปลี่ยนไปมาก
คือจิน... พ่อแม่จิน! ขนาดท่านยังไม่กล้าบอกเลยว่ารู้จักจินดีทุกซอกทุกมุม นับประสาอะไรกับคุณ เอาเป็นว่าคุณจะคิดยังไงก็ช่าง จะว่าจินเป็นโรคจิตเภท หรือมีเทพเจ้ามาเข้าสิงก็ตามใจ แต่มันไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ..."
ตึก ตึก ตึก~~ ตึก ตึก ตึก~~
ขณะที่ผมกำลังร่ายยาวแบบไฟลุกอยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพอดี ผมเลยหยุดพักหายใจ หันไปมองฮั่วอี้แวบหนึ่ง "จินไปเปิดประตูก่อน วันนี้เราสองคนต้องเคลียร์เรื่องหย่าให้จบให้ได้"
พูดจบผมก็ไม่สนใจสีหน้าของฮั่วอี้ หันหลังเดินไปที่ประตูทันที เดินไปได้แค่สองก้าว ข้อมือก็โดนคว้าหมับจนผมต้องหันไปแยกเขี้ยวใส่ "จะทำอะไรอีกล่ะ แค่จะไปเปิดประตูคุณก็ต้องทำไหล่จินหลุดด้วยเหรอ?" โดนจนจะเป็นโรคขวัญผวาอยู่แล้วเนี่ย!
สีหน้าฮั่วอี้ชะงักไปนิด เขายอมปล่อยมือ "ติดกระดุมเสื้อให้เรียบร้อยก่อนค่อยไปเปิด"
"หะ... อะไรนะ?"
ผมมองตามสายตาเขาแล้วก้มลงดูตัวเอง... ถึงกับตาค้าง เพราะเสื้อเชิ้ตที่ใส่อยู่เมื่อวานมันปลดกระดุมลงมาจนถึง... โชว์ของดีได้จังหวะ "ยั่ว" พอดีเป๊ะ!
อ้าปากค้างโดยอัตโนมัติ สมองนี่ดังสนั่นเหมือนระเบิดลง "นี่... นี่คุณ... ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้!!"
ริมฝีปากบางของฮั่วอี้กลับยกยิ้มขึ้น ดูท่าทางพี่แกจะเพลิดเพลินกับความ "สติหลุด" ของผมมาก "ก็เธอเป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอว่า... ใช้ทรัพยากรร่วมกัน"
ถุยเถอะ! พูดซะดิบดี ที่แท้คุณมรึงแอบกินกำไรสายตาผมไปทั้งเช้าเลยนี่หว่า!
"แล้วเมื่อคืน คุณ... คุณ... คุณไม่ได้ทำอะไรจินใช่ไหม!" เกือบลืมไปเลย ว่าตอนนี้ผมอยู่ในร่างที่เสียเปรียบชาวบ้านเขา!
"สำหรับฉัน คนที่นอนนิ่งไม่ไหวติง มีแค่ 2 ประเภทเท่านั้น คือหนึ่ง 'คนไข้' และสอง 'ศพ' เพราะฉะนั้น เธอคิดว่าฉันจะทำอะไรเธอได้ล่ะ" ฮั่วอี้ตอบด้วยสีหน้าตายด้านแบบ "สงบเสงี่ยม" สุดขีด
ผมด่ากราดในใจพลางหันหลังกลับอย่างคลุ้มคลั่ง รีบติดกระดุมเสื้อจนแทบจะถึงคาง โชคดีนะที่ไม่เสียตัว เอ๊ย ไม่เสียท่าไปมากกว่านี้ ถ้าไม่มีคนมาเคาะประตู ป่านนี้พี่แกคงจ้องไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!
"ติดให้แน่นๆ ล่ะ ทรัพยากรของสามีภรรยา อนุญาตให้ใช้ร่วมกับฉันแค่คนเดียว" ได้ยินคำพูดเนิบๆ ของไอ้หมอนี่แล้ว ผมอยากจะหันไปประเคนหมัดใส่เบ้าตาเขาสักปั้งจริงๆ!
บอกไปร้อยรอบแล้วว่าหย่า! ใครจะไปแชร์ทรัพยากรกับคุณ ทันใดนั้นคำศัพท์คำหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว ผมหันไปขยับปากด่าเขาแบบไม่มีเสียง!
"M... S!" (มาโซคิสม์... ซาดิสม์!)
ฮั่วอี้ขมวดคิ้วมุ่น "บ่นพึมพำอะไร?" ทำเป็นไขสือนะคุณ!
(จบบท)